กอบกู้ศักดิ์ศรีหญิงม่าย - National Geographic Thailand

กอบกู้ศักดิ์ศรีหญิงม่าย

กอบกู้ศักดิ์ศรี หญิงม่าย

เนิ่นนานก่อนฟ้าสาง หญิงม่าย แห่งวฤนทาวันพากันเร่งฝีเท้าไปตามตรอกมืดๆขรุขระ เลี่ยงหลบแอ่งโคลนและขี้วัวสดใหม่ ริมทางเท้ามีจุดแจกอาหารซึ่งทุกเช้าอาสาสมัครจะตั้งเตาแก๊สยักษ์ต้มชาหม้อใหญ่  หญิงม่ายเหล่านี้รู้ว่าต้องไปถึงแต่เช้า เพราะถ้ามาช้าเกินไป ชาอาจหมด “ตอนเช้าๆฉันรีบไม่ไหว ฉันไม่ค่อยสบาย” หญิงม่ายผู้หนึ่งบ่น “แต่เราต้องรีบ  เพราะไม่รู้ว่าจะพลาดอะไรไปบ้าง”

ตอนนั้นเป็นเวลาตีห้าครึ่ง อรุณรุ่งเยียบเย็น พระจันทร์เสี้ยว หญิงม่ายสองสามคนนุ่งส่าหรีสีสดใส แต่ส่วนใหญ่นุ่งสีขาว ในอินเดียนี่คือเครื่องบ่งชี้สถานะของผู้หญิงที่สูญเสียสามีไป ไม่ว่าจะเมื่อเร็วๆนี้ หรือหลายสิบปีมาแล้วก็ตาม

ไม่มีใครเคยนับจำนวนหญิงม่ายในวฤนทาวันอย่างจริงจัง  รายงานบางฉบับประมาณว่ามีอยู่สองหรือสามพันคน บางฉบับให้ตัวเลขสูงถึง 10,000 คนหรือมากกว่านั้น  วฤนทาวันและเมืองเล็กๆที่อยู่ใกล้เคียงเป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณ เนืองแน่นไปด้วยวิหารพระกฤษณะ  และอาศรมที่ตลอดทั้งวันจะได้ยินเสียงสวดภชัน (bhajan) หรือเพลงบูชาดังก้องกังวานโดยมีเหล่าหญิงม่ายยากจนที่นั่งเบียดเสียดกันบนพื้นเป็นผู้ขับขาน  ถึงแม้ปกติหน้าที่นี้จะเป็นของผู้แสวงบุญหรือนักบวช แต่หญิงม่ายเหล่านี้จะได้รับอาหารร้อนๆ หรือบางครั้งก็เสื่อรองนอนยามค่ำคืน  เพื่อแลกกับการร้องเพลงบูชาซ้ำแล้วซ้ำเล่า บางครั้งอาจยาวนานครั้งละสามหรือสี่ชั่วโมง

หญิงม่ายยังอาศัยอยู่ตามศูนย์พักพิง  ห้องเช่ารวม  และยามไร้ที่ซุกหัวนอนในร่อาคาร ก็อาศัยผ้าใบกางค้างแรมกันข้างถนน วฤนทาวันอยู่ห่างจากเดลีไปทางใต้ราว 150 กิโลเมตร แต่หญิงม่ายมาจากทั่วประเทศ โดยเฉพาะรัฐเบงกอลตะวันตกซึ่งผูกพันกับพระกฤษณะเป็นพิเศษ  บางครั้งพวกเธอติดสอยห้อยตามครู (guru) หรือผู้นำทางจิตวิญญาณที่ไว้วางใจมาที่นี่  แต่บางครั้งกลับเป็นญาติๆ ที่พาสมาชิกม่ายในครอบครัวมาทิ้งไว้ตามอาศรมหรือหัวมุมถนน  ก่อนจะขับรถจากไป

หญิงม่าย
อินเดีย: ชุมชนแม่ม่ายในเมืองที่มีวัดวาอารามสำคัญดึงดูดหญิงฮินดูจากเนปาลและบังกลาเทศด้วยเช่นกัน ภักดี ทาศี หญิงม่ายวัย 75 ปีจากบังกลาเทศผู้นี้ อาศัยอยู่หลังอารามริมแม่น้ำแห่งหนึ่งในเมืองนวทวีป รัฐเบงกอลตะวันตก มานานถึง 25 ปี เธอสวดมนต์ในอาศรมครั้งละหลายชั่วโมงเพื่อแลกอาหารและที่พัก

