สุรา นารี และปัญญา:การสังสรรค์ของ ชาวกรีกโบราณ - National Geographic Thailand

สุรา นารี และปัญญา: การสังสรรค์ของชาวกรีกโบราณ

สุรา นารี และปัญญา: การสังสรรค์ของ ชาวกรีกโบราณ

ซีโนโฟน นักประวัติศาสตร์ชาวกรีก  เล่าไว้ในหนังสือ “ซิมโพเซียม” ของเขาว่า  วันหนึ่งโสเครติสเดินมากับเพื่อนๆ ตอนที่คาลิอัส ชาวเอเธนส์ผู้มั่งคั่งเข้ามาทักทายและพูดว่า “ข้ากำลังจะจัดงานเลี้ยง และคิดว่าความบันเทิงของข้าจะยิ่งเจิดจรัสหากห้องอาหารของข้าได้รับเกียรติจากบุรุษเช่นท่านซึ่งมีจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์” ในตอนแรกโสเครติสคิดว่า คาลิอัสเยาะเย้ยผมเผ้ากระเซอะกระเซิงของเขา แต่คาลิอัสก็ยืนกรานหนักแน่น  พวกเขาตอบขอบคุณสำหรับคำเชิญโดยไม่ตบปากรับคำว่า จะไปร่วมงานเลี้ยง แต่ครั้นเห็นสีหน้าท่าทางที่ผิดหวัง พวกเขาจึงตกลงไปร่วมงาน และใช้เวลาช่วงเย็นที่บ้านของคาลิอัส ทั้งดื่ม กิน  และพูดคุยในงานสังสรรค์ทางสังคมที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นที่สุดอย่างหนึ่งของโลกยุคโบราณ นั่นคือ ซิมโพเซียม

คำบอกเล่าของซีโนโฟนบอกแก่เราว่า  ซิมโพเซียมหรือการดื่มกินสังสรรค์อาจเป็นงานชุมนุมอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งเจ้าภาพอาจเอ่ยปากเชิญชวนเพื่อนๆ ที่บังเอิญเจอบนท้องถนน หรือลานประชาคมอันเป็นที่ชุมนุมตามเมืองใหญ่ๆ ของกรีกโบราณ  โดยแขกที่ได้รับเชิญสามารถนำเพื่อนอีกคนมาร่วมงานได้โดยไม่จำเป็นต้องมีการเชิญอย่างเป็นทางการ

ผลงานสำคัญชิ้นหนึ่งของเพลโต ปรัชญาเมธีชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ คืองานเขียนว่าด้วยธรรมชาติของความรักเรื่อง ซิมโพเซียม เช่นกัน ผลงานที่เขียนขึ้นเมื่อ 375 ปีก่อนคริสตกาลนี้เผยความสำคัญของซิมโพเซียมที่มีต่อวัฒนธรรมกรีก เช่นเดียวกับงานยุคก่อนหน้าของเซโนโฟน

ฉากของเพลโตคืองานเลี้ยงอาหารค่ำของกวีชาวเอเธนส์ผู้โด่งดัง  แขกคนหนึ่งที่ปรากฏตัวคือ อริสโตเดมัส ซึ่งน่าจะเป็นคนที่แขกอีกคนชวนมาร่วมงานด้วย อริสโตเดมัสคุยโอ่ว่า เพื่อนหรือแขกที่ชวนเขามาด้วยคือ โสเครติส ผู้เป็นที่นับหน้าถือตา

แม้ว่าการเชื้อเชิญอาจดูง่ายๆ สบายๆ  อย่างไรก็ตาม งานเลี้ยงเหล่านี้ก็มีธรรมเนียมที่เหล่าชนชั้นสูงชาวเอเธนส์ยึดถือปฏิบัติ แขกที่ได้รับเชิญต้องอาบน้ำชำระร่างกายและแต่งเนื้อแต่งตัวให้ดูดีก่อนจะเข้าร่วมงานเลี้ยง อริสโตเติลกล่าวว่า  “เป็นเรื่องไม่เหมาะสมที่จะเข้าร่วมงานสังสรรค์โดยที่เนื้อตัวของท่านเต็มไปด้วยเหงื่อและฝุ่น” แม้แต่โสเครติสซึ่งมักจะอยู่ในชุดธรรมดา และ ไปไหนมาไหนด้วยเท้าเปล่า ยังต้องแต่งเนื้อแต่งตัวและสวมรองเท้าเพื่อเข้างานเลี้ยง

