บนน้ำแข็งที่เปราะบาง - National Geographic Thailand

บนน้ำแข็งที่เปราะบาง

เรื่อง แอนดี ไอแซกสัน
ภาพถ่าย นิก คอบบิง

น้ำแข็งทะเลเหนือมหาสมุทรอาร์กติกไม่ได้ราบเรียบไร้รอยต่ออย่างในแผนที่ แต่ประกอบขึ้นจากแพน้ำแข็งที่ไม่เคยอยู่นิ่ง ทั้งชนกัน เปลี่ยนรูปร่าง ตลอดจนแตกร้าวเพราะแรงลมและกระแสน้ำอยู่ตลอดเวลา เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้วผมยืนตัวสั่นอยู่บนดาดฟ้าเรือ แลนซ์  เรือวิจัยรุ่นเก่าของนอร์เวย์ซึ่งกำลังแล่นฝ่าไปตามรอยแตกอันซับซ้อนของผืนน้ำแข็ง รอบข้างมีเพียงที่ราบสีขาวอันเวิ้งว้างทอดไกลสุดสายตา  ตัวเรือเหล็กกล้าสั่นสะเทือนและส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเมื่อลุยผ่านก้อนน้ำแข็งที่ลอยอยู่  เรือ แลนซ์ กำลังมองหาแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ให้ยึดเกาะแทนน้ำแข็งแผ่นเก่าที่แตกไป เพื่อจะได้ลอยไปบนทะเลเยือกแข็งอีกครั้ง พร้อมกับบันทึกชะตากรรมของน้ำแข็งทะเลในอาร์กติกไปด้วย

ทว่ามหาสมุทรอาร์กติกในปัจจุบันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป อากาศเหนืออาร์กติกอุ่นขึ้นโดยเฉลี่ยราวสามองศาเซลเซียสในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา ผืนน้ำแข็งที่เคยปกคลุมหายไปมาก และที่มีอยู่ก็บางลงกว่าเดิม หนำซ้ำยังเป็นน้ำแข็งตามฤดูกาลมากกว่าจะเป็นแพน้ำแข็งเก่าแก่ที่สะสมตัวเป็นชั้นหนา วัฏจักรแห่งความหายนะที่ส่งผลสะท้อนกว้างไกลได้เกิดขึ้นแล้ว กล่าวคือเมื่อน้ำแข็งสีขาวถูกแทนที่ด้วยผืนน้ำสีเข้มของมหาสมุทรในฤดูร้อน ย่อมเกิดการดูดซับแสงอาทิตย์ไว้มากขึ้น ส่งผลให้น้ำและอากาศยิ่งร้อนขึ้น และนั่นย่อมทำให้การละลายที่ดำเนินอยู่รุนแรงยิ่งขึ้นตามไปด้วย

“มหาสมุทรอาร์กติกอุ่นขึ้นก่อนใคร แถมยังอุ่นขึ้นมากที่สุดและเร็วที่สุดด้วย” คิม โฮลเมน อธิบาย เขาเป็นผู้อำนวยการนานาชาติของสถาบันขั้วโลกนอร์เวย์ หรือเอ็นพีไอ (Norwegian Polar Institute: NPI) ซึ่งเป็นเจ้าของเรือ แลนซ์ แบบจำลองสภาพภูมิอากาศทำนายว่า เมื่อถึงปี 2040 เราจะสามารถเดินเรือข้ามน่านน้ำเปิดไปยังขั้วโลกเหนือได้ในฤดูร้อน

ที่ผ่านมา  น้ำแข็งทะเลในมหาสมุทรอาร์กติกทำให้ทั้งโลกเย็นลงด้วยการสะท้อนแสงแดดกลับสู่อวกาศ การสูญเสียน้ำแข็งในภูมิภาคนี้จึงส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศและลมฟ้าอากาศนอกแถบอาร์กติกอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง แต่จะส่งผลอย่างไรบ้างนั้นยังไม่มีคำตอบแน่ชัด การพยากรณ์ที่แม่นยำกว่านี้ต้องอาศัยข้อมูลที่ดีกว่าเกี่ยวกับน้ำแข็งทะเลและการเปลี่ยนแปลงของมัน “การล่องเรือสำรวจมหาสมุทรอาร์กติกส่วนใหญ่เกิดขึ้นในฤดูร้อน เรามีข้อมูลภาคสนามมากที่สุดจากช่วงนี้แหละครับ” กุนนาร์ สปรีน นักฟิสิกส์ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำแข็งทะเลของเอ็นพีไอซึ่งผมพบบนเรือ แลนซ์ บอก “แต่เรายังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องจากฤดูหนาวถึงฤดูใบไม้ผลิครับ”

