เกิดเป็น (เด็ก) หญิง แท้จริง แสนลำบาก - National Geographic Thailand

เกิดเป็น (เด็ก) หญิง แท้จริง แสนลำบาก

เรื่อง อเล็กซิส โอเคโอโว
ภาพถ่าย สเตฟานี ซินแคลร์

เซียร์ราลีโอนคือหนึ่งในสถานที่เลวร้ายที่สุดในโลก ถ้าเกิดเป็นเด็กผู้หญิง

ในประเทศแถบแอฟริกาตะวันตกที่มีประชากรราวหกล้านคน  ถูกแบ่งแยกจากสงครามกลางเมืองเลวร้ายที่กิน    เวลายาวนานกว่าสิบปี  และเมื่อไม่นานมานี้ยังย่อยยับด้วยโรคอีโบลา  ลำพังการเกิดเป็นเด็กหญิงก็หมายถึงชั่วชีวิตที่เต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนามและประเพณีที่มักให้คุณค่าแก่เรือนร่างมากกว่าความรู้สึกนึกคิด  องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติหรือยูนิเซฟระบุว่า  ประชากรหญิงส่วนใหญ่ของเซียร์ราลีโอนหรือราวร้อยละ 90 ผ่านพิธีกรรมการขริบอวัยวะเพศหญิง (Female Genital Mutilation: FGM)  เพื่อประกาศความเป็นสาว  และเชื่อว่าเป็นการเพิ่มโอกาสของการแต่งงานออกเรือน   ทว่านี่ยังเป็นวิถีทางวัฒนธรรมอันหยั่งรากลึกเพื่อกดหรือควบคุมความต้องการทางเพศด้วยในประเทศนี้เด็กสาวเกือบครึ่งหนึ่งแต่งงานก่อนอายุ 18 ปี  และอีกไม่น้อยที่ตั้งครรภ์ตั้งแต่อายุน้อยกว่านั้น ส่วนมากเพียงไม่กี่เดือนหลังจากมีประจำเดือนครั้งแรก  หลายคนตกเป็นเหยื่อความรุนแรงทางเพศ  การข่มขืนมักเกิดขึ้นโดยไร้การลงโทษ  ในปี 2013  กว่าหนึ่งในสี่ของเด็กสาวอายุ 15 ถึง 19 ปีในเซียร์ราลีโอนตั้งครรภ์หรือมีลูกแล้ว ซึ่งถือเป็นอัตราการตั้งครรภ์สูงที่สุดแห่งหนึ่งในโลกของเด็กในช่วงอายุดังกล่าว

“ถ้าไปตามต่างจังหวัด คุณจะเห็นเด็กอายุ 13 บ้าง 15 บ้าง แต่งงานหรืออุ้มลูกกันแล้ว” แอนนี มาฟินดา พยาบาลบำรุงครรภ์ที่ศูนย์เรนโบ (Rainbo Center) ซึ่งให้การช่วยเหลือแก่เหยื่อความรุนแรงทางเพศในกรุงฟรีทาวน์ เล่าและเสริมว่า คนไข้ของศูนย์แห่งนี้ส่วนมากมีอายุเพียง 12-15 ปี

ตอนที่ฉันพบซาราห์ในฟรีทาวน์ เธออายุ 14 ปีและตั้งครรภ์ได้หกเดือน แต่ดูเหมือนอายุน้อยกว่านั้นหลายปีด้วยซ้ำ เธอเล่าให้ฉันฟังว่าถูกเด็กชายที่อาศัยอยู่ในละแวกบ้านข่มขืน และหลบหนีออกจากเมืองไปหลังทำร้ายเธอ  เมื่อแม่รู้ว่าเธอตั้งท้องก็ไล่เธอออกจากบ้าน ตอนนี้ซาราห์ (สงวนนามสกุล) อาศัยอยู่กับแม่ของเด็กชายที่เธอบอกว่าทำร้ายเธอแม่ของผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าข่มขืนเธอเป็นเพียงคนเดียวที่รับตัวเธอไว้ เพราะในเซียร์ราลีโอน ผู้หญิงมักอาศัยอยู่กับครอบครัวของสามี ซาราห์ต้องเข้าครัว ทำความสะอาด และซักผ้าให้คนทั้งครอบครัว  เธอเล่าว่าแม่ของเด็กชายทุบตีเธอ  ถ้าเธอเหนื่อยจนทำงานบ้านไม่ไหว

