ความลับจาก สโตนเฮนจ์ และเหล่าอนุสรณ์สถานยุคหินใหม่ในอังกฤษ

ความลับจาก สโตนเฮนจ์ และเหล่าอนุสรณ์สถานยุคหินใหม่ในอังกฤษ

ไม่ใช่แค่ สโตนเฮนจ์ การค้นพบใหม่ๆ เผยให้เห็นยุคสมัยที่การก่อสร้างอนุสรณ์สถานใหญ่โตน่าตื่นตาเป็นความคลั่งไคล้

สโตนเฮนจ์ – เรื่องใหญ่โตมโหฬารกำลังเกิดขึ้นทางใต้ของอังกฤษเมื่อราว 4,500 ปีก่อน ในช่วงปลายยุคหินใหม่ ไม่ว่าจะเป็นความกระตือรือร้นทางศาสนา ฝีมือการก่อสร้าง หรือการรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่ใกล้เข้ามา สิ่งนี้ได้ร่ายมนตร์ใส่ชาวเมือง และทำให้พวกเขาเร่งสร้างอนุสรณ์สถานกันอย่างบ้าคลั่ง

ในช่วงเวลาอันสั้นอย่างไม่น่าเชื่อ หรืออาจแค่หนึ่งร้อยปีเท่านั้น กลุ่มคนที่ไม่มีเครื่องมือโลหะ แรงม้า และล้อ ได้ตั้งวงหินขนาดใหญ่ ปักเสาไม้เป็นรั้วล้อมวงยักษ์ และสร้างทางดำเนินโอ่อ่าที่มีหินตั้งขนาบสองข้างมากมาย ในอังกฤษ โดยตัดต้นไม้ใหญ่ที่สุดในป่าและขนดินหลายล้านตันเพื่อทำการนั้น

“มันเหมือนความบ้าคลั่งที่ลามไปทั่วค่ะ เป็นความหมกมุ่นที่ผลักดันให้พวกเขาสร้างสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ มากขึ้นเรื่อยๆ สวยขึ้นเรื่อยๆ และซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ” ซูซาน กรีนีย์ นักโบราณคดีจากอิงลิชเฮอริเทจ (English Heritage) องค์กรอนุรักษ์มรดกทางประวัติศาสตร์ของอังกฤษ ซึ่งดำเนินงานโดยไม่แสวงกำไร บอก

สโตนเฮนจ์
ศารทวิษุวัตนำบรรยากาศการฉลองแบบพื้นบ้านมาสู่สโตนเฮนจ์ เมื่อผู้มาเยือนหลายร้อยคนรวมตัวกันใต้ไตรลิทอน วงหินยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่เรียงตัวตามแนวอาทิตย์ขึ้นในวันครีษมายันและตามแนวอาทิตย์ตกในวันเหมายันแห่งนี้ เป็นสถานที่จัดงานฉลองประจำฤดูกาลมาเนิ่นนานแล้ว (ภาพถ่าย: อลิซ ซู)

สิ่งหลงเหลืออันโด่งดังที่สุดจากยุคการก่อสร้างรุ่งเรืองในครั้งนั้นคือสโตนเฮนจ์ กองหินตั้งซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวหลายล้านคนไปยังที่ราบซอลส์เบอรีในอังกฤษ หลายร้อยปีมาแล้วที่เมกะลิท (megalith) หรือหมู่หินยักษ์แห่งนี้ทำให้ ทุกคนที่พบเห็นรู้สึกทึ่งและพิศวง รวมถึงเฮนรีแห่งฮันทิงดัน นักประวัติศาสตร์ยุคกลางผู้เขียนถึงสโตนเฮนจ์ เป็นครั้งแรกเท่าที่เรารู้เมื่อราวปี 1130 โดยบอกว่า นี่คือหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของอังกฤษ และเสริมว่า ไม่มีใครรู้ว่า มันสร้างขึ้นได้อย่างไรหรือเพราะเหตุใด

