ถอดรหัส แพทย์แผนจีน ตำรายาหลวงจักรพรรดิมังกร - เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย

ถอดรหัส แพทย์แผนจีน : ตำรายาหลวงจักรพรรดิมังกร

ถอดรหัส แพทย์แผนจีน : ตำรายาหลวงจักรพรรดิมังกร 

เรื่อง ปีเตอร์ กวิน

ภาพถ่าย ฟริตซ์ ฮอฟฟ์แมนน์

แทบไม่มีหัวข้อไหนอีกแล้วที่กระตุ้นให้เกิดการถกเถียงอย่างเผ็ดร้อนในแวดวงสาธารณสุขมากไปกว่าการแพทย์แผนจีน เรื่องยิ่งซับซ้อนมากขึ้นไปอีก เมื่อนักวิจัยหลายคนกำลังมองไปยังวิธีรักษาแบบดั้งเดิม ผ่านการประยุกต์ใช้ชุดความรู้ใหม่ล่าสุดทางวิทยาศาสตร์ และค้นพบบางสิ่งที่น่าประหลาดใจ ซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อการแพทย์แผนปัจจุบันได้  จีนเป็นประเทศเก่าแก่ที่สุดประเทศหนึ่งที่รวบรวมองค์ความรู้และบันทึกข้อสังเกตทางการแพทย์ไว้อย่างต่อเนื่อง ทำให้นักวิทยาศาสตร์มีขุมทรัพย์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกให้ค้นคว้า

บันทึกของจีนย้อนไปถึงศตวรรษที่สามก่อนคริสตกาล เมื่อหมอแผนโบราณเริ่มวิเคราะห์ร่างกาย ตีความการทำงานของอวัยวะต่างๆ และอธิบายปฏิกิริยาตอบสนองต่อการรักษาแบบต่างๆ ทั้งการใช้สมุนไพร การนวด และการฝังเข็ม เป็นเวลากว่า 2,200 ปีที่นักวิชาการหลายชั่วรุ่นได้ต่อยอดและขัดเกลาความรู้เหล่านั้น ผลที่ได้คือประมวลความรู้เกี่ยวกับปัญหาด้านสุขภาพทุกรูปแบบ รวมถึงหวัด กามโรค อัมพาต และโรคลมชัก

ยาแผนโบราณยังเป็นการแพทย์กระแสหลักในจีนจนกระทั่งถึงต้นศตวรรษที่ยี่สิบ เมื่อจักรพรรดิราชวงศ์ชิงพระองค์สุดท้ายถูกซุนยัตเซน แพทย์ที่ร่ำเรียนมาจากตะวันตกและสนับสนุนการแพทย์ที่มีรากฐานทางวิทยาศาสตร์ โค่นบัลลังก์ ปัจจุบัน แพทย์ชาวจีนจะได้รับการศึกษาและได้ใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะโดยอิงกับหลักปฏิบัติทางการแพทย์ใหม่ล่าสุดเท่านั้น กระนั้น การแพทย์แผนโบราณยังคงเป็นกลไกที่มีชีวิตชีวาของระบบสาธารณสุขของรัฐอยู่เช่นเคย โรงพยาบาลจีนส่วนใหญ่มีหอผู้ป่วยสำหรับการแพทย์แผนโบราณโดยเฉพาะ ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงกล่าวว่า การนำการแพทย์แผนโบราณมาใช้จะช่วยลดค่าใช้จ่ายและก่อให้เกิดการรักษาแบบใหม่ๆ เขาจึงจัดให้การแพทย์แผนจีนเป็นส่วนสำคัญในนโยบายสาธารณสุขแห่งชาติ และเรียกศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดว่า ยุคทองยุคใหม่ของการแพทย์แผนจีน

แพทย์แผนจีน
เจิ้งหย่งฉี ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเยล ตรวจดูโสมซานชีที่ศูนย์วิจัยแห่งหนึ่งในมณฑลยูนนานของจีน เจิ้งกำลังวิจัยเรื่องการรักษาด้วยสมุนไพรโดยนำตำรับยาจีนโบราณมาประยุกต์ รวมทั้งการรักษาโรคมะเร็งซึ่งปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการทดสอบยา

จากมุมมองของการวิจัย นี่อาจเป็นยุคทองจริงๆก็ได้ นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำในสหรัฐฯและยุโรป เช่น ยูซีแอลเอ ดุ๊ก และออกซฟอร์ด รวมทั้งอีกหลายแห่งในเอเชีย กำลังวิเคราะห์แง่มุมทางวิทยาศาสตร์ของการรักษาด้วยการแพทย์แผนโบราณบางอย่าง สำหรับโรคอย่างมะเร็ง เบาหวาน และพาร์กินสัน

ไม่เพียงเท่านั้น การผสมผสานการแพทย์แผนปัจจุบันเข้ากับแผนโบราณยังเริ่มเป็นที่นิยมในหมู่ผู้บริโภคด้านสาธารณสุขอีกด้วย เมื่อพวกเขารู้สึกว่าการรักษาแผนปัจจุบันไม่ได้ผล ชาวอเมริกันจึงหันไปรักษาตามแผนโบราณมากขึ้นเรื่อยๆ ที่เด่นที่สุดคือการฝังเข็ม และการครอบแก้ว ซึ่งเป็นการบำบัดกล้ามเนื้อด้วยวิธีครอบแก้ว อินเทอร์เน็ตยังช่วยให้ผู้คนเริ่มใช้สมุนไพรบำบัดอย่างแพร่หลาย เพราะมักมีราคาถูกกว่ายาที่แพทย์สั่ง

แพทย์แผนจีน
เจมส์ แฮร์ริสัน ใช้วิธีฝังเข็มรูปแบบหนึ่งและการบำบัดแผนจีนอื่นๆเพื่อรักษาอาการปวดและเมื่อยล้าในช่วงที่เป็นนักกีฬาอเมริกันฟุตบอลตลอด 16 ปี “ถ้ามันทำให้ผมรู้สึกดี  ผมก็ไม่ต้องการการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์อะไรเลยครับ” ผู้เล่นที่เพิ่งวางมือเมื่อไม่นานมานี้ บอก

คุณจะยังพบหมอหลายคนที่เรียกการแพทย์แผนจีนว่าเป็นวิทยาศาสตร์เทียม บ้างถึงกับบอกว่าเป็นการรักษาแบบหมอเถื่อน โดยมักยกแนวคิดลี้ลับที่คนยังเชื่อกันอยู่ เช่น พลังชี่ ซึ่งเป็นพลังชีวิตอันลี้ลับ (คำว่า ชี่ แปลตรงตัวได้ว่า “ไอน้ำที่พลุ่งขึ้นจากข้าว”) แพทย์บางคนต่อต้านการใช้อวัยวะสัตว์และเตือนถึงอันตรายจากการใช้ยาสมุนไพรบางสูตร

“แทบไม่มีใครมองอย่างเป็นกลางเลยครับ” เพาล์ อุนชุลด์ นักประวัติศาสตร์การแพทย์ บอก เขาเป็นผู้รู้ที่หาตัวจับได้ยากในเรื่องประวัติศาสตร์การแพทย์แผนจีน และหลายครั้งเป็นผู้วิจารณ์วิธีตีความประวัติศาสตร์การแพทย์แผนจีนอย่างผิดๆ เขาเก็บรวบรวมและแปลตำราเก่าแก่ว่าด้วยการแพทย์แผนโบราณหลายร้อยฉบับ และยังร่วมงานกับบริษัทสตาร์ตอัปสัญชาติจีน-เยอรมัน เพื่อศึกษาแนวคิดในการรักษาโรคหลากหลายชนิด รวมถึงโรคลมชัก “โดยทั่วไปผู้คนมักมองเห็นแค่สิ่งที่ตัวเองอยากเห็น และไม่ยอมวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียอย่างถ่องแท้ครับ” เขาบอก