 

การเริ่มต้นเฉลิมฉลอง

ชาวกรีกโบราณ

คำว่า ซิมโพเซียม มาจากภาษากรีก หมายถึง การดื่มกินด้วยกัน ซึ่งอาจหมายถึงงานเฉลิมฉลองโอกาสใดก็ได้ เช่น การฉลองชัยชนะของนักกีฬา ฉลองความสำเร็จของละครโศกนาฏกรรม งานเฉลิมฉลองของครอบครัว หรือแม้แต่การต้อนรับเพื่อนจากแดนไกล

ณ บ้านของเจ้าภาพ ทาสจะนำเแขกเหรื่อไปยังหอประชุมที่เรียกว่า Andron หรือ ห้องบุรุษ  ที่นั่นข้าทาสจะเตรียมน้ำไว้ให้ล้างมือ ถอดรองเท้า และพาไปยังเก้าอี้ซึ่งสามารถเอนตัวลงได้ เหล่าแขกจะมองสำรวจรอบห้อง ชื่นชมการตกแต่งเพดานและพรมแขวนผนัง อาหารมื้อใหญ่ได้รับการตระเตรียมอย่างดี  อาหารหลักจะเป็นชีส หัวหอม มะกอก มะเดื่อ และกระเทียม ซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้  อาจจะมาพร้อมกับถั่วบด หรือถั่วเลนทิล เนื้อจะถูกเสิร์ฟในขนาดพอดีคำ ซึ่งแขกสามารถใช้นิ้วหยิบรับประทานได้ ไม่มีช้อนส้อมหรือผ้าเช็ดมือ นิ้วมือที่เปื้อนจะถูกเช็ดด้วยแผ่นขนมปังสไลด์ซึ่งจะโยนให้สุนัขของเจ้าบ้าน ส่วนของหวานจะเป็นผลไม้ต่างๆ เช่น องุ่น มะเดื่อ อาหารทุกอย่างจะถูกกลั้วลงคอด้วยไวน์ที่เจือจางด้วยน้ำเปล่า

งานเลี้ยงเป็นเพียงตัวเบิกโรงนำไปสู่จุดประสงค์ที่แท้จริง  เมื่อความอยากอาหารได้รับการตอบสนอง ทาสจะยกโต๊ะออกไปทำความสะอาดห้อง และเติมเหยือกไวน์หรือคราเตอร์   ตอนนั้นเองจะเป็นเวลาที่ซิมโพเซียมเริ่มขึ้น  การโต้เถียงอภิปรายอย่างออกรสเป็นเรื่องที่คาดหวังได้  แต่เรื่องที่ว่าจิตวิญญาณอันสูงส่งก้าวข้ามไปสู่ความหยาบเถื่อนนั้นยังเป็นเรื่องที่ถกเถียง ยูบูลัสกวีสมัยศตวรรษที่ 4 ตั้งข้อสังเกตว่า พฤติกรรมของผู้ร่วมงานสามารถควบคุมให้เหมาะสมได้  ถ้าพวกเขาเสิร์ฟไวน์เพียงสามครั้ง

 

พิธีกรรมและการลงโทษ

ซิมโพเซียมเป็นมากกว่างานเลี้ยงอาหารค่ำ  กรีกมีธรรมเนียมอันโดดเด่นที่สะท้อนให้เห็นความเป็นพิธีรีตรองมากกว่าจะเป็นแค่การมารวมตัวกันเพื่อสังสรรค์ ตัวอย่างเช่น หลังรับประทานอาหาร แขกจะประพรมตัวเองด้วยน้ำหอมหรือประดับร่างกายด้วยมาลัยดอกไม้ สิ่งเหล่านี้หาใช่เป็นเพียงเครื่องประดับตามสมัยนิยม แต่เชื่อว่าจะช่วยไม่ให้ปวดหัวจากการดื่มไวน์มากเกินไป