ในช่วง 900 ปีนับจากนั้น มีข้อสันนิษฐานไปต่างๆนานาว่า วงหินที่เรียงตัวตามดวงอาทิตย์เป็นผลงานของ ชาวโรมัน ดรูอิด (ชนชั้นสูงในวัฒนธรรมเคลต์) ไวกิง แซ็กซอน และกระทั่งเมอร์ลิน พ่อมดประจำราชสำนักของกษัตริย์อาเทอร์ แต่ข้อเท็จจริงกลับยากรู้ได้ เพราะกลุ่มคนที่สร้างสาบสูญไปโดยไม่ทิ้งภาษาเขียน เรื่องเล่าขานหรือตำนานใดๆ มีเพียงกระดูกกระจัดกระจาย เศษหม้อชามรามไห เครื่องมือทำจากหินและเขากวาง และอนุสรณ์สถานที่ลี้ลับพอๆกันจำนวนหนึ่ง ซึ่งบางแห่งดูใหญ่โตและอลังการยิ่งกว่าสโตนเฮนจ์เสียอีก

สโตนเฮนจ์
สโตนเฮนจ์ในฐานะอนุสรณ์สถานสำคัญแห่งหนึ่งของโลกได้รับการศึกษามาหลายร้อยปีแล้ว แต่เทคโนโลยีใหม่ๆกำลัง “เปลี่ยนความเข้าใจภูมิทัศน์โบราณของเราไป กระทั่งสโตนเฮนจ์ที่เราคิดว่ารู้จักดีแล้วด้วยครับ” วินซ์ แกฟฟ์นีย์ นักโบราณคดี บอก (ภาพถ่าย: รูเบน วู)

หนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่น่าทึ่งที่สุด ซึ่งทุกวันนี้รู้จักในชื่อเมกะเฮนจ์แห่งเมานต์เพลเซนต์ (Mount Pleasant Mega-Henge) ตั้งอยู่บนเนินหญ้าสูงเหนือแม่น้ำโฟรมและแม่น้ำวินเทอร์บอร์น กองทัพคนงานใช้อีเต้อเขากวางและพลั่วกระดูกวัวขุดคูและทำคันดินรูปวงแหวนขนาดมหึมา หรือเฮนจ์ ซึ่งมีเส้นรอบวง 1.2 กิโลเมตร ใหญ่กว่าคูและคันดินของสโตนเฮนจ์กว่าสามเท่า ภายในคันดินใหญ่โตมโหฬารแห่งนั้น ผู้สร้างตั้งเสาไม้โอ๊กสูงใหญ่เกือบสองเมตรและหนักกว่า 15 ตันเป็นวงกลม

“เราคุ้นเคยกับสโตนเฮนจ์ค่ะ” กรีนีย์บอก “ถึงอย่างไรมันก็เป็นหินและอยู่รอดมาได้ แต่โครงสร้างไม้ขนาดใหญ่เหล่านี้คืออะไรกันล่ะคะ มันใหญ่โตมโหฬารอย่างที่สุดและน่าจะตั้งเด่นเป็นสง่าในภูมิทัศน์นั้นอยู่หลายร้อยปี”

นักโบราณคดีและนักโบราณวัตถุขุดสำรวจเนินดิน วงหิน และเฮนจ์โบราณของอังกฤษมาตั้งแต่ศตวรรษที่สิบเจ็ด แต่เพิ่งไม่กี่ปีมานี้เองที่มีคนตระหนักว่า อนุสรณ์สถานใหญ่ยักษ์จำนวนมากเหล่านี้สร้างขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกันและด้วยความเร่งร้อนอย่างบ้าคลั่ง “เราทึกทักกันมาตลอดค่ะว่า อนุสรณ์สถานขนาดใหญ่เหล่านี้เกิดขึ้นอย่างเอกเทศจากกันและใช้เวลาก่อสร้างหลายร้อยปี” กรีนีย์บอก

