การสังหารหมู่คนผิวดำที่ทัลซา - ตราบาปไม่ลืมเลือนของชาวสหรัฐฯ

การสังหารหมู่คนผิวดำที่ทัลซา – ตราบาปไม่ลืมเลือนของชาวสหรัฐฯ

เมื่อหนึ่งร้อยปีที่ก่อน ม็อบคนผิวขาวสังหารหมู่ประชาชน มากถึง 300 คนในเขตคนผิวดำอันมั่งคั่งของทัลซา รัฐโอคลาโฮมา หรือที่เรียกว่า การสังหารหมู่คนผิวดำที่ทัลซา ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง เมื่อทัลซาเริ่มชำระสะสางการทำลายล้างในครั้งนั้น

วันที่ 1 มิถุนายน ปี 1921 ในเหตุการณ์ที่เรียกขานกันภายหลังว่า การสังหารหมู่คนผิวดำที่ทัลซา ขณะที่ม็อบคนผิวขาวแห่มาถึงกรีนวูด ชุมชนคนดำล้วนในทัลซา รัฐโอคลาโฮมา แมรี อี. โจนส์ แพร์ริช คว้ามือลูกสาวตัวน้อยออกวิ่งหนีตาย ทั้งคู่หลบหลีกกระสุนไปตามกรีนวูดอะเวนิว ซึ่งเป็นถนนอันมั่งคั่งจนในภายหลังได้ชื่อว่า แบล็กวอลล์สตรีท

คนดำหลายพันวิ่งหนีขณะที่ม็อบรุกคืบเข้ามา ปล้นสะดม เผาบ้านเรือน โบสถ์ และอาคารอื่นๆ แล้วกราดยิงคนดำอย่างเลือดเย็น เมื่อการเข่นฆ่าทำลายล้างที่กินเวลาสองวันยุติลง มีพลเมืองผิวดำถึง 300 คนถูกสังหารและย่านกรีนวูดก็พินาศย่อยยับ

การโจมตีในเหตุการณ์ การสังหารหมู่คนผิวดำที่ทัลซา คือการก่อการร้ายรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ เป็นส่วนหนึ่งของคลื่นความรุนแรงทางเชื้อชาติในยุคสงครามโลกครั้งที่หนึ่งที่คนผิวขาวกระทำต่อชุมชนคนผิวดำ นักประวัติศาสตร์บางคนนิยามเหตุการณ์ที่เกิดในกรีนวูดว่า “การสังหารหมู่ การจลาจล หรือถ้าใช้คำสมัยใหม่หน่อยก็คือการกวาดล้างเผ่าพันธุ์” ตามที่ระบุในรายงานปี 2001 ของคณะกรรมการสืบสวนการจลาจลทางเชื้อชาติในทัลซาซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการสืบสวนเหตุการณ์นองเลือดครั้งนั้นอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลในอีก 80 ปีต่อมา นับเป็นช่องว่างระหว่างเวลาที่สะท้อนว่า คนผิวขาวในทัลซาแก้ต่างและปิดบังอำพรางเหตุสังหารหมู่นั้นไว้หลายชั่วคนได้อย่างไร

การสังหารหมู่คนผิวดำที่ทัลซา, ทัลซา,
หลังจากดิ๊ก โรว์แลนด์ วัยรุ่นชายผิวดำวัย 19 ปี ถูกกล่าวหาว่าทำร้ายร่างกายหญิงผิวขาว ม็อบคนผิวขาวก็บุกย่านกรีนวูด ปล้นสะดม เผา และฆ่า ช่างภาพนิรนามคนหนึ่งบันทึกภาพความเสียหายและเขียนคำบรรยายเหตุการณ์นั้นไว้

“สำหรับคนอื่นๆ นี่แทบไม่ต่างอะไรกับสงครามเชื้อชาติ” รายงานของคณะกรรมการสืบสวนระบุ “แต่ไม่ว่าจะใช้คำว่าอะไร สิ่งหนึ่งที่จริงแท้แน่นอนคือ เมื่อเหตุการณ์สิ้นสุด ย่านคนอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันในทัลซาแปรสภาพเป็นลานว่างเปล่าที่ถูกเผาเป็นเถ้าถ่าน หน้าร้านเหลือเพียงซากปรัก โบสถ์มอดไหม้ และต้นไม้ไร้ใบดำเป็นตอตะโก