เมื่อความบันเทิงเริงรมย์ทางความคิดดำเนินไปได้ระยะหนึ่ง  การบวงสรวงด้วยไวน์ซึ่งไม่ผ่านการเจือจางก็เริ่มขึ้น ผู้ร่วมงานจิบไวน์เพียงเล็กน้อย และประพรมส่วนที่เหลือเพื่อเป็นเกียรติแด่เทพซุส หรือเทพเจ้าองค์อื่นๆ  ระหว่างพิธีกรรมนี้อาจมีการขับร้องบทเพลงสรรเสริญ หรือบทกลอน เพื่ออุทิศถวายแด่เทพอะพอลโล นัยว่าเป็นการเตือนให้ผู้มาร่วมงานระลึกถึงต้นกำเนิดของการสังสรรค์ว่ามาจากความเชื่อทางศาสนา (ก่อนหน้ามื้ออาหารจะมีการฆ่าสัตว์ที่นำมาปรุงเป็นอาหารเพื่อเป็นการเซ่นสังเวย)

ผู้นำของงานเลี้ยงเรียกว่า ซิมโฟเซียคา มักเลือกจากแขกในงาน  หน้าที่ของเขาคือการกำกับความเข้นข้นของไวน์ในคราเตอร์ หรือคอยดูว่าแขกแต่ละคนควรจะได้ไวน์คนละกี่แก้ว  บางครั้งจำเป็นต้องมีการปรับเพื่อเป็นบทลงโทษของการไม่เชื่อฟังซิมโฟเซียคา เช่น การแก้ผ้าเต้นรำ หรือการวิ่งไปรอบๆห้องโดยแบกคนเป่าฟลุตไว้บนหลัง

ชาวกรีกมักไม่ดื่มไวน์บริสุทธิ์ แต่จะผสมไวน์กับน้ำในคราเตอร์ ก่อนจะรินใส่แก้วส่วนรวม  โดยทั่วไปจะมีไวน์สองส่วนกับน้ำห้าส่วน หรือไวน์หนึ่งส่วนกับน้ำสามส่วน  ซึ่งเป็นการเจือจางที่พอเหมาะและมั่นใจได้ว่า แขกในงานจะไม่เมาก่อนจบงาน บางครั้งไวน์ก็ใส่ในภาชนะพิเศษ เช่น psykter (ภาชนะที่สามารถเก็บความเย็น) ซึ่งเติมน้ำเย็นหรือแม้แต่หิมะลงไป  จะมีการเวียนแก้วไปยังแขกจากซ้ายไปขวา  และทาสจะคอยเติมคราเตอร์ในแต่ละครั้ง  ระหว่างอยู่ในซิมโพเซียม แขกจะกินขนมขบเคี้ยวที่เรียกว่า tragemata ประกอบด้วยผลไม้แห้ง ถั่วคั่วหรือถั่วชิกพี ซึ่งช่วยดูดซึมแอลกอฮอล์และสร้างความกระหายให้มากขึ้น

 

สุรา นารี และเสียงเพลง

การบรรยายถึงซิมโพเซียมของเพลโตกลั่นกรองจากหลายค่ำคืน  ที่เขาร่วมสังสรรค์กับเหล่ามิตรสหายซึ่งจัดว่าเป็นผู้ทรงภูมิและเฉลียวฉลาดที่สุดกลุ่มหนึ่งแห่งยุคกรีกโบราณ  อย่างไรก็ตาม งานเลี้ยงสังสรรค์ส่วนใหญ่ไม่ได้มีความเข้มข้นทางปรัชญามากนัก แขกเหรื่อมักพูดคุยเรื่องราวทั่วไป เล่นปริศนาคำทายหรือวาดภาพล้อเลียนกัน

เมื่อช่วงเวลาของพิธีการที่ต้องแต่งกายเหมาะสม และบทสนทนาอันคร่ำเคร่งผ่านพ้นไป บันทึกหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่า พฤติกรรมที่เหมาะสมมักเสื่อมทรามลงเมื่อค่ำคืนผ่านไป กฎของการเสิร์ฟไวน์สามครั้งมักถูกละเลยเป็นปกติ

โดยปกติกิจกรรมหลังมื้อค่ำมักเป็นการขับร้อง “skolion”  โดยมีพิณช่วยขับทำนอง  เนื้อเพลงสั้นๆอาจพูดถึงมิตรภาพความรื่นรมย์จากในไวน์ หรือพรรณนาเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ ไปจนถึงค่านิยมทางสังคมของชนชั้นสูง