ผู้คัดค้านแผนการสร้างอุโมงค์ทางหลวงลอดใต้แหล่งมรดกโลกสโตนเฮนจ์ รวมตัวประท้วงนอกอาคารศาลใน กรุงลอนดอนเมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2021 “เราต้องการให้ผู้มีอำนาจรับผิดชอบครับ” คิง อาร์เทอร์ เพนดรากอน นักบวชเพเกิน บอก ศาลสั่งให้ยุติแผนการดังกล่าว แต่โครงการยังอยู่ระหว่างการทบทวน (ภาพถ่าย: อลิซ ซู)

เทคโนโลยีล้ำสมัยในปัจจุบันช่วยเปิดหน้าต่างบานใหม่ๆสู่อดีต ทำให้นักโบราณคดีปะติดปะต่อข้อมูลของอนุสรณ์สถานขนาดใหญ่ในยุคหินที่อยู่ทางตอนใต้ของอังกฤษและกลุ่มคนผู้สร้างได้ชัดเจนอย่างที่ไม่เคยคิดฝันว่าจะทำได้เมื่อไม่กี่สิบปีก่อน

“นี่เกือบจะเหมือนการเริ่มนับหนึ่งใหม่เลยครับ” จิม เลียรี อาจารย์ด้านโบราณคดีภาคสนามจากมหาวิทยาลัยยอร์ก บอกและเสริมว่า “ตอนนี้เรารู้แล้วว่า หลายเรื่องที่สอนกันในระดับปริญญาตรีตอนทศวรรษ 1990 ก็แค่ไม่เป็นความจริง”

ข้อมูลใหม่ที่น่าตื่นตะลึงที่สุดเรื่องหนึ่ง คือการค้นพบจากหลักฐานดีเอ็นเอว่า มีการอพยพครั้งใหญ่จากภาคพื้นทวีปยุโรปเมื่อราว 4000 ปีก่อน ค.ศ. คลื่นของผู้มาใหม่ซึ่งบรรพบุรุษสืบย้อนกลับไปหลายพันปีถึงชาวอานาโตเลีย (ตุรกีปัจจุบัน) เข้าแทนที่คนเก็บของป่าล่าสัตว์พื้นเมืองของอังกฤษ โดยเป็นกลุ่มชนที่มีความแตกต่างทางพันธุกรรม ซึ่งรู้จักการปลูกธัญพืชและเลี้ยงปศุสัตว์

“ไม่มีใครเชื่อว่าเรื่องจะเป็นเช่นนั้นไปได้ครับ” เลียรีบอก “แนวคิดที่ว่าการปฏิวัติเกษตรกรรมในอังกฤษเกิดจากการอพยพครั้งใหญ่ของผู้คนดูเป็นคำอธิบายที่ง่ายเกินไป ทุกคนมองหาเรื่องเล่าที่มีนัยซับซ้อนกว่านั้น การแพร่กระจายของแนวคิดต่างๆ ไม่ใช่แค่กลุ่มคนจำนวนมากลงเรือมา แต่ปรากฏว่ามันเรียบง่ายแบบนั้นจริงๆ ครับ”

สโตนเฮนจ์
ชูดาบเพื่อสันติภาพ ไม่ใช่สงคราม นักบวชดรูอิด (ขวา) อำนวยพรผู้เข้าร่วมพิธีฉลองครีษมายันที่สแตนตันดรูว์ โดยในหมู่ผู้ชุมนุมมีวัวหนึ่งฝูงด้วย คำสอนสมัยใหม่ของศาสนาดั้งเดิมนี้เน้นย้ำการเคารพโลกธรรมชาติและการนับถือ บรรพบุรุษ รวมถึงเหล่าผู้สร้างอนุสรณ์สถานโบราณของอังกฤษ (ภาพถ่าย: อลิซ ซู)

