ปราสาทพระวิหาร : ปราสาทหินอันทรงคุณค่าบนชายแดนไทย-กัมพูชา

สวัสดี… ปราสาทพระวิหาร

ซัวชไดย… เปรี๊ยะวิเฮียร์
สวัสดี… ปราสาทพระวิหาร

ปราสาทหินดูจะไม่ใช่หมุดหมายสำคัญอันดับแรกๆ สำหรับนักเดินทางชาวไทยทั่วไป เสียเท่าไหร่ นอกจากคนที่สนใจ ใคร่รู้ในเรื่องเฉพาะเรื่องของโบราณคดี สถาปัตยกรรม อารยธรรม ชีวิตความเป็นอยู่ ของกลุ่มชนคนโบราณ ความรุ่งเรืองของอาณาจักรต่างๆ และรู้ถึงสัจธรรมที่ว่าในเบื้องลึกของทุกเรื่องราวเหล่านั้น มีความน่าสนใจแฝงเร้นไว้อีกมากมาย ไม่รู้จบ ปราสาทหินในเมืองไทยทุกวันนี้มีปรากฏอยู่ไม่ใช่น้อย ยิ่งใหญ่ เก่ากาล แตกต่างกันไปตามกาลเวลา แต่ที่ถือได้ว่าเป็นปราสาทหินที่ทรงคุณค่าอลังการ ทั้งด้านความยิ่งใหญ่ เก่าแก่ เอกอุแห่งความงดงาม ปราสาทพระวิหาร ไม่เป็นสองรองใคร

เรื่องและภาพถ่าย: เจนจบ ยิ่งสุมล

การจะไปเยือนปราสาทพระวิหารได้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เช่นปราสาทหินอื่นๆ ทั่วไป ในประเทศไทย ทั้งระยะทางที่ยาวไกลกว่า 600 กิโลเมตรจาก กรุงเทำพฯ สู่จังหวัดศรีสะเกษ ความสูงชันของที่ตั้งตัวปราสาท หรือเหตุผลปัญหาด้านชายแดนไทยกับกัมพูชา นบางเวลา ฯลฯ… แต่พวกเราก็ดั้นด้นเดินทางมาถึงจนได้ อย่างที่วาดหวังไว้

ปราสาทพระวิหาร, เขาพระวิหาร, ไทย, กัมพูชา

………………………………

เช้ามืด ก่อนดวงตะวันจะสาดแสง พวกเรารอเวลาเตรียมพร้อมกันอยู่ที่ผามออีแดง ทันทีที่ลูกไฟแห่งสุริยะจักรวาล โผล่พ้นขอบฟ้า เสียงชัตเตอร์ ก็ดังระรัวประชันกันราวกับข้าวตอกแตก ณ จุดนี้ในฤดูหนาว มันคือจุดชมทะเลหมอกที่งามงดที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย

จากผามออีแดง เดินลัดเลาะไปตามเชิงผา และลานหิน เพื่อสำรวจแหล่งตัดหิน ตื่นตะลึงกับภาพทวยเทพ 3 องค์ที่ถูกบรรจงแกะสลักนูนต่ำ ที่เชิงหน้าผาอันน่าอัศจรรย์ รวมทั้งสถูปคู่อันน่าพิศวงในความหมายของการสรรสร้างมันขึ้นมา

ปราสาทพระวิหาร, เขาพระวิหาร, ไทย, กัมพูชา

เมื่อผ่านรั้วกั้นเขตพรมแดนเข้าไป เพื่อเดินทางสู่เชิงบันไดขั้นแรก เป็นโบราณสถานอันยิ่งใหญ่อลังการที่สุดแห่งหนึ่งของมนุษยชาติบนโลกใบนี้ ที่ถูกสร้างขึ้นบนส่วนหนึ่งของเทือกเขาพนมดงรัก ที่กางกั้นพรหมแดนระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของปราสาทพระวิหารคือ ณ จุด 14 องศา 23 ลิปดา 28.26 ฟิลิปดาเหนือ 104 องศา 40 ลิปดา 48.92 ฟิลิปดาตะวันออก เทวสถานแห่งนี้ ถูกสร้างขึ้นด้วยความยากลำบากแสนสาหัสจากมันสมอง และหยาดเหงื่อแรงกายของมวลมนุษย์นับพันนับหมื่น เป็นสิ่งซึ่งแสดงให้ประจักษ์ได้ถึงพลังแห่งศรัทธาอันเกริกไกร