แม้แต่ญาติพี่น้องที่ไม่ได้ขับไล่หญิงม่ายออกจากบ้านก็อาจแสดงออกไม่ว่าจะทางคำพูดหรือการกระทำว่า  บทบาทหน้าที่ในครอบครัวของเธอสิ้นสุดลงแล้ว  หญิงม่ายในอินเดียต้องแบกตราบาปแห่งเคราะห์ร้ายที่อายุยืนยาวกว่าสามีไปตลอด  พวกเธอ “มีชีวิตทางกาย แต่ตายแล้วทางสังคม” ตามคำของวสันฐา ปาตรี นักจิตวิทยาในเดลี  ผู้เขียนเรื่องชะตากรรมของหญิงม่ายในอินเดีย  และเพราะวฤนทาวันเป็นที่รู้จักในฐานะ “เมืองแม่ม่าย” แหล่งที่พอจะหาอาหารร้อนๆ มิตรภาพ และจุดหมายในชีวิตได้   หลายคนจึงมุ่งหน้ามาที่นี่ตามลำพังโดยรถประจำทางหรือรถไฟ  ดังที่เคยเป็นมาหลายชั่วอายุคน “ไม่มีใครในหมู่พวกเราอยากกลับบ้านหรอกค่ะ” หญิงร่างสูงยาวชื่อกนักลตะ อธิการี บอกจากเตียงในห้องพักของศูนย์พักพิงที่เธออาศัยอยู่รวมกับหญิงม่ายอีกเจ็ดคน “เราไม่พูดกับครอบครัวอีก ตอนนี้เราคือครอบครัวของกันและกัน”

เธอนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง ทั้งที่แขนขางอบิดผิดรูปด้วยวัยและโรคภัย ส่าหรีสีขาวของเธอคลุมศีรษะไว้หลวมๆ ขนบการโกนศีรษะหญิงม่ายหลังสามีตายเคยแพร่หลายในอินเดียนัยว่าเพื่อประกาศให้สังคมรู้ว่า หญิงผู้นี้ไม่จำเป็นต้องมีเสน่ห์ดึงดูดเยี่ยงอิสตรีอีกต่อไป  และอธิการีก็ดูเหมือนเพิ่งโกนศีรษะได้ไม่นาน “ฉันโกนผมเพราะผมของฉันเป็นของเขา” เธอบอกและเสริมว่า ความงามยิ่งใหญ่ที่สุดของผู้หญิงคือเรือนผมและเสื้อผ้า ในเมื่อสิ้นสามีแล้ว ฉันจะมีสิ่งเหล่านั้นไว้ทำไม”

ตอนนี้อธิการีอายุเท่าไร “เก้าสิบหก” แล้วเธออายุเท่าไรตอนสามีตาย “สิบเจ็ดค่ะ”

ฉันมาที่วฤนทาวันเพราะตลอดช่วงเวลาหนึ่งปี  เอมี ทันซิง ช่างภาพกับฉัน ตระเวนเยือนชุมชนของแม่ม่ายในสามพื้นที่ที่แตกต่างกันทั่วโลก  เราไม่ได้มุ่งสำรวจประเด็นเกี่ยวกับการสูญเสียส่วนบุคคล  แต่ต้องการตีแผ่ว่า สังคมสามารถตีตราตัวตนหรืออัตลักษณ์ใหม่ที่ไม่เป็นธรรมแก่หญิงที่สูญเสียสามีอย่างไร ทั้งในฐานะตัวกาลกิณี ผู้ถูกอัปเปหิ ตัวก่อกวนผู้เสียสละ และเหยื่อ

หญิงม่าย
บอสเนีย: เพื่อนรักสมัยเด็กซึ่งแต่งงานกับสองพี่น้องที่ถูกสังหารในสงครามบอสเนีย ฟาตา เลเมช (ซ้าย) กับฮามีดา เลเมช ปัจจุบันอาศัยและทำสวนกับหญิงม่ายสงครามอีกสี่คนในหมู่บ้านสเกตชี

