การสังหารหมู่คนผิวดำที่ทัลซา - ตราบาปไม่ลืมเลือนของชาวสหรัฐฯ

การสังหารหมู่คนผิวดำที่ทัลซา – ตราบาปไม่ลืมเลือนของชาวสหรัฐฯ

เมื่อหนึ่งร้อยปีที่ก่อน ม็อบคนผิวขาวสังหารหมู่ประชาชน มากถึง 300 คนในเขตคนผิวดำอันมั่งคั่งของทัลซา รัฐโอคลาโฮมา หรือที่เรียกว่า การสังหารหมู่คนผิวดำที่ทัลซา ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง เมื่อทัลซาเริ่มชำระสะสางการทำลายล้างในครั้งนั้น

วันที่ 1 มิถุนายน ปี 1921 ในเหตุการณ์ที่เรียกขานกันภายหลังว่า การสังหารหมู่คนผิวดำที่ทัลซา ขณะที่ม็อบคนผิวขาวแห่มาถึงกรีนวูด ชุมชนคนดำล้วนในทัลซา รัฐโอคลาโฮมา แมรี อี. โจนส์ แพร์ริช คว้ามือลูกสาวตัวน้อยออกวิ่งหนีตาย ทั้งคู่หลบหลีกกระสุนไปตามกรีนวูดอะเวนิว ซึ่งเป็นถนนอันมั่งคั่งจนในภายหลังได้ชื่อว่า แบล็กวอลล์สตรีท

คนดำหลายพันวิ่งหนีขณะที่ม็อบรุกคืบเข้ามา ปล้นสะดม เผาบ้านเรือน โบสถ์ และอาคารอื่นๆ แล้วกราดยิงคนดำอย่างเลือดเย็น เมื่อการเข่นฆ่าทำลายล้างที่กินเวลาสองวันยุติลง มีพลเมืองผิวดำถึง 300 คนถูกสังหารและย่านกรีนวูดก็พินาศย่อยยับ

การโจมตีในเหตุการณ์ การสังหารหมู่คนผิวดำที่ทัลซา คือการก่อการร้ายรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ เป็นส่วนหนึ่งของคลื่นความรุนแรงทางเชื้อชาติในยุคสงครามโลกครั้งที่หนึ่งที่คนผิวขาวกระทำต่อชุมชนคนผิวดำ นักประวัติศาสตร์บางคนนิยามเหตุการณ์ที่เกิดในกรีนวูดว่า “การสังหารหมู่ การจลาจล หรือถ้าใช้คำสมัยใหม่หน่อยก็คือการกวาดล้างเผ่าพันธุ์” ตามที่ระบุในรายงานปี 2001 ของคณะกรรมการสืบสวนการจลาจลทางเชื้อชาติในทัลซาซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการสืบสวนเหตุการณ์นองเลือดครั้งนั้นอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลในอีก 80 ปีต่อมา นับเป็นช่องว่างระหว่างเวลาที่สะท้อนว่า คนผิวขาวในทัลซาแก้ต่างและปิดบังอำพรางเหตุสังหารหมู่นั้นไว้หลายชั่วคนได้อย่างไร

การสังหารหมู่คนผิวดำที่ทัลซา, ทัลซา,
หลังจากดิ๊ก โรว์แลนด์ วัยรุ่นชายผิวดำวัย 19 ปี ถูกกล่าวหาว่าทำร้ายร่างกายหญิงผิวขาว ม็อบคนผิวขาวก็บุกย่านกรีนวูด ปล้นสะดม เผา และฆ่า ช่างภาพนิรนามคนหนึ่งบันทึกภาพความเสียหายและเขียนคำบรรยายเหตุการณ์นั้นไว้

“สำหรับคนอื่นๆ นี่แทบไม่ต่างอะไรกับสงครามเชื้อชาติ” รายงานของคณะกรรมการสืบสวนระบุ “แต่ไม่ว่าจะใช้คำว่าอะไร สิ่งหนึ่งที่จริงแท้แน่นอนคือ เมื่อเหตุการณ์สิ้นสุด ย่านคนอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันในทัลซาแปรสภาพเป็นลานว่างเปล่าที่ถูกเผาเป็นเถ้าถ่าน หน้าร้านเหลือเพียงซากปรัก โบสถ์มอดไหม้ และต้นไม้ไร้ใบดำเป็นตอตะโก