Kottabos คือเกมหนึ่งที่ได้รับความนิยมมากที่สุด  หลังจากดื่มไวน์จนหมด แขกจะถือแก้วตรงด้ามจับแล้วสาดไวน์ที่เหลือไปยังเป้าหมายซึ่งมักเป็นแก้วไวน์อีกใบ   ขณะที่สาดนั้น  เขาจะเอ่ยชื่อคนรัก  เพราะเชื่อกันว่าหากไวน์ที่สาดไปโดนเป้าจะส่งผลดีต่อชีวิตรัก  บางครั้งการเล่นยังมีความซับซ้อนมากขึ้นไปอีก  เช่น  การจมภาชนะดินเผาที่ลอยอยู่ในถ้วยใบใหญ่หรือยิงจานรองที่วางไว้บนแท่งเหล็ก  ซีโนโฟนบันทึกไว้เมื่อ 404 ปีก่อนคริสตกาลว่า เทราเมเนส ชนชั้นสูงผู้ถูกตัดสินประหารชีวิต  พิสูจน์ตัวเองด้วยการล้อเลียนกิจกรรม kottabos  โดยใช้แก้วใส่ยาพิษที่เขาถูกบังคับให้ดื่ม ตามบันทึกของเซโนโฟนเขาร้องออกมาว่า “แด่สุขภาพของซีทีอัสที่รัก” (ซึ่งเป็นชื่อของชายผู้สั่งประหารชีวิตเขานั่นเอง)

หญิงนักดนตรีเป่าขลุ่ยหรือที่เรียกว่า auletrides จะถูกนำเข้ามาในช่วงท้ายของงานสังสรรค์  รูปภาพซิมโพเซียมที่วาดบนแจกันหรือคนโทแสดงให้เห็นสตรีในสภาพกึ่งเปลือยทำการแสดงต่อหน้าแขกที่นอนเอกเขนกราวกับถูกสะกดด้วยราคะชั่วขณะ เมื่อพิจารณาสถานะที่ต่ำต้อยของนักดนตรีหญิงเหล่านี้แล้ว มีความเป็นไปได้สูงที่พวกเธออาจร่วมกิจกรรมเสพสังวาสด้วย

 

พฤติกรรมแย่ๆ

ในงานเขียนเรื่อง ซิมโพเซียม ของเซโนโฟน เจ้าภาพผู้ร่ำรวยอย่างซิลิอัส จ้างกลุ่มผู้ให้ความบันเทิงมากมายเช่น  นักดนตรีเป่าขลุ่ย นักเต้นซึ่งเชี่ยวชาญเรื่องกายกรรม และหนุ่มหล่อผู้เล่นพิณและร่ายรำ ในตอบจบของราตรีนั้น เหล่านักเต้นจะแสดงการเต้นที่ยั่วยวน ละครใบ้ตอนงานแต่งของ Ariadne และ Dionysus เทพเจ้าแห่งไวน์

ผู้หญิงคนอื่นๆ ที่มักอยู่ในซิมโพเซียมคือ hetaera หรือหญิงงามเมือง ผู้คอยบริการชายหนุ่ม พวกเธอมอมเมาชายหนุ่มด้วยความงามและความบันเทิงจากบทสนทนาที่ฉลาดและถ้อยคำอ่อนหวาน งานเลี้ยงเหล่านี้จะเป็นโอกาสที่พวกเธอจะได้โปรยเสน่ห์และพบกับเหล่าชายผู้ใจกว้าง เอเธนนาอุส เล่าว่า เมื่อชายหนุ่มบางคนต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงหญิงงามเมืองชื่อ กาเธนา เธอปลอบใจผู้แพ้ว่า “ร่าเริงหน่อยพ่อหนุ่ม นี่ไม่ใช่การสู้เพื่อแย่งมงกุฎสักหน่อย ก็แค่ยอมรับมัน”