ในปี 2011 เมื่อองค์การสหประชาชาติประกาศให้วันที่ 23 มิถุนายนเป็นวันแม่ม่ายสากล (International Widow’s Day) คำอธิบายอย่างเป็นทางการที่เคร่งขรึมจริงจังระบุว่า แม่ม่ายในหลายวัฒนธรรมมีความสุ่มเสี่ยงจากทั้งขนบที่กดขี่ข่มเหง  ความยากจน  ผลกระทบจากสงครามที่คร่าชีวิตสามีของพวกเธอ  ถึงขนาดที่ว่าการตกพุ่มม่ายในตัวเองอาจถือเป็นหายนะทางสิทธิมนุษยชนเลยทีเดียว  ในบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา  เราอยู่กับแม่ม่ายสงครามกลุ่มหนึ่งนานหนึ่งเดือนพวกเธอใช้เวลายี่สิบปีค้นหาและฝังชิ้นส่วนกระจัดกระจายของชายกว่า 7,000 คนที่ถูกสังหาร ในยูกันดา เรารู้จักความหมายใหม่ของวลี “มรดกแม่ม่าย” ซึ่งไม่ได้หมายถึงสินทรัพย์ที่หญิงม่ายได้รับ   แต่หมายถึงการที่ญาติฝ่ายสามีไม่เพียงยึดทรัพย์สินอันเป็นมรดกที่เธอได้รับไปโดยมิชอบ  แต่ยังเห็นเธอเป็นมรดกชิ้นหนึ่งที่จะยกให้เป็นภรรยาหรือคู่นอนของญาติคนใดที่พวกเขาเห็นชอบก็ได้

เราวางแผนไปวฤนทาวันและพาราณสี เมืองใหญ่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของโกลกาตา  ซึ่งเป็นจุดหมายของหญิงม่ายหลายพันคนเช่นกัน  โดยตั้งใจให้ตรงกับช่วงที่มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมแนวคิดเรียบง่ายที่ว่า  ควรเปิดพื้นที่ให้หญิงม่ายมีส่วนร่วมในเทศกาลเฉลิมฉลองต่างๆด้วย ทั่วอินเดีย เทศกาลทิวาลี (Diwali) และโฮลี (Holi) คือช่วงเวลาแห่งการฉลองอันน่ารื่นรมย์ของผู้คน  ในเทศกาลทิวาลีจะมีการให้ของขวัญ  จุดเทียน และดอกไม้ไฟสว่างไสว ส่วนเทศกาลโฮลีเป็นการเฉลิมฉลองบนท้องถนนเพื่อให้ผู้คน “เล่นโฮลี” ตามที่คนอินเดียเรียก นั่นคือการสาดน้ำและฝุ่นสีต่างๆ ใส่กันอย่างสนุกสนาน

หญิงม่าย
บอสเนีย: ไฮรา ชาติช ผู้ก่อตั้งองค์กรสตรีแห่งซเรเบรนิตซา ซึ่งสูญเสียสามีและลูกชายในเหตุสังหารหมู่มื่อปี 1995 นั่งพักอย่างเหนื่อยอ่อนระหว่างเตรียมงานรำลึกวันครบรอบเหตุการณ์ องค์กรแห่งนี้ยังคงเรียกร้องความเป็นธรรมให้ผู้ชายที่ถูกกองกำลังชาวเซิร์บสังหารโหดในช่วงหนึ่งสัปดาห์ของสงครามบอสเนีย

สำหรับผู้หญิงที่สังคมคาดหวังให้ใช้ชีวิตที่เหลืออย่างมีศักดิ์ศรีแบบไร้ปากเสียง  การร่วมฉลองเทศกาลรื่นเริงเช่นนี้เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้เลย  “ทันทีที่ตกพุ่มม่าย สังคมจะบอกว่า  คุณไม่ได้รับอนุญาตให้ฉลองเทศกาลอะไรอีก” วินีตา เวอร์มา เจ้าหน้าที่องค์กรการกุศลแห่งหนึ่ง บอกฉัน “แต่เราอยากให้ผู้หญิงเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของสังคม พวกเธอมีสิทธิใช้ชีวิตของตัวเองอย่างเต็มที่ค่ะ”