ประชาชนร่วม 10,000 คน เกือบทั้งหมดเป็นประชากรผิวดำและเกือบจะเท่ากับหนึ่งในสิบ ของจำนวนประชากรในทัลซากลายเป็นคนไร้บ้าน ผู้นำทางสังคมในกรีนวูดบางคน ต้องออกจากเมืองหลังถูกใส่ความว่าเป็นผู้ยุยงให้เกิดการจลาจล

ทุกวันนี้ ขณะที่ผู้สืบสายเลือดของครอบครัวคนดำในทัลซาช่วงต้นศตวรรษที่ยี่สิบยังคงแตกฉานซ่านเซ็น ย่านธุรกิจของกรีนวูดหดเหลือแค่หนึ่งช่วงตึกที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ และบริการคนขาวเป็นส่วนใหญ่ แต่ท้ายที่สุด ทัลซาก็ลุกขึ้นสะสางเหตุการณ์สังหารหมู่ด้วยเหตุแบ่งแยกเชื้อชาติ อันเป็นความอัปยศที่พยายามกลบฝังให้ลืมเลือนมาเนิ่นนาน

หนังสือพิมพ์จากนิวยอร์กซิตีไปถึงแคลมัทฟอลส์ รัฐออริกอน รายงานเกี่ยวกับการก่อเหตุ รุนแรงนี้ แบล็กดิสแพ็ตช์ หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ในโอคลาโฮมาซิตี เปรียบเทียบความเสียหายกับสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง กระนั้น ความทรงจำเรื่องการสังหารหมู่ก็เลือนรางกลายเป็นความเงียบร่วม นักธุรกิจในทัลซาไม่อยากให้ชื่อเสียงของเมืองแปดเปื้อน ขณะที่ชาวเมืองผิวดำไม่อยากเห็นประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

ปี 1997 หรือ 76 ปี หลังการสังหารหมู่ รัฐโอคลาโฮมาเริ่มสืบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ดอน รอส สมาชิกสภานิติบัญญัติของรัฐ ซึ่งมีปู่รอดชีวิตจากเหตุรุนแรงครั้งนั้น ร่างกฎหมายจัดตั้งคณะกรรมการสืบสวนการจลาจลทางเชื้อชาติในทัลซาขึ้น หลังนักข่าวท้องถิ่นคนหนึ่งเรียก การวางระเบิดในโอคลาโฮมาซิตีเมื่อปี 1995 ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 168 คนว่า การก่อความไม่สงบครั้งเลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่สงครามกลางเมือง

ในปี 1998 ทีมของสกอตต์ เอลส์เวิร์ท ผู้เขียนหนังสือ พลิกฟ้าสะเทือนดิน: เมืองแห่งหนึ่งในอเมริกากับการแสวงหาความเป็นธรรม ที่บอกเล่าถึงการอำพรางและการสืบสวนเหตุสังหารหมู่ดังกล่าว ระบุสถานที่สามแห่งที่อาจเป็นหลุมฝังศพหมู่ ได้แก่ นิวบล็อกพาร์ก สุสานบูเกอร์ ที. วอชิงตัน และสุสานโอ๊กลอว์น จากผู้เห็นเหตุการณ์ ไคลด์ เอ็ดดี ชาวทัลซาผิวขาว ทำให้การค้นหาขยายไปยังโอ๊กลอว์น

การสังหารหมู่คนผิวดำที่ทัลซา, ทัลซา
ห้าวันหลังสำนักงานถูกเผา บี.ซี. แฟรงคลิน ทนายความ (คนขวาในภาพ) กับหุ้นส่วน ไอ.เอช. สเปียร์ และเอฟฟี ทอมป์สัน เลขานุการ เปิดสำนักงานในเต็นท์ พวกเขาต่อสู้กับความพยายามต่างๆ ที่กีดกันไม่ให้เจ้าของทรัพย์สินผิวดำสร้างกิจการขึ้นใหม่

คณะกรรมการสืบสวนตัดสินไม่อนุญาตให้ตรวจสอบเรื่องนี้ และซูซาน แซเวจ นายก เทศมนตรีเมืองทัลซาในขณะนั้น ได้สั่งยุติการสืบสวนก่อนที่นักวิทยาศาสตร์จะทันได้ขุดลงไป โดยบอกว่าเธอไม่อยากรบกวนหลุมศพใกล้เคียง