เมื่องานเลี้ยงปิดฉากลง แขกเหรื่อจะสวมมาลัยดอกไม้เดินออกไปยังถนนและร้องรำทำเพลงไปด้วย เรียกว่า komos  นักเขียนบทละครชื่ออริสโตปาเนส  พรรณนาถึงตัวละครตัวหนึ่ง ผู้ท้าทายธรรมเนียมปฏิบัติอันดีงามทุกอย่างของแขกผู้มาร่วมงานเลี้ยง เพราะ komos ของเขาคือการคุกคามคนที่เดินผ่านไปมา  แม้ทางการจะพยายามห้ามปรามพฤติกรรมเกินขอบเขตเช่นนี้งานเลี้ยงฉลองหรือซิมโพเซียมก็ยังคงมีบทบาทสำคัญในความสัมพันธ์ทางสังคมของชนชั้นสูงชาวกรีกต่อไปจนกระทั่งเข้าสู่ยุคโรมัน ธรรมเนียมปฏิบัติเหล่านี้ยังพบเห็นได้ตามมหาวิทยาลัยเก่าแก่ในอังกฤษ

เรื่อง ฟรานซิสโก จาเวอร์ เมอร์เซีย

 

อ่านเพิ่มเติม

สืบเสาะค้นหาพระเยซูในประวัติศาสตร์

เรื่องแนะนำ

ภาพเก่าเล่าเรื่อง: ย้อนอดีต รถไฟไทย

ภาพเก่าเล่าเรื่อง: ย้อนอดีต "รถไฟไทย" ร่วมรำลึกความหลังไปกับภาพเก่าหาดูยากของรถไฟไทยที่เดินทางนำความเจริญไปทั่วสยามประเทศมายาวนานกว่า 120 ปี