ผู้อพยพบางส่วนลงเรือข้ามช่วงที่แคบที่สุดของช่องแคบอังกฤษ ซึ่งปัจจุบันคือช่องแคบโดเวอร์ ขณะที่บางส่วนมาจากบริตตานีซึ่งอยู่ทางตะวันตกของฝรั่งเศส กลุ่มหลังนี้ข้ามน่านน้ำเปิดที่อันตรายกว่ามายังฝั่งตะวันตกของอังกฤษและไอร์แลนด์ ผู้บุกเบิกจากบริตตานียุคแรกเหล่านี้บางส่วนลงหลักปักฐานตามชายฝั่งขรุขระของเพมโบรกเชอร์ในเวลส์ เป็นไปได้ว่าลูกหลานของพวกเขา ในอีกราว 40 ชั่วคนต่อมา คือผู้สร้างสโตนเฮนจ์ยุคแรกสุด

นักโบราณคดีรู้ว่าต้องมองหาจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ที่เวลส์ โดยหลักๆเพราะนักธรณีวิทยาตาดีชื่อ เฮอร์เบิร์ต ทอมัส ถ้าพูดถึงสโตนเฮนจ์ ภาพไตรลิทอน [trilithon – หินซาร์เซนยักษ์สองก้อนตั้งตรงเป็นฐานกับหินอีกหนึ่งก้อนวางพาดด้านบน] จะผุดขึ้นมาแทบในทันที แต่ท่ามกลางไตรลิทอนที่เรียงเป็นรูปเกือกม้านั้นมีแท่งหินบลูสโตนขนาดเล็กกว่ามากแทรกตัวอยู่ ผิดกับหินซาร์เซนซึ่งเป็นหินอุดมซิลิกาที่พบในท้องถิ่น หินบลูสโตนกลับแปลกแยกอย่างสิ้นเชิงใน ภูมิประเทศแถบนี้ เราไม่พบหินแบบเดียวกันในละแวกสโตนเฮนจ์เลย

สโตนเฮนจ์

แท่งหินบลูสโตนซึ่งมีน้ำหนักเฉลี่ยก้อนละ 1.8 ตันเหล่านี้มาจากไหน และเรียงตัวเป็นวงแหวนอยู่กลางที่ราบซอลส์เบอรีได้อย่างไร นี่คือปริศนาอายุหลายร้อยปีแล้วตอนที่ทอมัสเห็นตัวอย่างหินเมื่อปี 1923 ในบรรดาชิ้นส่วนเหล่านั้นมีหินบลูสโตนประเภทหนึ่งชื่อหินโดเลอไรต์ลายจุด เขาจำได้ว่าเคยเห็นหินโผล่ประเภทเดียวกันเมื่อหลายปีก่อนขณะเดินป่าในพรีเซลีฮิลส์ ซึ่งเป็นทุ่งมัวร์ป่าในเพมโบรกเชอร์ ห่างจากสโตนเฮนจ์ราว 280 กิโลเมตร หลังตรวจสอบเพิ่มเติมแล้ว ทอมัสก็ระบุว่าหินบลูสโตนเหล่านี้มาจากกองหินโผล่ที่เรียกกันว่า คาร์นเมนี

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ริชาร์ด เบวินส์ นักธรณีวิทยาจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเวลส์ กับร็อบ อิกเซอร์ นักธรณีวิทยาจากสถาบันโบราณคดี มหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน ศึกษางานของทอมัสใหม่โดยใช้เทคโนโลยี แห่งศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดที่มีชื่อน่าประทับใจ เช่น การวิเคราะห์ด้วยวิธีเอกซเรย์ฟลูออเรสเซนซ์สเปกโทรเมตรี และการใช้เลเซอร์วิเคราะห์ธาตุไอซีพี-เอ็มเอส ทั้งคู่ระบุกองหินโผล่สี่แห่งในพรีเซลีฮิลส์ตรงกับแท่งหินบลูสโตนที่สโตนเฮนจ์ สำหรับนักโบราณคดีที่ตามหาเงื่อนงำของสโตนเฮนจ์ นี่คือจุดเริ่มต้นสดใหม่ที่น่าสนใจยิ่งขึ้นจากความก้าวล้ำ ด้านชีวเคมี