บรรดาเด็กหญิงที่หมู่บ้านมาซังกาในเซียร์ราลีโอน เข้าร่วมพิธีบอนโดทางเลือกที่ประกาศความเป็นผู้ใหญ่โดยไม่ต้องขริบอวัยวะเพศ (Female Genital Mutilation: FGM) นับตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา มีเด็กหญิงกว่า 600 คนเข้าร่วมพิธีดังกล่าว

ด้วยอุปสรรคขวากหนามมากมายเช่นนี้ในเซียร์ราลีโอน  แล้วเด็กหญิงอย่างซาราห์จะใช้ชีวิตและเติบโตได้อย่างไร

ในประเทศยากจนที่ปกครองโดยรัฐบาลซึ่งดูเหมือนไม่มีเจตจำนงที่จะปกป้องเด็กหญิงเท่าใดนัก หนทางเข้าท่าที่สุดที่เด็กหญิงเหล่านี้พอจะทำได้คือ หนีไปให้พ้นจากที่ที่พวกเธอถือกำเนิด  ท่ามกลางภัยคุกคามมากมาย โรงเรียนอาจเป็นที่พักพิงเพียงแห่งเดียวของพวกเธอ  การศึกษาเป็นสิ่งท้าทายเพราะค่าเล่าเรียน  แต่ก็เป็นความหวังเช่นกัน วุฒิการศึกษาระดับมัธยมศึกษาสามารถหยิบยื่นอิสรภาพทางเศรษฐกิจและโอกาสในการกำหนดชีวิตของตนเอง  บางทีอาจด้วยการช่วยให้พวกเธอได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยหรือได้งานที่ต้องอาศัยทักษะสูงขึ้น

ถึงกระนั้น ประมาณการหนึ่งระบุว่า มีเด็กหญิงเพียงหนึ่งในสามเท่านั้นที่เข้าเรียนระดับมัธยมศึกษาระหว่างปี 2008 ถึง 2012 และการตั้งครรภ์เป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดประการหนึ่ง  กระทรวงศึกษาธิการของเซียร์ราลีโอนห้ามเด็กหญิงตั้งครรภ์เข้าเรียนในโรงเรียน นโยบายดังกล่าวที่รัฐบาลประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2015 มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กที่ตั้งครรภ์ส่งอิทธิพลต่อเพื่อนนักเรียนและปกป้องพวกเธอจากการถูกล้อเลียน

อมินัตตา ฟอร์นา นักเขียนผู้ก่อตั้งโรงเรียนขึ้นในหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งของเซียร์ราลีโอนเมื่อปี 2003 บอกว่าการห้ามเด็กหญิงตั้งครรภ์เข้าเรียนในโรงเรียน “เป็นแนวคิดคร่ำครึที่แก้ปัญหาแบบขอไปที  และเป็นนโยบายที่ผิดพลาดมากค่ะ” เอลิซาเบท ดางคีห์ อดีตผู้ประสานงานศูนย์การศึกษาเพื่อเด็กหญิงวัยเรียนที่ตั้งครรภ์และมารดาซึ่งตั้งอยู่ในกรุงฟรีทาวน์ และได้รับการสนับสนุนจากองค์การยูนิเซฟกับกระทรวงศึกษาธิการของเซียร์ราลีโอน และหน่วยงานอื่นๆ บอกว่า “เมื่อคุณตั้งท้องก็โดนกีดกันแล้ว” เธอเล่าอย่างภาคภูมิใจว่า “ฉันคิดว่าเด็กพวกนี้คงอายที่จะกลับไป [เรียนที่โรงเรียน]แต่พวกเธอกลับมีความสุขเมื่ออยู่ที่นี่”  ดางคีห์เองตั้งท้องเมื่ออายุ 17 ปี พ่อไล่เธอออกจากบ้าน ลูกสาวของเธอเสียชีวิตจากภาวะทุพโภชนาการก่อนอายุครบขวบปี  ดางคีห์ซึ่งตอนนี้อายุ 35 ปีแนะนำนักเรียนของเธอให้พากเพียร  ลืมอดีตที่ไม่ได้เรียนหนังสือในโรงเรียนไปเสีย แล้วเดินหน้าต่อไป