ตามความเชื่อของชาวขอมในสมัยโบราณกาล มีการยกย่องให้ปราสาทแห่งนี้เปรียบประดุจดัง “ศรีศิขรีศวร” อันมีความหมายถึง…”ภูเขาแห่งพระอิศวร” เป็นที่ประดิษฐานศิวะลึงค์อันศักดิ์สิทธิ์ ชาวกัมพูชาเรียกสถานที่แห่งนี้ว่า “เปรี๊ยะวิเฮียร์” หรือพนมพระวิหาร การก่อสร้างเทวสถานแห่งนี้ สร้างก่อนการกำเนิดกรุงสุโขทัยราว 200 ปี ตรงกับสมัยพระเจ้ายโศวรมันที่ 1 คือระหว่าง พ.ศ. 1432-1443 จากหลักศิลาจารึกจดจารไว้ว่า

ในสมัยพระเจ้าสุริยะวรมันที่ 1 พระองค์ได้ทรงสถาปนาให้ปราสาทนี้เป็นศูนย์กลางรวบรวมจิตใจของประชาชนหลายเชื้อชาติ เช่น พวกจาม ขอม ส่วย เป็นกุศโลบายสำคัญแยบยลอย่างหนึ่ง… เพื่อมุ่งหมายให้ทุกชีวิตในอาณาจักรของพระองค์มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และเพื่อเป็นสิ่งผูกมัดยึดเหนี่ยวจิตใจ ความศรัทธา

ทางขึ้นเทวาลัยและปราสาทแห่งนี้ ถูกออกแบบและสร้างให้ตั้งตระหง่านตระการตา หันหน้ามาทางทิศเหนือ ในเขตประเทศไทย ผิดแผกแตกต่างจากปราสาทอื่นๆ ซึ่งส่วนมากมักจะสร้างให้ตัวปราสาทหันหน้าไปทางทิศตะวันออก เพื่อรับพลังแสงอันแผดกล้าจากสุริยะเทพ

ปราสาทพระวิหาร, เขาพระวิหาร, ไทย, กัมพูชา

……………………………

ปราสาทพระวิหารมีลักษณะแผนผังที่ใช้แกนกลางเป็นหลักสำคัญสูงสุด ซึ่งความนิยมแผนผังเช่นนี้ได้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 16 เป็นต้นมา กลุ่มของอาคารหลักซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขา ประกอบด้วยปราสาทประธานเป็นจุดศูนย์กลางหันหน้าไปทางทิศเหนือล้อมรอบด้วยระเบียงคดทั้งสี่ด้าน และภาพโดยรวมของปราสาทพระวิหารที่ปรากฏเป็นรูปธรรมโดดเด่นในอีกมุมมองหนึ่งต่อๆ ลงมาคือ ปราสาทพระวิหารถูกสร้างและประกอบขึ้นด้วยหมู่เทวาลัย และโคปุระ หรือซุ้มประตูอันยิ่งใหญ่จำนวนมากถึง 5 ชั้น

ปราสาทพระวิหารมีความยาวทั้งสิ้นตั้งแต่บันไดขั้นแรกจนถึงจุดสูงสุดประมาณ 800 เมตร ปัจจุบัน ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในเขตการปกครองของอำเภอจอมกระสาน เขตจังหวัดพระวิหาร ประเทศกัมพูชา หากแต่ในอดีตที่ผ่านมา ก่อน พ.ศ. 2505 นั้น…ปราสาทพระวิหารอยู่ในเขตการปกครองของประเทศไทย เป็นสมบัติของปวงชนชาวประเทศไทย โดยขึ้นอยู่ภายใต้เขตการปกครองของบ้านภูมิซรอล ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ก่อนที่ศาลโลกจะพิพากษาให้ตกเป็นของกัมพูชา

ปราสาทพระวิหาร มีชื่อเรียกในภาษาอังกฤษว่า “Prasat Preah Vihear”

