ค้นพบภาพเขียนถ้ำรูปสัตว์ อายุ 45,500 ปี ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก

ภาพวาด ผนังถ้ำ รูปหมูภาพนี้ได้ถูกเพิ่มเข้าไปในคอลเล็กชันงานศิลปะผนังถ้ำที่มีอยู่แล้วมากมายในอินโดนีเซีย

ในบางช่วงเวลาเมื่อ 45,000 ปีที่แล้ว บนเกาะซูลาเวซีของอินโดนีเซีย มนุษย์ยุคโบราณได้ฝ่าฝันเข้าไปในถ้ำและร่างภาพหมูที่อยู่ในท้องถิ่นรูปร่างอ้วนท้วนที่ปกคลุมไปด้วยขนแข็งและหน้าที่เต็มไปด้วยตุ่มบน ผนังถ้ำ ขณะนี้ นักโบราณคดีเชื่อว่าเจ้าหมูอ้วนตัวนี้เป็นภาพวาดสัตว์อันเก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยพบมาบนโลก

ในงานวิจัยที่เผยแพร่ในนิตยสาร Science Advances เมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา ภาพวาดนี้แสดงให้เห็นถึงสัตว์สองตัวที่กำลังมองกันแบบค่อนข้างชวนทะเลาะ และมีองค์ประกอบของมือมนุษย์ทั้งสองข้างที่วางใกล้กับสะโพกของหมู และภาพร่องรอยขนแข็งที่อยู่ตรงกลางอาจหมายถึงสัตว์ตัวที่สี่

ภาพวาดที่วาดด้วยดิน ocher (ดินชนิดหนึ่งที่มีสีเหลืองอ่อนถึงสีน้ำตาล) ภายในผนังถ้ำนี้ถูกค้นพบเมื่อเดือนธันวาคม 2017 โดยนักโบราณคดีท้องถิ่น Basran Burhan ซึ่งปัจจุบันเป็นนักศึกษาปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยกริฟฟิธ ประเทศออสเตรเลีย เขานำทีมวิจัยเล็กๆ ไปค้นหาถ้ำภายในเกาะซูลาเวซีใต้เพื่อหาร่องรอยของกิจกรรมมนุษย์โบราณ พวกเขาค้นพบภาพวาดหมูในพื้นที่ที่เรียกว่า Leang Tedongnge ภาพวาดนี้คาดว่า แสดงออกถึงรางวัลจากการล่าหมูของมนุษย์ยุคโบราณ

ผนังถ้ำ, ศิลปะผนังถ้ำ
งานศิลปะผนังถ้ำอาจแสดงถึงภาพที่หมูหลายตัวกำลังมีปฏิสัมพันธ์ แต่การผุกร่อนของภาพทำให้ภาพส่วนใหญ่ของสัตว์สอง หรืออาจจะสามตัวหายไป จึงยากที่จะบอกว่าภาพต้นฉบับเป็นอย่างไร ภาพถ่ายโดย AA OKTAVIANA

ในขณะที่ภาพเขียนที่ค้นพบใหม่นี้อาจจะเป็นงานศิลปะในลักษณะที่เป็นภาพวาดที่เก่าแก่ที่สุดที่เคยพบว่า ทว่า มันไม่จำเป็นต้องเป็นงานศิลปะที่เก่าแก่ที่สุดเสมอไป “มันขึ้นอยู่กับว่าคุณจะใช้คำนิยามของคำว่า ‘งานศิลปะ’ อย่างไรครับ” Maxime Aubert นักโบราณคดีแห่งมหาวิทยาลัยกริฟฟิธและผู้เขียนงานวิจัยร่วม กล่าว

โดยนิยามงานศิลปะนี้อาจรวมถึงงานสร้างสรรค์อันโดดเด่นของมนุษย์ยุคโบราณบางชิ้นที่ได้ยืนยันการค้นพบ ซึ่งรวมไปถึงลายเส้นขยุกขยิก (doodle) อายุ 73,000 ปีที่ค้นพบในแอฟริกาใต้ ที่บางคนเชื่อว่าเป็นงานภาพวาดที่เก่าแก่ที่สุด