ด้วยการเข้าร่วมพิธีบอนโดทางเลือกที่ไม่มีการขริบอวัยวะเพศ เด็กหญิงจากชุมชนมาซังกาเหล่านี้ได้รับการศึกษาฟรี ที่รับรองโดยองค์กรส่งเสริมการศึกษามาซังกา ซึ่งเป็นหน่วยงานไม่แสวงกำไรของสวิตเซอร์แลนด์

ชาวเซียร์ราลีโอนมักกล่าวโทษว่า  รากเหง้าของปัญหาในประเทศเริ่มต้นจากสงครามกลางเมืองระหว่างกลุ่มกบฏและรัฐบาล เป็นเวลากว่าสิบปีนับตั้งแต่ปี 1991 ที่เด็กหญิงและสตรีหลายพันคนถูกข่มขืน  ผู้คนเรือนหมื่นถูกฆ่า  และประชาชนอีกกว่าสองล้านคนต้องพลัดที่นาคาที่อยู่  ล่าสุดกว่านั้น คือการแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลาที่คร่าชีวิตผู้คนไปประมาณ 4,000 รายภายในเวลาไม่ถึงสองปี โรคร้ายนี้ส่งผลต่อครอบครัวนับไม่ถ้วน  ทำให้เด็กหญิงต้องกำพร้าและบีบให้พวกเธอต้องกลายเป็นผู้เลี้ยงดูพี่น้องก่อนที่จะรู้ความด้วยซ้ำ  ประเทศเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นประชาธิปไตยอย่างกระท่อนกระแท่น แต่การกดขี่เด็กหญิงและสตรียังคงดำเนินต่อไป

ฟาทู วูรีย์ นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรีในฟรีทาวน์ ผู้เติบโตในต่างประเทศก่อนเดินทางกลับมาตุภูมิ บอกว่า “ประเทศนี้ไม่ใส่ใจต่อร่างกาย  ชีวิต และจิตวิญญาณของหญิงสาวชาวเซียร์ราลีโอนหรอกค่ะ นโยบายต่างๆที่คิดขึ้นมาไม่ได้คำนึงถึงหรือฟังเสียงของสตรีเซียร์ราลีโอนเลย”

ในฐานะผู้หญิงที่ใช้เวลาคลุกคลีอยู่ในแอฟริกาตะวันตกค่อนข้างนาน  ฉันมีปฏิกิริยารุนแรงเมื่อไปเยือนเซียร์ราลีโอนครั้งแรก แต่ฉันก็พบด้วยว่า  แม้ในประเทศที่รุมเร้าไปด้วยปัญหาแห่งนี้ยังมีเด็กผู้หญิงจำนวนหนึ่งที่กำลังหาหนทางหลุดพ้นจากอุปสรรคขวากหนามทั้งปวง

