สุรา นารี และปัญญา:การสังสรรค์ของ ชาวกรีกโบราณ - National Geographic Thailand

สุรา นารี และปัญญา: การสังสรรค์ของชาวกรีกโบราณ

สุรา นารี และปัญญา: การสังสรรค์ของ ชาวกรีกโบราณ

ซีโนโฟน นักประวัติศาสตร์ชาวกรีก  เล่าไว้ในหนังสือ “ซิมโพเซียม” ของเขาว่า  วันหนึ่งโสเครติสเดินมากับเพื่อนๆ ตอนที่คาลิอัส ชาวเอเธนส์ผู้มั่งคั่งเข้ามาทักทายและพูดว่า “ข้ากำลังจะจัดงานเลี้ยง และคิดว่าความบันเทิงของข้าจะยิ่งเจิดจรัสหากห้องอาหารของข้าได้รับเกียรติจากบุรุษเช่นท่านซึ่งมีจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์” ในตอนแรกโสเครติสคิดว่า คาลิอัสเยาะเย้ยผมเผ้ากระเซอะกระเซิงของเขา แต่คาลิอัสก็ยืนกรานหนักแน่น  พวกเขาตอบขอบคุณสำหรับคำเชิญโดยไม่ตบปากรับคำว่า จะไปร่วมงานเลี้ยง แต่ครั้นเห็นสีหน้าท่าทางที่ผิดหวัง พวกเขาจึงตกลงไปร่วมงาน และใช้เวลาช่วงเย็นที่บ้านของคาลิอัส ทั้งดื่ม กิน  และพูดคุยในงานสังสรรค์ทางสังคมที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นที่สุดอย่างหนึ่งของโลกยุคโบราณ นั่นคือ ซิมโพเซียม

คำบอกเล่าของซีโนโฟนบอกแก่เราว่า  ซิมโพเซียมหรือการดื่มกินสังสรรค์อาจเป็นงานชุมนุมอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งเจ้าภาพอาจเอ่ยปากเชิญชวนเพื่อนๆ ที่บังเอิญเจอบนท้องถนน หรือลานประชาคมอันเป็นที่ชุมนุมตามเมืองใหญ่ๆ ของกรีกโบราณ  โดยแขกที่ได้รับเชิญสามารถนำเพื่อนอีกคนมาร่วมงานได้โดยไม่จำเป็นต้องมีการเชิญอย่างเป็นทางการ

ผลงานสำคัญชิ้นหนึ่งของเพลโต ปรัชญาเมธีชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ คืองานเขียนว่าด้วยธรรมชาติของความรักเรื่อง ซิมโพเซียม เช่นกัน ผลงานที่เขียนขึ้นเมื่อ 375 ปีก่อนคริสตกาลนี้เผยความสำคัญของซิมโพเซียมที่มีต่อวัฒนธรรมกรีก เช่นเดียวกับงานยุคก่อนหน้าของเซโนโฟน

ฉากของเพลโตคืองานเลี้ยงอาหารค่ำของกวีชาวเอเธนส์ผู้โด่งดัง  แขกคนหนึ่งที่ปรากฏตัวคือ อริสโตเดมัส ซึ่งน่าจะเป็นคนที่แขกอีกคนชวนมาร่วมงานด้วย อริสโตเดมัสคุยโอ่ว่า เพื่อนหรือแขกที่ชวนเขามาด้วยคือ โสเครติส ผู้เป็นที่นับหน้าถือตา

แม้ว่าการเชื้อเชิญอาจดูง่ายๆ สบายๆ  อย่างไรก็ตาม งานเลี้ยงเหล่านี้ก็มีธรรมเนียมที่เหล่าชนชั้นสูงชาวเอเธนส์ยึดถือปฏิบัติ แขกที่ได้รับเชิญต้องอาบน้ำชำระร่างกายและแต่งเนื้อแต่งตัวให้ดูดีก่อนจะเข้าร่วมงานเลี้ยง อริสโตเติลกล่าวว่า  “เป็นเรื่องไม่เหมาะสมที่จะเข้าร่วมงานสังสรรค์โดยที่เนื้อตัวของท่านเต็มไปด้วยเหงื่อและฝุ่น” แม้แต่โสเครติสซึ่งมักจะอยู่ในชุดธรรมดา และ ไปไหนมาไหนด้วยเท้าเปล่า ยังต้องแต่งเนื้อแต่งตัวและสวมรองเท้าเพื่อเข้างานเลี้ยง

 

การเริ่มต้นเฉลิมฉลอง

ชาวกรีกโบราณ

คำว่า ซิมโพเซียม มาจากภาษากรีก หมายถึง การดื่มกินด้วยกัน ซึ่งอาจหมายถึงงานเฉลิมฉลองโอกาสใดก็ได้ เช่น การฉลองชัยชนะของนักกีฬา ฉลองความสำเร็จของละครโศกนาฏกรรม งานเฉลิมฉลองของครอบครัว หรือแม้แต่การต้อนรับเพื่อนจากแดนไกล