เวอร์มาเป็นรองประธานองค์กรสุลาภอินเตอร์เนชั่นแนลของอินเดีย  ซึ่งจัดบริการสนับสนุนและให้เงินช่วยเหลือรายเดือนแก่หญิงม่ายในศูนย์พักพิงที่วฤนทาวันและพาราณาสี เมื่อไม่กี่ปีก่อน สุลาภอินเตอร์เนชั่นแนลเริ่มจัดงานทิวาลีและโฮลีให้หญิงม่ายในทั้งสองเมือง โดยเริ่มจากการจัดเล็กๆ เพื่อหยังเชิง  ก่อนจะจัดอย่างเต็มรูปแบบในเวลาต่อมา

หญิงม่าย
ยูกันดา: หนึ่งสัปดาห์หลังสามีเสียชีวิต โซโลเม เซชิมูลี วัย 54 ยืนขวางประตูบ้านของเธอกับสามีในเขตลูเวโรอย่างองอาจ ญาติสามีกวัดแกว่งอาวุธบุกเข้ามาในวันทำพิธีฝังศพ และพยายามใช้กำลังข่มขู่คุกคามเพื่อยึดบ้านของเธอ

พอถึงปี 2015 การจัดงานฉลองในวฤนทาวันและพาราณสี  หรือที่บางครั้งสื่อเรียกว่า  “เมืองแม่ม่าย” ก็ตั้งใจย้ายออกมาจัดกลางแจ้ง ไม่มีเสียงประณามปรากฏในสื่ออินเดีย และตอนที่ฉันกับทันซิงอยู่ในอินเดีย เสียงบ่นเดียวที่เราได้ยินเกี่ยวกับแผนการจัดงานฉลองเทศกาลให้หญิงม่ายก็คือ งานเหล่านี้มุ่งสร้างภาพมากกว่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง

“การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงต้องมาจากสังคมที่ขับไล่หญิงม่ายมาตั้งแต่ต้น” เกาตัม นักสังคมสงเคราะห์ที่อยากลบคำว่า “ม่าย” ออกจากพจนานุกรม บอก  เมื่อฉันถามว่าหญิงม่ายเหล่านี้ควรติดป้ายอะไรถึงจะดี  เธอก็คิดเรื่องนี้ไว้ก่อนแล้วเช่นกัน “แม่ไงคะ” เธอตอบ “ถ้าไม่ใช่แม่ ก็ลูกสาว ไม่ก็พี่สาวหรือน้องสาว เธอยังเป็นภรรยาด้วย ก็แค่สามีไม่มีชีวิตอยู่แล้วเท่านั้น”

เรื่อง ซินเทีย กอร์นีย์

ภาพถ่าย เอมี ทันซิง

 

อ่านเพิ่มเติม

“เจ้าสาววัยเด็ก” ปัญหาที่ถูกลืมในอินเดีย

เรื่องแนะนำ

ภาพนี้ต้องขยาย : จุดจบของทีมสำรวจ

ภาพ เฮอร์เบิร์ต จี. พอนติง, NATIONAL GEOGRAPHIC CREATIVE แม้ว่าพวกเขาจะปักธงชาติสหราชอาณาจักร (ซ้ายสุด) หลังมาถึงขั้วโลกใต้เมื่อเดือนมกราคม ปี 1912 แต่สมาชิกใน คณะสำรวจภูมิภาคแอนตาร์กติกของโรเบิร์ต ฟอลคอน สกอต ก็พบธงชาตินอร์เวย์โบกสะบัดอยู่ที่นั่นแล้ว  คณะสำรวจภายใต้การนำของโรอัลด์ อามุนด์เซน คู่แข่งของสกอต มาถึงขั้วโลกใต้ก่อนหน้านั้นเพียงเดือนเศษ  ทว่าเอดเวิร์ด วิลสัน, สกอต, เอดการ์ เอแวนส์, ลอว์เรนซ์ โอตส์ และเฮนรี เบาเวอร์ส (จากซ้ายไปขวา) ยังคงบันทึกความสำเร็จของพวกเขาด้วยภาพถ่ายภาพนี้  การมองผ่านแว่นขยายเผยให้เห็นว่า  พวกเขาบันทึกภาพนี้ได้อย่างไร  นั่นคือสายลั่นชัตเตอร์ที่อยู่ในมือของวิลสัน ภาพนี้เป็นหนึ่งในภาพถ่ายท้ายๆ ของพวกเขา  ไม่มีใครในภาพรอดชีวิตกลับถึงบ้านเลยสักคน ภายในหนึ่งเดือนหลังถ่ายภาพนี้ เอแวนส์ก็เสียชีวิต  หนึ่งเดือนต่อมา โอตส์ซึ่งถูกความเย็นกัดก็ออกจากทีมและไม่มีใครเห็นเขาอีก ร่างที่ถูกแช่แข็งของคนที่เหลือถูกพบอยู่ในเต็นท์เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 1912  พร้อมกับฟิล์มเนกาทิฟของภาพนี้ — มาร์กาเร็ต จี. แซ็กโควิตซ์

