7 โบราณสถาน ที่เชื่อกันว่าถูกสร้างโดยเอเลี่ยน - National Geographic Thailand

7 โบราณสถานที่เชื่อกันว่าถูกสร้างโดยเอเลี่ยน

7 โบราณสถาน ที่เชื่อกันว่าถูกสร้างโดยเอเลี่ยน

โลกของเราเป็นบ้านของหลากหลายสถานที่อันงดงามจากหลายยุคหลายสมัยในอดีต บางครั้งสิ่งก่อสร้างเหล่านี้ดูล้ำยุคเกินกว่าที่เทคโนโลยีในสมัยนั้นจะสร้างได้ นั่นเป็นเพราะสิ่งก่อสร้างบางแห่งก็ใหญ่โตเกินไป หนักเกินไป หรือซับซ้อนเกินไปจึงทำให้เกิดความเชื่อที่ว่า โบราณสถาน อย่างพีรามิดในอียิปต์, ลายเส้นนัซกา รวมไปถึงสิ่งก่อสร้างอื่นๆ อีกมากมาย น่าจะเป็นฝีมือของบางสิ่งบางอย่างที่มาจากนอกโลก

แม้จะยังไม่อาจพิสูจน์ได้ แต่ก็น่าสนุกดีที่จะจินตนาการว่าในอดีตครั้งหนึ่งมนุษย์ต่างดาวเคยเดินทางมาเยี่ยมโลกของเรา เช่นเดียวกันกับที่ในปัจจุบันเทคโนโลยีทางอวกาศของเรากำลังเติบโตและดาวอังคารเองก็อยู่ในเป้าหมายของเราเช่นกัน อย่างไรก็ตามในความเป็นจริงก็คือ ไม่มีหลักฐานใดสนุบสนุนว่าเอเลี่ยนเคยมายังสถานที่นั้นๆ และการเรียกร้องหาคำอธิบายเหนือธรรมชาตินี้กำลังเป็นการมองข้ามอารยธรรมอันยิ่งใหญ่ของมนุษย์ในประวัติศาสตร์และความสามารถของพวกเขาในการสร้างสิ่งก่อสร้างอันน่าทึ่งเหล่านี้ ที่มอบให้เป็นของขวัญแก่โลก

 

กำแพงหินซัคเซย์ฮัวมัว (SACSAYHUAMÁN)

อาคารสมัยใหม่ของเมืองคุสโคสว่างไสวอยู่หลังป้อมปราการซัคเซย์ฮัวมัว

ที่ด้านนอกของเมืองคุสโค ศูนย์กลางของอาณาจักรอินคา มีป้อมกำแพงที่สร้างตามแนวเทือกเขาแอนดีส ของเปรู กำแพงเหล่านี้สร้างจากก้อนหินขนาดมหึมาที่ได้รับการแกะสลักและวางเข้าด้วยกันในรูปแบบตัวต่อจิ๊กซอว์ ซึ่งเชื่อกันว่าหลักฐานจากอารยธรรมโบราณเหล่านี้ น่าจะได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนที่มาจากนอกโลก

ปราการอายุ 1,000 ปีที่เชื่อมต่อกันนี้สร้างจากก้อนหินหลายก้อนรวมกันมีน้ำหนักมากถึง 360 ตัน เรียงรายเป็นแนวกำแพงยาวมากกว่า 20 ไมล์ ก่อนที่จะยกตัวขึ้นเข้าพอดีกับภูมิประเทศ ราวกับถูกตัดด้วยแสงเลเซอร์

วิศวกรในยุคโบราณสร้างสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร เป็นปริศนาน่าสนุกที่คู่ควรแก่การหาคำตอบ มองลงไปที่อารยธรรมนี้จะเห็นว่าชาวอินคาเป็นชนชาติที่มีความเก่งกาจในการก่อสร้าง รวมไปถึงการทำเรื่องซับซ้อนอย่างสังเกตท้องฟ้าและสร้างปฏิฑินสำหรับพวกเขาขึ้นมา ในความเป็นจริง กำแพงหินซัคเซย์ฮัวมัวไม่ใช่ตัวอย่างเดียวของการวางอิฐที่ซับซ้อน กำแพงในรูปแบบเดียวกันนี้ถูกพบทั่วอาณาจักรอินคา รวมไปถึงในเมืองคุสโคเอง ที่ก้อนหินจำนวน 12 ก้อนถูกวางเข้ามุมกันอย่างพอดิบพอดี

นอกจากนั้นนักโบราณคดียังค้นพบเชือกและระบบคันโยกที่ชาวอินคาใช้ในการขนย้ายหิน ระบบดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความแข็งแรงและความเฉลียวฉลาดของชาวอินคา แทนที่จะเป็นฝีมือของสถาปนิกจากต่างดาว

 