ภาพวาดที่ค้นพบใหม่นี้ได้เสริมในเรื่องของวัฒนธรรมอันรุ่มรวยของงานศิลปะผนังถ้ำที่ถูกค้นพบทั่วอินโดนีเซีย แค่บนเกาะซูลาเวซีเพียงแห่งเดียว นักวิทยาศาสตร์ได้ระบุภาพวาดในถ้ำกว่า 300 แห่งในรอบ 70 ปี สิ่งนี้รวมถึงการค้นพบภาพวาดผนังถ้ำที่แสดงรูปร่าง (figurative cave paintings) ซึ่งเก่าแก่ที่สุดอันต่อมา อันเป็นภาพเขียนเล็กๆ ที่มีอายุกว่า 44,000 ปี แสดงถึงการล่าสัตว์ยุคโบราณอันน่าตื่นเต้นของมนุษย์โบราณที่สูง 5-10 เซนติเมตรกำลังไล่ล่าหมูและสัตว์ตัวเล็กๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับควายน้ำ

ผนังถ้ำ, งานศิลปะผนังถ้ำ
ภาพเขียนบนผนังถ้ำรูปหมูอันโดดเด่นนี้อาจสะท้อนถึงเป้าหมายการล่าสัตว์ของศิลปินในยุคโบราณ ภาพถ่ายโดย MAXIME AUBERT

เพื่อที่จะตัดสินว่าภาพวาดหมูนี้สร้างสรรค์ขึ้นเมื่อไหร่ ทีมนักวิจัยนานาชาติได้ใช้วิธีการหาอายุจากยูเรเนียมกัมมันตรังสี (Radioactive Uranium) ซึ่งมักก่อตัวในหินปูนโดยธรรมชาติ โดยนักวิจัยสิ่วอันเล็กๆ สกัดก้อนแร่จากรูปภาพเพื่อนำไปใช้ในการทดสอบในแบบเทคนิคการหาอายุด้วยยูเรเนียม-ทอเรียม (Uranium-thorium age dating) และผลที่ออกมาบ่งชี้ว่าตัวภาพวาดนี้มีอายุอย่างน้อย 45,500 ปี ซึ่งมีความเป็นไปได้เช่นเดียวกันว่าภาพวาดอาจจะมีอายุมากกว่านี้ เพราะวิธีนี้ระบุอายุจากแร่ธาตุที่อยู่บนตัวงานศิลปะ ไม่ใช่บนตัวงานเอง

โดยปราศจากการระบุอายุโดยใช้องค์ประกอบอื่นๆ ผู้เขียนยังไม่ได้ยืนยันว่าภาพวาดผนังถ้ำทั้งหมดสร้างขึ้นภายในครั้งเดียว และค้นพบรูปหมูส่วนหนึ่งใช้สีที่ต่างกันออกไป ในขณะที่ผู้เขียนอีกส่วนหนึ่งระบุว่าอาจจะมาจากการวาดในเวลาที่ต่างกัน

“ผมคิดว่ามันน่าเหลือเชื่อมาก ผมคิดว่าพวกเขารู้จัดเจนถึงวิธีการวาดภาพ วิธีการจัดการองค์ประกอบภาพด้วย” Adhi Agus Oktaviana นักวิจัยแห่งสถาบัน Pusat Penelitian Arkeologi Nasional และนักศึกษาปริญญาเอกแห่งมหาวิทยาลัยกริฟฟิธ กล่าว

หน้าผา, ซูลาเวซี, อินโดนีเซีย
Leang Tedongnge เป็นถ้ำที่มีการพบรูปภาพหมูที่เก่าแก่ที่สุด ซึ่งถูกล้อมรอบล้อมด้วยผาหินสูงชัน ภาพถ่ายโดย AA OKTAVIANA