ณ บ้านของเจ้าภาพ ทาสจะนำเแขกเหรื่อไปยังหอประชุมที่เรียกว่า Andron หรือ ห้องบุรุษ  ที่นั่นข้าทาสจะเตรียมน้ำไว้ให้ล้างมือ ถอดรองเท้า และพาไปยังเก้าอี้ซึ่งสามารถเอนตัวลงได้ เหล่าแขกจะมองสำรวจรอบห้อง ชื่นชมการตกแต่งเพดานและพรมแขวนผนัง อาหารมื้อใหญ่ได้รับการตระเตรียมอย่างดี  อาหารหลักจะเป็นชีส หัวหอม มะกอก มะเดื่อ และกระเทียม ซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้  อาจจะมาพร้อมกับถั่วบด หรือถั่วเลนทิล เนื้อจะถูกเสิร์ฟในขนาดพอดีคำ ซึ่งแขกสามารถใช้นิ้วหยิบรับประทานได้ ไม่มีช้อนส้อมหรือผ้าเช็ดมือ นิ้วมือที่เปื้อนจะถูกเช็ดด้วยแผ่นขนมปังสไลด์ซึ่งจะโยนให้สุนัขของเจ้าบ้าน ส่วนของหวานจะเป็นผลไม้ต่างๆ เช่น องุ่น มะเดื่อ อาหารทุกอย่างจะถูกกลั้วลงคอด้วยไวน์ที่เจือจางด้วยน้ำเปล่า

งานเลี้ยงเป็นเพียงตัวเบิกโรงนำไปสู่จุดประสงค์ที่แท้จริง  เมื่อความอยากอาหารได้รับการตอบสนอง ทาสจะยกโต๊ะออกไปทำความสะอาดห้อง และเติมเหยือกไวน์หรือคราเตอร์   ตอนนั้นเองจะเป็นเวลาที่ซิมโพเซียมเริ่มขึ้น  การโต้เถียงอภิปรายอย่างออกรสเป็นเรื่องที่คาดหวังได้  แต่เรื่องที่ว่าจิตวิญญาณอันสูงส่งก้าวข้ามไปสู่ความหยาบเถื่อนนั้นยังเป็นเรื่องที่ถกเถียง ยูบูลัสกวีสมัยศตวรรษที่ 4 ตั้งข้อสังเกตว่า พฤติกรรมของผู้ร่วมงานสามารถควบคุมให้เหมาะสมได้  ถ้าพวกเขาเสิร์ฟไวน์เพียงสามครั้ง

 

พิธีกรรมและการลงโทษ

ซิมโพเซียมเป็นมากกว่างานเลี้ยงอาหารค่ำ  กรีกมีธรรมเนียมอันโดดเด่นที่สะท้อนให้เห็นความเป็นพิธีรีตรองมากกว่าจะเป็นแค่การมารวมตัวกันเพื่อสังสรรค์ ตัวอย่างเช่น หลังรับประทานอาหาร แขกจะประพรมตัวเองด้วยน้ำหอมหรือประดับร่างกายด้วยมาลัยดอกไม้ สิ่งเหล่านี้หาใช่เป็นเพียงเครื่องประดับตามสมัยนิยม แต่เชื่อว่าจะช่วยไม่ให้ปวดหัวจากการดื่มไวน์มากเกินไป

เมื่อความบันเทิงเริงรมย์ทางความคิดดำเนินไปได้ระยะหนึ่ง  การบวงสรวงด้วยไวน์ซึ่งไม่ผ่านการเจือจางก็เริ่มขึ้น ผู้ร่วมงานจิบไวน์เพียงเล็กน้อย และประพรมส่วนที่เหลือเพื่อเป็นเกียรติแด่เทพซุส หรือเทพเจ้าองค์อื่นๆ  ระหว่างพิธีกรรมนี้อาจมีการขับร้องบทเพลงสรรเสริญ หรือบทกลอน เพื่ออุทิศถวายแด่เทพอะพอลโล นัยว่าเป็นการเตือนให้ผู้มาร่วมงานระลึกถึงต้นกำเนิดของการสังสรรค์ว่ามาจากความเชื่อทางศาสนา (ก่อนหน้ามื้ออาหารจะมีการฆ่าสัตว์ที่นำมาปรุงเป็นอาหารเพื่อเป็นการเซ่นสังเวย)

ผู้นำของงานเลี้ยงเรียกว่า ซิมโฟเซียคา มักเลือกจากแขกในงาน  หน้าที่ของเขาคือการกำกับความเข้นข้นของไวน์ในคราเตอร์ หรือคอยดูว่าแขกแต่ละคนควรจะได้ไวน์คนละกี่แก้ว  บางครั้งจำเป็นต้องมีการปรับเพื่อเป็นบทลงโทษของการไม่เชื่อฟังซิมโฟเซียคา เช่น การแก้ผ้าเต้นรำ หรือการวิ่งไปรอบๆห้องโดยแบกคนเป่าฟลุตไว้บนหลัง