ลายเส้นนัซกา

ตัวอย่างลายเส้นนัซกาบนผืนทะเลทรายเปรู

บนที่ราบสูงอันแห้งแล้งที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงลิมา ลายเส้นสีขาวกว่า 400 ลายกระจัดกระจายทั่วผืนทะเลทรายของเปรู งานศิลป์จากอารยธรรมโบราณเหล่านี้ถูกวาดอย่างกระจัดกระจาย ประกอบด้วยรูปเรขาคณิต 300 รูป และรูปสัตว์อีก 70 รูป ในจำนวนนี้มีทั้งแมงมุม, ลิง, และนกฮัมมิ่งเบิร์ด

ลายเส้นที่ยาวที่สุดมีความยาวเป็นไมล์เลยทีเดียว สำหรับรูปวาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดมีความยาวถึง 1,200 ฟุต ซึ่งต้องมองจากบนท้องฟ้าจึงจะสามารถเห็นได้ว่ามันคือรูปอะไร นักวิทยาศาสตร์คาดเดาว่าภาพวาดโดยชาวนัซกาเหล่านี้มีอายุเก่าแก่ถึงเกือบ 2,000 ปี และด้วยความที่มันเป็นศิลปะเก่าแก่, ขนาดอันใหญ่โต และต้องมอกจากมุมสูงเท่านั้น จึงทำให้ใครหลายคนเชื่อว่า ลายเส้นนัซกานี่คือหนึ่งในผลงานของมนุษย์ต่างดาว ในขณะเดียวกันก็เป็นการยากที่จะจินตนาการว่าอารยธรรมโบราณสามารถสร้างสรรค์ผลงานขนาดใหญ่โตมโหฬารนี้ท่ามกลางผืนทะเลทรายได้ยังไง ในเมื่อพวกเขาบินไม่ได้ รวมไปถึงคำถามที่ว่าพวกเขาสร้างงานเหล่านี้ทำไม?

ลายเส้นเหล่านี้มีชื่อเรียกว่า “จีโอกลิฟ” (Geoglyphs) ถูกสร้างขึ้นด้วยการขุดผิวหน้าดินออก จนถึงดินอีกชั้นที่อยู่ข้างใต้ จากนั้นนำก้อนหินมาเรียงเป็นกำแพงข้างๆ คูที่ขุดขึ้น ก็จะได้ลายเส้นสีขาวที่ตัดกับสีของภูมิประเทศรอบๆ

สำหรับเหตุผลของการสร้างลายเส้นเหล่านี้ การศึกษาในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 เชื่อว่าภาพเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องกับการโคจรและการปรากฏของดวงดาวบนท้องฟ้า แต่ในการศึกษาครั้งต่อๆ มา พบว่าลายเส้นเหล่านี้ชี้จุดไปยังแหล่งน้ำ และเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมในการบูชาเทพเจ้า หากคุณผู้อ่านต้องการจะไปชมสิ่งมหัศจรรย์นี้ นอกเหนือจากการชมผ่านเครื่องบินแล้ว ยังสามารถชมได้ผ่านเชิงเขารอบๆ อีกด้วย

 

พีรามิดในอียิปต์

พระอาทิตย์ตกหลังพีรามิดในเมืองกีซา

นอกกรุงไคโร ในเมืองกีซา พีรามิดที่มีชื่อเสียงที่สุดของอียิปต์ตั้งตระหง่านอยู่เหนือผืนทราย สิ่งก่อสร้างอันน่าทึ่งนี้มีอายุเก่าแก่ถึง 4,500 ปี ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นสุสานแก่ฟาโรห์และราชินีเมื่อพวกเขาสวรรคต

คำถามก็คือ ชาวอียิปต์ก่อสร้างพีรามิดได้อย่างไร สิ่งก่อสร้างขนาดมหึมานี้ทำจากก้อนหินหลายก้อน แต่ละก้อนมีน้ำหนักอย่างน้อย 2 ตัน แม้กระทั่งด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน การสร้างพีรามิดด้วยเครนให้ใหญ่โตเท่ากับพีรามิดของฟาโรห์ ก็ยังถือเป็นงานยากและท้าทาย

ในขณะที่บรรดาผู้ที่มีความเชื่อกันว่าพีรามิดถูกสร้างขึ้นจากเอเลี่ยนนั้นก็ยกข้อคิดเห็นที่ว่า พีรามิด 3 แห่ง ในกีซานี้มีสภาพดีกว่าพีรามิดอื่นๆ (โดยลืมนึกถึงความจริงไปว่ามีแรงงานมากมายที่บำรุงรักษาพีรามิดอยู่นานหลายร้อยปี)