ประชาชนร่วม 10,000 คน เกือบทั้งหมดเป็นประชากรผิวดำและเกือบจะเท่ากับหนึ่งในสิบ ของจำนวนประชากรในทัลซากลายเป็นคนไร้บ้าน ผู้นำทางสังคมในกรีนวูดบางคน ต้องออกจากเมืองหลังถูกใส่ความว่าเป็นผู้ยุยงให้เกิดการจลาจล

ทุกวันนี้ ขณะที่ผู้สืบสายเลือดของครอบครัวคนดำในทัลซาช่วงต้นศตวรรษที่ยี่สิบยังคงแตกฉานซ่านเซ็น ย่านธุรกิจของกรีนวูดหดเหลือแค่หนึ่งช่วงตึกที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ และบริการคนขาวเป็นส่วนใหญ่ แต่ท้ายที่สุด ทัลซาก็ลุกขึ้นสะสางเหตุการณ์สังหารหมู่ด้วยเหตุแบ่งแยกเชื้อชาติ อันเป็นความอัปยศที่พยายามกลบฝังให้ลืมเลือนมาเนิ่นนาน

หนังสือพิมพ์จากนิวยอร์กซิตีไปถึงแคลมัทฟอลส์ รัฐออริกอน รายงานเกี่ยวกับการก่อเหตุ รุนแรงนี้ แบล็กดิสแพ็ตช์ หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ในโอคลาโฮมาซิตี เปรียบเทียบความเสียหายกับสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง กระนั้น ความทรงจำเรื่องการสังหารหมู่ก็เลือนรางกลายเป็นความเงียบร่วม นักธุรกิจในทัลซาไม่อยากให้ชื่อเสียงของเมืองแปดเปื้อน ขณะที่ชาวเมืองผิวดำไม่อยากเห็นประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

ปี 1997 หรือ 76 ปี หลังการสังหารหมู่ รัฐโอคลาโฮมาเริ่มสืบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ดอน รอส สมาชิกสภานิติบัญญัติของรัฐ ซึ่งมีปู่รอดชีวิตจากเหตุรุนแรงครั้งนั้น ร่างกฎหมายจัดตั้งคณะกรรมการสืบสวนการจลาจลทางเชื้อชาติในทัลซาขึ้น หลังนักข่าวท้องถิ่นคนหนึ่งเรียก การวางระเบิดในโอคลาโฮมาซิตีเมื่อปี 1995 ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 168 คนว่า การก่อความไม่สงบครั้งเลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่สงครามกลางเมือง

ในปี 1998 ทีมของสกอตต์ เอลส์เวิร์ท ผู้เขียนหนังสือ พลิกฟ้าสะเทือนดิน: เมืองแห่งหนึ่งในอเมริกากับการแสวงหาความเป็นธรรม ที่บอกเล่าถึงการอำพรางและการสืบสวนเหตุสังหารหมู่ดังกล่าว ระบุสถานที่สามแห่งที่อาจเป็นหลุมฝังศพหมู่ ได้แก่ นิวบล็อกพาร์ก สุสานบูเกอร์ ที. วอชิงตัน และสุสานโอ๊กลอว์น จากผู้เห็นเหตุการณ์ ไคลด์ เอ็ดดี ชาวทัลซาผิวขาว ทำให้การค้นหาขยายไปยังโอ๊กลอว์น

การสังหารหมู่คนผิวดำที่ทัลซา, ทัลซา
ห้าวันหลังสำนักงานถูกเผา บี.ซี. แฟรงคลิน ทนายความ (คนขวาในภาพ) กับหุ้นส่วน ไอ.เอช. สเปียร์ และเอฟฟี ทอมป์สัน เลขานุการ เปิดสำนักงานในเต็นท์ พวกเขาต่อสู้กับความพยายามต่างๆ ที่กีดกันไม่ให้เจ้าของทรัพย์สินผิวดำสร้างกิจการขึ้นใหม่

คณะกรรมการสืบสวนตัดสินไม่อนุญาตให้ตรวจสอบเรื่องนี้ และซูซาน แซเวจ นายก เทศมนตรีเมืองทัลซาในขณะนั้น ได้สั่งยุติการสืบสวนก่อนที่นักวิทยาศาสตร์จะทันได้ขุดลงไป โดยบอกว่าเธอไม่อยากรบกวนหลุมศพใกล้เคียง

แต่เมื่อปี 2018 ฉันเขียนข่าวหน้าหนึ่งตีพิมพ์ใน วอชิงตันโพสต์ ตั้งคำถามเรื่องการยุติการสืบสวนครั้งนั้น ไม่กี่วันหลังข่าวนั้นตีพิมพ์ นายกเทศมนตรีเมืองทัลซา จี.ที. บายนัม ก็ประกาศว่าจะรื้อฟื้นการสืบสวนขึ้นใหม่

