ฝีดาษลิง เกิดจากอะไร ป้องกันได้อย่างไร ? ในยุคที่ยังไม่มีวัคซีน

ฝีดาษลิง เกิดจากอะไร ป้องกันได้อย่างไร ? ในยุคที่ยังไม่มีวัคซีน

ฝีดาษลิง ป้องกันได้อย่างไร ? ร่วมเรียนรู้วิธีดูแลตัวเองในยุคที่ยังไม่มีวัคซีน หลังไทยพบผู้ติดเชื้อรายที่ 2 

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เปิดเผยว่าไทยพบผู้ติดเชื้อ ฝีดาษลิง รายที่ 2 อย่างเป็นทางการแล้ว โดยได้รับการยืนยันจากอธิบดีกรมควบคุมโรคและกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ทำการตรวจยืนยันด้วยผลตรวจจากห้องปฏิบัติการ ซึ่งเป็นชายไทยอายุ 47 ปีในกรุงเทพฯ 

รายงานระบุว่า ผู้ป่วยมีประวัติมีเพศสัมพันธ์กับชายชาวต่างชาติที่สงสัยว่ามีอาการป่วย หลังจากนั้น 2 วัน ผู้ป่วยเริ่มมีไข้ ปวดตามตัว ต่อมน้ำเหลืองโต และหนึ่งสัปดาห์ต่อมามีผื่นที่อวัยวะเพศ ลำตัว หน้า แขนและขา แม้จะพยายามหาซื้อยามาทาเพื่อให้ตุ่มหนองแห้ง แต่ตุ่มก็ยังกลับขึ้นมาใหม่ตามเดิม จึงไปตรวจที่โรงพยาบาลเพื่อทำการยืนยันต่อไป 

โดยทางโรงพยาบาลได้เก็บตัวอย่างส่งตรวจหาเชื้อก่อโรคที่ห้องปฏิบัติการของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และห้องปฏิบัติการ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยผลตรวจทั้งสองให้ผลตรงกันว่าพบเชื้อไวรัสโรคฝีดาษลิง

ฝีดาษลิง, ไวรัส
ภาพอนุภาคของไวรัสฝีดาษลิงจากกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนที่เก็บตัวอย่างจากผิวหนังมนุษย์ในการระบาดเมื่อปี 2003 ภาพถ่ายโดย CDC/CYNTHIA S. GOLDSMITH/SCIENCE SOURCE

รู้จักโรคฝีดาษลิงและวิธีป้องกัน

เว็บไซต์ของโรงพยาบาลกรุงเทพให้คำแนะนำว่า ฝีดาษลิง คือโรคติดเชื้อที่อาการไม่รุนแรง ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่มเดียวกับโรคฝีดาษ(ไข้ทรพิษ) สามารถติดต่อได้จากการถูกสัตว์ (หรือมนุษย์) ที่มีเชื้อไวรัสตัวนี้อยู่กัดและการสัมผัสของเหลวของผู้ที่มีเชื้อโดยตรง ทำให้เกิดการติดเชื้อต่อไปได้ 

โดยส่วนใหญ่แล้วการติดเชื้อจากมนุษย์สู่มนุษย์นั้นมักเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ อาการของโรคที่สังเกตได้ชัดเจนคือ มีไข้ หนาวสั่น ปวดเมื่อยตามตัว ปวดหลัง ปวดกระบอกตา ปวดกล้ามเนื้อ เจ็บคอ อ่อนเพลีย หลังจากนั้นประมาณ 4 – 5 วันจะมีผื่นจำนวนมากขึ้นบริเวณแขน ขา ลำตัว ใบหน้า

โดยลักษณะผื่นช่วงแรกจะเป็นผื่นแดงหรือปื้นนูนแดง จากนั้นจะเป็นตุ่มน้ำใสขนาดใหญ่ ตุ่มหนองที่มีสะเก็ดคลุมแล้วแตกได้ ซึ่งความรุนแรงของผู้ป่วยแต่ละคนจะขึ้นอยู่กับปริมาณเชื้อที่ได้รับ อย่างไรก็ตามโรคฝีดาษลิงสามารถหายได้เอง แต่ยังคงมีอันตรายสำหรับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ดังนั้นหากมีการสงสัยของโรคให้ทำการแยกกักตัวออกมาทันที

ฝีดาษลิง, ไวรัส
ภาพจากกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบสแกนนิงที่ย้อมสีแสดงให้เห็นถึงไวรัสฝีดาษลิง (สีส้ม) บนผิวของเซลล์ที่ติดเชื้อ (สีเขียว) ภาพถ่ายโดย NIAID

ในการป้องกันโรค ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายยังยืนยันว่า มาตรการป้องกันในตอนนี้ที่ทำกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 คือการเว้นระยะห่าง สวมหน้ากาก ล้างมือ หลีกเลี่ยงการสัมผัส และไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกันนั้นยังคงเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดที่ดี ซึ่งไวรัสฝีดาษลิงนั้นแพร่กระจายได้น้อยกว่าไวรัสโควิด-19 ค่อนข้างมาก ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนฝีดาษลิง แต่การฉีดวัคซีนโรคฝีดาษสามารถช่วยได้

ขณะที่สถานการณ์ทั่วโลกนั้นมีผู้ป่วยยืนยันแล้ว 20,849 รายในจำนวน 74 ประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่พบการแพร่ระบาดในทวีปยุโรป โดยประเทศที่มีผู้ป่วยสูง 5 อันดับแรกคือ สหรัฐอเมริกา 4,639 ราย สเปน 4,001 ราย เยอรมนี 2,459 ราย สหราชอาณาจักร 2,367 ราย และฝรั่งเศส 978 ราย ส่วนใหญ่เป็นเพศชายทั้งหมด โดยองค์การอนามัยได้ประกาศเตือนภัยระดับสูงสุดสำหรับโรคฝีดาษลิงนี้แล้ว

ที่มา

https://www.prachachat.net/marketing/news-993202 

https://www.bangkokhospital.com/content/questions-about-monkeypox


อ่านเพิ่มเติม ความลี้ลับของไวรัส

ไวรัส

เรื่องแนะนำ

ระบบเนื้อเยื่อพืช (Plant Tissue)

เนื้อเยื่อพืช (Plant Tissue) คือกลุ่มของเซลล์พืชที่ผสานรวมกันเป็นโครงสร้างหรืออวัยวะต่าง ๆ เพื่อทำหน้าที่เฉพาะให้แก่พืช เช่น กลุ่มเซลล์ในเนื้อเยื่อส่วนรากที่ทำหน้าที่ดูดซึมสารอาหารจากดิน หรือเนื้อเยื่อส่วนนอกของลำต้นและใบ ที่ทำหน้าที่ป้องกันพืชจากอันตรายภายนอก และการสูญเสียน้ำ การจำแนกชนิดของ เนื้อเยื่อพืช ในกลุ่มพืชดอก (Angiosperm) เนื้อเยื่อพืชสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท เนื้อเยื่อเจริญ (Meristem Tissue) คือ กลุ่มของเซลล์เจริญ (Meristematic Cell) หรือเซลล์มีชีวิตที่มีคุณสมบัติในการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส (Mitosis) อยู่ตลอดเวลา ทำให้พืชเจริญเติบโตได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ขณะที่พืชยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้น เนื้อเยื่อเจริญจึงมักพบอยู่บริเวณปลายยอดและปลายรากของพืช ลักษณะโดยทั่วไปของเซลล์ในเนื้อเยื่อเจริญ – มีนิวเคลียสขนาดใหญ่ – มีผนังเซลล์บางและมีความยืดหยุ่นสูง – เซลล์มีการเรียงชิดติดกันจนไม่มีช่องว่างระหว่างเซลล์ เนื้อเยื่อเจริญสามารถจำแนกออกเป็น 3 ชนิด คือ 1.1 เนื้อเยื่อเจริญส่วนปลาย (Apical Meristem) คือ เนื้อเยื่อที่อยู่บริเวณปลายยอดหรือปลายรากของพืช ทำหน้าที่แบ่งเซลล์เพื่อให้ส่วนปลายยอดและปลายรากของพืชเจริญเติบโตและยืดขยายยาวออกไป  ช่วยเพิ่มความสูงของต้นพืช ซึ่งการเติบโตในลักษณะนี้จัดเป็นการเจริญเติบโตขั้นปฐมภูมิของพืช (Primary Growth) 1.2 […]

หลักสูตรกระโดดไกลของแมงมุม

หลักสูตรกระโดดไกลของแมงมุม นับเป็นครั้งแรกที่นักวิทยาศาสตร์สามารถฝึกแมงมุมให้กระโดดไกลในระยะห่างและระดับความสูงที่แตกต่างกันได้สำเร็จ เจ้าแมงมุมตัวนี้มีชื่อว่า “คิม” และขณะนี้ทีมนักวิจัยกำลังใช้เทคโนโลยีซีทีสแกน และกล้องไฮสปีดสำหรับสังเกตการณ์การกระโดดอันน่าเหลือเชื่อของแมงมุม โดยมีเป้าหมายเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับลักษณะการทำงานในร่างกายของคิม ว่าอะไรกันที่ช่วยให้มันกระโดดได้ไกลอย่างมีประสิทธิภาพเช่นนี้ คิมสามารถกระโดดได้ไกลกว่าความยาวของลำตัวถึง 6 เท่า ในขณะที่มนุษย์ทำได้เพียง 1.5 เท่า หรือกุญแจของความสำเร็จนี้จะอยู่ที่ปริมาณขาที่มากกว่า? ทั้งนี้พวกเขาคาดหวังว่าคิมจะช่วยให้พวกเขาพัฒนาหุ่นยนต์ไมโครให้สามารถกระโดดได้ไกลเช่นเดียวกับมัน   อ่านเพิ่มเติม บรรพบรุษโบราณของแมงมุมมีหาง

พันธะเคมี (Chemical Bonding)

พันธะเคมี (Chemical Bonding) คือ แรงยึดเหนี่ยวที่เกิดขึ้นระหว่างอนุภาคมูลฐานหรืออะตอม (Atom) ซึ่งเป็นการดึงดูดเข้าหากัน เพื่อสร้างเสถียรภาพในระดับโมเลกุล จนเกิดเป็นสสารหรือสารประกอบที่มีโครงสร้างขนาดใหญ่และมีความซับซ้อนมากขึ้นในธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นน้ำ อากาศ พื้นดิน ก้อนหิน ต้นไม้ รวมไปถึงเนื้อเยื่อและร่างกายของสิ่งมีชีวิต ซึ่งทุกสสารในจักรวาลล้วนถูกสร้างขึ้นจากการรวมตัวกันของอนุภาคพื้นฐานขนาดเล็กเหล่านี้ พันธะเคมี เป็นแรงดึงดูดที่เกิดขึ้นจากความไม่เสถียรของอะตอมหรือธาตุต่าง ๆ ในธรรมชาติ ซึ่งกว่า 90 ธาตุที่พบในธรรมชาติ มีเพียงธาตุในหมู่ VIIIA หรือก๊าซเฉื่อย (Inert Gas) เท่านั้นที่สามารถคงอยู่ในรูปของอะตอมอิสระ  จากการมีอิเล็กตรอนวงนอกสุดเต็มตามจำนวนในแต่ละระดับชั้นของพลังงาน หรือ มีเวเลนซ์อิเล็กตรอน (Valence Electron) ครบ 8 ตัว ทำให้โครงสร้างของอะตอมมีความเสถียรในตัวเองสูง อ่านเพิ่มเติม เรื่องตารางธาตุ ดังนั้น อะตอมของธาตุอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นคาร์บอน (C) ไนโตรเจน (N) หรือออกซิเจน (O) ต่างต้องการจับกลุ่มรวมตัวกัน เพื่อทำให้โครงสร้างของตนมีเวเลนต์อิเล็กตรอนครบ 8 ตัว ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เรียกกฎของการรวมตัวนี้ว่า “กฎออกเตต” […]

ระบบต่อมไร้ท่อ (Endocrine System)

ระบบต่อมไร้ท่อ (Endocrine System) ถือเป็นอีกหนึ่งระบบที่มีความสำคัญต่อร่างกาย โดยเป็นระบบที่จะส่งสารเคมี สร้างและหลั่งฮอร์โมน จากนั้นส่งออกนอกเซลล์โดยผ่านระบบไหลเวียน ทั้งทางกระแสเลือดและน้ำเหลือง เพื่อควบคุมอวัยวะเป้าหมายในร่างกาย ระบบต่อมไร้ท่อ (Endocrine System) คือ ระบบภายในที่มีหน้าที่ควบคุมการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและควบคุมกระบวนการต่าง ๆ ที่สำคัญภายในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต ซึ่งเป็นระบบที่ทำงานสอดประสานร่วมกับระบบประสาท (Nervous System) ในด้านต่าง ๆ เช่น การควบคุมปฏิกิริยาเคมี หรือการขนส่งสารเข้า – ออกภายในเซลล์ ซึ่งส่งผลต่อการสร้างและการใช้พลังงานของร่างกายที่นำไปสู่การเจริญเติบโตในด้านต่าง ๆ ทั้งการพัฒนาของโครงสร้างอวัยวะ และระบบภายในอื่น ๆ รวมไปถึงการรักษาสมดุล และการตอบสนองทางด้านอารมณ์ของสิ่งมีชีวิต ต่อมไร้ท่อ (Endocrine Gland) คือ กลุ่มเซลล์หรือกลุ่มเนื้อเยื่อที่ทำหน้าที่สร้าง และผลิตสารเคมีพิเศษที่เรียกว่า “ฮอร์โมน” (Hormone) ให้กับร่างกาย ซึ่งสารดังกล่าวไม่สามารถผลิตได้จากต่อมอื่น ๆ โดยสารเคมีหรือฮอร์โมนเหล่านี้จะถูกส่งเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง โดยไม่ผ่านท่อลำเลียงภายนอก ดังนั้น ต่อมไร้ท่อจึงเป็นอวัยวะที่ประกอบด้วยเส้นเลือดจำนวนมาก เพื่อทำหน้าที่ลำเลียงสารที่ต่อมผลิตได้ไปยังอวัยวะต่าง ๆ ผ่านการไหลเวียนของน้ำเลือดหรือน้ำเหลืองทั่วร่างกาย ซึ่งฮอร์โมนแต่ละชนิดมีหน้าที่เฉพาะเจาะจงต่ออวัยวะเป้าหมาย (Target Organ) ที่แตกต่างกันออกไป […]