สรุปแล้วพีรามิดถูกสร้างโดยมนุษย์ต่างดาวจริงหรือไม่? คำตอบคือไม่ใช่แน่นอน แม้นักวิทยาศาสตร์จะไม่แน่ใจว่าชาวอียิปต์โบราณสร้างพีรามิดอย่างไร และสร้างด้วยวิธีไหน แต่มีหลักฐานมากพอที่จะระบุได้ว่าสุสานเหล่านี้เป็นผลงานของแรงงานนับพันที่เคยอาศัยอยู่บโลกใบนี้

 

สโตนเฮนจ์

สีสันม่วงอมชมพูของท้องฟ้าเหนือสโตนเฮนจ์

ก้อนหินขนาดใหญ่ตั้งเรียงรายเป็นวงกลม บางก้อนมีน้ำหนักมาถึง 50 ตัน โบราณสถานแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ชนบทในอังกฤษ นอกเมืองซอลส์บรี เป็นที่รู้จักในนาม “สโตนเฮนจ์” อนุสาวรีย์โบราณที่เป็นแรงบันดาลใจให้  Erich von Däniken นักเขียนชาวสวิสเซอร์แลนด์ ตั้งทฤษฎีว่าสถานที่แห่งนี้คือแบบจำลองของจักรวาล รวมไปถึงเป็นสถานที่ที่เชื่อมโยงกับมนุษย์ต่างดาว ว่าแต่ว่าก้อนหินเหล่านี้เดินทางมาได้อย่างไร เป็นระยะทางหลายร้อยไมล์ จากแหล่งกำเนิดภายในเหมือง?

ไม่มีใครทราบ เช่นเดียวกับที่ไม่มีใครทราบความหมายของการสร้างสโตนเฮนจ์ อย่างไรก็ตามนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่จะสร้างสิ่งก่อสร้างขนาดมหึมานี้เมื่อราว 5,000 ปีก่อน ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่สิ่งก่อสร้างที่เกาแก่ที่สุดในภูมิภาคดังกล่าวกำลังถูกเริ่มต้นสร้างขึ้นพอดี

ปัจจุบันเชื่อกันว่าก้อนหินเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ หรืออย่างน้อยก็เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ในการเชื่อมโยงกับสรวงสวรรค์ของอารยธรรมโบราณ แม้ว่าทั้งหมดทั้งมวลนี้จะไม่ได้ถูกสร้างขึ้นจากคนบนฟ้าก็ตาม

 

มหาพีรามิดเตโอติฮัวคาน (TEOTIHUACÁN)

มหาพีรามิดเตโอติฮัวคาน

เตโอติฮัวคานมีความหมายว่า “อาณาจักรของพระเจ้า” อารยธรรมโบราณของเม็กซิโก ที่เป็นที่รู้จักจากมหาพีรามิดและสถานดูดาวอันโด่งดัง สร้างขึ้นเมื่อ 2,000 ปีก่อน โดยชาวเตโอติฮัวคาน ด้วยขนาดและความซับซ้อนของสิ่งก่อสร้างนี้ดูยิ่งใหญ่ราวกับว่ามันสร้างขึ้นโดยผู้ที่มาจากนอกโลก แต่ในความเป็นจริงแล้ว นี่คือผลงานของมนุษย์

นักวิทยาศาสตร์ตั้งข้อสมมุติฐานว่าสิ่งปลูกสร้างขนาดมหึมานี้เป็นผลงานจากหลากหลายอารยธรรมที่กินเวลานานหลายร้อยปี ทั้งชาวมายา, ชาวซาโพเทค และชาวไมเทค ด้วยแรงกายของแรงงานจำนวนมากกว่า 100,000 คน  จากหลักฐานมากมายไม่ว่าจะเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนัง, เครื่องไม้เครื่องมือ และระบบรอกที่พวกเขาใช้ในการเคลื่อนย้ายหิน ไปจนถึงหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าชาวเตโอติฮัวคานมีภูมิปัญญาการทำการเกษตรที่ยอดเยี่ยม ทำให้เชื่อกันว่าพวกเขาน่าจะมีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยกว่าชาวแอซเท็ก อารยธรรมโบราณในเม็กซิโกเช่นเดียวกัน

สิ่งปลูกสร้างที่เป็นที่รู้จักดีที่สุดคือมหาพีรามิดดวงอาทิตย์ หนึ่งในสิ่งก่อสร้างโบราณที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในซีกโลกตะวันตก โดยตำแหน่งของการก่อสร้างพีรามิดถูกตั้งตามปฏิฑินของพวกเขา

 

เกาะอีสเตอร์

โมไอหันหน้าออกสู่ทะเล บนเกาะอีสเตอร์ที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิก

“โมไอ” คือชื่อของก้อนหินขนาดใหญ่ที่ถูกแกะสลักเป็นรูปคนตั้งรายล้อมรอบเกาะอีสเตอร์ วัตถุโบราณเหล่านี้เต็มไปด้วยปริศนามากมาย เช่น ชาวเกาะสร้างสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร เมื่อ 1,000 ปีก่อน และโมไอเหล่านี้มีความหมายอะไร?