ในภารกิจนานห้าเดือนของเรือ แลนซ์ ลูกเรือหมุนเวียนซึ่งประกอบไปด้วยนักวิทยาศาสตร์นานาชาติจะตรวจหาสาเหตุและผลกระทบของการสูญเสียน้ำแข็ง ด้วยการเฝ้าสังเกตน้ำแข็งตลอดวัฏจักรชีวิตตามฤดูกาลของมัน ตั้งแต่ก่อตัวขึ้นในฤดูหนาวกระทั่งละลายหายไปในฤดูร้อน

ต้นเดือนมีนาคม หลังจากตักหิมะหนาหนึ่งเมตรออกไป นักวิทยาศาสตร์จากเรือ แลนซ์ ละลายน้ำแข็งให้เป็นช่องลงสู่ผืนน้ำเบื้องล่างเพื่อเก็บตัวอย่างแพลงก์ตอนและน้ำ งานภาคสนามในภูมิภาคอาร์กติกส่วนใหญ่เกิดขึ้นระหว่างฤดูใบไม้ผลิถึงฤดูใบไม้ร่วง

ไม่กี่วันหลังจากช่างภาพ นิก คอบบิง และผมมาสมทบกับเรือ แลนซ์ ด้วยเรือตัดน้ำแข็งและเฮลิคอปเตอร์จากเมืองลองเยียร์เบียนบนเกาะสปิตส์เบอร์เกนในหมู่เกาะสฟาลบาร์ อันเป็นฐานปฏิบัติการของเอ็นพีไอในอาร์กติก เรือก็แล่นไปยังละติจูด 83 องศาเหนือ ถัดจากแนวพรมแดนของประเทศรัสเซียมาทางตะวันตกเพียงเล็กน้อย นักวิทยาศาสตร์เลือก   เฟ้นแพน้ำแข็งกว้างครึ่งกิโลเมตรก้อนหนึ่งซึ่งส่วนใหญ่เป็นน้ำแข็งตามฤดูกาลอย่างที่พวกเขาต้องการศึกษา ลูกเรือยึดเรือไว้กับแพน้ำแข็ง โดยใช้เชือกไนลอนผูกเข้ากับเสาโลหะที่ปักลงในน้ำแข็ง แล้วดับเครื่องยนต์หลัก จากนั้นก็เริ่มลอยแบบไร้ทิศทางไปใน “ทะเลทราย” น้ำแข็งท่ามกลางความมืดเกือบสนิทโดยใช้เวลาผลัดละหนึ่งเดือน

นักวิทยาศาสตร์ตั้งแคมป์ กางเต็นท์ และวางสายไฟฟ้าบนแพน้ำแข็ง นักฟิสิกส์เช่นสปรีนทำแผนที่ภูมิลักษณ์น้ำแข็งด้วยเลเซอร์ พร้อมทั้งบันทึกความหนาและอุณภูมิของหิมะที่ปกคลุมอยู่ด้านบน ขณะที่นักสมุทรศาสตร์เจาะช่องลงไปในน้ำแข็งเพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับน้ำและกระแสน้ำเบื้องล่าง นักอุตุนิยมวิทยาตั้งเสาติดอุปกรณ์เพื่อเก็บข้อมูลสภาพอากาศและวัดค่าก๊าซเรือนกระจก นักชีววิทยาเสาะหาสาหร่ายน้ำแข็ง ภายในไม่กี่สัปดาห์ หลังจากดวงอาทิตย์หวนคืนมาส่องผ่านแพน้ำแข็งที่กำลังละลายลงสู่ผืนน้ำเบื้องล่าง นักวิทยาศาสตร์จะได้ชมระบบนิเวศพลิกฟื้นตื่นขึ้นมาอีกครา