ชาวกรีกมักไม่ดื่มไวน์บริสุทธิ์ แต่จะผสมไวน์กับน้ำในคราเตอร์ ก่อนจะรินใส่แก้วส่วนรวม  โดยทั่วไปจะมีไวน์สองส่วนกับน้ำห้าส่วน หรือไวน์หนึ่งส่วนกับน้ำสามส่วน  ซึ่งเป็นการเจือจางที่พอเหมาะและมั่นใจได้ว่า แขกในงานจะไม่เมาก่อนจบงาน บางครั้งไวน์ก็ใส่ในภาชนะพิเศษ เช่น psykter (ภาชนะที่สามารถเก็บความเย็น) ซึ่งเติมน้ำเย็นหรือแม้แต่หิมะลงไป  จะมีการเวียนแก้วไปยังแขกจากซ้ายไปขวา  และทาสจะคอยเติมคราเตอร์ในแต่ละครั้ง  ระหว่างอยู่ในซิมโพเซียม แขกจะกินขนมขบเคี้ยวที่เรียกว่า tragemata ประกอบด้วยผลไม้แห้ง ถั่วคั่วหรือถั่วชิกพี ซึ่งช่วยดูดซึมแอลกอฮอล์และสร้างความกระหายให้มากขึ้น

 

สุรา นารี และเสียงเพลง

การบรรยายถึงซิมโพเซียมของเพลโตกลั่นกรองจากหลายค่ำคืน  ที่เขาร่วมสังสรรค์กับเหล่ามิตรสหายซึ่งจัดว่าเป็นผู้ทรงภูมิและเฉลียวฉลาดที่สุดกลุ่มหนึ่งแห่งยุคกรีกโบราณ  อย่างไรก็ตาม งานเลี้ยงสังสรรค์ส่วนใหญ่ไม่ได้มีความเข้มข้นทางปรัชญามากนัก แขกเหรื่อมักพูดคุยเรื่องราวทั่วไป เล่นปริศนาคำทายหรือวาดภาพล้อเลียนกัน

เมื่อช่วงเวลาของพิธีการที่ต้องแต่งกายเหมาะสม และบทสนทนาอันคร่ำเคร่งผ่านพ้นไป บันทึกหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่า พฤติกรรมที่เหมาะสมมักเสื่อมทรามลงเมื่อค่ำคืนผ่านไป กฎของการเสิร์ฟไวน์สามครั้งมักถูกละเลยเป็นปกติ

โดยปกติกิจกรรมหลังมื้อค่ำมักเป็นการขับร้อง “skolion”  โดยมีพิณช่วยขับทำนอง  เนื้อเพลงสั้นๆอาจพูดถึงมิตรภาพความรื่นรมย์จากในไวน์ หรือพรรณนาเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ ไปจนถึงค่านิยมทางสังคมของชนชั้นสูง

Kottabos คือเกมหนึ่งที่ได้รับความนิยมมากที่สุด  หลังจากดื่มไวน์จนหมด แขกจะถือแก้วตรงด้ามจับแล้วสาดไวน์ที่เหลือไปยังเป้าหมายซึ่งมักเป็นแก้วไวน์อีกใบ   ขณะที่สาดนั้น  เขาจะเอ่ยชื่อคนรัก  เพราะเชื่อกันว่าหากไวน์ที่สาดไปโดนเป้าจะส่งผลดีต่อชีวิตรัก  บางครั้งการเล่นยังมีความซับซ้อนมากขึ้นไปอีก  เช่น  การจมภาชนะดินเผาที่ลอยอยู่ในถ้วยใบใหญ่หรือยิงจานรองที่วางไว้บนแท่งเหล็ก  ซีโนโฟนบันทึกไว้เมื่อ 404 ปีก่อนคริสตกาลว่า เทราเมเนส ชนชั้นสูงผู้ถูกตัดสินประหารชีวิต  พิสูจน์ตัวเองด้วยการล้อเลียนกิจกรรม kottabos  โดยใช้แก้วใส่ยาพิษที่เขาถูกบังคับให้ดื่ม ตามบันทึกของเซโนโฟนเขาร้องออกมาว่า “แด่สุขภาพของซีทีอัสที่รัก” (ซึ่งเป็นชื่อของชายผู้สั่งประหารชีวิตเขานั่นเอง)