ประพาสต้นบนดอย สี่ทศวรรษโครงการหลวง

ถนนที่เริ่มคดเคี้ยวบอกใบ้ว่า เรากำลังไต่ระดับขึ้นสู่เขตพื้นที่สูงจุดหมายปลายทางของฉันอยู่ที่สถานีเกษตรของมูลนิธิโครงการหลวงซึ่งตั้งอยู่ทางเหนือของจังหวัดเชียงใหม่ และห่างจากชายแดนพม่าเพียงไม่กี่กิโลเมตร ก่อนหน้านี้ ชื่อโครงการหลวงที่ฉันคุ้นเคยตามผลิตภัณฑ์ต่างๆที่หาซื้อได้ในกรุงเทพฯ ทำให้คิดเสมอว่า แต่ละบาทแต่ละสตางค์ของเราได้ช่วยกระจายรายได้สู่เกษตรกรบนพื้นที่สูง แต่เมื่อการเดินทางจบลง ความรู้ใหม่ที่ได้รับคือ เราไม่ได้ช่วยเหลือพวกเขาแต่เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น พวกเขายังช่วยให้คนเมืองกรุงอย่างฉันมี ”ตัวเลือก” มากขึ้นในการบริโภคพืชผักผลไม้ทั้งเมืองหนาวและเมืองร้อน (ยังไม่รวมผลิตภัณฑ์แปรรูปอีกสารพัดชนิด) ที่สะอาดและปลอดภัยจากเคมีภัณฑ์ทางการเกษตรและยาฆ่าแมลงสารพัดชนิด   [ ต้ น นํ้ า ] ทันทีที่เดินทางถึงสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง สายลมเย็นยะเยือกและแห้งก็พัดพาให้กายสั่นเทิ้ม ย้อนหลังไปเมื่อหลายสิบปีก่อน อากาศเย็นและแห้งแบบเดียวกัน ณ ผืนแผ่นดินเดียวกันนี้ ได้ก่อให้เกิดปรากฏการณ์มหัศจรรย์อย่างหนึ่ง ซึ่งเร่งให้ ”หยดน้ำทิพย์” แห่งขุนเขาแปรสภาพเป็น ”เงิน” “ผมขึ้นมาครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายน ปี 2517 พื้นที่แถบนี้เป็นภูเขาหัวโล้นทั้งหมด ชาวบ้านถางป่า ทำไร่ แล้วก็เผา” จำรัส อินทร เจ้าหน้าที่รุ่นแรกของสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง เท้าความหลังถึงสถานีเกษตรหลวงแห่งแรกในความทรงจำ ”พวกเขาเผาทำไร่ฝิ่นครับ” จำรัสเล่า ในยุคนั้น ฝิ่นและข้าวไร่ถือเป็นพืชพื้นฐานสองชนิดที่ชาวเขานิยมปลูกบนพื้นที่สูงของไทย ข้าวไร่นั้นปลูกสำหรับบริโภคในครัวเรือน ส่วนฝิ่น นอกจากใช้แทนยาบรรเทาความเจ็บป่วยสารพัดแล้ว ยังเป็นแหล่งรายได้สำคัญอีกด้วย อากาศที่ทั้งเย็นและแห้งบนดอยสูงส่งผลให้ยางหรือ ”น้ำทิพย์” ที่ไหลออกมาจากกระเปาะฝิ่นหลังการกรีด แห้งและแข็งตัวอย่างรวดเร็ว ยางแห้งหรือฝิ่นดิบซึ่งเป็นสารตั้งต้นของยาเสพติดอย่างเฮโรอีนมีมูลค่าสูงและเป็นที่ต้องการของตลาดยาเสพติดทั่วโลกด้วยเหตุนี้ ฝิ่นจึงกลายเป็น ”พืชเงินสด” (cash crop) ที่ชาวเขาใช้ในการแลกเปลี่ยนหรือ ”ใช้จ่าย” ในชีวิตประจำวันแทนเงินสด “พระเจ้าอยู่หัวท่านทรงสนพระทัยชีวิตของราษฎร เวลาเสด็จฯไปเชียงใหม่ ท่านทรงทราบว่าบนดอยมีชาวเขา แต่พวกเขาใช้ชีวิตอยู่กันอย่างไร นอกจากเรื่องปลูกฝิ่นแล้วไม่มีใครรู้เรื่องราวเหล่านี้เลย ท่านเสด็จฯโดยเฮลิคอปเตอร์แล้วทรงพระดำเนินต่อไปจึงทรงทราบว่าชาวเขาทำลายต้นน้ำลำธารเพื่อปลูกฝิ่น แต่ว่าไม่ร่ำรวยอย่างที่คนเขาคิดกันหรอก สามเหลี่ยมทองคำนี่ พระเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งว่าไม่ใช่ทองคำที่ไหนหรอก แต่เป็นสามเหลี่ยมยากจน คนปลูกฝิ่นไม่ได้เงินเท่าไหร่ คนเอาฝิ่นไปขายต่างหากถึงรวย” หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ประธานมูลนิธิโครงการหลวง ทรงเล่าถึงที่มาของโครงการหลวง ในปี พ.