เรื่องแนะนำ

อาณาจักรของอิสตรี

เรื่อง เจเรมี เบอร์ลิน ภาพถ่าย แคโรลิน คลุพเพิล ผืนป่าเขียวขจีทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย ติดกับพรมแดนบังกลาเทศ คือที่ตั้งของหมู่บ้านเล็กๆซึ่งมีระเบียบทางสังคมไม่เหมือนใคร ชนพื้นเมืองเผ่ากะสิราว 500 คนในหมู่บ้านมูลินนงยังคงสืบสานประเพณีการสืบทอดทางแม่ซึ่งมีมาแต่โบราณ  ณ ชุมชนแห่งนี้  ทุกสิ่งไม่ว่าจะเป็นตำแหน่ง เงินทอง ทรัพย์สิน หรืออำนาจ ล้วนตกทอดจากแม่สู่ลูกสาว พูดอีกนัยหนึ่งคือเพศหญิงคือผู้เป็นใหญ่นั่นเอง แคโรลิน คลุพเพิลช่างภาพจากเบอร์ลินใช้เวลาเก้าเดือนในช่วงสองปีพำนักอยู่กับครอบครัวชาวกะสิครอบครัวแล้วครอบครัวเล่าในหมู่บ้านที่ “สงบสุขและสะอาดอย่างไม่น่าเชื่อ” เธอได้พบกับวัฒนธรรมที่ลูกสาวคนสุดท้อง (เรียกว่า คัดดูห์) เป็นผู้รับมรดก สามีย้ายเข้าไปอยู่บ้านภรรยา และลูกๆใช้นามสกุลผู้เป็นแม่ เด็กผู้หญิงเข้าเรียนที่โรงเรียนในหมู่บ้านจนโตเป็นสาว แต่บางคนก็ย้ายไปเรียนต่อในเมืองหลวงของรัฐเมื่ออายุได้สิบเอ็ดหรือสิบสองปีหลังจากนั้นจึงเข้าเรียนในวิทยาลัยหรือกลับคืนสู่มูลินนงเพื่อดูแลพ่อแม่ พวกเธอจะแต่งงานกับใครก็ได้ที่พวกเธอเลือก การหย่าร้างหรือเลือกใช้ชีวิตโสดไม่ใช่เรื่องน่าอับอาย แต่การไม่มีลูกสาวอาจเป็นปัญหาใหญ่ เพราะมีเพียงลูกสาวเท่านั้นที่จะสืบทอดตระกูลต่อไปได้ ครอบครัวที่ไม่มีลูกสาวจึงได้ชื่อว่า เอียป-ดูห์ หรือ “สูญพันธุ์” วาเลนตินา แพคินไทน์ นักมานุษยวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยนอร์ทอีสเทิร์นฮิลล์ กล่าวและเสริมว่า ธรรมเนียมนี้มีมา “แต่โบราณ” แล้ว โดยอาจเป็นสมัยที่ชาวกะสิมีหลายคู่หลายคน จึงยากจะระบุได้ว่าใครเป็นพ่อของลูกที่เกิดมา หรืออาจเป็นครั้งที่บรรพบุรุษฝ่ายชายต้องออกไปทำศึกจึงไม่อาจดูแลเครือญาติหรือครอบครัวได้ ทุกวันนี้ ผู้ชายเป็นผู้นำในสภาหมู่บ้านมูลินนง แต่แทบไม่ได้ครอบครองทรัพย์สิน คลุพเพิลกล่าวว่า บางคนซึ่งไม่พอใจกับสถานะพลเมืองชั้นสองของตนถึงกับเรียกร้องความเสมอภาคทางเพศด้วยซ้ำไป แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว […]

ภาพนี้ต้องขยาย : เวหา

  ภาพโดย : แพทริเซีย เอดมันด์ส เมืองใหญ่หลายแห่งมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือ ทิวแถวของตึกระฟ้า ด้านหน้าอาคารรูปสี่เหลี่ยม และดาดฟ้ารูปเรขาคณิต แล้วอะไรเล่าที่บอกเป็นนัยว่าภาพถ่ายซึ่งได้รับการเผยแพร่เมื่อปี 1951 นี้เป็นภาพของมหานครนิวยอร์ก ตรงกลางภาพคือหอส่งสัญญาณโทรทัศน์บนยอดตึกเอ็มไพร์สเตต และตรงกลางของหอคือช่างเหล็กชาวอเมริกันพื้นเมืองเผ่าโมฮอว์ก ในช่วงปลายทศวรรษ 1880 บริษัทสร้างสะพานสัญชาติแคนาดาจ้างชนเผ่าโมฮอว์กหลายคน ซึ่งอาศัยอยู่ในเขตสงวนกาห์นาวาเกใกล้เมืองมอนทรีออลของประเทศแคนาดา ให้ทำงานในโครงการก่อสร้าง สมาชิกของชนเผ่านี้พิสูจน์ตัวเองให้เห็นว่าไม่กลัวความสูงและ “แคล่วคล่องราวกับแพะ” ตามคำเปรียบเปรยของเจ้าหน้าที่คนหนึ่งของบริษัท ชื่อเสียงอันลือลั่นนี้ทำให้มีผู้เสนองานในสหรัฐฯให้ทำมากขึ้น ทุกวันนี้ ชนเผ่าโมฮอว์กยังคงเดินทางจากแคนาดามาทำงานเป็น “ช่างเหล็กบนที่สูง” ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา ช่างเหล็กชาวโมฮอว์กหลายต่อหลายรุ่นทำงานหนักบนตึกระฟ้าและโครงการสร้างสะพานเกือบทุกแห่งในมหานครนิวยอร์ก การทรงตัวอย่างมั่นคงบนคานเหล็ก ณ ความสูงชวนวิงเวียนเช่นนี้ทำให้พวกเขาได้รับการขนานนามด้วยความนับถือว่า “นักท่องเวหา”