หญิงนักดนตรีเป่าขลุ่ยหรือที่เรียกว่า auletrides จะถูกนำเข้ามาในช่วงท้ายของงานสังสรรค์  รูปภาพซิมโพเซียมที่วาดบนแจกันหรือคนโทแสดงให้เห็นสตรีในสภาพกึ่งเปลือยทำการแสดงต่อหน้าแขกที่นอนเอกเขนกราวกับถูกสะกดด้วยราคะชั่วขณะ เมื่อพิจารณาสถานะที่ต่ำต้อยของนักดนตรีหญิงเหล่านี้แล้ว มีความเป็นไปได้สูงที่พวกเธออาจร่วมกิจกรรมเสพสังวาสด้วย

 

พฤติกรรมแย่ๆ

ในงานเขียนเรื่อง ซิมโพเซียม ของเซโนโฟน เจ้าภาพผู้ร่ำรวยอย่างซิลิอัส จ้างกลุ่มผู้ให้ความบันเทิงมากมายเช่น  นักดนตรีเป่าขลุ่ย นักเต้นซึ่งเชี่ยวชาญเรื่องกายกรรม และหนุ่มหล่อผู้เล่นพิณและร่ายรำ ในตอบจบของราตรีนั้น เหล่านักเต้นจะแสดงการเต้นที่ยั่วยวน ละครใบ้ตอนงานแต่งของ Ariadne และ Dionysus เทพเจ้าแห่งไวน์

ผู้หญิงคนอื่นๆ ที่มักอยู่ในซิมโพเซียมคือ hetaera หรือหญิงงามเมือง ผู้คอยบริการชายหนุ่ม พวกเธอมอมเมาชายหนุ่มด้วยความงามและความบันเทิงจากบทสนทนาที่ฉลาดและถ้อยคำอ่อนหวาน งานเลี้ยงเหล่านี้จะเป็นโอกาสที่พวกเธอจะได้โปรยเสน่ห์และพบกับเหล่าชายผู้ใจกว้าง เอเธนนาอุส เล่าว่า เมื่อชายหนุ่มบางคนต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงหญิงงามเมืองชื่อ กาเธนา เธอปลอบใจผู้แพ้ว่า “ร่าเริงหน่อยพ่อหนุ่ม นี่ไม่ใช่การสู้เพื่อแย่งมงกุฎสักหน่อย ก็แค่ยอมรับมัน”

เมื่องานเลี้ยงปิดฉากลง แขกเหรื่อจะสวมมาลัยดอกไม้เดินออกไปยังถนนและร้องรำทำเพลงไปด้วย เรียกว่า komos  นักเขียนบทละครชื่ออริสโตปาเนส  พรรณนาถึงตัวละครตัวหนึ่ง ผู้ท้าทายธรรมเนียมปฏิบัติอันดีงามทุกอย่างของแขกผู้มาร่วมงานเลี้ยง เพราะ komos ของเขาคือการคุกคามคนที่เดินผ่านไปมา  แม้ทางการจะพยายามห้ามปรามพฤติกรรมเกินขอบเขตเช่นนี้งานเลี้ยงฉลองหรือซิมโพเซียมก็ยังคงมีบทบาทสำคัญในความสัมพันธ์ทางสังคมของชนชั้นสูงชาวกรีกต่อไปจนกระทั่งเข้าสู่ยุคโรมัน ธรรมเนียมปฏิบัติเหล่านี้ยังพบเห็นได้ตามมหาวิทยาลัยเก่าแก่ในอังกฤษ

เรื่อง ฟรานซิสโก จาเวอร์ เมอร์เซีย

 

อ่านเพิ่มเติม

สืบเสาะค้นหาพระเยซูในประวัติศาสตร์

เรื่องแนะนำ

ย้อนรอยกำเนิดคำสาป มัมมี่

ภาพยนตร์เกี่ยวกับมัมมี่สามารถนำกลับมาเล่าใหม่ได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตราบใดที่ตำนานว่าด้วยมนตร์ขลังแห่งคำสาปของมัมมี่ยังไม่มีวันจางคลาย

