หิมาลัย : เมื่อหลังคาโลกกลายเป็นสายน้ำ - National Geographic Thailand

หิมาลัย : เมื่อหลังคาโลกกลายเป็นสายน้ำ

หิมาลัย : เมื่อหลังคาโลกกลายเป็นสายน้ำ

น้ำแข็งที่เคยเป็นลักษณะโดดเด่นของเทือกเขาในเอเชียใต้อย่าง หิมาลัย มาช้านาน กำลังละลายกลายเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่แห่งใหม่ๆ เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดอุทกภัยระดับทำลายล้าง

หากนั่งเครื่องบินผ่านเมานต์เอเวอเรสต์  คุณจะทะยานอยู่เหนือยอดเขาขรุขระห่มหิมะขาวโพลนของเทือกเขา หิมาลัย ทอดไกลไม่สิ้นสุดไปจรดเส้นขอบฟ้า  นี่เป็นภูมิทัศน์ที่ไม่เหมือนที่อื่นใดบนดาวเคราะห์ดวงนี้ ตลอดหลายพันปีที่ผ่านมา ธารน้ำแข็งมหึมาแห่ง หิมาลัย รับหิมะใหม่เข้ามาเติมจากมรสุมที่พัดผ่านทุกฤดูร้อน

แต่หากนั่งเครื่องบินลำเดิมในอีก 80 ปีนับจากนี้  ภูผาน้ำแข็งยักษ์ใหญ่อันแวววามเหล่านั้นอาจไม่เหลืออีกแล้ว

ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2019 ศูนย์นานาชาติเพื่อการพัฒนาพื้นที่ภูเขาแบบบูรณาการ (International Centre for Integrated Mountain Development: ICIMOD) ตีพิมพ์บทวิเคราะห์ละเอียดที่สุดในปัจจุบันที่อธิบายว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะส่งผลต่อธารน้ำแข็งในเทือกเขาหิมาลัย ฮินดูกูช การาโกรัม และปามีร์อย่างไร ทั้งหมดนี้เป็นเทือกเขาที่ประกอบกันเป็นวงโค้งทอดผ่านอัฟกานิสถาน ปากีสถาน จีน อินเดีย เนปาล ภูฏาน และเมียนมา  การศึกษาดังกล่าวยังเตือนด้วยว่า หนึ่งในสามถึงสองในสามของธารน้ำแข็งราว 56,000 แห่งโดยประมาณในภูมิภาคแถบนี้จะละลายหมดไปภายในปี 2100 ขึ้นอยู่กับอัตราเร็วของภาวะโลกร้อน

หิมาลัย
หมู่บ้านก๊อกโย ซึ่งซุกตัวอยู่ข้างทะเลสาบที่รับน้ำส่วนหนึ่งจากธารน้ำแข็งโกซุมปาของเนปาล ไม่ต้องเผชิญอันตรายฉับพลันจากน้ำท่วม แต่ชุมชนอื่นๆในหิมาลัยกำลังถูกทะเลสาบธารน้ำแข็งที่มีน้ำสูงขึ้นคุกคาม (ภาพถ่าย: GETTY IMAGES/FENG WEI PHOTOGRAPHY)

นี่คือคำพยากรณ์อันน่าตระหนกสำหรับชาวเอเชียใต้ราว 1,900 ล้านคนที่อาศัยธารน้ำแข็งเหล่านี้เป็นแหล่งน้ำหลัก ซึ่งไม่ใช่แค่เพื่อการบริโภคและสุขอนามัยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเกษตร การผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ และการท่องเที่ยวด้วย  ไม่เพียงเท่านั้น การสำรวจยังตั้งคำถามที่เร่งด่วนกว่า นั่นคือ ขณะที่ธารน้ำแข็งละลายอย่างรวดเร็วนี้ น้ำทั้งหมดประมาณ 3,850 ลูกบาศก์กิโลเมตร หรือราว 50 เท่าของโตนเลสาบในประเทศกัมพูชาจะไหลไปที่ไหน

คำตอบก็คือ เทือกเขา หิมาลัยซึ่งมีธารน้ำแข็งเป็นเอกลักษณ์มาช้านาน กำลังกลายเป็นเทือกเขาที่ขึ้นชื่อเรื่องทะเลสาบอย่างรวดเร็ว อันที่จริง การศึกษาอีกชิ้นพบว่าตั้งแต่ปี 1990 ถึง 2010 เกิดทะเลสาบใหม่ๆที่รับน้ำจากธารน้ำแข็งละลายกว่า 900 แห่งในเขตเทือกเขาสูงทั่วเอเชีย

“มันเกิดขึ้นเร็วกว่าที่เราคาดไว้ กระทั่งเมื่อห้าหรือ 10 ปีก่อนมากเลยครับ” อัลตัน ไบเออร์ส นักสำรวจของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก และนักธรณีวิทยาภูเขาประจำมหาวิทยาลัยโคโลราโดที่โบลเดอร์ บอก

ทีมนักวิทยาศาสตร์เก็บตัวอย่างแก่นตะกอนก้นทะเลสาบตาโบเชของเนปาล ใกล้หมู่บ้านก๊อกโย ชั้นตะกอนไม่เพียงให้เบาะแสว่า ทะเลสาบก่อตัวอย่างไรและเมื่อไร แต่ยังเอื้อให้นักวิจัยศึกษาการเปลี่ยนแปลงของสภาวะต่างๆ ตามฤดูกาลได้เมื่อเวลาผ่านไป

เพื่อทำความเข้าใจการก่อตัวของทะเลสาบเหล่านี้  ให้ลองนึกภาพธารน้ำแข็งเป็นเหมือนรถแทรกเตอร์น้ำแข็งที่ค่อยๆไถพื้นที่ลาดเขาลงมา พร้อมกับขูดผืนดินลงไปด้วย โดยทิ้งเศษดินหินเป็น   สันสูงไว้ข้างๆ ขณะที่มันแล่นไปข้างหน้า  สันเหล่านั้นคือกองตะกอนธารน้ำแข็ง (moraine) และเมื่อ       ธารน้ำแข็งละลายและหดตัวลง น้ำก็ไหลลงไปในร่องที่เหลืออยู่โดยมีกองตะกอนธารน้ำแข็งเป็นเหมือนสันเขื่อนตามธรรมชาติ

“เริ่มจากแอ่งน้ำแข็งละลายหลายๆ แอ่ง” ไบเออร์สอธิบายและเสริมว่า “แล้วค่อยๆ เชื่อมต่อกันเป็นแอ่งเดียว กลายเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี”

และเมื่อทะเลสาบเต็ม น้ำอาจล้นข้ามกองตะกอนธารน้ำแข็งที่กั้นน้ำเอาไว้  หรือในกรณีเลวร้ายที่สุด กองตะกอนธารน้ำแข็งอาจพังลง  นักวิทยาศาสตร์เรียกเหตุการณ์นี้ว่า “น้ำท่วมทะลักจากทะเลสาบธารน้ำแข็ง” (glacial lake outburst flood: GLOF) แต่ชาวเชอร์ปาเรียกว่า ชู-กยุมฮา หรืออุทกภัยขั้นหายนะ

เหตุน้ำท่วมทะลักจากทะเลสาบธารน้ำแข็งในหิมาลัยครั้งน่าทึ่งที่สุดครั้งหนึ่งเกิดขึ้นในภูมิภาคกุมบูของเนปาล ในวันที่ 4 สิงหาคม ปี 1985 เมื่อน้ำแข็งจากธารน้ำแข็งลังโมชีถล่มลงสู่ทะเลสาบดิ๊กรูปร่างคล้ายลูกแพร์ยาวราว 1.6 กิโลเมตร  ทะเลสาบนี้น่าจะมีอายุไม่ถึง 25 ปี  ตอนที่น้ำแข็งถล่มลงสู่ทะเลสาบ มันทำให้เกิดคลื่นสูงสี่ถึงหกเมตร ซึ่งทลายทำนบตะกอนธารน้ำแข็งและปลดปล่อยน้ำกว่าห้าล้านลูกบาศก์เมตรให้หลากท้นลงมาทางปลายน้ำ

น้ำท่วมทะลักทำลายสะพาน 14 แห่ง บ้านเรือนราว 30 หลังคาเรือน และโรงงานผลิตไฟฟ้าพลังน้ำแห่งใหม่  รายงานบางฉบับบอกว่ามีผู้เสียชีวิตหลายคน “น้ำท่วมทะลักลักษณะนี้เกิดขึ้นเนืองๆครับ” ไบเยอร์สบอก “แต่เราไม่เคยพบเห็นทะเลสาบอันตรายจำนวนมากเกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ ขนาดนี้มาก่อน  เรามีข้อมูลเกี่ยวกับทะเลสาบเหล่านี้น้อยมากครับ”