วูดเฮนจ์ (Woodhenge) ซึ่งค้นพบเมื่อปี 1925 จากภาพถ่ายทางอากาศของทุ่งข้าวสาลี ประกอบด้วยวงแหวนไม้ซุงสูงใหญ่ที่มีศูนย์กลางร่วมกันหกวง ปัจจุบันตำแหน่งของเสาไม้เหล่านั้นปักแท่งคอนกรีตไว้ เช่นเดียวกับสโตนเฮนจ์ที่อยู่ใกล้ๆ วงแหวนนี้สร้างให้เรียงตัวตามแนวดวงอาทิตย์ขึ้นในวันครีษมายัน (ภาพถ่าย: รูเบน วู)

คริสทอฟ สเนิก นักวิจัยชาวเบลเยียม บุกเบิกเทคนิคตรวจวัดไอโซโทปจากซากไหม้ที่บ่งบอกได้ว่า เจ้าของร่างนั้นอาศัยอยู่ที่ใดในช่วงสิบปีสุดท้ายของชีวิต เขาวิเคราะห์กระดูกมนุษย์ 25 คนที่ถูกเผาและฝังที่สโตนเฮนจ์ยุคแรกๆ หรือช่วงเวลาที่หินบลูสโตนถูกนำไปตั้ง และพบว่าเกือบครึ่งของคนเหล่านี้เคยอาศัยอยู่ไกลจากสโตนเฮนจ์มาก เมื่อพิจารณาร่วมกับหลักฐานทางโบราณคดี พื้นที่ทางเหนือของเดวอนและทางตะวันตกเฉียงใต้ของเวลส์คือแนวโน้ม ที่เป็นไปได้

เขาถึงกับระบุองค์ประกอบเฉพาะทางเคมีของไอโซโทปคาร์บอนและออกซิเจนจากควันไฟเผาศพได้อย่างเหลือเชื่อ ข้อมูลเหล่านี้เปิดหน้าต่างอีกบานสู่อดีต โดยบ่งบอกว่า ไม้ที่ใช้เผาศพบางส่วนอาจมาจากต้นไม้ที่เติบโตอยู่ในป่ารกชัฏที่มีเรือนยอด ไม่ใช่ป่าไม้โปร่งที่พบรอบๆสโตนเฮนจ์

“เราฟันธงไม่ได้ครับว่า ผู้คนที่ถูกฝังอยู่ที่สโตนเฮนจ์มาจากทางตะวันตกเฉียงใต้ของเวลส์แน่ๆ” ริก ชัลทิง ศาสตราจารย์ด้านโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด บอกและเสริมว่า “แต่โบราณคดีก็เหมือนการรวบรวมหลักฐานเพื่อพิสูจน์คดีในศาล เรามองที่น้ำหนักของหลักฐาน ข้อเท็จจริงที่เรารู้แน่ชัดว่า หินบลูสโตนมาจากพรีเซลีฮิลส์ในเวลส์แสดงว่า ที่นั่นคือสถานที่ที่เหมาะจะเริ่มต้นการค้นหาครับ”

เรื่อง รอฟฟ์ สมิท

ภาพถ่าย รูเบน วู และ อลิซ ซู

ติดตามสารคดี ความลับจากสโตนเฮนจ์ ฉบับสมบูรณ์ได้ที่นิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนสิงหาคม 2565