ผมเผชิญกับการถกเถียงอย่างเผ็ดร้อนแบบเดียวกันนี้ด้วยตัวเอง ตอนเขียนเรื่องเกี่ยวกับแรดที่ถูกลักลอบล่าเพื่อเอานอ ตำรับยาจีนโบราณระบุว่า นอแรดสามารถนำมาใช้รักษาไข้และอาการปวดศีรษะได้ ในเวียดนามผมพบคนไข้ที่ใช้นอแรดรักษาอาการเมาค้างและผลข้างเคียงจากการทำเคมีบำบัด ผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์หลายชิ้นระบุว่า นอแรดซึ่งประกอบด้วยสารเคอราทิน (แบบเดียวกับเล็บคน) ช่วยลดผลข้างเคียงจากการใช้ยาได้น้อยมากเมื่อกินเข้าไป แต่ผู้ป่วยบางรายที่ใช้นอแรดอาจรู้สึกดีขึ้นเพราะเป็นผลของยาหลอก หลังตีพิมพ์สารคดีเรื่องนั้น ผมได้รับจดหมายจากผู้อ่านที่ประณามยาจีนอย่างโกรธเกรี้ยวว่า “โง่เขลา” “โหดร้าย” และไม่ต่างไปจาก “การใช้เวทมนตร์”

กระนั้น การแพทย์แผนปัจจุบันเองก็มีวิธีปฏิบัติที่ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์เช่นกัน ประสิทธิภาพของยาแก้ซึมเศร้าซึ่งเป็นที่นิยมหลายตัวยังคงเป็นที่ถกเถียงอย่างเผ็ดร้อน เพราะมีงานวิจัยบางชิ้นระบุว่า ยาเหล่านั้นไม่ได้มีฤทธิ์มากไปกว่ายาหลอกเลยแม้แต่น้อย ทว่ายาเหล่านี้ยังคงมีการทำตลาดอย่างกว้างขวางและและสั่งจ่ายโดยแพทย์อย่างแพร่หลาย สร้างรายได้หลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ การที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์แผนตะวันตกดูหมิ่นการแพทย์แผนจีนโบราณ อาจทำให้คำปฏิญาณของหมอที่ว่าจะทำทุกอย่างเท่าที่เป็นไปได้เพื่อสุขภาพของคนไข้นั้นดูเหมือนเล่นลิ้นมากกว่า

แพทย์แผนจีน
เหรินเหยี่ยนยวี่ วัยสองเดือน ในเมืองเฉิงตู อาบน้ำสมุนไพรล้างพิษและทำให้ร่างกายเย็นลงในช่วงฤดูร้อนที่อากาศร้อนชื้น การรักษาเช่นนี้เป็นส่วนหนึ่งของการรักษาสุขภาพแบบองค์รวมตามปรัชญาจีน ไม่ใช่แค่รักษาความเจ็บไข้ได้ป่วย ที่แสดงอาการออกมา

เจิ้งหย่งฉี  ศาสตราจารย์ด้านเภสัชวิทยาจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเยล บอกว่า “คนหลงลืมไปว่าตัวยาเก่าแก่ที่สุดและออกฤทธิ์ดีที่สุดตัวหนึ่ง  ซึ่งผ่านการพิสูจน์ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาแล้ว ได้มาจากตัวยาแผนโบราณ นั่นคือแอสไพรินไงล่ะครับ” ชาวอียิปต์โบราณใช้ใบเมอร์เทิลตากแห้งรักษาอาการเจ็บปวด และฮิปโปเครติส แพทย์ชาวกรีกในศตวรรษที่สี่ก่อนคริสตกาล ผู้ได้รับสมญาว่าบิดาแห่งการแพทย์แผนตะวันตก สั่งจ่ายสารสกัดจากเปลือกต้นหลิวเพื่อแก้ไข้ จนกระทั่งศตวรรษที่สิบเก้า นักวิทยาศาสตร์ชาวยุโรปจึงค้นพบว่า สารออกฤทธิ์ในพืชทั้งสองชนิดคือกรดซาลิไซลิก และสังเคราะห์สารนั้นขึ้นมา ปัจจุบัน ยาแอสไพรินซึ่งมีราคาถูกแสนถูก ถือว่าเป็นยาที่คุ้มทุนที่สุดในโลก