เมื่อปี 2007 คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือไอพีซีซี (Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) ขององค์การสหประชาชาติเตือนว่า ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภูมิภาคอาร์กติกตลอดศตวรรษหน้า “จะรุนแรงกว่าผลกระทบที่ทำนายว่าจะเกิดในภูมิภาคอื่นๆ และจะส่งผลสะเทือนไปทั้งโลก” ผ่านไปเกือบหนึ่งทศวรรษ คำเตือนอันน่าหดหู่นี้กำลังเกิดขึ้นจริง คงไม่มีภูมิภาคใดได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากไปกว่าอาร์กติกอีกแล้ว

นับจากปี 1979 ที่เริ่มเก็บข้อมูลจากดาวเทียม ปริมาตรน้ำแข็งในภูมิภาคอาร์กติกหายไปเกินครึ่ง โดยลดลงทั้งในแง่พื้นที่และความหนา พื้นที่เยือกแข็งลดขนาดลงถึงระดับเล็กสุดของแต่ละปีในเดือนกันยายนพอสิ้นฤดูร้อน เมื่อเดือนกันยายน ปี 2012 พื้นที่เยือกแข็งมีขนาดเพียงครึ่งหนึ่งของอัตราเฉลี่ยในช่วงทศวรรษ 1980 และ 1990 ขณะที่ขนาดน้ำแข็งเมื่อขยายตัวถึงระดับสูงสุดซึ่งมักเกิดขึ้นในเดือนมีนาคมก็ลดลงด้วย ส่วนความหนาโดยเฉลี่ยลดลงครึ่งหนึ่ง แพน้ำแข็งหนาสามถึงสี่เมตรที่เคยคงตัวอยู่นานหลายปี  กลับกลายเป็นแถบน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่บางลงจนสะท้อนแสงได้น้อยลง ทั้งยังก่อตัวและละลายหายไปภายในปีเดียว แม้ว่าตามธรรมชาติแล้ว ขอบเขตของน้ำแข็งทะเลจะแปรผันอยู่เสมอ แต่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นพ้องกันว่า ก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ทำให้น้ำแข็งทะเลลดลงในอัตรารวดเร็วขึ้น

ในรอยแตกของน้ำแข็งหลังเรือ แลนซ์ ไอน้ำกระทบอากาศเย็นจนกลายเป็น “ควันทะเล” เมื่อผืนน้ำสีเข้มเข้ามาแทนที่น้ำแข็ง มหาสมุทรอาร์กติกจึงดูดซับความร้อนไว้มากขึ้นในฤดูร้อน และปล่อยความร้อนออกมามากขึ้นในฤดูใบไม้ร่วงกับฤดูหนาว นั่นอาจส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศในภูมิภาคอื่นๆ

ระบบนิเวศทั้งระบบกำลังละลายหายไป  การสูญเสียน้ำแข็งทะเลอาจทำลายสิ่งมีชีวิตผู้ทำหน้าที่สังเคราะห์แสงบางชนิดซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนโซ่อาหารในทะเล  นั่นคือสาหร่ายเซลล์เดียวที่อาศัยอยู่ใต้น้ำแข็งและเติบโตในฤดูใบไม้ผลิ เมื่อแสงแดดหวนคืนมา  ช่วงเวลาและระดับการเจริญเติบโตที่เปลี่ยนแปลงไปเนื่องจากน้ำแข็งในฤดูหนาวละลาย ก่อนกำหนดและในอัตรารวดเร็วขึ้น  อาจส่งผลกระทบต่อวัฏจักรชีวิตของแพลงก์ตอนสัตว์ที่เรียกว่าโคพีพอด  แพลงก์ตอนชนิดนี้กินสาหร่ายเป็นอาหาร ขณะเดียวกันก็เป็นอาหารของปลาค้อดอาร์กติก นกทะเล และวาฬโบว์เฮดอีกทอดหนึ่ง สำหรับสัตว์ทะเลเลี้ยงลูกด้วยนม เช่น หมีขั้วโลก วอลรัสแปซิฟิก และแมวน้ำริงด์ การสูญเสียพื้นที่น้ำแข็งทะเลหลายแสนตารางกิโลเมตรกลายเป็นภัยพิบัติใหญ่หลวงไปแล้ว