พลังงานของประชาชน

เรื่อง ไมเคิล เอดิสัน เฮย์เดน ภาพถ่าย รูเบน ซัลกาโด เอสกูเดโร ประศานต์ มัณฑ์ล กดปุ่มเปิดโคมไฟแอลอีดีขนาดเท่าห่อขนมในกระท่อมที่เขาอยู่กับภรรยาและลูกสี่คน ทันใดนั้นแสงเรื่อเรืองสีเหลืองสดและสีฟ้าน้ำทะเลที่สะท้อนออกมาจากแผ่นผ้าใบมุงหลังคาและฝาผนังของครอบครัวก็อาบพื้นที่แคบๆที่พวกเขาใช้ซุกหัวนอน  มัณฑ์ลวัย 42 ปีชี้นิ้วไปตามสมบัติซึ่งมีอยู่เพียงไม่กี่ชิ้นภายในบ้าน  เขาปิดชุดผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ให้แสงสว่าง  ถอดปลั๊กออกทีละชิ้น  และหอบไปยังเต็นท์ซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 18 เมตร ที่นั่นเขาเป็นคนขายชา หรือไจวัลลาห์ ให้คนที่เดินผ่านไปมาบนถนนอันเงียบเหงาของเมืองมโธตันทะ  เมืองที่แวดล้อมไปด้วย ผืนป่าใกล้พรมแดนด้านเหนือของอินเดีย “ชีวิตผมมันเศร้าครับ แต่ผมตั้งใจจะอยู่รอดให้ได้” มัณฑ์ลบอก “และแสงจากพลังงานแสงอาทิตย์นี่แหละที่ช่วยให้ผมเปิดร้านตอนกลางคืนได้” มัณฑ์ลผู้สร้างบ้านอย่างผิดกฎหมายบนที่ดินสาธารณะ เป็นเพียงฟันเฟืองตัวเล็กๆของเครื่องจักรทางเศรษฐกิจใหม่ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว  เป็นเครื่องจักรที่มีหลายร้อยบริษัททำงานเชิงรุกเต็มที่ในการขายเครื่องผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดเล็กให้ลูกค้าที่อยู่นอกโครงข่ายไฟฟ้าในประเทศกำลังพัฒนา ประมาณการว่ามีผู้คนราว 1,100 ล้านคนในโลกที่อยู่โดยไม่มีไฟฟ้าใช้ และเกือบหนึ่งในสี่อยู่ในประเทศอินเดียที่ซึ่งคนอย่างมัณฑ์ลถูกบีบให้ต้องพึ่งพาน้ำมันก๊าดและแบตเตอรี่ลูกใหญ่เทอะทะที่มีน้ำกรดรั่วซึมออกมา ชุดผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ของมัณฑ์ลที่ให้พลังงานแก่โคมไฟแอลอีดีสองดวงและพัดลมหนึ่งเครื่องนี้ได้พลังงานจากแผงเซลล์สุริยะขนาด 40 วัตต์  การทำงานเริ่มจากดวงอาทิตย์สาดแสงลงมายังแผง และชาร์จพลังงานเข้าเครื่องชาร์จประจุขนาดเล็กสีส้มครั้งละราวสิบชั่วโมง  มัณฑ์ลเช่าชุดผลิตไฟฟ้านี้จากซิมปาเน็ตเวิร์กส์ (Simpa Networks) ซึ่งเสนอขายแผนสมาชิกที่ออกแบบให้เหมาะกับงบของลูกค้าผู้มีรายได้น้อย ถึงกระนั้น เงินราวๆ 35 เซ็นต์ต่อวันก็ถือเป็นค่าใช้จ่ายก้อนโตสำหรับมัณฑ์ลผู้หาเลี้ยงครอบครัวด้วยเงินไม่ถึงสองดอลลาร์สหรัฐต่อวัน แต่ถึงอย่างนั้น มัณฑ์ลกลับบอกว่า การจ่ายเงินร้อยละ 20 ของรายได้เพื่อแลกกับบริการของซิมปาก็ยังดีกว่าการใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ท่ามกลางความมืด  เขาบอกว่า “ผมใช้เงินมากขนาดนี้ในการชาร์จไฟแบตเตอรี่มาก่อนหน้านี้แล้วครับ […]