แอสไพรินไม่ใช่ตัวอย่างเดียวของยาแผนปัจจุบันที่เร้นกายอยู่ภายในการรักษาแผนโบราณ  ย้อนหลังไปเมื่อปี 1972 ซึ่งเป็นปีที่เจิ้งสำเร็จการศึกษาระดับดุษฎีบัณฑิตสาขาเภสัชวิทยาจากมหาวิทยาลัยบราวน์  นักเคมีในสาธารณรัฐประชาชนจีนนาม ถูโยวโยว ประกาศการค้นพบยาต้านมาลาเรียที่ได้จากสมุนไพรจีนซึ่งมีการกล่าวถึงในตำรับยาจีนสมัยศตวรรษที่สี่

ในช่วงสงครามเวียดนาม ถูได้รับมอบหมายงานในโครงการลับของกองทัพเพื่อช่วยกองกำลังเวียดกงให้ต่อกรกับโรคมาลาเรียได้ โรคนี้เป็นสาเหตุการเสียชีวิตราวครึ่งหนึ่งของกองกำลังเวียดกง ในตอนนั้น นักวิจัยด้านการแพทย์ชาวตะวันตกพยายามแก้ไขปัญหานี้เช่นกัน โดยตรวจสอบสารประกอบกว่า 200,000 ตัว แต่ถูสงสัยว่าคำตอบอาจอยู่ใน ตำรายาจีนโบราณ เธอทดสอบพืชหลายชนิดที่ใช้รักษาพิษไข้และพบตัวยาจากพืชสมุนไพรดอกสีเหลืองที่เรียกว่า โกฐจุฬาลำพาจีน ยาที่สกัดได้จากงานวิจัยของเธอและมีชื่อว่า อาร์ทีมิซินิน (artemisinin) ช่วยชีวิตคนไว้หลายล้านคน  ส่งผลให้เธอได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์เมื่อปี 2015

แพทย์แผนจีน
เภสัชกรในร้านขายยาจีนแผนโบราณถงเหรินถังที่เมืองเฉิงตู จัดยาตามใบสั่ง โดยแบ่งเครื่องยาออกเป็นสำรับที่ใช้ในหนึ่งครั้ง  แล้วห่อด้วยกระดาษ คนไข้จะนำยากลับไปต้มเป็นยาหม้อสำหรับดื่มที่บ้าน

 


อ่านเพิ่มเติม

ผงชูรส อันตรายต่อสุขภาพ จริงหรือ

 

เรื่องแนะนำ

ชีวิตครึ่งเดียว แต่คุ้มค่า

ชีวิตครึ่งเดียว แต่คุ้มค่า อารอน วอลลิน เป็นชายผู้มีสองบทบาท บนเวทีเขาคือคนบ้าระห่ำที่ตัวเล็กที่สุด จากฉายา Short E. Dangerously ในฐานะผู้เชี่ยวชาญในการทำให้คนดูตื่นเต้นและเบิกบาน เขาทรงตัวบนลูกโบวลิ่ง, ขว้างมีดและเดินบนแผ่นกระจกด้วยมือของเขา แต่นอกเวที เขาคว้าหมวกคาวบอยมาสวม ตัวตนที่แท้จริงของเขาถูกแสดงออกมา “คุณจำเป็นต้องมีปุ่มเปิดและปิด” วอลลินกล่าว “คุณต้องแยกตัวตนทั้งสองแบบออกจากกันให้ได้ มิฉะนั้นมันจะเป็นปัญหา” วอลลินสูญเสียขาทั้งสองข้างของเขาไปเมื่ออายุได้ 2 ขวบครึ่ง จากโรค Sacral Agenesis ตัวเขาเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจเพื่อความบันเทิงมานานกว่า 20 ปี และสำหรับ 5 ปีที่ผ่านมา วอลลินเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในคณะละครสัตว์ Hellzapoppin ที่เปิดทำการแสดงแบบโรดโชว์ “ผมใช้ชีวิตแบบร็อกแอนด์โรลที่ผู้คนทั่วไปฝันถึง” เขากล่าว สำหรับไบรอัน เลห์มัน ช่างภาพ ไม่ใช่ลักษณะทางกายภาพของเขาที่ทำให้เลห์มันสนใจ แต่คือตัวตนของวอลลินเมื่ออยู่นอกเวทีต่างหาก ที่ทำให้เลห์มันตัดสินใจติดตามเขาอย่างสม่ำเสมอเป็นระยะเวลา 2 ปี “เขาเป็นคนที่มีเสน่ห์” เลห์มันกล่าว “แต่ผมไม่สามารถถ่ายภาพได้ ถ้าผมไม่ได้เข้าไปอยู่ในชีวิตของเขา” วอลลินเปิดประตูให้ช่างภาพผู้นี้เข้ามาในชีวิต ในฐานะเพื่อนที่ดีคนหนึ่ง “เขาเข้าถึงตัวตนที่แท้จริงของผม” วอลลินกล่าว “ผมไม่ได้ปิดบังอะไรเลย” ผลที่ได้คือภาพถ่ายอันใกล้ชิดอันทรงพลังจากชายผู้น่าจดจำเป็นอย่างยิ่ง […]