สั่งซื้อนิตยสารได้ที่ https://www.naiin.com/product/detail/553207


อ่านเพิ่มเติม 7 โบราณสถานที่เชื่อกันว่าถูกสร้างโดยเอเลี่ยน

โบราณสถาน
มวลเมฆลอยตัวเหนือรูปสลักบนเกาะอีสเตอร์

เรื่องแนะนำ

ย้อนรอยโลกล้านปีผ่านขุมทรัพย์ธรณีที่ จ.สตูล

ขุมทรัพย์แห่งกาลเวลา แม้แผ่นดินของจังหวัดสตูลในปัจจุบันจะถูกจับจองโดยมนุษย์ แต่รอยประทับจากรูปร่างของสิ่งมีชีวิตในโลกทะเลโบราณที่ยังคงหลงเหลืออยู่จำนวนมากตามธรณีสันฐานยังคงบอกเล่าถึงช่วงเวลาเมื่อพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นท้องทะเลแห่งยุคดึกดำบรรพ์ ไม่ว่าจะเป็นซากสัตว์ดึกดำบรรพ์หรือฟอสซิลของสัตว์ทะเลอายุเก่าแก่ที่สุดในไทยอย่างไทรโลไบต์ หรือที่รู้จักกันในชื่อแมงดาทะเลโบราณจากยุคแคมเบรียน พบในชั้นหินทรายแดงบนเกาะตะรุเตาและฟอสซิลของนอติลอยด์ หรือหมึกโบราณในยุคออร์โดวิเชียนบนผนังถ้ำทะลุ สองยุคดังกล่าวเป็นธรณีกาลที่เก่าแก่ที่สุดของมหายุคพาลีโอโซอิกซึ่งครอบคลุมช่วงเวลาตั้งแต่ 545-245 ล้านปีก่อน ซึ่งนับเป็นช่วงที่สิ่งมีชีวิตในทะเลกำลังเฟื่องฟูหลังโลกตื่นตัวจากยุคน้ำแข็ง เมื่อโลกท้องทะเลที่ดำรงมากว่า 250 ล้านปีของสตูลถูกยกขึ้นมาเหนือผิวน้ำจากการปะทะกันของเปลือกโลก ซากของสิ่งมีชีวิตที่ถูกทับถมอยู่ในทะเลก็ถูกยกขึ้นบนผืนแผ่นดินเช่นเดียวกัน มีการค้นพบสิ่งมีชีวิตที่แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายทางชีวภาพในท้องทะเลโบราณอื่นๆ อีกมากมาย เช่น ฟอสซิลของแบรคคิโอพอดซึ่งเป็นสัตว์ที่มีรูปร่างคล้ายหอยสองฝา บรรพบุรุษของหอยงวงช้างในปัจจุบันอย่างแอมโมนอยด์ อีกทั้งยังพบหลักฐานว่าพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตออกซิเจนแก่ผืนทะเลโบราณจากการพบฟอสซิลของสโตรมาโตไลต์ ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของไซยาโนแบคทีเรียที่ผลิตก๊าซออกซิเจนในท้องทะเล แม้เวลาจะผ่านไปหลายร้อยล้านปี ฟอสซิลของพวกมันยังคงหลงเหลืออยู่ตามถ้ำ ชั้นหิน เสมือนสมุดบันทึกแห่งอดีตที่ส่งต่อมายังปัจจุบันแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของโลกทะเลโบราณได้เป็นอย่างดี ผืนแผ่นดินแห่งชีวิต เราไม่อาจจินตนาการความเฟื่องฟูทางทรัพยากรธรรมชาติอันมหาศาลของจังหวัดสตูลในอดีตได้ แต่ถึงอย่างนั้น ความอุดมสมบูรณ์ของมันยังคงส่งต่อมาจนถึงยุคปัจจุบัน พื้นที่แห่งนี้รวบรวมความหลากหลายทางของสภาพภูมิประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภูเขา ทะเล ป่าโกงกาง หรือถ้ำหินปูนที่เกิดจากการกัดกร่อนของฝนกรดคาร์บอนิคอ่อนๆ จนกลายเป็นภูมิประเทศแบบคาร์ส (Karst) ที่มีขนาดใหญ่ เช่น ถ้ำเลสเตโกดอนซึ่งอยู่ในเทือกเขาหินปูนยุคออร์โดวิเชียน ถ้ำแห่งนี้เป็นธารลอดที่มีระดับน้ำทะเลสูงถึงปากทางเข้าและมีลักษณะเป็นอุโมงค์คดเคี้ยวไปมา มีการค้นพบซากและฟอสซิลของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในยุคควอเทอนารี ไม่ว่าจะเป็น แรด วัว ควาย จนถึงช้างสเตโกดอนซึ่งเป็นบรรพบุรุษช้างที่มีลักษณะใกล้ช้างเอเชียที่สุด ภูมิประเทศที่หลากหลายของจังหวัดสตูลต่างครอบครองความหลากหลายทางชีวภาพของสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะเฉพาะตัวตามแต่ละพื้นที่ อย่างเช่นป่าหลุมยุบดึกดำบรรพ์บริเวณปลายถ้ำทะลุเองก็มีปริมาณแสงและความชื้นที่เฉพาะเจาะจงสำหรับพืชและสัตว์เฉพาะถิ่นหลากหลายชนิด ที่ภูเขาและถ้ำหินปูนก็มีระบบนิเวศสำหรับสัตว์ที่ปรับตัวสำหรับการอยู่ในถ้ำโดยเฉพาะ เช่น ปูเขาหินทุ่งหว้าที่พบในเขาหินปูนของสตูล ซึ่งเป็นปูสายพันธุ์ใหม่ของโลกที่ยังไม่เคยถูกพบที่ใดมาก่อน จากขุมทรัพย์แห่งกาลเวลา สู่สมบัติของชุมชน […]