การสูญเสียน้ำแข็งยังทำให้มหาสมุทรอาร์กติกมีแนวโน้มเป็นกรดได้ง่ายขึ้น อันเป็นผลกระทบอีกอย่างหนึ่งของปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศที่เพิ่มสูงขึ้น  เมื่อน้ำเป็นกรดมากขึ้น  คาร์บอเนตย่อมลดลงภายใน 15 ปีข้างหน้า  น้ำทะเลอาจไม่มีคาร์บอเนตเพียงพอให้สัตว์เช่นหอยทะเลฝาเดียวและปูยักษ์อะแลสกาใช้สร้างและ   ต่อเติมเปลือกหินปูนของมัน

สำหรับผลสุดท้ายของสภาพการณ์ทั้งหมดนี้ เอียน สเตอร์ลิง สรุปอย่างตรงไปตรงมาว่า “ระบบนิเวศทางทะเลของมหาสมุทรอาร์กติกอย่างที่เรารู้จักในขณะนี้จะสูญสลายไปหมดครับ”

 

เรื่องแนะนำ

ข้ามแดนมัจจุราช

เรื่อง โรบิน มาแรนตซ์ เฮนิก ภาพถ่าย ลินน์ จอห์นสัน นักวิทยาศาสตร์ศึกษาการมีชีวิตอยู่ของเราว่าไม่ได้เป็นเหมือนสวิตช์เปิดปิดที่ “เปิด” หมายถึงมีชีวิต และ “ปิด” หมายถึงตาย แต่เป็นสวิตช์หรี่ไฟที่สามารถปรับระดับความเข้มระหว่างสีขาวกับสีดำได้หลายระดับ ในเขตสีเทานั้น ความตายอาจไม่ใช่ภาวะที่ถาวรเสมอไป ชีวิตอาจยากจะนิยาม หนำซ้ำบางคนยังข้ามเส้นแบ่งอันยิ่งใหญ่นี้ไปและกลับมาได้ และบางครั้งก็สามารถบรรยายสิ่งที่พวกเขาเห็น ณ อีกด้านหนึ่งของเส้นแบ่งนั้นได้อย่างละเอียด การตายเป็น “กระบวนการที่ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่เกิดขึ้นทันทีทันใด” แซม พาร์เนีย แพทย์สาขาเวชบำบัดวิกฤติ  เขียนไว้ในหนังสือ กำจัดความตาย (Erasing Death) ของเขา การตายคือการที่ร่างกายทุกส่วนขาดเลือดไปเลี้ยง แม้หัวใจจะหยุดเต้น แต่อวัยวะต่างๆไม่ได้ตายในทันที เขาเขียนไว้ว่า ความจริงแล้ว อวัยวะเหล่านั้นยังคงมีชีวิตอยู่ได้อีกพักใหญ่นั่นหมายความว่า “ช่วงเวลาพักใหญ่หลังความตาย  และความตายยังสามารถย้อนกลับได้อย่างสมบูรณ์” ว่าแต่ความตายซึ่งเป็นภาวะถาวรจะย้อนกลับได้อย่างไรเล่า  และการรับรู้ระหว่างก้าวผ่านเขตสีเทามีลักษณะอย่างไร มาร์ก รอท นักชีววิทยาในเมืองซีแอตเทิล ทำการทดลองให้ร่างกายของสัตว์อยู่ในสภาวะหยุดทำงาน โดยใช้สารเคมี ซึ่งเป็นส่วนผสมของสารละลายที่ลดการเต้นของหัวใจและเมแทบอลิซึมลงจนใกล้เคียงกับระดับของการจำศีล จุดประสงค์ของเขาคือ ทำให้ผู้ป่วยที่มีอาการหัวใจล้ม “มีความเป็นอมตะเล็กน้อย” จนกว่าจะพ้นภาวะวิกฤติที่ทำให้พวกเขาเฉียดตาย ในเมืองบอลทิมอร์และพิตต์สเบิร์ก ทีมรักษาผู้บาดเจ็บซึ่งนำโดยศัลยแพทย์ แซม […]

