ชม ภาพถ่ายตอนกลางคืน ของเมืองต่างๆ - National Geographic Thailand

ชมความสว่างไสวยามค่ำคืนของเมืองต่างๆ

ชมความสว่างไสวยามค่ำคืนของเมืองต่างๆ ภาพถ่ายตอนกลางคืน

มองจากอวกาศ ลาสเวกัสดูเหมือนว่าจะเป็นมหานครที่มีความสว่างไสวมากที่สุดในโลก ในขณะที่กรุงเปียงยางนั้นมืดมิดไร้แสงไฟ ภาพถ่ายตอนกลางคืน

เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นช่วยให้หลายเมืองไม่ต้องตกอยู่ในความมืด เมื่อค่ำคืนมาเยือนอีกต่อไป จากตะเกียงน้ำมันไปสู่หลอดไฟที่ใช้ก๊าซ มาจนถึงหลอดไฟ LED ประโยชน์ของแสงสว่างเหล่านี้มาพร้อมกับปัญหาใหม่นั่นก็คือ มลภาวะทางแสง กว่า 80% ของประชากรโลกอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่อาบไปด้วยแสงไฟประดิษฐ์ในยามค่ำคืน โดยเฉพาะในทวีปอเมริกาเหนือและยุโรปตะวันตกตัวเลขนี้อาจเพิ่มสูงเป็น 99% มลภาวะทางแสงเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อทั้งธรรมชาติและมนุษย์ นอกเหนือจากจะรบกวนการนอนหลับแล้ว ยังไปขัดต่อวงจรชีวิตของบรรดาสัตว์ออกหากินยามค่ำคืนอีกด้วย ซึ่งหลายเมืองตระหนักถึงปัญหานี้ จึงเกิดเป็นแคมเปญดับไฟตามมา

อย่างไรก็ตามแม้ว่าแสงไฟที่มากเกินไปจะเป็นปัญหา แต่ความสวยงามเป็นสิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ลองชมชุดภาพถ่ายความสว่างไสวของเมืองต่างๆ ยามค่ำคืนเหล่านี้ดู ซึ่งเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกรวบรวมจาก Your Shot แคมเปญที่เปิดโอกาสให้ผู้คนจากทางบ้านได้แสดงฝีมือและร่วมแบ่งปันภาพถ่าย