แต่เมื่อปี 2018 ฉันเขียนข่าวหน้าหนึ่งตีพิมพ์ใน วอชิงตันโพสต์ ตั้งคำถามเรื่องการยุติการสืบสวนครั้งนั้น ไม่กี่วันหลังข่าวนั้นตีพิมพ์ นายกเทศมนตรีเมืองทัลซา จี.ที. บายนัม ก็ประกาศว่าจะรื้อฟื้นการสืบสวนขึ้นใหม่

ในปี 2019 เมืองทัลซาตั้งคณะกรรมการที่ประกอบด้วยทายาท นักวิจัย และนักกิจกรรมในชุมชน คณะกรรมการดังกล่าวขอให้กลุ่มผู้เชี่ยวชาญค้นหาหลักฐานของสิ่งผิดปกติในพื้นที่ที่ระบุเมื่อปี 1999

การสังหารหมู่คนผิวดำที่ทัลซา
Iผู้รอดชีวิตที่ได้รับบาดเจ็บนอนเต็มโรงพยาบาลชั่วคราวของสภากาชาดในเมืองทัลซา รายงานของสภากาชาดระบุว่า “ขณะที่บันทึกต่างๆ แสดงตัวเลขผู้บาดเจ็บอยู่ที่ 763 คน ตัวเลขนั้นไม่รวมผู้บาดเจ็บที่พบในภายหลังบนถนนทุกสายที่ออกจากทัลซา”

สุสานโอ๊กลอว์น ซึ่งเป็นสถานที่ฝังศพสาธารณะเก่าที่สุดที่ยังเปิดบริการอยู่ ห่างจากกรีนวูดไปไม่กี่ ช่วงตึก ตรงทางเข้ายังมีแผนที่แสดงเส้นแบ่งระหว่างเขตของ “คนผิวขาว” และ “คนผิวสี” ให้เห็นอยู่

เดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว นักวิทยาศาสตร์ขุดสำรวจส่วนของ “คนผิวสี” หลังขุดอยู่แปดวันโดยไม่พบหลุมศพหมู่ เมืองทัลซาจึงตัดสินใจขยายการค้นหา สามเดือนต่อมา ในวันที่ 19 ตุลาคม ปี 2020 การขุดสำรวจครั้งที่สองก็เริ่มต้นขึ้น เจ้าหน้าที่สงสัยว่าจุดนี้อาจเป็นที่ฝังศพคนดำ 18 คนเมื่อปี 1921

สองวันต่อมา นักวิทยาศาสตร์ระบุตำแหน่งสิ่งที่หลงเหลือของร่องใต้ต้นไม้ต้นหนึ่งใกล้หลุมศพของรูเบน เอเวอเร็ตต์ กับเอ็ดดี ล็อกคาร์ด ซึ่งเป็นหลุมศพผู้เคราะห์ร้ายจากการสังหารหมู่สองหลุมเท่านั้นที่มีป้ายหน้าหลุมศพในสุสานแห่งนี้ ในร่องหรือหลุมนั้นมีโลงศพอย่างน้อย 11 โลง

ทัลซา
โรเบิร์ต เทอร์เนอร์ สวดอธิษฐานใกล้จุดที่เพิ่งขุดพบหลุมศพหมู่ในสุสานโอ๊กลอว์นของทัลซา ซึ่งเป็นแห่งแรกที่พบจากการก่อเหตุจลาจลโดยคนผิวขาวในย่านกรีนวูดของคนผิวดำเมื่อปี 1921 เทอร์เนอร์เป็นศิษยาภิบาลของโบสถ์เวอร์นอนแอฟริกันเมโทดิสต์เอพิสโคพัล ซึ่งเป็นหนึ่งในอาคารไม่กี่หลังที่เหลือรอดจากการทำลายล้างครั้งนั้น

“นี่เรียกได้ว่าเป็นหลุมศพหมู่ค่ะ” แครี สเตเกิลเบ็ก นักโบราณคดีประจำรัฐ บอกผู้สื่อข่าวในการแถลงข่าวที่ทัลซา แต่เธอบอกว่าจำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติมก่อนจะระบุได้แน่ชัดว่า ใช่ศพผู้เคราะห์ร้ายจากการสังหารหมู่หรือไม่