ในช่วงแรก งานศิลปะนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงในวิถีที่บรรพบุรุษของเราเกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมและภูมิทัศน์โดยรอบ April Nowell นักโบราณคดียุคหินแห่งมหาวิทยาลัยวิกตอเรีย ในรัฐบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา ผู้ที่ไม่ได้มีส่วนในการวิจัย กล่าวและเสริมว่า “(ภาพ) เต็มไปด้วยสถานที่ที่มีความหมาย สัญลักษณ์ซึ่งอาจถือเป็นมิติเชิงสัญลักษณ์ (Symbolic Dimension)”

งานศึกษาใหม่ที่เผยแพร่ในวารสาร Science Advances นี้ได้บันทึกอายุของภาพวาดหมูซึ่งอยู่ในถ้ำในบริเวณเดียวกันที่ชื่อ Leang Balangajia 1 ซึ่งค้นพบโดยทีมที่ออกเดินทางในปี 2018 และระบุว่ามีอายุอย่างน้อย 32,000 ปี และมีการยืนยันระบุช่วงเวลาที่มีกิจกรรมของมนุษย์ยุคโบราณบนเกาะซูลาเวซีจากการพบเครื่องมือของสีที่ใช้วาดภาพในพื้นที่ใกล้กับ Lwang Bulu Bettue ซึ่งฝังในตะกอนชั้นดินซึ่งมีอายุราว 40,000 ปี

เมื่อไม่นานมานี้ นักวิชาการหลายคนเชื่อว่างานภาพวาดผนังถ้ำที่มีความละเอียดซับซ้อนมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ยุโรป เห็นได้จากภาพโรงเลี้ยงสัตว์ที่อยู่ในถ้ำ Chauvet-Pont-d’Arc ของฝรั่งเศสซึ่งมีอายุ 36,000 ปี หรือภาพฝูงของควายไบซันกำลังเต้นบนเพดานถ้ำของถ้ำอัลตามีราในทางตอนเหนือของสเปนในช่วงเวลาเดียวกัน รวมไปถึงภาพมือของมนุษย์ที่อยู่ในถ้ำ El Castillo ของสเปนซึ่งมีอายุกว่า 40,800 ปี

ผนังถ้ำ, ซูลาเวซี, อินโดนีเซีย
นักวิทยาศาสตร์ค้นพบงานศิลปะบนผนังถ้ำ ซึ่งอยู่ในตำแหน่งที่สูงจากพื้น ภาพถ่ายโดย AA OKTAVIANA

แต่ในปี 2014 ทีมวิจัยที่รวมทั้ง Aubert และ Brumm ได้พลิกความคิดนั้น เมื่อพวกเขาได้ประกาศการค้นพบภาพวาดผนังถ้ำบนเกาะซูลาเวซีซึ่งมีอายุอย่างน้อย 39,900 ปีมาแล้ว ต่อมาได้มีการสันนิษฐานว่างานศิลปะดังกล่าวมีอายุไม่เกิน 12,000 ปี

“การค้นพบได้กัดกร่อนแนวความคิดที่ว่ายุโรปเป็นจุดฟูมฟักวิวัฒนาการของมนุษย์” Nowell กล่าว ในขณะที่การค้นพบภาพวาดผนังถ้ำอันใหม่ที่เก่าแก่กว่าอันที่ได้มีการบันทึกมาก่อนหน้านี้ได้เพิ่มการศึกษาเจาะลึกถึงวัฒนธรรมศิลปะในภูมิภาคนี้

“หลายคนพูดว่ามันเป็นเพียงแค่ภาพหมูภาพหนึ่ง” Nowell กล่าวและเสริมว่า “แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น มันช่วยให้เราพูดได้ถึงการเปลี่ยนพฤติกรรมอันยั่งยืนของมนุษย์ในภาพที่กว้างขึ้น”

การเพิ่มขึ้นของการค้นพบต่างๆ ในอินโดนีเซียได้แนะถึงความเป็นไปได้ว่า งานศิลปะในรูปแบบที่ซับซ้อนซึ่งมีการพัฒนาอย่างอิสระทั้งในพื้นที่ยุโรปและเอเชีย Aubert กล่าว หรือไม่ มนุษย์ได้มีความสามารถในการสร้างสรรค์งานศิลปะเช่นนี้เมื่อพวกเขาได้ออกมาจากทวีปแอฟริกา “และเรากำลังเริ่มหาร่องรอยในทุกพื้นที่ที่พวกเขาไป” เขากล่าวเสริม