ภาษาภาพ : ประจำเดือนกรกฎาคม

ไอซ์แลนด์ ใต้ธารน้ำแข็งเบรดาแมร์คูร์เยอคูตล์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวาตนาเยอคูตล์ ชายในเรือดูตัวเล็กไปถนัดตาเมื่อเทียบกับผนังของถ้ำน้ำแข็ง  การละลายของน้ำแข็งในฤดูร้อนทำให้อุโมงค์ขยายกว้างขึ้น และแม่น้ำกัดเซาะไหลบ่าเข้าสู่ถ้ำ อินโดนีเซีย นอกชายฝั่งตะวันออกของเกาะซูลาเวซี  บนก้นช่องแคบเลิมเบะฮ์  ดวงตาเบิกโพลงของปลากบขนาดลำตัวยาว 30 เซนติเมตรตัวนี้โผล่ออกมาจากทรายภูเขาไฟสีดำ ขณะกำลังซุ่มโจมตีเหยื่อ ภาพโดย เจนนิเฟอร์ โจ สต็อก   อังกฤษ ภูมิทัศน์หลอกหลอนของป่าวิสต์แมนส์ซึ่งมีทั้งก้อนหินปกคลุมด้วยมอสส์  เฟิน หญ้า และต้นโอ๊กแคระห่มไลเคน เร้นกายอยู่ในม่านหมอกและตำนาน  เล่าลือกันว่าที่นี่เป็นที่สถิตของเหล่านางฟ้า พ่อมดหมอผี และปีศาจ ภาพโดย ดังคัน จอร์จ, GETTY IMAGES

ภาพนี้ต้องขยาย : จับตามอง การปฏิวัติ

ภาพโดย พอล ทอมป์สัน, MUTUAL FILM COMPANY/NATIONAL GEOGRAPHIC CREATIVE ป้ายหน้าร้านวัดสายตาที่มองเห็นผ่านแว่นขยายภาพนี้ถ่ายเมื่อปี 1914 เป็นภาพชีวิตบนท้องถนนในเมืองซากาเตกัส ประเทศเม็กซิโก  กองกำลังของปันโช บียา ผู้นำกบฏ เพิ่งเข้ายึดเมืองซึ่งเป็นชุมทางรถไฟสำคัญจากกองทัพของประธานาธิบดีบิกโตเรียโน อวยร์ตา  ยุทธการที่ซากาเตกัสเป็นการสู้รบนองเลือดที่สุดครั้งหนึ่งของการปฏิวัติเม็กซิโก มีผู้เสียชีวิตราว 7,000 คน และบาดเจ็บอีกหลายพันคน กองบรรณาธิการน่าจะจัดหาภาพถ่ายภาพนี้สำหรับใช้ประกอบสารคดีเกี่ยวกับประเทศเม็กซิโกซึ่งตีพิมพ์ในนิตยสาร  เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนกรกฎาคม ปี 1916  แต่ไม่ได้นำมาตีพิมพ์   ผู้ชายในภาพที่กำลังแบกโลงศพ (ตรงกลาง) อาจเป็นเบาะแสเพียงอย่างเดียวที่บอกเป็นนัยถึงข้อความซึ่งเขียนกำกับไว้ด้านหลังภาพ  นั่นคือภาพนี้เป็น   หนึ่งใน “ภาพถ่ายล่าสุดจากสงคราม” — มาร์กาเร็ต จี. แซ็กโควิตซ์