ว่ายน้ำกับเหล่าพยัคฆ์

เรื่อง เกลนน์ ฮอดเจส ภาพถ่าย ไบรอัน สเกอร์รี ผมชมภาพยนตร์เรื่อง จอว์ส (Jaws) ตั้งแต่เริ่มฉายในช่วงฤดูร้อนของปี 1975  ตอนนั้นผมอายุเก้าขวบ และยังจำได้ว่าผู้ชมทั้งโรงส่งเสียงเฮดังลั่นเมื่อโบรดีฆ่าฉลามยักษ์ได้ในที่สุด  ผมรักภาพยนตร์เรื่องนี้มาก และคืนนั้นผมฝันว่าฉลามว่ายน้ำขึ้นมาจากโถส้วม แล้วไล่ตามผมไปตามโถงทางเดิน ประสบการณ์ของผมคล้ายกับของคนทั่วไปในสหรัฐฯ และทั่วโลก  เรารักภาพยนตร์เรื่อง จอว์ส และเราหวาดกลัวฉลาม  ผมโตมากับน้ำที่บ้านของปู่ย่าบนชายฝั่งรัฐคอนเนตทิคัต และแม้ว่าผมจะยังว่ายน้ำต่อ ผมมักหวั่นใจอยู่เสมอว่า อาจถูกฉลามลากขาลงน้ำไปได้ทุกเมื่อ  แม้ว่าตั้งแต่ปี 1900 เป็นต้นมาจะมีคนถูกฉลามกัดที่ชายฝั่งคอนเนตทิคัตเพียงสองครั้งแต่ข้อเท็จจริงย่อมไม่สำคัญเท่าความรู้สึก ดังนั้น เมื่อได้รับมอบหมายให้เขียนบทความชิ้นนี้ ผมจึงตัดสินใจทำสิ่งที่ไม่เคยอยากทำมาก่อน นั่นคือการว่ายน้ำกับฉลาม  ผมจะเรียนดำน้ำแบบสกูบา แล้วจะไปยังสถานที่แห่งหนึ่งในหมู่เกาะบาฮามาสซึ่งมีชื่อว่า หาดไทเกอร์ (Tiger Beach – หาดฉลามเสือ)  ผมจะดำน้ำกับฉลามเสือซึ่งเป็นเจ้าของสถิติทำร้ายมนุษย์มากกว่าฉลามชนิดอื่นใด เว้นแต่ฉลามขาว  นี่จะเป็นการดำน้ำครั้งแรกของผมหลังได้รับใบอนุญาต ซึ่งหมายความว่า เป็นการดำน้ำครั้งแรกนอกสระว่ายน้ำหรือหนองน้ำในแมริแลนด์  และไม่มีกรงป้องกันอันตรายเสียด้วย แต่ผมแค่อยากลบล้างความเชื่อผิดๆของใครต่อใคร  คนที่รู้จักฉลามอย่างใกล้ชิดมักกลัวพวกมันน้อยที่สุด และไม่มีใครเข้าใกล้ฉลามไปมากกว่านักดำน้ำอีกแล้ว นักดำน้ำซึ่งทำงานที่หาดไทเกอร์พูดถึงฉลามเสือที่นั่นด้วยความรักใคร่ ในลักษณะเดียวกับที่คนพูดถึงลูกๆหรือสัตว์เลี้ยง พวกเขาตั้งชื่อเล่นให้มันและคุยจ้อถึงพฤติกรรมแปลกๆของพวกมัน แต่การลบล้างความเชื่อผิดๆทำได้ยาก เพราะความเป็นจริงไม่ได้มีเพียงขาวกับดำ ก่อนหน้าที่ผมจะลงดำน้ำเป็นครั้งแรกที่หาดไทเกอร์เพียงวันเดียว มีรายงานข่าวว่า […]

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2018 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.