หลุมฝังศพนั้นอาจมีโลงอีกมากซ้อนทับกันอยู่ “ที่เราเห็นอาจเป็นศพของคนกว่า 30 คนถูกฝังรวมกันในหลุมศพหมู่นี้ก็ได้ค่ะ” สเตเกิลเบ็กบอก เธออธิบายว่ามีการเซาะขั้นบันไดเข้าไปในดินแข็งๆ “เพื่อใช้ขึ้นลงจากหลุม” คนที่ขุดหลุมไม่น่าต้องวุ่นวายขนาดนี้เพื่อฝังคนไม่กี่คน

เรื่อง ดีนีน แอล. บราวน์
ภาพถ่าย เบทานี มอลเลนคอฟ

สามารถติดตามสารคดี ตราบาปไม่ลืมเลือน ฉบับสมบูรณ์ได้ที่ นิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนมิถุนายน 2564

สามารถสั่งซื้อได้ที่ https://www.naiin.com/category?magazineHeadCode=NG&product_type_id=2

เรื่องแนะนำ

ธ สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์

แปลและเรียบเรียง กองบรรณาธิการ ภาพถ่าย คลังภาพ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก “ผู้คนมักพูดกันว่า ราชอาณาจักรเป็นเหมือนกับพีระมิด กล่าวคือ พระราชานั้นประทับอยู่บนสุด ส่วนประชาชนอยู่ด้านล่าง แต่ในประเทศนี้ทุกอย่างกลับตรงกันข้าม [เป็นเหมือนพีระมิดกลับหัว] ด้วยเหตุนี้ บางครั้งเราจึงรู้สึกปวดแถวๆ นี้” เมื่อตรัสถึงตรงนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งปกติมีพระพักตร์เคร่งขรึมดูเป็นนักวิชาการ ทรงพระสรวล ขณะทรงชี้ที่พระศอและพระอังสา [บ่าหรือไหล่] ข้อความข้างต้นเรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชพระราชทานแก่นายเดนิส เกรย์ หัวหน้าสำนักข่าวเอพีประจำกรุงเทพฯและนายบาร์ต โดเวลล์ ผู้ช่วยบรรณาธิการนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ในขณะนั้น และเป็นส่วนหนึ่งของสารคดีเรื่อง “พระราชวงศ์ผู้ทรงงานของไทย” (Thailand’s Working Royalty) ตีพิมพ์ใน เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนตุลาคม ปี 1982 หรือพุทธศักราช 2525 ซึ่งตรงกับวาระเฉลิมฉลองครบรอบ 200 ปีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมหาที่สุดมิได้ กองบรรณาธิการนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย จึงขอนำสารคดีเรื่องนี้มาตีพิมพ์อีกครั้ง ภาพถ่ายส่วนใหญ่เป็นผลงานของจอห์น เอเวอริงแฮม ช่างภาพผู้คุ้นเคยกับเมืองไทย เขาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับสารคดีเรื่องนี้ว่า “ผมโชคดีที่มีโอกาสตามเสด็จนานถึงสี่เดือน เดินทางไปทั่วประเทศจากนราธิวาสถึงเชียงราย ประเทศไทยโชคดีที่มีในหลวง พระองค์ทรงสนพระทัยในคนที่ยากจนที่สุดคนที่อยู่ไกลที่สุด ในหลวงไม่เหมือนใคร มีฝรั่งหลายคนเหมือนผมที่รักพระเจ้าอยู่หัว…” ในช่วงเวลาหลายศตวรรษที่ผ่านมา บทบาทของพระมหากษัตริย์ไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสว่า “พระราชวงศ์ในประเทศนี้ไม่เคยอยู่นิ่งเลย” พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราชบรมนาถบพิตร เสด็จพระราชสมภพเมื่อปี พ.