งานวิจัยล่าสุดหักล้างทฤษฎีวิทยาการผลิตอาวุธยุคโบราณ

กองทัพทหารถูกสร้างขึ้นเพื่อรับใช้ จิ๋นซีฮ่องเต้ ในชีวิตหลังความตาย ภาพถ่าย IRA BLOCK, NAT GEO IMAGE COLLECTION งานวิจัยล่าสุดหักล้างทฤษฎีวิทยาการผลิตอาวุธยุคโบราณ เป็นเวลากว่าสี่ทศวรรษที่นักวิจัยต่างเชื่อว่า อาวุธทองสัมฤทธิ์อายุ 2,200 ปีของเหล่าทหารดินเผานั้นถูกสงวนไว้อย่างน่าประหลาด เหตุเพราะอาวุธเหล่านั้นชุบโครเมียมแทบทั้งสิ้น แต่ทว่าอาจไม่ใช่เช่นนั้นแล้ว จากผลการศึกษาครั้งล่าสุด หากก๊อกน้ำในห้องน้ำของคุณมีสีเงินมันวาว แสดงว่ามันคงผ่านการชุบโครเมียมมาแล้ว โดยยุโรปได้เริ่มการทดลองกับเทคโนโลยีป้องกันสนิมนี้เมื่อศตวรรษที่ 19 แต่ก็นับเป็นเวลากว่า 40 ปีแล้วที่ทฤษฎีทางเลือกเช่นนี้ได้แพร่หลายในแวดวงวิชาการและสื่อซึ่งเป็นที่นิยม ทฤษฎีนี้คือ: การชุบโครเมียมประดิษฐ์ขึ้นในศตวรรษที่สามก่อนคริสตกาล ณ แผ่นดินจีน เพื่อป้องกันไม่ให้อาวุธทองสัมฤทธิ์ที่ฝังอยู่กับกองทัพทหารดินเผาในหลุมฝังศพของจักรพรรดิจิ๋นซีนั้นเกิดสนิม โดยทฤษฎีการชุบโครเมียมนี้มีมาตั้งแต่ปี 1970 ซึ่งเป็นช่วงที่มรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งนี้ถูกค้นพบครั้งแรก หลังจากรายงานการขุดค้นบ่งชี้ว่า การเคลือบผิวบนวัสดุสามารถอธิบายวิธีรักษาอาวุธทองสัมฤทธิ์อายุ 2,200 ปีได้อย่างดีเยี่ยม นักวิทยาศาสตร์ชาวจีน ใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงบุกเบิกที่เรียกว่า การทำแผนที่องค์ประกอบเพื่อเผยให้เห็นชั้นของโครเมียมที่อยู่ภายในตัวต้นแบบอาวุธ โดยนักวิจัยบ่งชี้ว่า อาวุธต่างๆ สามารถจุ่มลงไปในสารละลายโครเมียมออกไซด์ได้ ซึ่งเป็นวิธีที่รู้จักกันในชื่อ การชุบโลหะ ซึ่งเทคนิคนี้จะแตกต่างกับวิธี การชุบโครเมียม แบบสมัยใหม่ วิธีการทั้ง 2 ที่กล่าวมาข้างต้นนั้นมีการหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงมาเป็นระยะเวลากว่าสองพันปีที่แล้วในช่วงราชวงศ์ฉิน แต่ปรากฎว่ากระบวนการเหล่านั้นไม่ได้นำมาใช้กับอาวุธโดยตรง และข้อมูลเหล่านี้ได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสาร Scientific Reports นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอนและพิพิธภัณฑ์รูปปั้นทหารและม้าศึกของจักรพรรดิจิ๋นซี […]