ในปี 2019 เมืองทัลซาตั้งคณะกรรมการที่ประกอบด้วยทายาท นักวิจัย และนักกิจกรรมในชุมชน คณะกรรมการดังกล่าวขอให้กลุ่มผู้เชี่ยวชาญค้นหาหลักฐานของสิ่งผิดปกติในพื้นที่ที่ระบุเมื่อปี 1999

การสังหารหมู่คนผิวดำที่ทัลซา
Iผู้รอดชีวิตที่ได้รับบาดเจ็บนอนเต็มโรงพยาบาลชั่วคราวของสภากาชาดในเมืองทัลซา รายงานของสภากาชาดระบุว่า “ขณะที่บันทึกต่างๆ แสดงตัวเลขผู้บาดเจ็บอยู่ที่ 763 คน ตัวเลขนั้นไม่รวมผู้บาดเจ็บที่พบในภายหลังบนถนนทุกสายที่ออกจากทัลซา”

สุสานโอ๊กลอว์น ซึ่งเป็นสถานที่ฝังศพสาธารณะเก่าที่สุดที่ยังเปิดบริการอยู่ ห่างจากกรีนวูดไปไม่กี่ ช่วงตึก ตรงทางเข้ายังมีแผนที่แสดงเส้นแบ่งระหว่างเขตของ “คนผิวขาว” และ “คนผิวสี” ให้เห็นอยู่

เดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว นักวิทยาศาสตร์ขุดสำรวจส่วนของ “คนผิวสี” หลังขุดอยู่แปดวันโดยไม่พบหลุมศพหมู่ เมืองทัลซาจึงตัดสินใจขยายการค้นหา สามเดือนต่อมา ในวันที่ 19 ตุลาคม ปี 2020 การขุดสำรวจครั้งที่สองก็เริ่มต้นขึ้น เจ้าหน้าที่สงสัยว่าจุดนี้อาจเป็นที่ฝังศพคนดำ 18 คนเมื่อปี 1921

สองวันต่อมา นักวิทยาศาสตร์ระบุตำแหน่งสิ่งที่หลงเหลือของร่องใต้ต้นไม้ต้นหนึ่งใกล้หลุมศพของรูเบน เอเวอเร็ตต์ กับเอ็ดดี ล็อกคาร์ด ซึ่งเป็นหลุมศพผู้เคราะห์ร้ายจากการสังหารหมู่สองหลุมเท่านั้นที่มีป้ายหน้าหลุมศพในสุสานแห่งนี้ ในร่องหรือหลุมนั้นมีโลงศพอย่างน้อย 11 โลง

ทัลซา
โรเบิร์ต เทอร์เนอร์ สวดอธิษฐานใกล้จุดที่เพิ่งขุดพบหลุมศพหมู่ในสุสานโอ๊กลอว์นของทัลซา ซึ่งเป็นแห่งแรกที่พบจากการก่อเหตุจลาจลโดยคนผิวขาวในย่านกรีนวูดของคนผิวดำเมื่อปี 1921 เทอร์เนอร์เป็นศิษยาภิบาลของโบสถ์เวอร์นอนแอฟริกันเมโทดิสต์เอพิสโคพัล ซึ่งเป็นหนึ่งในอาคารไม่กี่หลังที่เหลือรอดจากการทำลายล้างครั้งนั้น

“นี่เรียกได้ว่าเป็นหลุมศพหมู่ค่ะ” แครี สเตเกิลเบ็ก นักโบราณคดีประจำรัฐ บอกผู้สื่อข่าวในการแถลงข่าวที่ทัลซา แต่เธอบอกว่าจำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติมก่อนจะระบุได้แน่ชัดว่า ใช่ศพผู้เคราะห์ร้ายจากการสังหารหมู่หรือไม่

หลุมฝังศพนั้นอาจมีโลงอีกมากซ้อนทับกันอยู่ “ที่เราเห็นอาจเป็นศพของคนกว่า 30 คนถูกฝังรวมกันในหลุมศพหมู่นี้ก็ได้ค่ะ” สเตเกิลเบ็กบอก เธออธิบายว่ามีการเซาะขั้นบันไดเข้าไปในดินแข็งๆ “เพื่อใช้ขึ้นลงจากหลุม” คนที่ขุดหลุมไม่น่าต้องวุ่นวายขนาดนี้เพื่อฝังคนไม่กี่คน