และถึงแม้ว่าจะมีการค้นพบใหม่นี้แล้ว ก็เป็นไปได้ว่าจะมีการค้นพบที่หักล้างแนวคิดที่ได้จากการค้นพบครั้งนี้ต่อไปอีก “มันไม่มีเหตุผลที่จะคิดว่ามนุษย์ที่เริ่มอาศัยบนเกาะซูลาเวซีจะเริ่มต้นวาดภาพโดยทันทีเมื่อ 45,000 ปีก่อน” Aubert กล่าวและเสริมว่า เป็นไปได้ว่าอาจจะมีภาพวาดที่เก่าแก่กว่าอยู่ที่นั่นอีก

แต่มีสิ่งหนึ่งที่แน่ชัด ที่ Bruman กล่าวไว้ นั่นคือ น่าจะมีการค้นพบที่ชวนประหลาดใจเกิดขึ้นอีกแน่ “ภาพวาดนี้แค่แสดงให้เห็นว่ายังมีอีกหลายสิ่งที่ยังรอการค้นพบบนเกาะอยู่นี้อยู่ครับ”

เรื่อง MAYA WEI-HAAS


อ่านเพิ่มเติม ภาพเขียนผนังถ้ำ บันทึกประวัติศาสตร์แห่งรากกำเนิดมนุษยชาติ

ภาพเขียนผนังถ้ำ

เรื่องแนะนำ

ความรู้ว่าด้วยพระเมรุมาศ

เรียบเรียงโดย  ปณธาดา  ราชกิจ ตีพิมพ์ครั้งแรกใน “ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย” พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลป์ยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อภินันทนาการพร้อมนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย พฤศจิกายน 2551   แนวคิดและความเชื่อ ตามคติความเชื่อแต่โบราณของไทยนั้น พระมหากษัตริย์รวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์ล้วนแล้วแต่สืบเชื้อสายมาจากสมมติเทพ เมื่อถึงวาระสุดท้ายแห่งพระชนมชีพ ทุกพระองค์จะเสด็จสู่ทิพยสถาน ณ พระสุเมรุบรรพต (เขาพระสุเมรุ) การถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพจึงเปรียบเสมือนการส่งเสด็จสู่สวรรคาลัยและการสร้างพระเมรุมาศก็เปรียบได้กับการจำลองเขาพระสุเมรุมาประดิษฐาน ณ โลกมนุษย์ ในทางพระพุทธศาสนา การสร้างพระเมรุมาศและอาคารประกอบ สามารถอธิบายโดยใช้แนวคิดเรื่องไตรภูมิ กล่าวคือ พระเมรุมาศนั้นเปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุซึ่งเป็นศูนย์กลางของจักรวาลหรือภพภูมิทั้งสาม ส่วนอาคารที่รายรอบเปรียบได้กับเขาสัตตบริภัณฑ์ วิมานท้าวจตุโลกบาล และยังมีเหล่าทวยเทพ ณ สวรรค์ชั้นฟ้า พร้อมทั้งสัตว์ต่างๆในป่าหิมพานต์อีกด้วย   พระเมรุมาศในอดีต ในอดีตการจัดงานถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพมีความยิ่งใหญ่สมพระเกียรติในสมัยอยุธยามีธรรมเนียมว่า หลังเสร็จการพระบรมศพหรือพระศพ สถานที่ที่ใช้ในการถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพจะอุทิศเพื่อสร้างวัดหรือเจดีย์ เช่น สถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระสุริโยทัย ได้สถาปนาเป็นพระเจดีย์วิหารและได้ชื่อว่า ”วัดสบสวรรค์” เป็นต้น ต่อมาในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ. ๒๑๔๙) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้มีการพูนดินหน้าพระวิหารแกลบเพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับถวายพระเพลิง จึงอาจถือเป็นสถานที่ถาวรแห่งแรกสำหรับงานพระบรมศพตามราชประเพณี