เทือกเขาพนมดงรัก หมายถึง “คานหาบ” อาจเพราะมีลักษณะสัณฐาน ของภูเขาที่แบนราบ ที่ตั้งของปราสาทพระวิหารนั้น จะตั้งอยู่ปลายหน้าผาโดยเฉพาะบริเวณปรางค์ประธานมีการเปรียบเสมือน “มงกุฎแห่งเทพเจ้า”

ปราสาทพระวิหาร, เขาพระวิหาร, ไทย, กัมพูชา

ปราสาทพระวิหาร, เขาพระวิหาร, ไทย, กัมพูชา

……………………………………

ท่ามกลางป่าดงดิบอันรกชัฏแห่งเทือกเขาพนมดงรักเมื่อ พ.ศ. 2442 คณะสำรวจซึ่งนำโดยพลตรี พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชุมพลสมโภช กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ (พระองค์เจ้าชุมพล) พระโอรสองค์ที่ 11 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เป็นหัวหน้าคณะ ท่านได้บุกป่าฝ่าดงจากเมืองศรีสะเกษเข้าไปสำรวจป่าดงดิบในเขตติดชายแดนประเทศกัมพูชา จากการส่องกล้องไปยังยอดเขาพนมดงรักอันสูงชันสุดสายตา พระองค์เจ้าชุมพลได้สังเกตเห็นบางสิ่งบางอย่างบนยอดเขาแห่งนั้น ท่านและคณะได้เดินทางมาถึงเชิงเขา แล้วพบกับบันไดศิลาแลงอันยิ่งใหญ่ทอดตัวขึ้นไปบนยอดเขา

หลังจาก เดินขึ้นไปหลายชั่วโมงก็พบว่า ที่นี่คือปราสาทหินอันใหญ่โตมากที่สุดเท่าที่เคยปรากฏขึ้นมาบนแผ่นดินสยาม พระองค์ทรงขนานนามปราสาทแห่งนี้ในครั้งแรกว่า”ปราสาทพรหมวิหาร” ซึ่งต่อมาเรียกกันทั่วไปว่า “ปราสาทพระวิหาร”. ท่านได้ทรงจารึก ร.ศ. ที่พบ และพระนามไว้ที่บริเวณชะง่อนผาเป้ยตาดี มีข้อความว่า “๑๑๘ สรรพสิทธิ” ด้วย… นี่คือบันทึกบรรทัดแรกแห่งประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ แห่งการค้นพบปราสาทพระวิหาร หลังจากถูกทิ้งร้างไปเป็นเวลาหลายร้อยปี

ปราสาทพระวิหาร, เขาพระวิหาร, ไทย, กัมพูชา

………………………………………..

ส่วนประกอบทางสถาปัตยกรรม

ปราสาทพระวิหารจะมีส่วนสำคัญๆ อันประกอบไปด้วยโคปุระ อันมีความหมายถึง”ซุ้มประตู” มี 5 ช่วง โดยปกติแล้วจะนับจากชั้นในที่อยู่บนสุดออกมาเป็นชั้นที่ 1 ดังนั้นโคปุระชั้นที่ 5 จึงเป็นส่วนที่เราๆ ท่านๆ เมื่อเดินทางขึ้นไปบนปราสาทพระวิหารจะพบและสัมผัสเป็นส่วนแรก โคปุระแต่ละชั้นก่อนถึงลานด้านหน้า จะผ่านบันไดขนาดใหญ่มหึมาหลายสิบขั้น แต่ละชั้นถูกออกแบบสร้างมาให้เปลี่ยนระดับความสูงทีละช่วง นอกจากนี้ โคปะรุยังเป็นส่วนที่ปิดบังมิให้ผู้คนที่เดินขึ้นไป ได้เห็นส่วนถัดไปของตัวปราสาท จนกว่าจะผ่านทะลุโคปุระแต่ละช่วงไปแล้ว