ธ สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์

แปลและเรียบเรียง กองบรรณาธิการ ภาพถ่าย คลังภาพ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก “ผู้คนมักพูดกันว่า ราชอาณาจักรเป็นเหมือนกับพีระมิด กล่าวคือ พระราชานั้นประทับอยู่บนสุด ส่วนประชาชนอยู่ด้านล่าง แต่ในประเทศนี้ทุกอย่างกลับตรงกันข้าม [เป็นเหมือนพีระมิดกลับหัว] ด้วยเหตุนี้ บางครั้งเราจึงรู้สึกปวดแถวๆ นี้” เมื่อตรัสถึงตรงนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งปกติมีพระพักตร์เคร่งขรึมดูเป็นนักวิชาการ ทรงพระสรวล ขณะทรงชี้ที่พระศอและพระอังสา [บ่าหรือไหล่] ข้อความข้างต้นเรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชพระราชทานแก่นายเดนิส เกรย์ หัวหน้าสำนักข่าวเอพีประจำกรุงเทพฯและนายบาร์ต โดเวลล์ ผู้ช่วยบรรณาธิการนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ในขณะนั้น และเป็นส่วนหนึ่งของสารคดีเรื่อง “พระราชวงศ์ผู้ทรงงานของไทย” (Thailand’s Working Royalty) ตีพิมพ์ใน เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนตุลาคม ปี 1982 หรือพุทธศักราช 2525 ซึ่งตรงกับวาระเฉลิมฉลองครบรอบ 200 ปีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมหาที่สุดมิได้ กองบรรณาธิการนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย จึงขอนำสารคดีเรื่องนี้มาตีพิมพ์อีกครั้ง ภาพถ่ายส่วนใหญ่เป็นผลงานของจอห์น เอเวอริงแฮม ช่างภาพผู้คุ้นเคยกับเมืองไทย เขาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับสารคดีเรื่องนี้ว่า “ผมโชคดีที่มีโอกาสตามเสด็จนานถึงสี่เดือน เดินทางไปทั่วประเทศจากนราธิวาสถึงเชียงราย ประเทศไทยโชคดีที่มีในหลวง พระองค์ทรงสนพระทัยในคนที่ยากจนที่สุดคนที่อยู่ไกลที่สุด ในหลวงไม่เหมือนใคร มีฝรั่งหลายคนเหมือนผมที่รักพระเจ้าอยู่หัว…” ในช่วงเวลาหลายศตวรรษที่ผ่านมา บทบาทของพระมหากษัตริย์ไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสว่า “พระราชวงศ์ในประเทศนี้ไม่เคยอยู่นิ่งเลย” พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราชบรมนาถบพิตร เสด็จพระราชสมภพเมื่อปี พ.ศ. 2470 ณ เมืองเคมบริดจ์ มลรัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ทรงศึกษาทั้งในสาขาวิทยาศาสตร์และกฎหมายที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ขณะเจริญพระชนมายุได้ 18 พรรษา ในฐานะพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ นับแต่นั้นมาก็ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการอย่างไม่ทรงเห็นแก่เหน็ดเหนื่อยพระวรกาย เพื่อประโยชน์สุขของทวยราษฎร์เสมอมา สมดังพระปฐมบรมราชโองการที่ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” โดยแท้ นอกเหนือจากการเสด็จฯ เยี่ยมพสกนิกรตามหัวเมืองน้อยใหญ่และท้องถิ่นทุรกันดาร ตลอดจนการปฏิบัติพระราชกรณียกิจในโอกาสต่างๆ แล้ว ยามที่ประทับอยู่ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต พระองค์ก็ไม่ได้ทรงว่างเว้นจากพระราชกรณียกิจ กิจกรรมและความเป็นไปในเขตพระราชฐานแห่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสนพระทัยในความเป็นอยู่ของพสกนิกรของพระองค์ได้เป็นอย่างดี เพราะมีตั้งแต่แปลงนาสาธิต ยุ้งฉาง บ่อเลี้ยงปลา ฟาร์มโคนม ไปจนถึงโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรต่างๆ ระหว่างพระราชทานสัมภาษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชตรัสถึงเรื่องต่างๆ อาทิ ระบบชลประทาน เศรษฐกิจภายในประเทศ การทำเหมืองแร่ เรื่อยไปจนถึงงานอดิเรกของพระองค์ เช่น การถ่ายภาพ และวาดภาพ ทรงอธิบายว่า “แต่ตอนนี้เลิกวาดรูปแล้ว เพราะต้องใช้เวลามาก” ทว่าพระองค์ยังทรงดนตรีและทรงพระราชนิพนธ์บทเพลง พสกนิกรชาวไทยและแม้กระทั่งชาวต่างชาติต่างประจักษ์ถึงพระอัจฉริยภาพเชิงดนตรีที่สะท้อนอยู่ในความไพเราะของบทเพลงพระราชนิพนธ์จำนวนมาก อย่างไรก็ตาม พระราชกระแสรับสั่งมักวกกลับมาเข้าเรื่องที่พระองค์เสด็จฯ เยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศเสมอ  “คนไทยรักสงบ แต่ก็ตระหนักดีว่า ประเทศจะต้องมีความเข้มแข็งทางทหาร เราเคยไปที่จังหวัดใกล้ๆ กรุงเทพฯ แล้วมีคนเมาคนหนึ่งเข้ามาหา องครักษ์คงไม่สบายใจนัก เราเข้าใจดี ผู้ชายคนนั้นบอกว่า เคยเป็นทหาร เคยรับใช้ชาติ ลูกชายเขาก็จะเป็นทหารด้วย และถ้าไม่มีทหารประเทศเราจะไม่เป็นเอกราชอย่างนี้ เขาว่ากันว่าคนเมามักจะพูดความจริง” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังตรัสถึงคนไทยอีกด้วยว่า “เราคิดว่าคนไทยรู้ซึ้งถึงคุณค่าของประเพณี ประเพณีไม่ได้แปลว่าเชย แม้แต่คนสมัยใหม่ก็มีประเพณี “เดือนที่แล้วนี่เอง เราเดินทางไปภาคใต้ ตอนเข้าไปที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ชาวบ้านคนหนึ่งบอกว่ามีลูกสาวและลูกชายอย่างละคน แล้วถามเราว่า ชาวมุสลิมเข้าโรงเรียนเตรียมทหารได้หรือเปล่า เราตอบว่า ได้แน่นอน ถ้าเด็กคนนั้นเป็นคนดี แข็งแรง แล้วก็ฉลาด เขาก็สมัครเข้าโรงเรียนเตรียมทหารได้ แล้วเราก็ถามเขาว่า ลูกชายเขาอายุเท่าไหร่ เขาบอกว่าหกเดือน” เมื่อตรัสถึงตรงนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระสรวล “เขาอยากให้ลูกชายปกป้องประเทศชาติ เขาบอกว่า ‘ชาวมุสลิมอย่างเราเป็นคนไทยแท้ ๆ’ ” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงเล็งเห็นการรุกรานหลากหลายรูปแบบ [เมืองไทยในขณะนั้นยังประสบปัญหาภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์และยาเสพติด โดยเฉพาะฝิ่นและเฮโรอีน — กองบรรณาธิการ] “วิธีล่าสุดคือค่อยๆ แทรกซึมเข้ามาครอบงำจิตใจผู้คน เราเรียกวิธีนี้ว่าสงครามจิตวิทยารุกเข้ามาในความคิด” และเพื่อหลีกเลี่ยงการรุกรานลักษณะนี้ รัฐบาลจะต้องแสดงให้เห็นความเข้าอกเข้าใจและความอดทน เหมือนอย่างเรื่องฝิ่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า “เราไม่ปฏิเสธว่ายังมีการปลูกฝิ่นในประเทศ แต่มีอยู่น้อยมาก ปัญหาของฝิ่นคือการใช้เมืองไทยเป็นทางผ่าน คนที่ปลูกฝิ่นได้ราคาไม่ถึงหนึ่งในพันของราคาที่เอาไปขายกันด้วยซํ้า เราพยายามให้ประชาชนหันมาปลูกพืชอื่นทดแทน กว่าจะเริ่มได้ก็ต้องใช้เวลาหลายปี ตอนแรกเรานั่งรถเข้าไป บางทีก็เดินเท้า แล้วก็นั่งเฮลิคอปเตอร์เข้าไป บางครั้งลงจอดกลางไร่ฝิ่นเลย เราต้องระวังเพราะพวกเขาไม่เข้าใจว่าการปลูกฝิ่นนั้นไม่ดีอย่างไร “ครั้งหนึ่งเราเคยเดินอยู่เป็นชั่วโมงเพื่อเข้าไปดูไร่ฝิ่น ดินดูไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์เท่าไหร่ ชาวไร่เองก็บอกว่า ‘ใช่ครับ ดินเสื่อมแล้ว ไม่มีปุ๋ยจะใส่ครับ’ เราก็บอกว่าจะให้ปุ๋ย ถ้าพวกเขาเลิกปลูกฝิ่น แล้วหันมาปลูกถั่วแทน ชาวไร่ขอเวลาปรึกษากันก่อน ผ่านไปสิบห้านาทีกลับมาบอกว่า ‘ตกลงครับ’ ทีนี้ พอปีถัดมา เราก็กลับไปอีก ปรากฏว่าชาวไร่ปลูกถั่วครึ่งหนึ่ง ปลูกฝิ่นครึ่งหนึ่ง แล้วถั่วก็ได้ผลดีกว่า ชาวไร่เลยขอถั่วเพิ่มอีก ปีต่อมาก็ปลูกฝิ่นแค่ร้อยละ 25 ค่อยๆ ลดลงอย่างนี้ เราต้องอดทนถ้าเราเอาแต่ทำลายไร่ฝิ่น ชาวไร่ก็ต้องอดอยาก แล้วคงไม่เข้าใจว่า ทำไมเราถึงต้องต่อต้านพวกเขา” ในการเสด็จฯ เยือนหัวเมืองน้อยใหญ่ต่างๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเผชิญกับอันตรายจากทั้งผู้ต้องการแบ่งแยกดินแดนและกองกำลังคอมมิวนิสต์ “อันตรายน่ะหรือ” ทรงยํ้า “อันตรายซึ่งเป็นที่รู้กันทั่วไปคือภัยจากลัทธิคอมมิวนิสต์ แต่ที่อันตรายกว่านั้นคือความละโมบของคนในประเทศเอง ถ้าเราแตกแยกกันเอง เราก็จะกลายเป็นทาสของจักรวรรดินิยมยุคใหม่ จะเป็นคอมมิวนิสต์ หรือเผด็จการ หรืออะไรก็ตามแต่” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเชื่อมั่นในประชาชนชาวไทย “ชาวไทยดูสบายๆ แต่ก็เข้มแข็ง คนไทยไม่เครียด มีนํ้าใจแม้แต่กับคนแปลกหน้า และเปิดกว้างกับความคิดใหม่ๆ คนส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธที่สุภาพกล้าหาญแต่ไม่ก้าวร้าว