หินแกะสลักเหล่านี้มีจำนวนมากถึง 900 ชื้น เรียงรายตามแนวภูเขาไฟที่ดับแล้วของเกาะ เฉลี่ยความสูงของโมไออยู่ที่ 13 ฟุต น้ำหนัก 14 ตัน ถูกแกะสลักจากหินภูเขาไฟจากเหมือง Rano Raraku ในจำนวนนี้โมไอจำนวน 400 ชั้นยังอยู่ระหว่างขั้นตอนการก่อสร้างและมีจำนวนมากที่นอนเรียงรายอยู่ตามพื้นดิน

เหตุผลของการสร้างโมไอเหล่านี้ยังเป็นปริศนา เชื่อกันว่ารูปสลักเหล่านี้มีขึ้นเพื่อเหตุผลทางศาสนาหรือพิธีกรรมบางอย่าง แม้จะยังไม่ชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้นกับชาวเกาะผู้อยู่เบื้องหลังผลงานเหล่านี้ แต่มีทฤษฎีที่เชื่อกันมากที่สุดระบุว่าการโค่นต้นไม้เพื่อสร้างอุปกรณ์ในการขนย้ายตลอดจนแกะสลักหินเหล่านี้เป็นเหตุให้ระบบนิเวศของเกาะถูกทำลาย จนเกาะไม่สามารถอยู่อาศัยได้อีกต่อไป

 

ใบหน้าบนดาวอังคาร

ภาพถ่ายจากยานอวกาศ Viking 1 เมื่อปี 1976 แสงและเงาที่ตกกระทบบนเนินส่งผลให้ดูคล้ายกับมีใบหน้าของมนุษย์บนดาวอังคาร

หากอีลอน มัสก์ ทำได้ตามเป้าหมาย มนุษย์เราจะมีโอกาสได้ขึ้นไปเยี่ยมชม “ใบหน้าบนดาวอังคาร” ซึ่งไม่แน่ว่าอาจเกิดขึ้นจริงในศตวรรษนี้ ใบหน้านี้ถูกพบโดยยานอวกาศ Viking 1 เมื่อปี 1976 ใบหน้าที่มีความยาวเกือบ 2 ไมล์นี้ ตั้งอยู่ในภูมิภาคที่มีชื่อเรียกว่า Cydonia ในตอนนั้นนักวิทยาศาสตร์เข้าใจว่าใบหน้านี้เป็นเพียงเงาที่เกิดขึ้นเท่านั้น แต่ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาสถานที่นี้ได้กลายเป็นที่ถูกอกถูกใจของบรรดาผู้ชื่นชอบมนุษย์ต่างดาวและคิดว่าพวกเขาเดินทางท่องอวกาศกันมาแล้ว

ในปี 2001 ยานอวกาศมาร์ส โกลบอล เซอร์เวเยอร์ใช้กล้องความละเอียดสูงพิจารณาสถานที่ดังกล่าวให้ละเอียดอีกครั้งพวกเขาไม่พบใบหน้าใดๆ บนนั้น ปรากฏว่าสิ่งที่ดูเหมือนใบหน้านั้นเป็นแค่เนินลาดชันเท่านั้น…อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่าดาวอังคารไม่ใช่สถานที่ที่น่าไปเยือนสักครั้ง

เรื่อง นาเดีย ดรากค์

 

อ่านเพิ่มเติม

9 สมบัติทองคำจาก อาณาจักรโบราณ

 

เรื่องแนะนำ

พบซากเรือรบสมัยสงครามโลกครั้งที่สองหลังจมอยู่ใต้ก้นสมุทรนาน 73 ปี

พบซากเรือลาดตระเวน อินเดียแนโพลิส สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง หลังจมอยู่ใต้ก้นสมุทรนาน 73 ปี หลังประสบความล้มเหลวในการค้นหาอยู่นานหลายสิบปี ในที่สุด เราก็พบซากเรือรบในตำนาน อินเดียแนโพลิส นอนสงบนิ่งลึกลงไปใต้ทะเลฟิลิปปินส์ ทีมค้นหาระบุตำแหน่งซากเรือที่ระดับความลึก 5,500 เมตร (18,044 ฟุต) จากผิวน้ำ ตามข้อมูลของพอล แอลเลน มหาเศรษฐีพันล้านผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟต์ ซึ่งเป็นผู้นำทีมค้นหา แอลเลนเขียนในข้อความทวิตเตอร์ว่า “บทสำคัญในประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่สองได้ข้อสรุปแล้ว ผมหวังว่า ผู้รอดชีวิตและครอบครัวผู้สูญเสียจะคลายความโศกเศร้าและความขับข้องที่เกาะกุมจิตใจมายาวนานลงไปได้บ้าง” เรือลาดตระเวน อินเดียแนโพลิส จมเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ปี 1945 หรือเพียง 12 นาทีหลังถูกโจมตีด้วยตอร์ปิโดจากเรือดำน้ำของญี่ปุ่น จุดจบของเรือ อินเดียแนโพลิส และชะตากรรมของผู้รอดชีวิตที่ลอยคออยู่ในทะเลเป็นโศกนาฏกรรมทางทะเลครั้งเลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์อเมริกัน ขณะถูกโจมตี เรือ อินเดียแนโพลิส มีลูกเรือประจำการอยู่  1,200 นาย ในจำนวนนี้ราว 300 คนเสียชีวิตหลังเรือจมลง ขณะที่ผู้รอดชีวิตต้องลอยคออยู่กลางทะเลฟิลิปปินที่เต็มไปด้วยฉลาม การขาดน้ำ อาหาร และภาวะเกลือเป็นพิษ ทำให้อีกหลายร้อยคนต้องจบชีวิตลง เชื่อกันว่า ฉลามครีบขาวหรือฉลามไวต์ทิปและฉลามเสือยังโจมตีผู้รอดชีวิตที่ได้รับบาดเจ็บด้วย ในที่สุดก็เหลือลูกเรือเพียง 317 คนที่ได้รับการช่วยเหลือขึ้นจากน้ำ […]

ค้นพบเครื่องดนตรีอายุ 1,700 ปี ยังคงเล่นได้

ฮาร์ปชิ้นนี้ถูกประดิษฐ์ขึ้นยุคสมัยที่ชาวฮั่นครอบครองดินแดนของภูมิภาคเอเชียกลาง น่าทึ่งที่แม้จะผ่านมาแล้วเป็นพันปี แต่มันยังคงเล่นได้

มาชูปิกชู : สุดยอดสถาปัตยกรรมแห่งจักรวรรดิอินคา

มาชูปิกชู : สุดยอดสถาปัตยกรรมแห่งจักรวรรดิอินคา ย้อนหลังไปกว่าร้อยปีก่อน ขณะออกค้นหาเมืองหลวงที่สาบสูญของจักรวรรดิอินคา ไฮแรม บิงแฮม นักสำรวจชาวอเมริกันวัย 35 ปี อาศัยคนพื้นเมืองนำทางขึ้นไปสู่ยอดเขาแห่งหนึ่งในหุบเขาอูรูบัมบาของเปรู บริเวณที่เขาเข้าไปคล้ายกับป่าดิบชื้น แต่ไม่นานบิงแฮมก็เริ่มมองเห็นกำแพงและสิ่งก่อสร้าง ก้อนหินแกรนิตประกอบเข้าด้วยกันอย่างงดงามในรูปแบบสถาปัตยกรรมของชาวอินคาที่ประณีตที่สุด เขาเท้าความหลังในอีกสองปีต่อมาในนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ว่า “ มาชูปิกชู อาจเป็นซากปรักขนาดใหญ่และสำคัญที่สุดที่ค้นพบในอเมริกาใต้นับตั้งแต่ยุคที่ชาวสเปนเข้ามาพิชิต” ก่อนเดินทางออกจากหุบเขาและซากปรักที่ขุดพบซึ่งต่อมาจะทำให้เขามีชื่อเสียงโด่งดัง บิงแฮมใช้เวลาสี่ชั่วโมงบันทึกภาพมาชูปิกชูด้วยกล้องโกดักที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ แน่นอนว่า บิงแฮมไม่ใช่คนแรกที่ค้นพบมาชูปิกชู เกษตรกรชาวเปรูในภูมิภาคนี้รู้จักและเข้ามาเยี่ยมชมซากปรักของจักรวรรดิอินคาบนยอดเขาเป็นเวลานานแล้ว แต่บิงแฮมน่าจะเป็นคนแรกที่บันทึกภาพแหล่งโบราณคดีแห่งนี้และทำให้โลกรู้จักมาชูปิกชู ความที่เชื่อว่าภาพถ่ายมีคุณค่าพอๆกับการจดบันทึกการวิจัย เขาจึงยืนกรานให้เพื่อนร่วมทีมสำรวจเรียนรู้วิธีถ่ายภาพและล้างฟิล์มก่อนออกเดินทางทุกครั้ง ภาพถ่ายมาชูปิกชูของบิงแฮมจากการเดินทางสำรวจเปรูเมื่อปี 1911 จำนวน 244 ภาพ ตีพิมพ์ในนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ที่อุทิศเนื้อที่่ทั้งเล่มให้สารคดีเรื่องนี้เพียงเรื่องเดียวเมื่อปี 1913 ภาพถ่ายเหล่านี้ยังจัดแสดงที่สมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ด้วย เรื่อง นีนา สตรอคลิก ภาพถ่าย ไฮแรม บิงแฮม ชมคลิปสั้นทำความรู้จักกับมาชูปิกชูเพิ่มเติมได้ที่ http://www.ngthai.com/history/4563/machu-picchu/ ‎ อ่านเพิ่มเติม คืนใบหน้าให้แก่มัมมี่อายุ 1,600 ปี