เดินขึ้นไปสำรวจพอน่องเริ่มตึงๆ ลมหายใจเริ่มหอบถี่ สิ่งแรกที่คุณจะได้พบ คือบันไดหน้าอันยิ่งใหญ่อลังการของปราสาทพระวิหาร… ซึ่งสร้างขึ้นด้วยศิลาขนาดใหญ่ เรียงราย ซ้อนทับกันขึ้นไปอย่างน่าอัศจรรย์และหลือเชื่อ พวกเขาขนศิลาเหล่านั้นมาจากไหน ยังเป็นปริศนามาจนทุกวันนี้ บันไดนี้เป็นทางเดินขึ้นลงขนาดใหญ่อยู่ทางทิศเหนือของตัวปราสาท ลาดลดหลั่นตามไหล่เขา บางชั้นช่างผู้สร้างได้สกัดหินลงไปในภูเขา

ปราสาทพระวิหาร, เขาพระวิหาร, ไทย, กัมพูชา

สองข้างบันไดมีฐานสี่เหลี่ยมสร้างเป็นกระพัก หมายถึงไหล่เขา ที่ถูกขุดเจาะเป็นชั้นๆ ขนาดใหญ่เรียงรายขึ้นไป ในสมัยก่อนคงเพื่อไว้ใช้สำหรับตั้งรูปสิงห์ซึ่งแกะสลักมาจากหินทราย เพื่อไว้คอยเฝ้าดูแลรักษาบันได และตัวปราสาท

เมื่อผ่านพ้นบันไดช่วงแรกมา ต่อมาคือ “ลานนาคราช” หรือสะพานนาค…. ถูกสร้างขึ้นบริเวณทางทิศใต้สุดบันไดหินด้านหน้า พื้นที่ที่ใช้เดินปูด้วยแผ่นศิลาแลง ลานนี้มีความกว้างถึง 7 เมตร ยาว 31 เมตร บนฐานมี นาคราช 7 เศียร จำนวน 2 ตัว ตั้งหันหน้าไปทางทิศเหนือ ส่วนหางท้ายสุดทอดไปทางทิศใต้ ส่วนหางของนาคราชที่ว่านี้ตั้งชู นาคราชทั้งสองตัวมีลักษณะคล้ายงู ซึ่งนักโบราณคดี สันนิษฐานตรงกันว่าเป็นลักษณะของนาคราชในศิลปะขอม แบบ”ปาปวน”นาคทั้งสองตัวนี้เป็นนาคซึ่งไม่มีรัศมีบนส่วนหัวเข้ามาประกอบ ถัดจากลานนาคราช เดินกันขึ้นไปพอเหงื่อซึมแผ่นหลังแล้ว สิ่งก่อสร้างซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมอันอลังการ ที่คุณจะได้สัมผัส ต่อมาคือสิ่งสำคัญที่เรียกกันว่า”โคปุระ ชั้นที่ 5” ลักษณะของโคปุระชั้นนี้ ถูกออกแบบการก่อสร้างเป็นลักษณะศาลาแบบจตุรมุข ทรงกากบาทไขว้ตัดกัน

ปราสาทพระวิหาร, เขาพระวิหาร, ไทย, กัมพูชา

ถัดจากโคปุระชั้นที่ 5 คือ “สระสรง” สระสรงนี้ ถูกสร้างขึ้นทางด้านทิศตะวันออก ระหว่างทางเดินจากโคปุระ ชั้นที่ 5 ไปโคปุระ ชั้นที่ 4 ลักษณะของสระน้ำแห่งนี้ เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีขนาดกว้าง 16 เมตร ยาว 37 เมตร กรุผนังบ่อด้วยหินเป็นชั้นๆ เพื่อกันน้ำไหลออก ก้นสระสรงสอบแคบเข้าหากัน

กษัตริย์ผู้ครองปราสาทพระวิหาร ทุกพระองค์ใช้น้ำจากสระนี้ เพื่อชำระล้างพระวรกาย อาจเป็นเวลานับพันปีมาแล้วก็เป็นได้ เพราะเป็นแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคแห่งเดียวบนปราสาทพระวิหารแห่งนี้ เดินขึ้นต่อไป ตามลานหินศิลาแลง อันอลังการที่เพิ่มลำดับความสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ท่านจะได้สัมผัส กับโคปุระ ชั้นที่ 4….