ศ. 2470 ณ เมืองเคมบริดจ์ มลรัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ทรงศึกษาทั้งในสาขาวิทยาศาสตร์และกฎหมายที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ขณะเจริญพระชนมายุได้ 18 พรรษา ในฐานะพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ นับแต่นั้นมาก็ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการอย่างไม่ทรงเห็นแก่เหน็ดเหนื่อยพระวรกาย เพื่อประโยชน์สุขของทวยราษฎร์เสมอมา สมดังพระปฐมบรมราชโองการที่ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” โดยแท้ นอกเหนือจากการเสด็จฯ เยี่ยมพสกนิกรตามหัวเมืองน้อยใหญ่และท้องถิ่นทุรกันดาร ตลอดจนการปฏิบัติพระราชกรณียกิจในโอกาสต่างๆ แล้ว ยามที่ประทับอยู่ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต พระองค์ก็ไม่ได้ทรงว่างเว้นจากพระราชกรณียกิจ กิจกรรมและความเป็นไปในเขตพระราชฐานแห่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสนพระทัยในความเป็นอยู่ของพสกนิกรของพระองค์ได้เป็นอย่างดี เพราะมีตั้งแต่แปลงนาสาธิต ยุ้งฉาง บ่อเลี้ยงปลา ฟาร์มโคนม ไปจนถึงโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรต่างๆ ระหว่างพระราชทานสัมภาษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชตรัสถึงเรื่องต่างๆ อาทิ ระบบชลประทาน เศรษฐกิจภายในประเทศ การทำเหมืองแร่ เรื่อยไปจนถึงงานอดิเรกของพระองค์ เช่น การถ่ายภาพ และวาดภาพ ทรงอธิบายว่า “แต่ตอนนี้เลิกวาดรูปแล้ว เพราะต้องใช้เวลามาก” ทว่าพระองค์ยังทรงดนตรีและทรงพระราชนิพนธ์บทเพลง พสกนิกรชาวไทยและแม้กระทั่งชาวต่างชาติต่างประจักษ์ถึงพระอัจฉริยภาพเชิงดนตรีที่สะท้อนอยู่ในความไพเราะของบทเพลงพระราชนิพนธ์จำนวนมาก อย่างไรก็ตาม พระราชกระแสรับสั่งมักวกกลับมาเข้าเรื่องที่พระองค์เสด็จฯ เยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศเสมอ  “คนไทยรักสงบ แต่ก็ตระหนักดีว่า ประเทศจะต้องมีความเข้มแข็งทางทหาร เราเคยไปที่จังหวัดใกล้ๆ กรุงเทพฯ แล้วมีคนเมาคนหนึ่งเข้ามาหา องครักษ์คงไม่สบายใจนัก เราเข้าใจดี ผู้ชายคนนั้นบอกว่า เคยเป็นทหาร เคยรับใช้ชาติ ลูกชายเขาก็จะเป็นทหารด้วย และถ้าไม่มีทหารประเทศเราจะไม่เป็นเอกราชอย่างนี้ เขาว่ากันว่าคนเมามักจะพูดความจริง” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังตรัสถึงคนไทยอีกด้วยว่า “เราคิดว่าคนไทยรู้ซึ้งถึงคุณค่าของประเพณี ประเพณีไม่ได้แปลว่าเชย แม้แต่คนสมัยใหม่ก็มีประเพณี “เดือนที่แล้วนี่เอง เราเดินทางไปภาคใต้ ตอนเข้าไปที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ชาวบ้านคนหนึ่งบอกว่ามีลูกสาวและลูกชายอย่างละคน แล้วถามเราว่า ชาวมุสลิมเข้าโรงเรียนเตรียมทหารได้หรือเปล่า เราตอบว่า ได้แน่นอน ถ้าเด็กคนนั้นเป็นคนดี แข็งแรง แล้วก็ฉลาด เขาก็สมัครเข้าโรงเรียนเตรียมทหารได้ แล้วเราก็ถามเขาว่า ลูกชายเขาอายุเท่าไหร่ เขาบอกว่าหกเดือน” เมื่อตรัสถึงตรงนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระสรวล “เขาอยากให้ลูกชายปกป้องประเทศชาติ เขาบอกว่า ‘ชาวมุสลิมอย่างเราเป็นคนไทยแท้ ๆ’ ” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงเล็งเห็นการรุกรานหลากหลายรูปแบบ [เมืองไทยในขณะนั้นยังประสบปัญหาภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์และยาเสพติด