โดยไม่ต้องสร้างวัดหรือวิหารหลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีเหมือนแต่ก่อน การปลูกสร้างพระเมรุมาศในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้นมีความยิ่งใหญ่อลังการ ตามหลักฐานจดหมายเหตุเกี่ยวกับพระเมรุมาศสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ระบุว่า ”พระเมรุมาศ…โดยขนาดใหญ่ ชื่อ ๗ วา ๒ ศอก โดยลง ๒ เส้น ๑๑ วา ศอกคืบ มียอด ๕ ภายในพระเมรุทองนั้น ประกอบด้วยเครื่องสรรพโสภณวิจิตรต่างๆ สรรพด้วยพระเมรุทิศพระเมรุราย แลสามสร้าง”   พระเมรุมาศสมัยต้นรัตนโกสินทร์ งานออกพระเมรุสมัยต้นรัตนโกสินทร์ถือเป็นงานยิ่งใหญ่สมพระเกียรติตามโบราณราชประเพณี กอปรกับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชมีพระราชดำริให้ฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนขนบธรรมเนียมและประเพณีดั้งเดิมตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีให้กลับคืนมา เพื่อเป็นแบบแผนของแผ่นดินสืบไปในภายภาคหน้า การพระเมรุในยุคนั้นจึงได้จัดตามราชประเพณีโบราณอย่างยิ่งใหญ่ รวมไปถึงการสร้างพระเมรุมาศและเครื่องประกอบต่างๆด้วย การสร้างพระเมรุมาศตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ จนถึงปลายรัชกาลที่ ๕ ยึดหลักการสร้างตามโบราณราชประเพณี กล่าวคือพระเมรุมาศมีขนาดใหญ่ ตัวพระเมรุมี ๒ ชั้น โดยมีพระเมรุทองอยู่ภายในพระเมรุชั้นนอกที่ทำเป็นยอดปรางค์ สำหรับพระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถือได้ว่าเป็นพระเมรุมาศสุดท้ายที่สร้างตามคตินิยมเช่นนี้   พระเมรุมาศสมัยรัชกาลที่ ๖ เป็นต้นมา เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงพระชนมชีพอยู่นั้น พระองค์มีพระราชกระแสรับสั่งให้ทำงานพระเมรุมาศของพระองค์แต่พอเผา กล่าวคือให้ตัดทอนการพระบรมศพและพระเมรุมาศให้เล็กลงพอแค่ถวายพระเพลิงได้ ไม่ต้องใหญ่โตเกินความจำเป็นเพราะเห็นว่าเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินและทรัพยากรชาติอย่างสูง อีกทั้งพระเมรุมาศนั้นสร้างครั้งเดียวแล้วก็รื้อ ไม่ใช่ถาวรวัตถุแต่อย่างใด ครั้นพอถึงงานพระเมรุมาศของพระองค์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ จึงทรงสนองพระราชประสงค์ในพระบรมชนกนาถ และได้ยึดถือเป็นประเพณีสืบต่อมาจนถึงปัจจุบันด้วย   พระเมรุมาศสมัยปัจจุบัน ในรัชกาลปัจจุบัน การก่อสร้างพระเมรุมาศยังคงยึดหลักการตามแนวพระราชปณิธานของล้นเกล้าฯรัชกาลที่ ๕ ไม่เพียงเท่านั้น ยังได้มีการเพิ่มแนวคิดในการใช้ประโยชน์จากโบราณราชประเพณีให้คุ้มค่าสูงสุดอีกด้วย การก่อสร้างจึงคำนึงถึงการใช้วัสดุอย่างประหยัด และสามารถนำไปใช้ประโยชน์อื่นต่อได้อีกด้วย อย่างพระเมรุมาศสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า) สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานหลักการสำคัญแก่กรมศิลปากรว่า หลังถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้ว