ริมสองข้างทางจะมี “เสานางเรียง” หรือเสานางเทียน ซึ่งหมายถึงเสาที่ปักเรียงราย มีลักษณะเป็นเสาศิลาสี่เหลี่ยม มียอดสลักเป็นรูปดอกบัวตูมขนาดใหญ่ ใต้พุ่มสลัก ด้วยลายประจำยาม ลายกลีบบัวกุมุทและลายใบไม้รูปสามเหลี่ยมสลับพวงอุบะลดหลั่นกันลงมา มีความสูง 2.15 เมตร ปักเรียงรายเป็นระยะ

ปราสาทพระวิหาร, เขาพระวิหาร, ไทย, กัมพูชา

แต่เดิมมีมากมายถึงข้างละ 70 ต้น เพราะเรายังสังเกตเห็นส่วนฐานปรากฏอยู่ เสานี้นางเรียง ดังกล่าวนี้ ยังไม่มีใครทราบความหมายที่แท้จริง ถึงที่มา และความหมายในการสร้างที่แน่ชัด แต่ปัจจุบันนี้ สภาพโดยรวมที่ปรากฏปรักหักพังไปมากแล้ว….

โคปุระชั้นที่ 4 สร้างเป็นลักษณะศาลาจตุรมุข ปัจจุบันมีกำแพงด้านทิศใต้ ปรากฎให้เห็นเพียงด้านเดียว หน้าบันเป็นภาพ ทับหลังเป็นภาพของพระนารายณ์บรรทมสินธุ์อยู่เหนืออนันตนาคราช

โคปุระชั้นที่ 3 มีขนาดใหญ่ มีลักษณะขนาบด้วยห้องสองห้อง ตัวปราสาทประธานนั้นสามารถผ่านเข้าไปทางลานด้านหน้า ส่วนด้านนอกเรียกกันว่า”บรรณาลัย”ที่น่าสนใจคือหน้าบันสลักนูนต่ำเป็นภาพกวนเกษียรสมุทร

โคปุระ ชั้นที่ 2 มีมณเฑียรหน้า เป็นรูปกากบาท มีมุขทั้ง 4 ทิศที่มุขเหนือและใต้มีช่องหน้าต่างมุขละ 2 ช่อง มุขตะวันออกและตกมีประตูเปิดหากันมุขละ 2 ประตู กับช่องหน้าต่างมุขละ 1 ช่อง

ห้องใหญ่มีหน้าต่างที่ผนังด้านเหนือ 6 ช่อง ด้านใต้ 4 ช่อง ซุ้มประตูส่วนมากปรักหักพังไปเกือบหมดแล้ว ด้านหน้ามนเทียรมีบันไดตรงกับประตูซุ้มทั้ง 3 ประตูและมีชานต่อไปยังเฉลียงซ้ายและขวา เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ผนังด้านนอกทึบ ด้านในเปิดมีเสา 10 ต้น

โคปุระ ชั้นที่ 1 ประกอบไปด้วย…ระเบียงคด ด้านทิศเหนือยาว 22 เมตรกว้าง 5.5 เมตร มีผนังละ 3 ประตูที่ผนังด้านเหนือและใต้ด้านทิศตะวันออกและตก กว้าง 4 เมตร ยาว 52 เมตรผนังด้านนอกทึบ ผนังด้านในมีหน้าต่าง ข้างละ 20 ช่อง ด้านทิศใต้ ผนังด้านในมีหน้าต่าง 6 ช่อง ตรงกลางมีประตู สิ่งที่สำคัญที่สุดคือปรางค์ประธาน มีวิหารเชื่อมต่ออยู่ทางทิศเหนือ มีฐานย่อมุม 3 ชั้นตรงประตูมีบันได 5 ขั้น

ถัดมาจากโคปุระชั้นที่ 1 ที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของปราสาทพระวิหารคือ…”ปราสาทประธาน” ตั้งอยู่ตรงกลางลานชั้นในสุด ประกอบด้วย ครรภคฤหะ มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสออกมุมตั้งบนฐานปราสาทประธาน ซึ่งเรียกว่าวิมาน มีทางเข้าทั้งสี่ทิศส่วนเครื่องบนของวิมานในปัจจุบันได้พังทลายลงหมดแล้ว จึงไม่อาจทราบรูปทรงที่แน่นอนได้