ศ. 2512 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริให้จัดตั้ง ”โครงการพระบรมราชานุเคราะห์ชาวเขา” ขึ้นเพื่อทดลองและส่งเสริมการปลูกพืชเมืองหนาวทดแทนฝิ่น ซึ่งนำไปสู่การแก้ปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าต้นน้ำอย่างเป็นระบบ ภายหลังโครงการนี้ได้พัฒนาต่อมาจนกลายเป็น ”โครงการหลวง” ซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน ทำเลที่ตั้งของโครงการหลวงถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ความมั่นคงของชาติ บริเวณที่รู้จักกันในนาม “สามเหลี่ยมทองคำ” ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างไทย ลาว และพม่านั้น หากพิจารณาจากแผนที่จะพบว่า จุดที่มีถนนหนทางหรือการคมนาคมที่สะดวก และมีเมืองท่าใหญ่ที่สามารถเป็นศูนย์กลางกระจายฝิ่นสู่ตลาดโลกได้นั้น ไม่ใช่อื่นไกล หากอยู่ในเขตแดนของประเทศไทยนั่นเอง แต่เรื่องราวทั้งหมดซับซ้อนกว่าการแผ้วถางทำลายไร่ฝิ่น แล้วนำพืชผักผลไม้มาปลูกทดแทนมากนัก   [ ค น ต้ น นํ้ า ] เมื่อแสงแรกทาบทาพ้นแนวทิวเขาขึ้นมา ชาวเขาในชุดประจำเผ่าเทินตะกร้าสานสะพายบนหลังด้วยท่วงท่าทะมัดทะแมง บ้างเดิน บ้างขี่มอเตอร์ไซค์ มุ่งหน้าสู่เรือกสวนไร่นา ที่แปลกตาไปหน่อยเห็นจะเป็นชุดประจำเผ่าที่ใส่คู่กับรองเท้าบู๊ตยาง หลายชั่วอายุคนมาแล้ว ชาวเขาเดินเท้าเปล่าหรือไม่ก็ลากรองเท้าแตะขึ้นดอยจนกลายเป็นความเคยชิน รองเท้าบู๊ตยางจึงเป็น ”ของแปลกใหม่” ที่พวกเขาต้องใช้เวลาทำความรู้จักและรับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ฉันใดก็ฉันนั้น การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตดั้งเดิมที่สืบทอดกันมายาวนานอย่างการปลูกฝิ่นจึงเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยทั้งเวลา ความเข้าใจ และความอดทน “เราเข้าไปทำงานนี่ เราไปบอกว่าเราจะช่วยเขา มันเหมือนเขาลำบากอยู่ แต่จริงๆ แล้ววิถีชีวิตเขาเป็นแบบนั้นเอง” สมชาย เขียวแดง ผู้อำนวยการสถานีเกษตรหลวงอ่างขางและศูนย์พัฒนาโครงการหลวงอินทนนท์ เล่าถึงหลักการส่งเสริมพืชเมืองหนาวเพื่อทดแทนการปลูกฝิ่น ”เราเริ่มจากการทำงานสาธิตในศูนย์ ปลูกผัก ปลูกไม้ผล บ๊วย พีช พลับ เพื่อเรียนรู้ด้วยตัวเองก่อนว่าปลูกได้ไหม แล้วก็เป็นตัวอย่างให้แก่ชาวบ้าน นอกจากนั้นเราก็ไปเยี่ยม ศึกษาชาวบ้าน เรียนรู้ทัศนคติของเขา” สมชายเล่า ”ช่วงแรกเราไปศึกษาปฏิทินการเกษตรของเขาใช้เวลาปีนึง ระหว่างนี้เขาก็เดินผ่านแปลงสาธิตของเราก็นึกอยากลองปลูก อีกส่วนหนึ่งผมทำงานกับยุวเกษตรกรปลูกกระเทียม ผักกาดหอมห่อต้นในสถานี พอเด็กได้เงินชาวบ้านก็ได้เงิน” กว่าจะจูงใจชาวบ้านให้มาปลูกไม้ผลเมืองหนาวได้ใช้เวลานานหลายปี แต่ในที่สุดบนดอยอ่างขางก็มีทั้งแปลงเกษตรของเจ้าหน้าที่และของชาวเขา เจ้าหน้าที่สถานีเกษตรหลวงอ่างขางพาฉันมาหยุดที่แปลงเกษตรแปลงแรก ”บ๊วย” ซึ่งเป็นพืชชนิดแรกที่ทดลองปลูกบนดอยอ่างขาง ดอกบ๊วยสีขาวเล็กจ้อยของฤดูกาลใหม่ผลิดอกแล้ว ”แต่เดิมเป็นป่าหญ้าคา ที่นี่เริ่มปลูกป่าปี พ.ศ. 2525 ครับ” ขจร สุริยะ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ของสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง เล่า ”ในหลวงมีพระราชดำริว่าอนาคตถ้าไม่มีป่า จะเอาน้ำจากไหนมาเลี้ยงไม้ดอกไม้ผล” ในช่วงแรกเริ่มนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือ ”พ่อหลวง” ของชาวเขา เสด็จฯมายังดอยอ่างขางทุกปี ครั้งหนึ่งระหว่างประทับที่แปลงรับเสด็จและทอดพระเนตรเห็นฝั่งตรงข้ามเป็นป่าหญ้าคา จึงมีพระราชกระแสรับสั่งให้ ดร.