จากปรัชญาสู่วิถีชีวิต เศรษฐกิจพอเพียง

จากปรัชญาสู่วิถีชีวิต เศรษฐกิจพอเพียง ภาพถ่าย  เริงฤทธิ์ คงเมือง เรื่อง  ศิริพร พรศิริธิเวช บนเนื้อที่ 17 ไร่ภายในสวนสมรม (หรือสมลม — ภาษาถิ่นภาคใต้หมายถึง สวนขนาดเล็กที่ปลูกพืชผลผสมผสาน) ของสมบูรณ์ ศรีสุบัติ หรือลุงนิล ในวันนี้ พลุกพล่านไปด้วยผู้คนจากทั่วสารทิศที่แวะเวียนมาทัศนศึกษาและดูงานในศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน ตำบลช่องไม้แก้ว อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร ทุเรียนต้นใหญ่มีเถาพริกไทยเลื้อยขึ้นไปเกาะออกลูกสีเขียวสดเป็นพวง ขณะที่พื้นใต้ร่มทุเรียนเต็มไปด้วยพืชผลนานาชนิด เช่น กล้วย มังคุด และมะนาวขึ้นเบียดเสียดดูราวป่าดิบชื้น แต่กว่าจะมาเป็นสวนที่สร้างรายได้ไม่ขาดมือ และยังเหลือเผื่อจุนเจือผู้คนในวันนี้ เจ้าของสวนร่างสูงโปร่ง ผิวสีเข้ม และน้ำเสียงถิ่นใต้เป็นเอกลักษณ์ต้องผ่านมรสุมชีวิตมาอย่างโชกโชน “โธ่…ใครจะไปรู้ ตอนนั้นทุเรียนมันราคาดี” ลุงนิล เท้าความหลัง เมื่อครั้งที่ต้องนั่งกุมขมับกับความล้มเหลวของสวนทุเรียนกว่า 700 ต้นที่เฝ้าทะนุถนอมมาแรมปี แต่จากการขาดความรู้และประสบการณ์ทำให้ประสบกับภาวะขาดทุนจนมีหนี้สินท่วมตัว ด้วยความคิดว่าต้องปลูกทุเรียนอย่างเดียว เพราะทุเรียนราคาดี และเพื่อให้ได้ผลผลิตมากที่สุด ลุงนิลจึงระดมใส่ปุ๋ย อัดฉีดสารเคมีสารพัด ยี่ห้อไหนใครว่าดี ลุงนิลไม่รอช้า หามาประเคนใส่ “ช่วงหลังไม่มีเงินมาลงทุนทำระบบน้ำ ก็เลยตัดสินใจให้นายทุนมาทำสัญญาเหมาสวนทำทุเรียนนอกฤดู ด้วยความหวังว่าอีกไม่นานเกินรอทุเรียนจะให้ผลผลิต เดี๋ยวก็ได้เงินคืน” ลุงนิลเล่า แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นดังหวัง เพราะเมื่อหมดสัญญาราคาขายทุเรียนปีนั้นดิ่งลงเหว ซ้ำร้ายเจ้าทุเรียนพระเอกในท้องเรื่องยังมาชิงตายตอนจบ ด้วยการทยอยยืนต้นตายหลายร้อยต้น เพราะพิษสงของสารเคมีที่ระดมใส่หวังจะให้ได้ผลดี ยิ่งไปกว่านั้น ผืนดินที่เคยอุดมสมบูรณ์และแบ่งบานไปด้วยความฝันของชายวัยกลางคน กลับเปลี่ยนเป็นเนื้อดินแห้งแข็งที่ไม่สามารถปลูกต้นไม้ให้งอกงามดังเดิม ท้ายที่สุด ของแถมจากเหตุการณ์ทั้งมวลนี้ก็คือหนี้สินก้อนโตสองล้านกว่าบาทที่ดูเหมือนจะกองเกลื่อนอยู่ทุกแห่งหนที่ลุงนิลก้าวไป “หมดปัญญา ไม่อยากอยู่แล้ว” เสียงลุงนิลเริ่มสั่นเครือ “ตอนนั้นหยิบปืนขึ้นมาแล้ว แต่ดีที่ลูกชายเดินเข้ามา ก็เลยเก็บปืนไว้ก่อน” ขณะที่ความสิ้นหวังกำลังกัดกินใจดั่งฝูงตั๊กแตนปาทังก้ารุมทึ้งต้นข้าวโพดบนผืนดินแห้งผากอยู่นั้นปาฏิหาริย์ก็บังเกิด กระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2540 ที่กำลังเผยแพร่ผ่านทางโทรทัศน์ขณะนั้นดังเข้าหูชายผู้สิ้นหวัง สมบูรณ์ ศรีสุบัติ เล่าว่า ”เป็นดั่งหยาดน้ำฝนชโลมใจ” ชายผู้เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ท่องพระราชดำรัสนั้นได้อย่างขึ้นใจว่า …การจะเป็นเสือนั้น ไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เรามีเศรษฐกิจแบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกินนั้นหมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตัวเอง…  …ถ้าสามารถที่จะเปลี่ยนไป ทำให้กลับเป็นเศรษฐกิจแบบพอเพียง ไม่ต้องทั้งหมด แม้แค่ครึ่งก็ไม่ต้อง อาจจะสักเศษหนึ่งส่วนสี่ ก็จะสามารถอยู่ได้ การแก้ไขอาจจะต้องใช้เวลา ไม่ใช่ง่ายๆ โดยมากคนก็ใจร้อน เพราะเดือดร้อน แต่ว่าถ้าทำตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ก็สามารถที่จะแก้ไขได้… ไม่น่าเชื่อว่าพระราชดำรัสไม่กี่ประโยคนั้นจะสามารถหยุดความคิดอันโง่เขลา และกระทั่งให้ชีวิตใหม่แก่สมบูรณ์ ศรีสุบัติ ในห้วงเวลาอันเลวร้ายที่สุดของชีวิต… ย้อนหลังกลับไป 36 ปี หรือเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2517 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ความตอนหนึ่งว่า …การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือความพอมีพอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและใช้อุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป… นั่นอาจถือเป็นการพระราชทานแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเป็นครั้งแรก ก่อนที่ปรัชญาดังกล่าวจะมีการนำมาพูดถึงอย่างกว้างขวางในอีกกว่า 20 ปีต่อมา ในห้วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจ ”ต้มยำกุ้ง” อันหนักหนาสาหัส รัฐบาลในขณะนั้นต้องการรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพ เพื่อยืนหยัดพึ่งพาตนเองพร้อมไปกับการดำเนินนโยบายสำคัญๆในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศให้กลับมาแข็งแกร่งดังเดิมได้อีกครั้ง ไม่น่าเชื่อว่าแนวคิดที่พระองค์ทรงวางไว้เมื่อหลายสิบปีนั้น จะยังคงใช้ได้ดีและนำสมัยอยู่เสมอ ครั้งหนึ่งฉันมีโอกาสได้พูดคุยกับ ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร อดีตผู้อำนวยการกองประเมินผลและข้อมูล สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ซึ่งปัจจุบันลาออกมาเป็นชาวนาและเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และยังดำรงตำแหน่งประธานสถาบันเศรษฐกิจพอเพียงอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย ดร.วิวัฒน์ให้ทรรศนะว่า ”พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงวางแผนคราวละไม่ต่ำกว่า 50 ปีเสมอ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงพระอัจฉริยภาพและสายพระเนตรอันยาวไกล ภายหลังวิกฤติเศรษฐกิจ ”ต้มยำกุ้ง” เมื่อสิบกว่าปีก่อน (และตอกย้ำอีกครั้งด้วยวิกฤติเศรษฐกิจ ”แฮมเบอร์เกอร์” ในปัจจุบัน) ได้เกิดปรากฏการณ์ที่คนไทยและหลายประเทศทั่วโลกหันมาสนใจ และนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปปรับใช้อย่างแพร่หลายทั้งในการดำเนินชีวิตและการทำธุรกิจ ในส่วนของประเทศไทย ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้รับการบรรจุในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ในส่วนที่ 3 แนวนโยบายด้านการบริหารราชการแผ่นดิน มาตรา 78 (1) ความว่า ”บริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปเพื่อการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืน โดยต้องส่งเสริมการดำเนินการตามปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติในภาพรวมเป็นสำคัญ” ขณะที่องค์การสหประชาชาติยกย่องว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้นมีคุณูปการทั้งต่อประเทศไทยและนานาประเทศโดยนายโคฟี อันนัน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติในขณะนั้น ได้ทูลเกล้าฯถวายรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ในเช้าที่อากาศร้อนอบอ้าวของเดือนมีนาคมที่ผ่านมาราว 500 กิโลเมตรจากอำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร อันเป็นที่ตั้งของศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนและสวนสมรมของลุงนิล ฉันเข้ามายืนเก้ๆ กังๆ พร้อมกับเหงื่อเม็ดเป้งที่ผุดขึ้นตามใบหน้าเมื่อแรกก้าวลงจากรถแท็กซี่และค่อยๆหายไปพร้อมสายลมเย็นที่พัดโชยอยู่ตรงหน้าป้อมกองวัง ประตูพระยมอยู่คุ้น ทางเข้าเขตพระราชฐานที่จะเข้าสู่โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา หากจะว่าไปแล้ว