ภาพที่หาชมได้ยากของกองทัพขนาดมหึมาแห่งเกาหลีเหนือ

ภาพที่หาชมได้ยากของกองทัพขนาดมหึมาแห่ง เกาหลีเหนือ เมื่อนับจำนวนพลแล้ว กองทัพบก เกาหลีเหนือ เป็นหนึ่งในกองทัพที่ใหญ่ที่สุดในโลก และอำนาจประการหนึ่งของกองทัพขึ้นอยู่กับ “ภาพ” ที่สื่อออกมาให้โลกเห็น เดวิด กุทเทนเฟลเดอร์ ช่างภาพเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ได้รับโอกาสที่หาได้ยากที่สุดครั้งหนึ่งในโลก โดยเป็นช่างภาพตะวันตกเพียงผู้เดียวที่ได้รับอนุญาตให้ก้าวเข้าสู่ประเทศที่ได้ชื่อว่า “ดินแดนฤาษี” (Hermit Kingdom) แม้ว่าการเดินทางของเขาจะมีข้อจำกัดอยู่มาก แต่ก็ไม่มากเท่าที่เราคิด โดยเฉพาะเมื่อได้บันทึกภาพของกองทัพเกาหลีเหนือ “เราจะเห็นพวกเขาอยู่ทุกหนทุกแห่ง ทหารไม่ได้เป็นแค่รั้วของชาติ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ของเกาหลีเหนืออีกด้วยครับ” กุทเทนเฟลเดอร์ บอก ทหารยังทำงานด้านพัฒนาต่างๆ โดยเป็นผู้ก่อสร้างโครงสร้างสาธารณูปโภค และดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนภายในกรุงเปียงยางให้ดำเนินไปอย่างสงบเรียบร้อย การเดินทางสู่เกาหลีเหนือของกุทเทนเฟลเดอร์ยังทำให้เขาได้มีโอกาสชมการแสดง Mass Games performance อันเป็นการแสดงแสนยานุภาพด้านสรรพาวุธและการสวนสนามของเหล่าทหารหาญที่ได้รับการออกแบบมาเป็นอย่างดี ทุกๆคนในสถานที่แสดงล้วนได้รับบทบาท ไม่เว้นแม้แต่ผู้ชม ซึ่งจะใช้สมุดภาพระบายสีเพื่อแปรอักษรจากอัฒจันทร์ โดยที่ภาพมักสื่อถึงวีรกรรมของผู้นำประเทศหรือกองทัพ บรรดาสมาชิกกองทัพเกาหลีเหนือนั่งอยู่เต็มอัฒจันทร์ในกรุงเปียงยาง ในการสวนสนามปี 2012 เพื่อเชิดชูเกียรติคิม อิล ซุง ผู้นำคนแรกของเกาหลีเหนือ Photograph by David Guttenflder, National Geographic Creative สโมสรสุขภาพและศูนย์เพาะกายแห่งใหม่ในกรุงเปียงยาง Photograph by […]

ก้าวที่กล้านำ: บทบาท นักการเมืองหญิง ในการเมืองโลก

นิวซีแลนด์ นายกรัฐมนตรียาซินดา อาร์เดิร์น ปราศัยต่อรัฐสภานิวซีแลนด์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 ในเดือนมีนาคม เธอตัดสินใจประกาศปิดเมืองทั่วประเทศ “ฉันรับรู้ถึงความร้ายแรงของปัญหาในขณะนี้ได้อย่างชัดเจน” เธอกล่าว “ชาวกีวีทั้งหลายขอจงกลับบ้าน โปรดจงรักษาสุขภาพและความเอื้ออารี” ผู้หญิงในโบลิเวีย นิวซีแลนด์ และอัฟกานิสถานประสบความสำเร็จอย่างมากในการได้มาซึ่งอำนาจทางการเมืองของ นักการเมืองหญิง แต่หลายคนยังเผชิญกับการต่อต้านทางวัฒนธรรม และกระทั่งความรุนแรง ขณะที่อิทธิพลของพวกเธอเพิ่มมากขึ้น ตลอดประวัติศาสตร์ และทั่วโลก ผู้หญิงที่แสวงหาอำนาจทางการเมือง นักการเมืองหญิง มักเผชิญกับการต่อต้าน ตั้งแต่การใส่ร้ายป้ายสีไปจนถึงการลอบสังหาร ผู้หญิงก้าวหน้าไปมากก็จริง แต่ยังเผชิญกับอุปสรรคเดิมๆ ในกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศทั่วโลก รวมทั้งโบลิเวียและรัฐที่รุมเร้าไปด้วยความขัดแย้งอย่างอัฟกานิสถานและอิรัก การมีกฎหมายกำหนดสัดส่วนตามเพศ ในปัจจุบันเป็นเครื่องประกันว่า ผู้หญิงจะมีส่วนร่วมในเวทีการเมืองอย่างเป็นทางการ แต่การกำหนดสัดส่วนตามเพศดังกล่าวก็ยังมีข้อจำกัด ระบบเหล่านี้ถูกวิจารณ์ว่าไม่เป็นประชาธิปไตยและเป็นการเลือกปฏิบัติ อีกทั้งการให้สิทธิพิเศษ แก่ผู้หญิงเหนือผู้ชายด้วยเหตุผลด้านเพศสภาพเพียงอย่างเดียวถือเป็นการบั่นทอนหลักการวัดคุณค่าของคน ที่ความสามารถ ทว่าแม้แต่ในระบบการเมืองที่ดูเหมือนมีความเป็นกลางทางเพศและมุ่งประเมินคนที่ความสามารถ ก็มีความ ไม่เท่าเทียมเชิงโครงสร้างที่สืบทอดมายาวนานเช่นกัน ระบบที่ไม่กำหนดสัดส่วนเพศอย่างในสหรัฐอเมริกาก็อาจโอนเอียงเข้าข้างกลุ่มคนที่มีอำนาจครอบงำ ซึ่งรวมถึงผู้ชาย คนผิวขาว และคนที่มีทรัพยากรทางการเงินมาก การก้าวข้ามอุปสรรคเพื่อเข้าสู่เวทีการเมืองนับเป็นความท้าทายประการหนึ่ง แต่ประเด็นที่ว่าเมื่อเข้าสู่อำนาจแล้วผู้หญิงจะทำอะไรได้หรือไม่ได้ก็เป็นความท้าทายอีกประการหนึ่ง การให้ผู้หญิงมีส่วนร่วมในพรรคการเมืองหรือในรัฐสภาอาจช่วยตอบโจทย์เรื่องความ เท่าเทียมระหว่างเพศได้ แต่ก็อาจเป็นเพียงการตอบโจทย์แบบขอไปที หากนักการเมืองหญิงได้เข้าไปปรากฏตัว แต่เสียงของพวกเธอไม่ถูกรับฟัง แล้วยังมีคำถามที่ว่า ผู้หญิงกลุ่มไหนที่มีโอกาสเข้าสู่พื้นที่แห่งอำนาจ และผู้หญิงเหล่านี้เป็นตัวแทนของคนกลุ่มอื่นมากน้อยเพียงใด ซึ่งเป็นคำถามที่หลายประเทศกำลังพยายามหาคำตอบ แม้จะต้องเผชิญกับการข่มขู่ […]