ที.เร็กซ์หลบไป! เผยโฉม สไปโนซอรัส ไดโนเสาร์ที่ใหญ่และร้ายกาจสุดบนพื้นพิภพ

ที. เร็กซ์หลบไปไกลๆ เพราะสัตว์กินเนื้อขนาดใหญ่ที่สุดและร้ายกาจที่สุด ที่เคยท่องพื้นพิภพคือ สไปโนซอรัส เย็นวันที่ 3 มีนาคม ปี 2013  นักบรรพชีวินวิทยาหนุ่มนาม นิซาร์  อิบรอฮีม นั่งอยู่ที่ร้านกาแฟริมถนนในเมืองเอร์ฟูด  ประเทศโมร็อกโก เหม่อมองแสงตะวันกำลังลาลับ พลางรู้สึกว่าความหวังของเขาก็กำลังริบหรี่ตามไปด้วย  สามวันก่อนหน้านั้น  อิบรอฮีมกับเพื่อนร่วมงานอีกสองคนมายังเอร์ฟูดเพื่อตามหาชายคนหนึ่งซึ่งอาจไขปริศนาที่ครอบงำจิตใจเขาตั้งแต่สมัยเด็กๆ ชายคนที่อิบรอฮีมตามหาเป็นฟุยเยอร์ หรือนักล่าฟอสซิลในท้องถิ่น ซึ่งขาย “สินค้า” ให้ร้านค้าและนายหน้า ในบรรดาฟอสซิลลํ้าค่าที่สุดคือกระดูกไดโนเสาร์จากชั้นหินเคมเคม  ซึ่งเป็นผาชันยาว 250 กิโลเมตรที่มีตะกอนทับถมมาตั้งแต่กลางยุคครีเทเชียส  หรือระหว่าง 100 ถึง 94 ล้านปีก่อน หลังจากตระเวนไปตามแหล่งขุดค้นต่างๆ ใกล้หมู่บ้านเอลเบกาอยู่นานหลายวัน  นักวิทยาศาสตร์ทั้งสามก็หันไปเดินหาตามถนนสายต่างๆ ในเมืองด้วยความหวังว่าจะพบชายคนดังกล่าว  ในที่สุดพวกเขาก็ถอดใจถอยมาตั้งหลัก  ดื่มชาสะระแหน่และปลอบใจกันที่ร้านกาแฟแห่งนี้ “ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมฝันไว้ดูเหมือนจะสูญสลายไปหมดครับ” อิบรอฮีมเท้าความหลังให้ฟัง ความฝันของอิบรอฮีมผูกพันแนบแน่นกับความฝันของนักบรรพชีวินวิทยาอีกคนซึ่งผจญภัยไปในทะเลทรายแห่งนี้ เมื่อหนึ่งศตวรรษก่อน  ระหว่างปี 1910 ถึง 1914  แอนสท์ ไฟรแฮร์  ชโตรเมอร์  ฟอน  ไรเคนบาค  ชนชั้นสูงชาวบาวาเรีย  และทีมงานของเขาออกสำรวจที่ใช้เวลายาวนานหลายครั้งในทะเลทรายสะฮาราของประเทศอียิปต์ โดยลัดเลาะไปตามชายขอบด้านตะวันออกของระบบแม่นํ้าโบราณซึ่งมีชั้นหินเคมเคมก่อตัวเป็นพรมแดนด้านตะวันตก […]