หิมาลัย
เมื่อเดือนพฤษภาคม นักวิทยาศาสตร์ล่องแพข้ามทะเลสาบตาโบเชซึ่งผิวน้ำส่วนใหญ่ยังเป็นน้ำแข็ง ตาโบเชและทะเลสาบอื่นๆในเขตคุมบูของเนปาลเป็นแหล่งน้ำสำคัญของคนในท้องถิ่น แต่ทะเลสาบ บางแห่งอาจเป็นอันตรายต่อชุมชนในหุบเขาบื้องล่าง ถ้าน้ำเอ่อล้นหรือทำให้ทำนบธรรมชาติพังทลาย

ยังมีภัยคุกคามอื่นๆ ซ่อนอยู่ใต้น้ำแข็งอีก  ขณะที่น้ำแข็งละลาย  ถ้ำใหญ่ๆจะกลายเป็นโพรงอยู่ภายในธารน้ำแข็งที่กำลังหดตัว  และอาจรับน้ำจนเต็มถ้ำ โพรงหรืออ่างเก็บน้ำที่ไม่มีใครรู้เหล่านี้ อาจเชื่อมต่อกับสระน้ำบนผิวดินผ่านปล่องในน้ำแข็ง  เมื่อช่องระบายน้ำของโพรงเก็บน้ำเกิดละลายอย่างฉับพลัน น้ำในสระที่เชื่อมต่อกันหลายสิบแห่ง ก็ไหลลงไปตามโพรงนั้นในทันที พอน้ำมาบรรจบกันย่อมทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ แม้สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า “น้ำท่วมจากปล่องธารน้ำแข็ง” (englacial conduit flood) นี้จะมีขนาดเล็กกว่าและมีอำนาจทำลายล้างต่ำกว่าน้ำท่วมทะลักจากทะเลสาบธารน้ำแข็ง แต่กลับเกิดขึ้นบ่อยกว่าโดยที่เรามีข้อมูลเพียงน้อยนิด

แต่ตอนนี้ น้ำท่วมทะลักจากทะเลสาบธารน้ำแข็งคือข้อวิตกหลัก ไบเออร์สชี้ไปยังกองตะกอนธารน้ำแข็งที่ตีนธารน้ำแข็งคุมบูซึ่งตอนนี้มีสระเล็กๆกระจุกตัวอยู่ “นั่นคือทะเลสาบยักษ์แห่งใหม่ครับ” เขาบอกพลางชี้ไปยังกองตะกอนธารน้ำแข็งที่พูนสูงเหนือหมู่บ้านตักลา “แค่รอว่าเมื่อไรมันจะกลายเป็นภัยคุกคามเท่านั้น”

ผลการศึกษาเมื่อปี 2011 ชี้ว่า ทะเลสาบ 42 แห่งในเนปาลมีความเสี่ยงสูงอย่างยิ่งหรือมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอุทกภัย ทั่วภูมิภาคหิมาลัยสูง (Greater Himalaya) หรือแนวเทือกเขาสูงที่สุดของระบบเทือกเขาหิมาลัย อาจมีทะเลสาบอยู่มากกว่าร้อยแห่ง

เรื่อง เฟรดดี วิลคินสัน

สารคดีเรื่องนี้สนับสนุนโดยโรเล็กซ์ ซึ่งร่วมกับสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก จัดทำโครงการรณรงค์เพื่อโลกที่ยั่งยืน หรือสารคดีชุดว่าด้วยการสำรวจทางวิทยาศาสตร์เพื่อสำรวจ ศึกษา และบันทึกการเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคที่พิเศษสุดของโลก ติดตามความเคลื่อนไหวล่าสุดของการสำรวจสุดขั้วบนเมานต์เอเวอเรสต์ ในโครงการรณรงค์เพื่อโลกที่ยั่งยืนของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกและโรเล็กซ์ได้ที่ natgeo.com/perpetualplanet

อ่านสารคดีฉบับเต็มได้ในนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนธันวาคม 2562