โดยเฉพาะฝิ่นและเฮโรอีน — กองบรรณาธิการ] “วิธีล่าสุดคือค่อยๆ แทรกซึมเข้ามาครอบงำจิตใจผู้คน เราเรียกวิธีนี้ว่าสงครามจิตวิทยารุกเข้ามาในความคิด” และเพื่อหลีกเลี่ยงการรุกรานลักษณะนี้ รัฐบาลจะต้องแสดงให้เห็นความเข้าอกเข้าใจและความอดทน เหมือนอย่างเรื่องฝิ่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า “เราไม่ปฏิเสธว่ายังมีการปลูกฝิ่นในประเทศ แต่มีอยู่น้อยมาก ปัญหาของฝิ่นคือการใช้เมืองไทยเป็นทางผ่าน คนที่ปลูกฝิ่นได้ราคาไม่ถึงหนึ่งในพันของราคาที่เอาไปขายกันด้วยซํ้า เราพยายามให้ประชาชนหันมาปลูกพืชอื่นทดแทน กว่าจะเริ่มได้ก็ต้องใช้เวลาหลายปี ตอนแรกเรานั่งรถเข้าไป บางทีก็เดินเท้า แล้วก็นั่งเฮลิคอปเตอร์เข้าไป บางครั้งลงจอดกลางไร่ฝิ่นเลย เราต้องระวังเพราะพวกเขาไม่เข้าใจว่าการปลูกฝิ่นนั้นไม่ดีอย่างไร “ครั้งหนึ่งเราเคยเดินอยู่เป็นชั่วโมงเพื่อเข้าไปดูไร่ฝิ่น ดินดูไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์เท่าไหร่ ชาวไร่เองก็บอกว่า ‘ใช่ครับ ดินเสื่อมแล้ว ไม่มีปุ๋ยจะใส่ครับ’ เราก็บอกว่าจะให้ปุ๋ย ถ้าพวกเขาเลิกปลูกฝิ่น แล้วหันมาปลูกถั่วแทน ชาวไร่ขอเวลาปรึกษากันก่อน ผ่านไปสิบห้านาทีกลับมาบอกว่า ‘ตกลงครับ’ ทีนี้ พอปีถัดมา เราก็กลับไปอีก ปรากฏว่าชาวไร่ปลูกถั่วครึ่งหนึ่ง ปลูกฝิ่นครึ่งหนึ่ง แล้วถั่วก็ได้ผลดีกว่า ชาวไร่เลยขอถั่วเพิ่มอีก ปีต่อมาก็ปลูกฝิ่นแค่ร้อยละ 25 ค่อยๆ ลดลงอย่างนี้ เราต้องอดทนถ้าเราเอาแต่ทำลายไร่ฝิ่น ชาวไร่ก็ต้องอดอยาก แล้วคงไม่เข้าใจว่า ทำไมเราถึงต้องต่อต้านพวกเขา” ในการเสด็จฯ เยือนหัวเมืองน้อยใหญ่ต่างๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเผชิญกับอันตรายจากทั้งผู้ต้องการแบ่งแยกดินแดนและกองกำลังคอมมิวนิสต์ “อันตรายน่ะหรือ” ทรงยํ้า “อันตรายซึ่งเป็นที่รู้กันทั่วไปคือภัยจากลัทธิคอมมิวนิสต์ แต่ที่อันตรายกว่านั้นคือความละโมบของคนในประเทศเอง ถ้าเราแตกแยกกันเอง เราก็จะกลายเป็นทาสของจักรวรรดินิยมยุคใหม่ จะเป็นคอมมิวนิสต์ หรือเผด็จการ หรืออะไรก็ตามแต่” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเชื่อมั่นในประชาชนชาวไทย “ชาวไทยดูสบายๆ แต่ก็เข้มแข็ง คนไทยไม่เครียด มีนํ้าใจแม้แต่กับคนแปลกหน้า และเปิดกว้างกับความคิดใหม่ๆ คนส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธที่สุภาพกล้าหาญแต่ไม่ก้าวร้าว เข้มแข็งแต่อ่อนโยน” ขณะที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ก็ทรงปฏิบัติพระราชกิจหลากหลายด้าน นอกจากจะทรงตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปยังพื้นที่ห่างไกลแล้ว ยังทรงส่งเสริมงานหัตถกรรมเพื่อเพิ่มรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่ชนบท เช่นที่จังหวัดเพชรบุรี ทรงริเริ่มโครงการผลิตกระเป๋าและรองเท้าสานจากกระจูดและหวาย ทรงส่งเสริมให้ชาวบ้านสตรีในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ผลิตดอกไม้ประดิษฐ์ ทรงฟื้นฟูศิลปะการทำตุ๊กตาดินเผาชาววัง