เรื่อง ดีนีน แอล. บราวน์
ภาพถ่าย เบทานี มอลเลนคอฟ

สามารถติดตามสารคดี ตราบาปไม่ลืมเลือน ฉบับสมบูรณ์ได้ที่ นิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนมิถุนายน 2564

สามารถสั่งซื้อได้ที่ https://www.naiin.com/category?magazineHeadCode=NG&product_type_id=2

เรื่องแนะนำ

สนธิสัญญาแวร์ซายจบสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และเริ่มต้นสงครามโลกครั้งที่สองได้อย่างไร

วูดโรว์ วิลสัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกากำลังยิ้มในขณะที่เดินนำขบวนของบรรดาผู้นำยุโรปที่เข้าร่วมเซ็น สนธิสัญญาแวร์ซาย แม้ว่าอดีตประธานาธิบดีวิลสัน จะเป็นผู้เจรจาสนธิสัญญานี้ด้วยตัวเอง แต่ในท้ายที่สุด สภาคองเกรสไม่ให้สัตยาบันในสนธิสัญญานี้ ภาพถ่ายโดย BETTMANN, GETTY ประเทศต่างๆ ในยุโรปพากันลงโทษเยอรมนีจากสิ่งที่ได้ทำไปในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง อันเป็นการลงโทษที่ย้อนกลับมาหลอกหลอนชาวโลกในภายหลัง 28 มิถุนายน 1919 นอกชานเมืองปารีส ประเทศฝรั่งเศส บรรดาผู้นำชาติยุโรปรวมตัวกันในพระราชวังแวร์ซายเพื่อเซ็น สนธิสัญญาแวร์ซาย ซึ่งรู้จักกันในฐานะหนึ่งในสนธิสัญญาที่มีเนื้อหาอันจงเกลียดจงชังมากที่สุดในประวัติศาสตร์ การเซ็นสนธิสัญญาครั้งนี้คือคือหมุดหมายแห่งการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่หนึ่งอย่างเป็นทางการ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ได้เป็นรากฐานที่ทำให้เกิดสงครามโลกในครั้งต่อมา และถึงแม้ว่าจะมีการประชุมสันติภาพในหนึ่งปีก่อนหน้านี้ แต่ไม่มีประเทศใดที่ต้องลงชื่อในสนธิสัญญาฉบับนี้พึงพอใจกับมันเลย มีคนกว่า 65 ล้านคนที่ต้องเข้าร่วมต่อสู้ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ทหารมากกว่า 8.5 ล้านนาย และพลเรือนกว่า 6.6 ล้านคนต้องเสียชีวิตไป สงครามได้ทำลายพื้นที่ฟาร์ม เมือง และสนามรบรอบๆ ยุโรป และเยอรมนีถูกกล่าวโทษกับสิ่งที่เกิดขึ้น แม้นักประวัติศาสตร์ร่วมสมัยยังคงถกเถียงกันอยู่ว่าใครคือผู้ที่ต้องรับผิดชอบในสงครามครั้งที่หนึ่ง สนธิสัญญาฉบับนี้ก็ได้ลงโทษเยอรมนีไปก่อนเสียแล้ว จากหลักการแห่งอุดมคติสู่สนธิสัญญาแห่งการลงทัณฑ์ ในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ประธานาธิบดี วูดโรว์ วิลสัน แห่งสหรัฐอเมริกาได้เสนอ หลักการ 14 ข้อ ซึ่งเป็นแผนแม่แบบสันติภาพของโลก อันมีใจความรวมไปถึงการตั้งองค์กรความร่วมมือจากหลายประเทศ (ซึ่งต่อมาคือองค์กรสันนิบาตชาติ) เพื่อรับประกันความมีเสถียรภาพแห่งทวีปยุโรปและป้องกันไม่ให้บรรดาประเทศต่างๆ […]

คนไทยในอดีตหากมีคู่ต่างชาติ มีโทษถึงประหารชีวิต

แม้ทุกวันนี้คู่รักข้ามเชื้อชาติหรือวัฒนธรรมในสังคมไทยจะดูเป็นเรื่องปกติ แต่ย้อนกลับไปในอดีต สิ่งนี้เป็นข้อห้ามและมีโทษร้ายแรงถึงประหารชีวิต