ปราสาทพระวิหาร, เขาพระวิหาร, ไทย, กัมพูชา

ทับหลังของประตูด้านหลัง เดิมมีหลักฐานว่าปรากฏเป็นรูปพระวิรุณทรงหงส์ ส่วนกรอบของหน้าบันใหญ่และหน้าบันชั้นลดมีลักษณะเป็นใบระกาประดับอยู่เบื้องบน ภายในกรอบสลักเป็นลายช่อดอกไม้เรียงจากสูงลงมาหาต่ำจนบรรจบกับนาคห้าเศียรที่ปลายของกรอบหน้าบัน

บ่ายคล้อยแล้วตอนที่พวกเราเดินลงมาจากปราสาทพระวิหาร แม้จะเหนื่อยเมื่อยล้าเพียงใด แต่หัวใจยังกระชุ่มกระชวย จากสิ่งที่ได้พบได้เสพสัมผัส ทั้งรูปธรรมที่จับต้องได้ ทั้งตำนาน แห่งอารยธรรมต่างๆมากมาย ปราสาทพระวิหารมีอายุจนมาถึงวันนี้กว่า 1,100 ปี

จากยุครุ่งเรือง เกรียงไกร สู่ยุคตกต่ำ ล่มสลาย นี่คือสัจจะธรรม ของทุกสรรพสิ่งแห่งพิภพนี้ ที่วนเวียนเฉกเช่นนี้ไม่มีวันสิ้นสุด ตราบนิรันดร์…


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เรื่องแนะนำ

คนไทยในอดีตหากมีคู่ต่างชาติ มีโทษถึงประหารชีวิต

แม้ทุกวันนี้คู่รักข้ามเชื้อชาติหรือวัฒนธรรมในสังคมไทยจะดูเป็นเรื่องปกติ แต่ย้อนกลับไปในอดีต สิ่งนี้เป็นข้อห้ามและมีโทษร้ายแรงถึงประหารชีวิต

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ : เยือนคลังสะสมปลาชวนขนลุก

คลังสะสมทางธรรมชาติวิทยาแห่งนี้ คือฉากในฝันของผู้กำกับหนังสยองขวัญ คุณจะพบสถานที่นี้ได้โดยการขับรถราว 15 กิโลเมตรไปทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองนิวออร์ลีนส์ ภายในบังเกอร์หรือสถานที่เก็บยุทธภัณฑ์ในอดีต คุณจะพบปลาแช่แอลกอฮอล์ในขวดโหลปิดสนิทหลากหลายขนาดวางเรียงรายบนชั้นสูงสามเมตร ยาว 11 เมตร แถวแล้วแถวเล่า ที่นี่ได้ชื่อว่าเป็นคลังสะสมปลาขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

เผยโฉมใบหน้าของแมรี แม็กดาลีน

ใบหน้าที่เห็นนี้ถูกสร้างขึ้นใหม่จากกระโหลกศีรษะที่เชื่อกันว่าเป็นของ แมรี แม็กดาลีน สตรีผู้ติดตามพระเยซู ตามพระคัมภีร์ไบเบิลพันธสัญญาใหม่ กระโหลกศีรษะนี้ถูกเก็บรักษาอยู่ที่มหาวิหาร Saint-Maximin-La-Sainte-Baume ในฝรั่งเศส Philippe Froesh ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาและศิลปิน ร่วมมือกับ Philippe Charlier นักมานุษยวิทยา ทั้งคู่ใช้ภาพถ่ายหลายร้อยใบเป็นส่วนประกอบในการสร้างภาพจำลอง 3 มิติใบหน้าของแมรี แม็กดาลีนขึ้นมา เนื่องจากกระโหลกศีรษะยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ดังนั้นจึงง่ายต่อการระบุตำแหน่งของดวงตา จมูกและปาก ซึ่งพวกเขาคาดหวังว่าเทคโนโลยีนี้จะมีส่วนช่วยไขปริศนาทางโบราณคดีอีกมากมายในอนาคต   อ่านเพิ่มเติม : ผลตรวจ DNA ชี้โครงกระดูกของนักรบไวกิงผู้โด่งดัง เป็นผู้หญิง, รำลึก 20 ปีการสิ้นพระชนม์ของเจ้าหญิงไดอานา