สารคดีแนะนำ

อเล็กซ์ ฮอนโนลด์ : ปีนมือเปล่าโลกตะลึง

เรื่องแนะนำ

การอนุรักษ์ : ความหวังใหม่ในโกรองกอซา

การอนุรักษ์: ความหวังใหม่ในโกรองกอซา สัตว์ป่าในอุทยานแห่งชาติโกรองกอซาซึ่งล้มตายไปมากในช่วงสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อนานหลายปี กำลังฟื้นตัวขึ้นอีกครั้ง อนาคตของสัตว์ป่าเหล่านี้ขึ้นอยู่กับความพยายามใน การอนุรักษ์ ที่หยิบยื่นความหวังแก่ผู้คนในชุมชมที่อยู่รอบๆ ยามเช้าที่อบอุ่นปลายฤดูแล้งช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน เฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเหนือดงปาล์มในอุทยานแห่งชาติโกรองกอซา ประเทศโมซัมบิก ไมก์ พิงโก นักบินผู้ช่ำชองซึ่งพื้นเพ เป็นคนซิมบับเว ควบคุมคันบังคับ  ลูอิส แวนวิก ผู้เชี่ยวชาญด้านการจับสัตว์ป่าจากแอฟริกาใต้ โน้มตัวออกไปทางขวาด้านท้ายของตัวเครื่อง ในมือถือปืนยาวบรรจุลูกดอกยาสลบ  คนที่นั่งข้างพิงโกคือ โดมินิก กอนซาลเวซ นักนิเวศวิทยาสาวชาวโมซัมบิกซึ่งทำงานเป็นผู้จัดการช้างป่าของอุทยาน ปัจจุบัน โกรองกอซามีช้างป่าอาศัยอยู่กว่า 650 ตัวซึ่งนับว่าเพิ่มขึ้นอย่างมากนับตั้งแต่ยุคสงครากลางเมืองในโมซัมบิก (ระหว่างปี 1977-1992) ซึ่งเป็นช่วงที่ช้างป่าถูกฆ่าเอางาและเนื้อเพื่อขายนำเงินไปซื้อปืนและเครื่องกระสุน เมื่อประชากรช้างฟื้นตัวขึ้น กอนซาลเวซจึงต้องการสวมปลอกคอจีพีเอสให้ช้างพังหรือช้างเพศเมียโตเต็มวัยตัวหนึ่งในแต่ละโขลงที่มีช้างพังเป็นจ่าโขลง กอนซาลเวซเลือกช้างเป้าหมายจากโขลงที่วิ่งอยู่ในดงปาล์ม พิงโกลดเพดานบินของเฮลิคอปเตอร์ลงเท่าที่จะไม่ชนต้นไม้  ช้างสิบตัวซึ่งประกอบด้วยเพศเมียโตเต็มวัย ลูกเล็กๆอยู่ข้างตัว และช้างวัยรุ่นที่อยู่ไม่ห่างพากันวิ่งเตลิดหนีเสียงอึกทึกของใบพัด แวนวิกซึ่งถูกบีบให้ยิงจากระยะไกลกว่าปกติ ยิงลูกดอกใส่ก้นขวาของตัวเมียที่เลือกไว้จนได้ พิงโกนำเครื่องลงจอด แล้วอีกสองคนก็ปีนลงจากเครื่อง ลุยฝ่ากอหญ้าที่ถูกเหยียบย่ำไปยังช้างพังที่นอนสลบไสล ครู่ต่อมา ทีมงานภาคพื้นดินมาถึงพร้อมอุปกรณ์ขนาดใหญ่ขึ้น ผู้ช่วยเทคนิค และเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าติดอาวุธ  กอนซาลเวซแยงแท่งไม้เล็กๆ เข้าไปถ่างปลายงวงไว้เพื่อให้ช้างหายใจสะดวก ช้างนอนตะแคงขวา  เริ่มกรนเสียงดัง  เจ้าหน้าที่คนหนึ่งเก็บตัวอย่างเลือดจากเส้นเลือดบนใบหูซ้าย  ขณะที่อีกคนหนึ่งช่วยแวนวิกคล้องปลอกคอลอดใต้คอ กอนซาลเวซใช้ก้านไม้พันสำลีเก็บตัวอย่างน้ำลายจากปากช้างและจากทวารหนัก  แล้วใส่ลงในขวดปิดฝาสองใบ  […]