ภาพถ่ายตอนกลางคืนในฮ่องกง
พระรูปหนึ่งนั่งอยู่ท่ามกลางแสงสว่างซึ่งสะท้อนมาจากตึกระฟ้ากลางฮ่องกง เมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่มีความสว่างมากที่สุดในโลก โดยมีค่าความสว่างสูงกว่าค่าสากลที่กำหนดไว้ถึง 1,000 เท่า
ภาพถ่ายโดย Attila Balogh
ภาพถ่ายตอนกลางคืนในสิงคโปร์
แสงไฟจาก Super Tree จากสวน Garden by the Bay ของสิงคโปร์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นแผงโซลาเซลล์ มอบพลังงานให้แก่ภายในสวน
ภาพถ่ายโดย Uyan Tien
ภาพถ่ายตอนกลางคืนในบัลแกเรีย
ความสว่างไสวของกรุงโซเฟีย เมืองหลวงของบัลแกเรีย แสงไฟสะท้อนกับหมอกกลายเป็นดั่งสีน้ำ ทั้งนี้เมืองดังกล่าวตั้งอยู่ในหุบเขาบอลข่าน ส่งผลให้มีหมอกตลอดปี
ภาพถ่ายโดย Ivan Dimitrov
ภาพถ่ายตอนกลางคืนในนครโฮจิมินห์
ภาพถ่ายทางอากาศของนครโฮจิมินห์ จากโดรน ปัจจุบันเมืองแห่งนี้กำลังเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ช่างภาพต้องใช้เวลาถึงสามเดือนกว่าจะได้ภาพถ่ายสมบูรณ์แบบนี้มา ซึ่งเกิดขึ้นในคืนพระจันทร์เต็มดวง
ภาพถ่ายโดย Thein Nguyen
ภาพถ่ายตอนกลางคืนในนครซีแอตเทิล
ยามค่ำคืนของนครซีแอตเทิล ภาพถ่ายนี้เกิดจากการนำภาพสองภาพมารวมกัน
ภาพถ่ายโดย Rachna Niranjan
ภาพถ่ายตอนกลางคืนในนครนิวยอร์ก
ฝนตกหนักที่ไทม์สแควร์ ในนครนิวยอร์ก เพื่อให้แสงสว่างเพียงพอแก่มหานครนี้ ต้องใช้พลังงานไฟฟ้า 161 เมกะวัตต์ สำหรับบ้านเรือน 161,000 หลัง
ภาพถ่ายโดย Sampa Guha Majumdar
ภาพถ่ายตอนกลางคืนในฮ่องกง
ฮ่องกงคือหนึ่งในเมืองที่มีประชากรหนาแน่นมากที่สุดในโลก ผู้คนจำนวน 7 ล้านคนแออัดยัดเยียดกันอยู่บนเกาะแห่งนี้ และภาพถ่ายจากมุมมองที่ไม่ธรรมดานี้ของอพาร์ทเม้นท์และตึกระฟ้าบรรยายความหนาแน่นของฮ่องกงออกมาได้ดี
ภาพถ่ายโดย Raymond Choo
ภาพถ่ายตอนกลางคืนในเซียงไฮ้
เซียงไฮ้เป็นที่ตั้งของสถาปัตยกรรมล้ำยุคมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก อาคาร SOHO หลังนี้ถูกออกแบบมาให้มีรูปร่างคล้ายกับรถไฟหัวกระสุน จุดเชื่อมอาคารจำนวน 16 จุดพร้อมด้วยพื้นที่สีเขียวบนหลังคา
ภาพถ่ายโดย Prasad Ambati
ภาพถ่ายตอนกลางคืนในสเปน
พระจันทร์เสี้ยวลอยเด่นเหนือเมืองลาส พัลมาส ในสเปน บนหมู่เกาะคะแนรี กลางมหาสมุทรแอตแลนติก สถานที่ยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยว
ภาพถ่ายโดย Marcos Bolanos
ภาพถ่ายตอนกลางคืนในวอชิงตัน ดี.ซี.
ในวอชิงตัน ดี.ซี. แสงไฟจากอาคารศาลากลางและต้นคริสต์มาสส่องระยิบระยับสะท้อนกับผิวน้ำ กลุ่มอาคารแห่งนี้มีโรงงานผลิตพลังงานที่มอบพลังงานให้แก่ตัวอาคารมานานหลายร้อยปี ในตอนแรกพวกเขาใช้ถ่านหิน ก่อนจะเปลี่ยนเป็นแก๊สธรรมชาติ และในขั้นต่อไปคือการเปลี่ยนมาใช้พลังงานยั่งยืน
ภาพถ่ายโดย Raymond Choo

 

อ่านเพิ่มเติม : 7 เมืองกับงานสตรีทอาร์ต

เรื่องแนะนำ

บรรดาผู้ศรัทธาเหล่านี้นับถือเอเลี่ยน

พวกเขาเชื่อว่าสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาเดินทางมายังโลกเมื่อ 32,000 ปีก่อน เพื่อชี้นำแนวทางให้แก่มนุษย์ วัฒนธรรมของพวกเขาปรากฏผ่านการรวมทุกศาสนา และอารยธรรมเข้าด้วยกันจนกลายเป็นความแฟนตาซี

เปิดชีวิตเสี่ยงตายของนักล่าจระเข้

"มันยากที่จะมีสมาธิกับภาพถ่ายตรงหน้า ในขณะที่คุณเองไม่มั่นใจว่าแขนหรือมือจะยังอยู่หรือไม่" คำบอกเล่าจาก เทรเวอร์ ฟรอสต์ ช่างภาพผู้ถ่ายภาพจระเข้แทบทุกชนิดเป็นเวลาสามปีเต็ม

รูปที่มีทุกบ้าน

หากมองเผิน ๆ เราคงไม่รู้สึกประหลาดใจกับภาพถ่ายภาพนี้สักเท่าไร แต่ถ้าผมบอกว่าภาพนี้ถ่ายโดยช่างภาพชื่อ ดีน คองเกอร์ มีดีกรีเป็นช่างภาพ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ก็อาจจุดประกายความสนใจขึ้นมาได้บ้าง แล้วถ้าผมบอกเพิ่มอีกว่า ภาพนี้ถ่ายไว้ตั้งแต่ปี 1967 หรือตรงกับ พ.ศ. 2510 เป็นภาพหนึ่งที่ประกอบสารคดีเรื่อง “Hope and Fears in Booming Thailand” ตีพิมพ์ใน เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนกรกฎาคม ปีเดียวกันนั้น ก็น่าจะทำให้ใครหลายคนอยากรู้เรื่องราวเบื้องหลังมากขึ้น คำบรรยายภาพภาพนี้ระบุสั้น ๆ ว่า “พระภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งกำลังศึกษาพระธรรมอยู่ในกุฏิที่วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ชายไทยส่วนใหญ่รวมถึงพระมหากษัตริย์ซึ่งพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ประดับอยู่บนผนังห้องจะได้รับผลบุญยิ่งใหญ่จากการบวชเรียนเป็นพระภิกษุ แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ก็ตาม” ภาพถ่ายภาพนี้มีอายุเกือบครึ่งศตวรรษ หากบวกเวลาเพิ่มเข้าไปอีก 20 ปีคงหมายถึงหนึ่งชั่วอายุคนและหมายถึงช่วงเวลา 70 ปีที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ของปวงชนชาวไทย รัชสมัยอันยาวนานนี้หมายความว่า คนไทยส่วนใหญ่เกิดและเติบโตขึ้นใน แผ่นดินรัชกาลที่ 9 แม้วันนี้พระองค์จะจากพวกเราไป พร้อม ๆ กับที่ยุคสมัยหรือหน้าประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่หน้าหนึ่งได้ปิดฉากลง นั่นคือความเป็นจริงอันเจ็บปวดที่เราจำต้องยอมรับ  และก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยกัน ในบทความเรื่อง “พระราชวงศ์ผู้ทรงงานของไทย” หรือ “Thailand’s Working Royalty” ตีพิมพ์ใน เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับตุลาคม ปี 1982 ผู้เขียนมีโอกาสเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อกราบบังคมทูลสัมภาษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสถึงความเปลี่ยนแปลงในบ้านเมืองโดยทรงไล่เรียงความเป็นไปในแต่ละรัชกาล จนมาถึงรัชสมัยของพระองค์ว่า “แล้วเราก็เข้ามา [เสด็จขึ้นครองราชย์] ตอนนั้นเราอายุ 18 ถึงตอนนี้ก็ 36 ปีแล้ว เป็นเวลายาวนานทีเดียว ตอนที่เราเข้ามารับหน้าที่นี้ในพระราชวัง ทั้งเก้าอี้และพรมมีรูโหว่ พื้นก็ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด พระราชวังอยู่ในสภาพเก่าทรุดโทรม ตอนนั้นเป็นช่วงหลังสงคราม และไม่มีใครคอยดูแล เราต้องสร้างสิ่งต่าง ๆ ขึ้นใหม่ เราไม่รื้อทำลาย แต่ค่อย ๆ ประกอบชิ้นส่วนต่าง ๆ เข้าด้วยกันทีละชิ้น นี่ก็ล่วงเข้า 36 ปีแล้ว ดังนั้นรัชสมัยนี้อาจเป็นเรื่องของการก้าวไปทีละก้าว [เป็น] วิวัฒนาการมองหาสิ่งดี ๆ จากอดีต ประเพณียังคงอยู่และได้รับการปรับเปลี่ยน นี่คือบทเรียน: เรานำประเพณีเก่าแก่มาบรูณะขึ้นใหม่ เพื่อใช้ประโยชน์ในปัจจุบันและอนาคต”      ปวงข้าพระพุทธเจ้าขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้   อ่านเพิ่มเติม : คุยกับซีซาร์ มิลแลน, ๙ ช่างภาพสารคดีกับในหลวงรัชกาลที่ ๙