บุญวงศ์ ไทยอุตส่าห์ คณบดีคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในขณะนั้น นำไม้โตเร็วต่างถิ่นมาปลูก เมล็ดพันธุ์ของไม้ใหญ่ที่มีความต้านทานอากาศหนาวเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเมเปิล การบูร หรือเพาโลว์เนีย ที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลไต้หวัน ส่วนผู้ที่ลงมือปลูกนอกจากเจ้าหน้าที่แล้ว ก็คือชาวบ้านนั่นเอง โครงการปลูกป่าชาวบ้านเป็นโครงการในพระราชูปถัมภ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีโดยให้ชาวบ้านที่นี่ปลูกป่าในพื้นที่ทำกินของตนเอง พวกเขาจึงได้รับสิทธิให้นำไม้มาทำฟืนหรือสร้างบ้านด้วย ”พอมีป่า ชาวบ้านก็ไม่อยากย้ายไปไหนแล้ว” ขจรเล่า ”แต่ถ้ายังแห้งแล้ง พวกเขาก็อยากย้ายถิ่นอยู่เรื่อยๆ แหละครับ” ดอยอ่างขางมีรูปร่างเหมือนอ่างสมชื่อ บริเวณ ”ก้นอ่าง” เป็นป่าปลูกและที่ตั้งสถานีเกษตร และเมื่อฉันเดินขึ้นไปถึง ”ขอบอ่าง” ด้านที่ติดกับชายแดนพม่า เป็นที่ตั้งของโรงเรียนเล็กๆแห่งหนึ่ง ชื่อว่าโรงเรียนบ้านขอบด้ง ครูเรียม สิงห์ทร ครูคนแรกของโรงเรียน เล่าว่า เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯเยี่ยมโรงเรียน พระองค์ตรัสเพียงสั้นๆ ว่า ”ฝากเด็กๆด้วยนะครู” เด็กๆ ลูกศิษย์ของครูเรียมก็คือลูกหลานชาวเขาเผ่ามูเซอดำและปะหล่องที่อาศัยอยู่รอบสถานีเกษตรหลวงนั่นเอง การศึกษาเป็นรากฐานให้ชาวเขาอ่านออกเขียนได้ พวกเขาได้เรียนรู้การชั่ง ตวง วัดทั้งหลายเพื่อเป็นพื้นฐานในการประกอบอาชีพ การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเกษตรเริ่มต้นขึ้นแล้วในโรงเรียนเล็กๆแห่งนี้ ห่างจากโรงเรียนบ้านขอบด้งมาเพียง 3-4 กิโลเมตร วีระเทพ เกษตรกรชาวเขารุ่นใหม่วัย 24 ปี ผู้ปลูกปวยเล้งและเบบี้สลัด เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนบ้านขอบด้งและไปเรียนต่อจนจบ ปวส.ด้านการเกษตรมาจากเชียงราย วันนี้เขาเลือกกลับมาทำการเกษตรอย่างพ่อแม่ที่บ้านเกิด แม้จะต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตไปบ้างอย่างการซื้อข้าวกิน (แต่เดิมปลูกเอง กินเอง) แต่แปลงผักของเขาก็ทำให้ครอบครัวมีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง ฐานะมั่นคง และมีอาชีพสุจริต วีระเทพอธิบายขั้นตอนและระบบการจัดการ ไล่เรียงมาตั้งแต่โรงเรือนที่ใช้กันฝน ไปจนถึงการคัดเกรดและส่งผัก อย่างละเอียดและคล่องแคล่ว ฉันอดคิดไม่ได้ว่า วีระเทพคือตัวอย่างที่ยืนยันเจตนารมณ์ในการสร้างคนของครูเรียมได้ชัดเจนและเป็นรูปธรรมที่สุด วิถีชีวิตเกษตรกรบนพื้นที่สูงของดอยอ่างขางคงเล่าลือไปไกลเลยเขตไทย เมื่อสามสิบกว่าปีก่อน ชนเผ่า ”ปะหล่อง” อพยพภัยสงครามจากพม่าเข้ามาขอพึ่งพระบรมโพธิสมภาร พวกเขานำพระพุทธรูปพม่าและผ้าทอมือจำนวน 5 ผืนมารอเข้าเฝ้าฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวระหว่างที่เสด็จฯมายังดอยอ่างขาง “แต่ก่อนตอนอยู่ในป่าที่ประเทศพม่า ผู้หญิงต้องใช้ดาบเป็น เอาไว้ป้องกันตัว” ปั่น ธรรมมอน หญิงปะหล่องอายุ 26 ปี เล่าถึงการรำดาบหญิงที่เธอเป็นผู้ฝึกสอนให้เด็กๆ ในหมู่บ้านสำหรับการแสดงในงานรื่นเริง แม้ปั่นจะเกิดไม่ทันยุคอพยพของคนรุ่นพ่อแม่ในครั้งนั้น แต่เพลงดาบของเธอยังคงทรงพลังไม่ผิดกับบรรพชน เธอเล่าเรื่องนี้ให้ฉันฟัง ขณะตัดผักปวยเล้งด้วยมือที่เคยจับดาบ […]