ป่าแอมะซอนกำลังสูญเสียพื้นที่นับล้านตารางกิโลเมตร

ข้อมูลใหม่เผยให้เห็นรายละเอียดการสูญเสียพื้นที่ ป่าแอมะซอน ในประเทศบราซิลที่รวดเร็วอย่างน่าเจ็บปวด นับจนถึงวันนี้ (23 สิงหาคม) เป็นเวลากว่า 3 สัปดาห์แล้วที่ป่าฝนแอมะซอน ผืนป่าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก กำลังเกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่ส่งผลให้ธรรมชาติ ทั้งพรรณไม้และสัตว์ป่าซึ่งมีจำนวนไม่น้อยที่ปรากฏแค่ในป่าแอมะซอนเท่านั้นได้รับผลกระทบ โดยคาดว่าขณะนี้มีพื้นที่ป่าที่ถูกไฟไหม้ไปแล้วกว่า 3,000 ตารางกิโลเมตร โดยในทางธรรมชาติ ถือเป็นการสูญเสียปราการทางธรรมชาติของมนุษย์อย่างมหาศาล ป่าแอมะซอนได้ชื่อว่าเป็น ปอดของโลก เนื่องจากเป็นแหล่งผลิตก๊าซออกซิเจนให้กับโลกมากถึงร้อยละ 20 และมีปัจจัยสำคัญในการต่อสู้เรื่องภาวะโลกร้อน โดยการช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ทำลายชั้นบรรยากาศโลกเฉลี่ยปีละกว่า 2,000 ล้านตัน  นอกจากนี้ แอมะซอนยังเป็นป่าฝนที่มีความสมบูรณ์ที่สุดนอกจากนี้ยังเป็นบ้านของชนเผ่าพื้นเมือง ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการปกป้องผืนป่าแอมะซอนนับล้านคน แม้ว่าการเกิดไฟป่าแอมะซอนจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ปกติในช่วงหน้าแล้ง แต่จากการเก็บข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม พบว่ามีการเกิดไฟป่าเพิ่มขึ้นมากถึงร้อยละ 83 จากปีที่แล้ว แม้สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากภาวะโลกร้อน แต่สาเหตุโดยส่วนใหญ่นั้นเชื่อว่าเกิดจากมนุษย์ที่เข้าไปบุกรุกในพื้นที่ป่า ในปี 2018 กิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์เป็นเหตุให้เกิดการสูญเสียพื้นป่าหลายแห่งในโลก รวมไปถึง ป่าแอมะซอน ตามข้อมูลที่รวบรวม วิเคราะห์ และรายงานโดยกลุ่มนักวิจัยที่ชื่อว่า Global Forest Watch ในมหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ (University of Merryland) การตัดไม้โดยไม่มีการควบคุม เป็นเหตุของการสูญเสียพื้นที่ป่าโดยรวม โดยส่วนมากเป็นการตัดไม้เพื่อทำพื้นที่ปศุสัตว์ แต่กิจกรรมเชิงพาณิชย์อื่นๆ […]

ชมรอยแตกของหิ้งน้ำแข็งลาร์เซน ซี กันแบบชัดๆ

รับชมกันอีกครั้งแบบชัดๆ ถึงความกว้างใหญ่ไพศาลและใหญ่โตมโหฬารของพืดน้ำแข็ง (ice sheet)  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหิ้งน้ำแข็งลาร์เซน ซี (Larsen C Ice Shelf) ในแอนตาร์กติกาตะวันตก ก่อนหน้าที่มันจะแตกตัวออกและกลายเป็นภูเขาน้ำแข็ง (iceberg) ขนาดใหญ่กว่ากรุงเทพมหานครเกือบสี่เท่าหรือเกือบ 6,000 ตารางกิโลเมตร วิดีโอนี้ถ่ายไว้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2017 เผยให้เห็นรอยแยกหลักบนหิ้งน้ำแข็ง ก่อนหน้าที่ภูเขาน้ำแข็งจะแตกตัวออกในสัปดาห์ที่สองของเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยภูเขาน้ำแข็งลูกใหม่นี้มีขนาดใหญ่ที่สุดลูกหนึ่งเท่าที่เคยบันทึกไว้ ปัจจุบันน้ำทะเลที่อุ่นขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะยังคงเร่งการละลายของน้ำแข็งทั่วโลก   อ่านเพิ่มเติม : ย้อนอดีตแอนตาร์กติกา: ชมภาพเก่าอายุ 100 ปีของทวีปน้ำแข็งที่คุณไม่เคยเห็น, หิ้งน้ำแข็งกำลังแตกออกจากทวีปแอนตาร์กติกา และนี่เป็นแค่จุดเริ่มต้นของหายนะ