และส่งผู้เชี่ยวชาญไปสอนสตรีชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยาทอผ้า เป็นต้น ทรงใช้โอกาสที่ได้เสด็จฯ เยือนต่างประเทศในฐานะทูตสันถวไมตรี ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ผ้าไหมด้วยฉลองพระองค์ที่ตัดเย็บจากผ้าไหมไทยซึ่งทั้งประณีตและงดงาม นอกจากนี้ ยังทรงใช้พระปรีชาสามารถด้านการจัดการส่งเสริมการทำงานของสภากาชาดไทย เพื่อให้ความอนุเคราะห์แก่เด็กกำพร้ายากไร้ ทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบและผู้ประสบอุทกภัย เป็นต้น หลายปีก่อน เมื่อนักข่าวกราบบังคมทูลสัมภาษณ์ถึงงานอดิเรกของพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ตรัสว่า “ดูแลลูกๆ” บัดนี้ เจ้าฟ้าชายพระองค์หนึ่งและเจ้าฟ้าหญิงอีกสามพระองค์ต่างเจริญพระชันษาขึ้นแล้ว และทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขของประชาราษฎร์เช่นเดียวกับพระชนกชนนี ไม่ว่าจะเป็นการตามเสด็จเยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่ต่างๆ ต้อนรับคณะทูตานุทูต หรือแม้แต่ทรงทักทายและมีพระราชปฏิสันถารกับประชาชนผู้มารอเฝ้าฯ ชื่นชมพระบารมี นายแพทย์จินดา สนิทวงศ์ ณ อยุธยา แพทย์ประจำพระองค์ในขณะนั้น กล่าวว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชกิจหนักเกินไปครับ” แม้ว่าพระองค์จะทรงออกกำลังกายแทบทุกวัน แต่คุณหมอก็ยัง “อยากให้เสด็จแปรพระราชฐานเพื่อทรงพักผ่อนเป็นประจำทุกปี” ทว่าประชาชนชาวไทยทุกคนย่อมตระหนักดีว่า พระองค์คงไม่อาจทรงปล่อยวางจากพระราชกิจต่างๆ ได้ เพราะความห่วงใยในราษฎรและความตั้งพระทัยอันแน่วแน่ที่จะอุทิศพระองค์เพื่อ “ประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ดังบทพระราชนิพนธ์ “เดินตามรอยเท้าพ่อ” ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งได้ตามเสด็จพระราชบิดาไปยังพื้นที่ห่างไกลหลายต่อหลายแห่ง ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ว่า “ฉันเดินตามรอยเท้าอันรวดเร็วของพ่อโดยไม่หยุดผ่านเข้าไปในป่าใหญ่ น่ากลัว ทึบ แผ่ไปโดยไม่มีที่สิ้นสุด มืดและกว้างมีต้นไม้ใหญ่ใหญ่เหมือนหอคอยที่เข้มแข็ง พ่อจ๋า… ลูกหิวจะตายอยู่แล้วและเหนื่อยด้วย ดูซิจ๊ะ… เลือดไหลออกมาจากเท้าทั้งสองที่บาดเจ็บของลูกลูกกลัวงู เสือ และหมาป่า พ่อจ๋า… เราจะถึงจุดหมายปลายทางไหม? ลูกเอ๋ย… ในโลกนี้ไม่มีที่ไหนดอกที่มีความรื่นรมย์และความสบายสำหรับเจ้าทางของเรามิได้ปูด้วยดอกไม้สวยสวย จงไปเถิดแม้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่บีบคั้นหัวใจเจ้า พ่อเห็นแล้วว่า หนามตำเนื้ออ่อนอ่อนของเจ้า เลือดของเจ้าเปรียบดั่งทับทิมบนใบหญ้าใกล้นํ้า นํ้าตาของเจ้าที่ไหลต้องพุ่มไม้สีเขียว เปรียบดั่งเพชรบนมรกตที่แสดงความงามเต็มที่เพื่อมนุษยชาติ จงอย่าละความกล้าเมื่อเผชิญกับความทุกข์ให้อดทนและสุขุมและจงมีความสุขที่ได้ยึดอุดมการณ์ที่มีค่า ไปเถิด… ถ้าเจ้าต้องการเดินตามรอยเท้าพ่อ” ปวงข้าพระพุทธเจ้าขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้   อ่านเพิ่มเติม : รูปที่มีทุกบ้าน, ๙ ช่างภาพสารคดีกับในหลวงรัชกาลที่ ๙