เข้มแข็งแต่อ่อนโยน” ขณะที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ก็ทรงปฏิบัติพระราชกิจหลากหลายด้าน นอกจากจะทรงตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปยังพื้นที่ห่างไกลแล้ว ยังทรงส่งเสริมงานหัตถกรรมเพื่อเพิ่มรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่ชนบท เช่นที่จังหวัดเพชรบุรี ทรงริเริ่มโครงการผลิตกระเป๋าและรองเท้าสานจากกระจูดและหวาย ทรงส่งเสริมให้ชาวบ้านสตรีในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ผลิตดอกไม้ประดิษฐ์ ทรงฟื้นฟูศิลปะการทำตุ๊กตาดินเผาชาววัง และส่งผู้เชี่ยวชาญไปสอนสตรีชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยาทอผ้า เป็นต้น ทรงใช้โอกาสที่ได้เสด็จฯ เยือนต่างประเทศในฐานะทูตสันถวไมตรี ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ผ้าไหมด้วยฉลองพระองค์ที่ตัดเย็บจากผ้าไหมไทยซึ่งทั้งประณีตและงดงาม นอกจากนี้ ยังทรงใช้พระปรีชาสามารถด้านการจัดการส่งเสริมการทำงานของสภากาชาดไทย เพื่อให้ความอนุเคราะห์แก่เด็กกำพร้ายากไร้ ทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบและผู้ประสบอุทกภัย เป็นต้น หลายปีก่อน เมื่อนักข่าวกราบบังคมทูลสัมภาษณ์ถึงงานอดิเรกของพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ตรัสว่า “ดูแลลูกๆ” บัดนี้ เจ้าฟ้าชายพระองค์หนึ่งและเจ้าฟ้าหญิงอีกสามพระองค์ต่างเจริญพระชันษาขึ้นแล้ว และทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขของประชาราษฎร์เช่นเดียวกับพระชนกชนนี ไม่ว่าจะเป็นการตามเสด็จเยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่ต่างๆ ต้อนรับคณะทูตานุทูต หรือแม้แต่ทรงทักทายและมีพระราชปฏิสันถารกับประชาชนผู้มารอเฝ้าฯ ชื่นชมพระบารมี นายแพทย์จินดา สนิทวงศ์ ณ อยุธยา แพทย์ประจำพระองค์ในขณะนั้น กล่าวว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชกิจหนักเกินไปครับ” แม้ว่าพระองค์จะทรงออกกำลังกายแทบทุกวัน แต่คุณหมอก็ยัง “อยากให้เสด็จแปรพระราชฐานเพื่อทรงพักผ่อนเป็นประจำทุกปี” ทว่าประชาชนชาวไทยทุกคนย่อมตระหนักดีว่า พระองค์คงไม่อาจทรงปล่อยวางจากพระราชกิจต่างๆ ได้ เพราะความห่วงใยในราษฎรและความตั้งพระทัยอันแน่วแน่ที่จะอุทิศพระองค์เพื่อ “ประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ดังบทพระราชนิพนธ์ “เดินตามรอยเท้าพ่อ” ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งได้ตามเสด็จพระราชบิดาไปยังพื้นที่ห่างไกลหลายต่อหลายแห่ง ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ว่า “ฉันเดินตามรอยเท้าอันรวดเร็วของพ่อโดยไม่หยุดผ่านเข้าไปในป่าใหญ่ น่ากลัว ทึบ แผ่ไปโดยไม่มีที่สิ้นสุด มืดและกว้างมีต้นไม้ใหญ่ใหญ่เหมือนหอคอยที่เข้มแข็ง พ่อจ๋า… ลูกหิวจะตายอยู่แล้วและเหนื่อยด้วย ดูซิจ๊ะ… เลือดไหลออกมาจากเท้าทั้งสองที่บาดเจ็บของลูกลูกกลัวงู เสือ และหมาป่า พ่อจ๋า… เราจะถึงจุดหมายปลายทางไหม? ลูกเอ๋ย… ในโลกนี้ไม่มีที่ไหนดอกที่มีความรื่นรมย์และความสบายสำหรับเจ้าทางของเรามิได้ปูด้วยดอกไม้สวยสวย จงไปเถิดแม้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่บีบคั้นหัวใจเจ้า พ่อเห็นแล้วว่า หนามตำเนื้ออ่อนอ่อนของเจ้า เลือดของเจ้าเปรียบดั่งทับทิมบนใบหญ้าใกล้นํ้า นํ้าตาของเจ้าที่ไหลต้องพุ่มไม้สีเขียว เปรียบดั่งเพชรบนมรกตที่แสดงความงามเต็มที่เพื่อมนุษยชาติ จงอย่าละความกล้าเมื่อเผชิญกับความทุกข์ให้อดทนและสุขุมและจงมีความสุขที่ได้ยึดอุดมการณ์ที่มีค่า ไปเถิด… ถ้าเจ้าต้องการเดินตามรอยเท้าพ่อ” ปวงข้าพระพุทธเจ้าขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้   อ่านเพิ่มเติม : รูปที่มีทุกบ้าน, ๙ ช่างภาพสารคดีกับในหลวงรัชกาลที่ ๙

สุดยอดแผนที่ 100 ปี เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

เมื่อหนึ่งร้อยปีที่แล้ว นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกเริ่มต้นทำแผนที่ของการสำรวจพื้นที่หลายแห่งบนโลก และเหล่านี้คือสุดยอดแผนที่ตลอดการทำงานที่ผ่านมา