วัสดุต่างๆต้องสามารถนำไปประยุกต์ใช้สอยให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อีก ซึ่งแนวพระราชดำรินี้กรมศิลปากรได้ยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติต่อมา สำหรับพระเมรุมาศสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (เรียกว่า “พระเมรุ” มีลักษณะเช่นเดียวกับพระเมรุมาศ แต่มีขนาดเล็กลง และไม่มีพระเมรุทองภายใน ใช้สำหรับพระพิธีพระศพ พระราชวงศ์ที่ทรงฐานานุศักดิ์ใช้ราชาศัพท์ว่า “ทิวงคต” หรือ “สิ้นพระชนม์”) ก็ได้มีการเลือกใช้วัสดุที่ก่อสร้างได้ง่าย ไม่เปลืองทรัพยากร และก่อประโยชน์สูงสุด จึงได้มีการปรับเปลี่ยนวัสดุอุปกรณ์ เพื่อสนองแนวพระราชดำริ อาทิ โครงสร้างของเรือนต่างๆ โดยรอบมณฑลพิธีนั้น จากเดิมที่ใช้ไม้ในการสร้างก็ปรับเปลี่ยนเป็นเหล็ก ซึ่งเป็นการลดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสามารถนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้หลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีแล้ว   พระเมรุสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พระเมรุสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์นั้น เป็นกุฎาคารลักษณะเป็น ”เรือนยอด” หรือเรือนที่มีหลังคาต่อเป็นยอดแหลม เป็นพระเมรุทรงยอดปราสาทจตุรมุขย่อมุมไม้สิบสอง ยอดปักด้วยพระสัปตปฎลเศวตฉัตร (ฉัตรขาวเจ็ดชั้น) อันเป็นเครื่องแสดงพระอิสริยยศ รูปแบบโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมนั้นคล้ายพระเมรุของสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี ฐานพระเมรุจัดทำเป็นสองระดับ ระดับแรกเรียกว่า ฐานชาลา ประดับด้วยรูปเทวดานั่งคุกเข่าถือบังแทรกตรงกลางเป็นโคมประทีปแก้ว ด้านในมีรูปเทวดาประทับยืนถือฉัตรเครื่องสูงรายรอบ ระดับที่สองหรือฐานบนเรียกว่า ฐานพระเมรุ เป็นฐานสิงห์ มีบันไดทางขึ้นจากฐานชาลาทั้งสี่ทิศ ที่เชิงบันไดมีรูปสัตว์หิมพานต์ตั้งประกอบอยู่ด้านละหนึ่งคู่ แสดงความเป็นป่าหิมพานต์ตามคติไตรภูมิ พระเมรุทั้งด้านในและด้านนอกประดับตกแต่งด้วยลวดลายใกล้เคียงกับพระเมรุมาศสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่วิจิตรสวยงามเรียบง่าย ทำด้วยผ้าทองย่นฉลุลายซ้อนทับกระดาษสี ซึ่งใช้สีทองและสีแดงเป็นหลัก ตัวพระเมรุนั้นจะตั้งอยู่ศูนย์กลาง รายล้อมด้วยอาคารต่างๆภายในขอบรั้วราชวัติ สร้างหันหน้าไปทางทิศตะวันตก โดยมีพระที่นั่งทรงธรรมอยู่ด้านหน้า ส่วนสถาปัตยกรรมอันเป็นอาคารประกอบต่างๆมีดังนี้   […]

ถนนทุกสายมุ่งสู่กรุงโรม แผนที่เก่าในศตวรรษที่ 4 คือเครื่องยืนยัน

ประโยค "ถนนทุกสายมุ่งสู่กรุงโรม" ไม่ได้พูดเกินจริง แผนที่เก่าเหล่านี้คือเครื่องยืนยันว่าในอดีต กรุงโรมคือศูนย์กลางอย่างแท้จริง

เปิดโลกนักล่าคัมภีร์ ไบเบิล

ในโลก "ลับ ลวง พราง" ที่ศาสนามาบรรจบกับโบราณคดี นักวิทยาศาสตร์ นักสะสม และมิจฉาชีพ ต่างช่วงชิงค้นหาพระคัมภีร์ไบเบิลอันเก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของตน