กู้มรดกแดนน้ำแข็ง - National Geographic Thailand

กู้มรดกแดนน้ำแข็ง

เรื่อง เอ. อาร์. วิลเลียมส์
ภาพถ่าย เอริกา ลาร์เซน

แหล่งโบราณคดีนูนัลเลก (Nunalleq) บนชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของอะแลสกาเก็บรักษาช่วงเวลาแห่งหายนะ โดยแช่แข็งเอาไว้ในกาลเวลา ผืนดินโคลนรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสเกลื่อนกล่นไปด้วยข้าวของเครื่องใช้ประจำวันซึ่งชนพื้นเมืองเผ่ายูปิก (Yupik) เคยใช้ ทุกอย่างถูกทิ้งไว้ในสภาพเดิม ขณะเกิดการบุกโจมตีอย่างดุเดือดเมื่อเกือบสี่ศตวรรษมาแล้ว

รอบอาณาบริเวณของสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสิ่งปลูกสร้างด้วยดินและหญ้าหรือบ้านดิน (sod house) ขนาดใหญ่ ปรากฏร่องรอยของไฟที่จุดรมผู้อยู่อาศัยราว 50 คนให้ออกมา คนเหล่านี้อาศัยอยู่ที่นี่เมื่อไม่ได้ออกไปล่าสัตว์ ตกปลา หรือเก็บพืชผลดูเหมือนไม่มีใครรอดชีวิต โครงกระดูกของผู้หญิง เด็ก และคนชราพบอยู่รวมกัน ทุกคนคว่ำหน้าอยู่ในโคลน บ่งบอกว่าคงถูก จับและสังหาร

ริก คเนกต์ นักโบราณคดี (ซ้าย) และวอร์เรน โจนส์ ผู้นำชุมชน เดินสำรวจไปตามฝั่งแม่น้ำแอโรลิก หลังจากครูในท้องถิ่นเห็นหน้าไม้ของนายพรานโผล่ออกมาจากตลิ่งที่ถูกกัดเซาะ “ผมจะไม่นั่งเฉยๆปล่อยให้ของเหล่านี้ถูกซัดหายไปแน่ครับ” โจนส์บอก

โศกนาฏกรรมจากอดีตอันไกลโพ้นกลายเป็นคุณูปการต่อวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ดังเช่นที่มักเกิดกับแวดวงโบราณคดี ที่นูนัลเลก นักโบราณคดีขุดพบศิลปวัตถุกว่า 2,500 ชิ้นในสภาพที่ไม่บุบสลาย ตั้งแต่เครื่องใช้ในการกินไปจนถึงข้าวของชิ้นพิเศษอย่างหน้ากากไม้ที่ใช้ในพิธีกรรม เข็มสักทำจากงาช้าง และเข็มขัดที่ร้อยจากฟันของกวางคาริบู สิ่งของเหล่านี้ได้รับการรักษาสภาพไว้อย่างดีจนน่าแปลกใจ จากการถูกแช่แข็งอยู่ในพื้นดินมาตั้งแต่ราวปี 1660

เศษตะกร้าและเสื่อยังคงรักษาลวดลายสานอันละเอียดลออไว้ได้ และเมื่อแหวกมัดหญ้าเปื้อนโคลนออก คุณจะเห็นใบหญ้าเรียวสีเขียวสดถูกเก็บรักษาไว้ข้างใน “หญ้าพวกนี้ตัดมาตั้งแต่สมัยเชกสเปียร์ยังมีชีวิตเชียวนะครับ” ริก คเนกต์ หัวหน้านักโบราณคดี พูดอย่างตื่นเต้น

ในสวนหลังบ้านแห่งหนึ่งที่หมู่บ้านควินฮาแกก กระดูกวาฬที่กลายเป็นสีขาวโพลนจากสภาพอากาศน่าจะถูกซัดขึ้นมาบนชายหาดใกล้ๆนั้น ผู้เฒ่าผู้แก่ของหมู่บ้านยังจดจำวันคืนเก่าๆที่พวกเขาเคยล่าวาฬได้มากว่ายี่สิบตัวทุกปี แต่วันคืนเหล่านั้นกลายเป็นอดีตไปแล้ว

คเนกต์ทำงานประจำอยู่ที่มหาวิทยาลัยแอเบอร์ดีนในสกอตแลนด์ เขามองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างการทำลายล้างที่นูนัลเลกกับนิทานเก่าแก่ซึ่งชาวยูปิกในปัจจุบันยังจำกันได้ มุขปาฐะเป็นขนบที่เก็บรักษาความทรงจำของช่วงเวลาที่นักประวัติศาสตร์เรียกว่า สงครามหน้าไม้กับลูกธนู (Bow and Arrow War) เมื่อชาวยูปิกรบราฆ่าฟันกันเอง ก่อนที่นักสำรวจชาวรัสเซียจะมาถึงอะแลสกาในศตวรรษที่สิบแปด นูนัลเลกเป็นที่แรกที่ให้หลักฐานทางโบราณคดีและวันเวลาที่ชัดเจนของยุคสมัยอันน่าสยดสยองนี้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อชาวยูปิกต่อมาอีกหลายชั่วอายุคน

คเนกต์เชื่อว่า การบุกโจมตีเหล่านี้เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือช่วงเวลาที่โลกหนาวเย็นลงเป็นเวลา 550 ปี ซึ่งปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ สมัยน้ำแข็งน้อย (Little Ice Age) และประจวบกับการตั้งหลักแหล่งในนูนัลเลกพอดี ช่วงเวลาหนาวเย็นที่สุดในอะแลสกาซึ่งอยู่ในราวศตวรรษที่สิบเจ็ดนี้คงยากแค้นแสนสาหัส จนผู้คนอาจต้องเริ่มออกปล้นเพื่อแย่งชิงอาหาร

จากหอสังเกตการณ์แบบโบราณ พรานกวาดตามองไปทั่วพื้นที่เขตทุนดราเพื่อหากวางมูส พื้นดินและทะเลไม่ต่างจากซูเปอร์มาร์เก็ตสำหรับชาวยูปิกผู้รู้ดีว่า จะหาอาหารชนิดไหนได้ในแต่ละฤดูกาลของปี

“เมื่อใดก็ตามที่คุณประสบกับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว วงจรอาหารตามฤดูกาลจะปั่นป่วนอย่างรุนแรงครับ” คเนกต์กล่าว “และถ้าคุณเจอชนิดที่รุนแรงสุดๆ เหมือนสมัยน้ำแข็งน้อย หรืออย่างในตอนนี้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นรวดเร็วกว่าที่ผู้คนจะปรับตัวทัน”

ทุกวันนี้ สภาพอากาศที่นับวันจะมีแต่รุนแรงขึ้นเกือบทำให้นูนัลเลกเหลือแต่ชื่อ ในฤดูร้อน ทุกอย่างดูสวยสดงดงาม เมื่อผืนดินปกคลุมไปด้วยดอกแยร์โรว์สีขาวและกิ่งก้านของหญ้าปุยฝ้าย แต่ยามฤดูหนาวมาเยือน เมื่อทะเลเบริงซัดพายุร้ายโหมกระหน่ำชายฝั่ง ถ้าคลื่นใหญ่มากพอ มันจะเซาะเอาส่วนที่เหลือของนูนัลเลกออกไป

ภูมิภาคอาร์กติกหาได้เป็นเช่นนี้มาตลอด แต่ปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั่วโลกกำลังทำลายภูมิภาคแถบขั้วโลก ผลก็คือการสูญเสียอย่างใหญ่หลวงของศิลปวัตถุจากวัฒนธรรมยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่เราแทบไม่รู้จักตลอดแนวชายฝั่งอะแลสกาและไกลออกไป อย่างเช่นที่นูนัลเลก ตัวอย่างอันโด่งดังที่สุดของเศษซากจากยุคโบราณที่สภาพอากาศอุ่นขึ้นเผยให้เราเห็นคืออุตซี (Ötzi) มนุษย์ยุคหินซึ่งพบเมื่อปี 1991 หลังโผล่ขึ้นมาจากธารน้ำแข็งที่หดตัวในอิตาลี การละลายของน้ำแข็งอย่างขนานใหญ่กำลังเผยร่องรอยของมนุษย์และอารยธรรมในอดีตทั่วทั้งภูมิภาคเหนือสุดของโลก ตั้งแต่หน้าไม้และลูกธนูยุคหินใหม่ในสวิตเซอร์แลนด์ ไปจนถึงไม้เท้าเดินป่าจากยุคไวกิ้งในนอร์เวย์ และสุสานตกแต่งอย่างหรูหราของชนเร่ร่อนเผ่าซิเทียนในไซบีเรีย แหล่งโบราณคดีมากมายหลายแห่งอยู่ในภาวะหมิ่นเหม่จนนักโบราณคดีต้องเผชิญการตัดสินใจ อันยากลำบากว่า สิ่งใดพอจะกอบกู้ได้ และสิ่งใดจำต้องปล่อยไปตามยถากรรม เมื่อพูดถึงการกอบกู้โบราณวัตถุซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกแช่แข็งไว้

ขณะนี้แหล่งโบราณคดีหลายแห่งตามแนวชายฝั่งอะแลสกาถูกคุกคามจากอันตรายสองต่อ ต่อแรกคืออุณหภูมิเฉลี่ยที่สูงขึ้นเกือบสององศาเซลเซียสในช่วงห้าสิบปีที่ผ่านมา ชั้นดินเยือกแข็งคงตัว (permafrost) เกือบทุกแห่งกำลังละลาย

ชาวประมงต่อแถวเพื่อชั่งน้ำหนักปลาที่จับได้ในฤดูจับปลาแซลมอนเมื่อปี 2015 ปกติงานลักษณะนี้เป็นที่มาของรายได้ ส่วนใหญ่ในแต่ละปีของผู้คนที่นี่ แต่ก็อาจสิ้นสุดลง เพราะเมื่อปีที่แล้วไม่มีผู้ซื้อ จึงไม่มีใครนำเรือออกจับปลาอีกเลย

เมื่อนักโบราณคดีเริ่มขุดสำรวจที่นูนัลเลกในปี 2009 พวกเขาพบชั้นดินเยือกแข็งคงตัวลึกลงไปใต้ผิวดินของเขตทุนดราราวครึ่งเมตร ทุกวันนี้ ชั้นดินละลายลึกลงไปหนึ่งเมตร นั่นหมายความว่าศิลปวัตถุที่สลักเสลาด้วยฝีมือช่างชั้นครูจากเขากวางคาริบู ท่อนไม้ที่ลอยน้ำมา กระดูกและงาของวอลรัส กำลังโผล่ขึ้นมาจากชั้นดินเยือกแข็งคงตัวที่เคยเก็บรักษาสิ่งเหล่านี้ไว้ในสภาพสมบูรณ์ หากไม่ได้รับการกอบกู้อย่างทันท่วงที สิ่งเหล่านี้จะเริ่มเน่าเปื่อยและผุพังในเวลาอันรวดเร็ว

อันตรายต่อที่สองเป็นหมัดน็อก นั่นคือระดับทะเลที่สูงขึ้น ระดับน้ำในมหาสมุทรทั่วโลกสูงขึ้นราว 20 เซนติเมตรตั้งแต่ปี 1900 นี่เป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อแหล่งโบราณคดีตามแนวชายฝั่งอย่างนูนัลเลก ซึ่งเปราะบางเป็นสองเท่าเพราะอันตรายจากคลื่นและจากแผ่นดินที่ทรุดตัวลงเพราะชั้นดินเยือกแข็งคงตัวกำลังละลาย “แค่พายุฤดูหนาวแรงๆสักลูกเดียวเราก็อาจสูญเสียแหล่งโบราณคดีแห่งนี้ทั้งหมดครับ” คเนกต์บอก

เรื่องแนะนำ

เตรียมปรับรับโลกร้อน

เตรียมปรับรับ โลกร้อน เมื่อ 11 ปีก่อน  สมบัติ ชุมนุม หนุ่มใหญ่วัย 40 ปี พาโยโกะ มินามิ ภรรยาชาวญี่ปุ่น กลับมายังบ้านเกิดที่อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร เพื่อสานฝันของเขา นั่นคือการแปรนาข้าวเดิมของพ่อที่ใช้สารเคมีมายาวนาน  ไปสู่นาข้าวอินทรีย์และแปลงเกษตรผสมผสาน หลังไถปรับหน้าดินแข็งโกกเกกไร้ธาตุอาหาร และยกระดับที่นาให้สูงขึ้น เขาก็เริ่มขุดสระน้ำขนาดใหญ่ โดยผันน้ำมาจากลำห้วยวังหินที่อยู่ท้ายแปลงที่ดิน “หัวใจของการทำเกษตรคือน้ำครับ” เขาบอกขณะพาผมเดินฝ่าดงหญ้าริมคันนา เลียบสระน้ำกว้างใหญ่ที่เชื่อมต่อกับลำห้วยไหลเอื่อย  สมบัติใช้น้ำจากสระแห่งนี้รดต้นไม้ ปลูกข้าว และอุปโภคในครัวเรือน “ตอนมาทำใหม่ๆ ชาวบ้านแถวนี้หาว่าผมบ้า ไม่ใส่ยา ไม่ใส่ปุ๋ย แถมขุดสระน้ำใหญ่โต เขาไม่ขุดกันใหญ่ขนาดนี้หรอก เพราะเสียดายที่ดินปลูกข้าวครับ” เขาบอก สมบัติเคยทำงานที่องค์กรพัฒนาเอกชนด้านเกษตรอินทรีย์ในกรุงเทพฯ มาก่อน จึงมีความรู้ด้านการจัดการแปลงเกษตรพอสมควร แปลงนาของเขาปลูกข้าวหลากหลาย ทั้งข้าวหอมมะลิพันธุ์ 105 อันลือชื่อของดินแดนทุ่งกุลาร้องไห้ข้าวเหนียวกข.6 และข้าวพันธุ์ใหม่ที่กำลังมาแรงอย่าง “ไรซ์เบอร์รี่”  ที่อยู่ติดกันคือสวนผสมสารพัน  ตั้งแต่กะทกรกยันเพกา กล้วยน้ำว้ายันมะรุม ใกล้ๆกันคือโรงเรือนไก่ไข่ และกองลอมฟางที่เป็นรังของเห็ดฟาง ซึ่งภรรยาของเขาจะมาเก็บไปทำอาหารทุกเช้า มีคอกแพะและวัว (ว่างเปล่าเพราะเลี้ยงไม่ไหว) เขาใช้แผงเซลล์สุริยะผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ในบ้าน ไม่ดูโทรทัศน์ […]

ภาพนี้ต้องขยาย : รวมพล คนรักชาติ

ภาพโดย BROWN BROTHERS/NATIONAL GEOGRAPHIC CREATIVE ฝูงชนมารวมตัวกันเพื่อชม “ธงชาติผืนใหญ่ที่สุด” โบกสะบัดเหนือไทมส์สแควร์ในมหานครนิวยอร์ก แม้ภาพนี้น่าจะถ่ายในช่วงฤดูร้อนปี 1913  แต่กว่าที่ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก จะได้รับภาพก็ล่วงเข้าเดือนมิถุนายน ปี 1918 พอถึงตอนนั้น นิตยสารก็ได้อุทิศเนื้อหาทั้งฉบับของเดือนตุลาคม ปี 1917 ให้กับเรื่องธงชาติไปแล้ว  “ไม่เคยมีครั้งใดในประวัติศาสตร์ของประเทศนี้ที่ธงชาติจะเป็นที่ต้องการมากเช่นนี้” คำบรรยายภาพภาพหนึ่งในฉบับดังกล่าวเขียนไว้ “ไม่ใช่เพียงแค่ธงชาติสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงธงชาติของประเทศต่างๆในยุโรปซึ่งสหรัฐฯ ได้ร่วมเป็นพันธมิตร เพื่อขจัดระบอบอัตตาธิปไตยให้หมดไปจากโลก” — มาร์กาเร็ต จี.  แซ็กโควิตซ์

บนน้ำแข็งที่เปราะบาง

เรื่อง แอนดี ไอแซกสัน ภาพถ่าย นิก คอบบิง น้ำแข็งทะเลเหนือมหาสมุทรอาร์กติกไม่ได้ราบเรียบไร้รอยต่ออย่างในแผนที่ แต่ประกอบขึ้นจากแพน้ำแข็งที่ไม่เคยอยู่นิ่ง ทั้งชนกัน เปลี่ยนรูปร่าง ตลอดจนแตกร้าวเพราะแรงลมและกระแสน้ำอยู่ตลอดเวลา เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้วผมยืนตัวสั่นอยู่บนดาดฟ้าเรือ แลนซ์  เรือวิจัยรุ่นเก่าของนอร์เวย์ซึ่งกำลังแล่นฝ่าไปตามรอยแตกอันซับซ้อนของผืนน้ำแข็ง รอบข้างมีเพียงที่ราบสีขาวอันเวิ้งว้างทอดไกลสุดสายตา  ตัวเรือเหล็กกล้าสั่นสะเทือนและส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเมื่อลุยผ่านก้อนน้ำแข็งที่ลอยอยู่  เรือ แลนซ์ กำลังมองหาแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ให้ยึดเกาะแทนน้ำแข็งแผ่นเก่าที่แตกไป เพื่อจะได้ลอยไปบนทะเลเยือกแข็งอีกครั้ง พร้อมกับบันทึกชะตากรรมของน้ำแข็งทะเลในอาร์กติกไปด้วย ทว่ามหาสมุทรอาร์กติกในปัจจุบันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป อากาศเหนืออาร์กติกอุ่นขึ้นโดยเฉลี่ยราวสามองศาเซลเซียสในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา ผืนน้ำแข็งที่เคยปกคลุมหายไปมาก และที่มีอยู่ก็บางลงกว่าเดิม หนำซ้ำยังเป็นน้ำแข็งตามฤดูกาลมากกว่าจะเป็นแพน้ำแข็งเก่าแก่ที่สะสมตัวเป็นชั้นหนา วัฏจักรแห่งความหายนะที่ส่งผลสะท้อนกว้างไกลได้เกิดขึ้นแล้ว กล่าวคือเมื่อน้ำแข็งสีขาวถูกแทนที่ด้วยผืนน้ำสีเข้มของมหาสมุทรในฤดูร้อน ย่อมเกิดการดูดซับแสงอาทิตย์ไว้มากขึ้น ส่งผลให้น้ำและอากาศยิ่งร้อนขึ้น และนั่นย่อมทำให้การละลายที่ดำเนินอยู่รุนแรงยิ่งขึ้นตามไปด้วย “มหาสมุทรอาร์กติกอุ่นขึ้นก่อนใคร แถมยังอุ่นขึ้นมากที่สุดและเร็วที่สุดด้วย” คิม โฮลเมน อธิบาย เขาเป็นผู้อำนวยการนานาชาติของสถาบันขั้วโลกนอร์เวย์ หรือเอ็นพีไอ (Norwegian Polar Institute: NPI) ซึ่งเป็นเจ้าของเรือ แลนซ์ แบบจำลองสภาพภูมิอากาศทำนายว่า เมื่อถึงปี 2040 เราจะสามารถเดินเรือข้ามน่านน้ำเปิดไปยังขั้วโลกเหนือได้ในฤดูร้อน ที่ผ่านมา  น้ำแข็งทะเลในมหาสมุทรอาร์กติกทำให้ทั้งโลกเย็นลงด้วยการสะท้อนแสงแดดกลับสู่อวกาศ การสูญเสียน้ำแข็งในภูมิภาคนี้จึงส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศและลมฟ้าอากาศนอกแถบอาร์กติกอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง แต่จะส่งผลอย่างไรบ้างนั้นยังไม่มีคำตอบแน่ชัด การพยากรณ์ที่แม่นยำกว่านี้ต้องอาศัยข้อมูลที่ดีกว่าเกี่ยวกับน้ำแข็งทะเลและการเปลี่ยนแปลงของมัน “การล่องเรือสำรวจมหาสมุทรอาร์กติกส่วนใหญ่เกิดขึ้นในฤดูร้อน เรามีข้อมูลภาคสนามมากที่สุดจากช่วงนี้แหละครับ” […]

ราชาพรางกาย

เรื่อง  แพทริเชีย เอดมอนส์ ภาพถ่าย คริสเตียน ซีกเลอร์ โลกคงมีสัตว์อีกเพียงไม่กี่ชนิดที่เทียบรัศมีกิ้งก่าคาเมเลียนได้ในแง่ของความสามารถทางสรีระอันน่าอัศจรรย์ ตั้งแต่ลิ้นที่ยาวกว่าลำตัวพุ่งออกไปตวัดจับแมลงได้ในชั่วเสี้ยววินาที  สายตาที่มองเห็นได้ชัดแจ๋วราวกับกล้องส่องทางไกลหมุนได้รอบทิศทาง  เท้าที่มีนิ้วเท้าแยกออกเป็นสองชุดทำหน้าที่ยึดจับได้แน่นหนาราวปากคีบ เขาที่ยื่นออกมาจากคิ้วและจมูก ไปจนถึงแผงคอที่สวยงามราวกับผ้าลูกไม้ จากคุณลักษณะพิสดารทั้งหลายแหล่ของกิ้งก่าคาเมเลียน สิ่งหนึ่งที่โดดเด่นที่สุดและเป็นที่รู้จักมาตั้งแต่โบร่ำโบราณคือ ผิวหนังที่เปลี่ยนสีสันได้  ดังความเชื่อที่ว่า กิ้งก่าคาเมเลียนสามารถเปลี่ยนสีผิวหนังไปตามสิ่งที่มันจับต้องหรือสัมผัส แม้การเปลี่ยนสีในบางครั้งจะช่วยให้พวกมันกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมก็จริง แต่สีผิวหนังที่เปลี่ยนไปแท้จริงแล้วเป็นปฏิกิริยาทางสรีรวิทยาเพื่อการสื่อสารเสียส่วนใหญ่ กิ้งก่าคาเมเลียนเป็นสัตว์ เลื้อยคลานจำพวกกิ้งก่าชนิดเดียวที่ใช้สีสันแทนภาษาและการแสดงออกเกี่ยวกับสิ่งต่างๆที่กระทบมัน ทั้งการเกี้ยวพาราสี การแข่งขัน และความเครียดที่เกิดจากสภาพแวดล้อม อย่างน้อยนี่คือความเชื่อในปัจจุบัน คริสโตเฟอร์ แอนเดอร์สัน นักชีววิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านกิ้งก่าคาเมเลียนที่มหาวิทยาลัยบราวน์ บอกว่า “แม้กิ้งก่าคาเมเลียนจะเป็นที่สนใจมานานหลายร้อยปี แต่ปัจจุบันยังคงมีปริศนามากมายเกี่ยวกับสัตว์ชนิดนี้ เรายังคงพยายามทำความเข้าใจกลไกการทำงานของมันอยู่ครับ” ตั้งแต่การแลบลิ้นออกไปอย่างรวดเร็วไปจนถึงฟิสิกส์ของการเปลี่ยนสีผิวหนัง เมื่อสหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์หรือไอยูซีเอ็น เผยแพร่บัญชีแดง (Red List) ฉบับใหม่เกี่ยวกับสถานะเชิงอนุรักษ์ของกิ้งก่าคาเมเลียนเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีก่อน ชนิดพันธุ์กิ้งก่าคาเมเลียนอย่างน้อยครึ่งหนึ่งจัดว่าถูกคุกคามหรือใกล้ถูกคุกคาม แอนเดอร์สันเป็นสมาชิกคนหนึ่งในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญเรื่องกิ้งก่าคาเมเลียนของไอยูซีเอ็น เช่นเดียวกับคริสตัล ทอลลี นักชีววิทยาผู้ได้รับทุนเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก  ทอลลีเดินทางไปค้นคว้าวิจัยทางตอนใต้ของแอฟริกาและบันทึกการค้นพบกิ้งก่าคาเมเลียนชนิดใหม่ๆ รวมถึงแหล่งอาศัยที่กำลังหดหายไป ในจำนวนชนิดพันธุ์กิ้งก่าคาเมเลียนที่รู้จักกันกว่า 200 ชนิด  ราวร้อยละ 40 พบบนเกาะมาดากัสการ์ นอกนั้นส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในทวีปแอฟริกา  และมากกว่าร้อยละ 20 […]