“ลารุงการ์” มหาวิทยาลัยสงฆ์ของพุทธศาสนาวัชรยานที่ใหญ่ที่สุด

เมื่อช่างภาพบันทึกภาพของเมืองมหาวิทยาลัยสงฆ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก่อนทางการจีนสั่งรื้อทำลายบางส่วน และปิดไม่ให้ "คนนอก" เข้าไปเยือนอีกต่อไป

เรียนรู้ประวัติศาสตร์และอนาคตของราชวงศ์ญี่ปุ่น

ในภาพอย่างเป็นทางการของ ราชวงศ์ญี่ปุ่น สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ (กลางซ้าย) สมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ (กลางขวา) พระองค์อื่นๆ จากด้านซ้าย – เจ้าหญิงมาซาโกะ มกุฎราชกุมารนารุฮิโตะ เจ้าหญิงมาโกะ ด้านหลังสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ – เจ้าหญิงไอโกะ เจ้าหญิงคาโกะ เจ้าชายฟุมิฮิโตะ เจ้าชายฮิซาฮิโตะ และเจ้าหญิงคิโกะ ภาพภ่ายโดย KURITA KAKU, GAMMA-RAPHO/GETTY หลังจากสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะได้สละราชสมบัติของบัลลังก์ดอกเบญจมาศไปแล้ว อนาคตของตำแหน่ง จักรพรรดิญี่ปุ่น ก็ยังคงคลุมเครือ เป็นระยะเวลากว่า 2,600 ปีมาแล้วที่มีราชวงศ์เพียงหนึ่งเดียวเป็นผู้ครองบัลลังก์จักรพรรดิของญี่ปุ่น ราชวงศ์ที่สืบเชื้อสายมายาวนานที่สุดในโลกนี้แสดงความเชื่อมโยงกับเทพเจ้าในศาสนาชินโต ราชวงศ์ญี่ปุ่นเริ่มปรากฏขึ้นตั้งแต่ 660 ปีก่อนคริสตกาล และมีหลักฐานของราชวงศ์ที่ปรากฏชัดเจนเมื่อราวปีคริสต์ศตวรรษที่ 300 ปัจจุบัน ราชวงศ์ญี่ปุ่นมีบทบาทเชิงสัญลักษณ์ แต่ไม่ได้มีอำนาจในการบริหารบ้านเมืองญี่ปุ่นแต่อย่างใด แม้ว่าจะมีบทบาทที่สำคัญในเชิงประเพณีของประเทศก็ตาม ราชวงศ์ของญี่ปุ่นเริ่มต้นจากจักรพรรดิจิมมุ สันนิษฐานว่าพระองค์ได้ครองบัลลังก์เมื่อ 660 ปีก่อนคริสตกาลหลังจากรบชนะเหนือหัวหน้าเผ่าท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม จักรพรรดิจิมมุถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ในตำนานของราชวงศ์ญี่ปุ่นเท่านั้น โดยนักวิชาการคาดเดากันว่าจักรพรรดิจิมมุ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นทายาทของเทพเจ้าอามาเทราสึ ผู้เป็นสุริยะเทวีผู้ปกครองญี่ปุ่นนั้นเป็นตัวแทนของวัฒนธรรมในยุคสมัยยาโยอิของญี่ปุ่น (300 ปีก่อนคริสต์กาล – คริสต์ศักราชที่ 300 ) […]