สถานที่แห่งนี้คือประจักษ์พยานที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมที่สุดแห่งหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ทรงใช้ทดลองและบ่มเพาะแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงใจกลางกรุงเทพมหานคร คุณศศิภา ตันสิทธิ หญิงสาวตาคม พูดจาฉะฉานเป็นเจ้าหน้าที่งานประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ทำหน้าที่นำฉันเยี่ยมชมส่วนต่างๆ ของโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา เธอพาฉันผ่านไปตามถนนลาดยางสายเล็กที่ร่มรื่นด้วยแมกไม้ นกหลายชนิดแข่งขันกันส่งเสียงร้อง ขณะที่กระรอกตัวอ้วนพีสองตัววิ่งไล่กันไปตามกิ่งไม้ โดยไม่สนใจผู้คน ห่างออกไปตรงพื้นที่โล่งมีเจ้าหน้าที่ของกรมการข้าวราวสิบคนในชุดเสื้อสีน้ำเงินกำลังสาละวนกับการถอนหญ้าและคัดน้ำเข้าแปลงนาข้าวทดลองที่กำลังปลูกต้นถั่วซึ่งชูยอดเขียวขจี คุณศศิภาเล่าว่า แปลงนาผืนเล็กนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทดลองขับ ”ควายเหล็ก” หรือรถไถแบบสี่ล้อคันแรกของประเทศไทย เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2504 ด้วยพระองค์เอง เพื่อเตรียมแปลงปลูกข้าว โดยข้าวพันธุ์แรกที่ปลูกคือ ข้าวพันธุ์หอมนางนวล ต่อมาในวันที่ 27 ตุลาคม ปีเดียวกัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพิธีทำขวัญข้าวหรือขวัญแม่โพสพขึ้น และเมื่อรวงข้าวสุกได้ที่ก็เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเกี่ยวข้าวด้วยพระองค์เอง โดยผลผลิตข้าวที่ได้ทรงให้นำไปเก็บรักษาพันธุ์ไว้ที่กรมการข้าวเพื่อใช้ในการเพาะปลูกในปีถัดไป อีกส่วนหนึ่งนำไปใช้ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ หากมองอย่างผิวเผิน บรรยากาศโดยรอบของโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ดูไม่ต่างไปจากแปลงไร่นาของเกษตรกรไทยทั่วไปนัก แต่ในบริเวณอื่นๆ จะเป็นอาคารทดลองและโรงงาน ที่นี่มีกิจกรรมการศึกษาและการทดลองมากกว่า 35 โครงการ โดยแบ่งเป็นโครงการที่ไม่ใช่ธุรกิจ อาทิ โครงการป่าไม้สาธิต และโครงการนาข้าวทดลอง กับโครงการกึ่งธุรกิจ อาทิ โครงการโรงโคนมสวนจิตรลดา และโครงการเกี่ยวกับการแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร  เป็นต้น นอกเหนือจากกิจกรรมทางการเกษตรและการแปรรูปผลผลิตแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงให้ความสำคัญกับการทดลองและการพัฒนาพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และไบโอดีเซล เป็นต้น โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ริเริ่มโครงการพัฒนาพลังงานทดแทนด้วยการศึกษาแนวทางการนำน้ำมันปาล์มมาใช้งานแทนน้ำมันดีเซล นอกจากนั้นยังได้พระราชทานเงินทุนวิจัยเบื้องต้นเพื่อใช้สร้างอาคารและซื้ออุปกรณ์ในการทดลองผลิตเชื้อเพลิงแอลกอฮอล์จากอ้อยที่โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2528 ด้วยทรงเล็งเห็นว่าจะเกิดวิกฤติน้ำมันขึ้นในอนาคต และทรงเห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตอ้อยสูง อ้อยส่วนที่เกินจากการผลิตอาหารควรนำมาใช้ประโยชน์ด้านอื่น ซึ่งก็คือผลิตแอลกอฮอล์ ทั้งนี้ยังสามารถรองรับในกรณีที่อ้อยราคาตกต่ำได้อีกด้วย นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้เข้าเยี่ยมชมโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา และต้องตื่นเต้นปนฉงนกับเจ้าโคเนื้อสีน้ำตาลแดง และกระบือสีดำตัวย่อมๆที่กำลังยืนเคี้ยวเอื้องทำหน้าตากรุ้มกริ่มอยู่ข้างๆ […]

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2019 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.