กำแพงเมืองจีน ป้องกันศัตรูได้จริงหรือ

ราชวงศ์หมิงสร้าง กำแพงเมืองจีน ยาวกว่า 21,200 กิโลเมตรเพื่อป้องกันผู้รุกราน แต่แท้จริงแล้วมันมีประสิทธิภาพในการต่อสู้กับศัตรูขนาดไหน? กำแพงเมืองจีน เป็นเพียงหนึ่งในหลากหลายกลยุทธ์เพื่อป้องกันประเทศ กำแพงเมืองจีนที่ทอดยาวออกไปกว่า 21,200 กิโลเมตรนี้ แทนที่จะเป็นกำแพงเดียวที่ต่อเนื่องกัน กลับประกอบไปด้วยส่วนเล็กๆ มากมาย ที่ถูกสร้างขึ้นในยุคต่าง ๆ ของประวัติศาสตร์จีน ป้อมปราการที่เก่าแก่ที่สุดมีอายุย้อนไปถึงศตวรรษที่ 7 ก่อนคริสตกาล แต่ส่วนที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดีที่สุดถูกสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิง (ค.ศ. 1368-1644) กำแพงเมืองจีน เป็นสิ่งมหัศจรรย์ทางวิศวกรรม และชัยชนะในความเฉลียวฉลาดของมนุษยชาติ แต่คำตัดสินชี้ขาดที่แท้จริงอยู่ที่ว่ากำแพงเมืองจีนสามารถทำหน้าที่หลักคือการป้องกันศัตรูได้ดีแค่ไหน  ภัยรุกรานจากทิศเหนือ  ภัยรุกรานหลักของจีนนั้นมาจากประเทศเพื่อนบ้านทางเหนือ นั่นคือเหล่าคนเลี้ยงสัตว์เร่ร่อนที่อาศัยอยู่ในทุ่งหญ้าสเตปป์ที่มีพรมแดนติดกันตั้งแต่ศตวรรษที่สี่ก่อนคริสต์ศักราช เนื่องจากสภาพแวดล้อมอันเลวร้าย ทำให้ผู้คนพออยู่รอดได้ แต่ไม่มีสิ่งอื่นมากนัก ชาวเหนือเหล่านี้ริษยาในสินค้าฟุ่มเฟือย และทรัพยากรที่เพื่อนบ้านทางใต้ของพวกเขาได้ใช้อย่างเพลิดเพลิน เช่น สิ่งทอชั้นดี และผลผลิตทางการเกษตรที่หลากหลาย ประชากรของชนเผ่าเร่ร่อนนั้นมีขนาดเล็กกว่าชาวจีนอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ยังเป็นภัยคุกคามทางทหารอย่างร้ายแรง พวกเขาสามารถขึ้นขี่ม้าทุ่งหญ้าทุ่งหญ้าสเตปป์ และติดอาวุธด้วยธนูและลูกธนูอันทรงพลัง มิหนำซ้ำนักรบของพวกเขายังสามารถบุกจู่โจมได้อย่างมีประสิทธิภาพในรัฐที่มีพรมแดนติดกับจีน และแย่งชิงสิ่งที่พวกเขาต้องการมา จักรพรรดิจีนใช้กลยุทธ์มากมายเพื่อกันคนเร่ร่อนทางเหนือ ซึ่งรวมถึงด้านวิศวกรรม สงคราม และการทูต จนกระทั่งจักรพรรดิองค์แรกที่ผนวกประเทศจีนให้เป็นหนึ่งเดียว นั่นคือจิ๋นซีฮ่องเต้ (221-210 ปีก่อนคริสตกาล) ได้สร้างป้อมปราการที่รวมกันเป็นแนวแรกตามแนวพรมแดนทางตอนเหนือทั้งหมด โดยเชื่อมต่อจากโครงสร้างที่ถูกสร้างขึ้นโดยรัฐก่อนหน้านี้ จักรพรรดิแห่งราชวงศ์ฉินที่ยึดอำนาจจากราชวงศ์ฮั่น […]

ชาวยุโรป : สืบเสาะย้อนรอยต้นกำเนิดบรรพบุรุษ 

ทวีปยุโรปเป็นเบ้าหลอมทางวัฒนธรรมมาตั้งแต่สมัยน้ำแข็ง ชาวยุโรปในปัจจุบันไม่ว่าจะอยู่ในประเทศไหน ล้วนแล้วแต่เป็นลูกผสมของสายเลือดโบราณจากแอฟริกา ตะวันออกกลาง และทุ่งหญ้าสเตปป์ในรัสเซีย โดยมีหลักฐานจากโบราณวัตถุ ผลการวิเคราะห์ฟันกับกระดูกโบราณ และภาษาศาสตร์ แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือหลักฐานที่ได้จากพันธุศาสตร์บรรพกาล