วิวัฒน์แห่งดวงตา

เรื่อง เอด ยอง ภาพถ่าย เดวิด ลิตต์ชวาเกอร์ หากลองถามใครต่อใครว่า ดวงตาสัตว์มีไว้ทำอะไร พวกเขาจะตอบคุณว่า  ก็เหมือนดวงตาคนนั่นแหละ แต่นั่นไม่จริงแม้แต่น้อย ในห้องปฏิบัติการที่มหาวิทยาลัยลุนด์ ประเทศสวีเดน แดน-เอริก นิลส์สัน กำลังพินิจพิจารณาดวงตาของแมงกะพรุนกล่อง  ดวงตาสองดวงของนิลส์สันเองมีสีน้ำเงินสดใสและหันไปทางด้านหน้า แต่แมงกะพรุนกล่องมีดวงตาสีน้ำตาลเข้ม 24 ดวงกระจุกอยู่รวมกันเป็นกลุ่มสี่กลุ่มเรียกว่า โรเพเลียม (rhopalium) นิลส์สันให้ผมดูแบบจำลองของโรเพเลียมในห้องทำงาน  มันดูเหมือนลูกกอล์ฟที่มีเนื้องอกและยึดติดอยู่กับก้านที่ยืดหยุ่นได้ฝังอยู่ในตัวแมงกะพรุน “ตอนเห็นมันครั้งแรก ผมไม่เชื่อสายตาตัวเองเลยครับ ดูประหลาดมาก” นิลส์สันบอก ดวงตาสี่ดวงจากหกดวงในแต่ละโรเพเลียมเป็นตัวรับแสงอย่างง่ายที่มีลักษณะเป็นช่องและหลุม แต่ดวงตาอีกสองดวงมีลักษณะซับซ้อนอย่างน่าประหลาด เหมือนดวงตาของนิลส์สัน กล่าวคือ มีเลนส์สำหรับรวมแสงและมองเห็นภาพได้ แม้ภาพที่เห็นจะมีความคมชัดต่ำก็ตาม นอกจากใช้มองสิ่งๆต่างๆแล้ว  นิลส์สันยังใช้ดวงตาของเขารวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับความหลากหลายในการมองเห็นของสัตว์  แล้วแมงกะพรุนกล่องล่ะ  มันเป็นสัตว์ที่มีโครงสร้างเรียบง่ายที่สุดจำพวกหนึ่งในอาณาจักรสัตว์ ลำตัวเป็นเพียงก้อนวุ้นที่ยืดหดเป็นจังหวะคล้ายหัวใจเต้นตุ้บๆ และมีมัดหนวดที่เต็มไปด้วยเข็มพิษสี่มัดห้อยลงมา  แมงกะพรุนกล่องไม่มีแม้กระทั่งสมองที่สมบูรณ์  คงมีเพียงเซลล์ประสาทเรียงเป็นวงแหวนอยู่รอบลำตัวรูประฆัง  แล้วมันจะต้องการข้อมูลอะไรกันเล่า เมื่อปี 2007 นิลส์สันและคณะแสดงให้เห็นว่า แมงกะพรุนกล่องชนิด Tripedalia cystophora ใช้ดวงตามีเลนส์ที่อยู่ด้านล่างมองสิ่งกีดขวางที่เข้ามาหา เช่น รากของพืชชายเลนในบริเวณที่มันว่ายน้ำอยู่  พวกเขาใช้เวลาอีกสี่ปีจึงค้นพบว่า ดวงตามีเลนส์ที่อยู่ด้านบนทำหน้าที่อะไร  เบาะแสสำคัญชิ้นแรกได้จากก้อนถ่วงน้ำหนักที่ลอยอย่างอิสระตรงฐานของโรเพเลียม […]

ราชาพรางกาย

เรื่อง  แพทริเชีย เอดมอนส์ ภาพถ่าย คริสเตียน ซีกเลอร์ โลกคงมีสัตว์อีกเพียงไม่กี่ชนิดที่เทียบรัศมีกิ้งก่าคาเมเลียนได้ในแง่ของความสามารถทางสรีระอันน่าอัศจรรย์ ตั้งแต่ลิ้นที่ยาวกว่าลำตัวพุ่งออกไปตวัดจับแมลงได้ในชั่วเสี้ยววินาที  สายตาที่มองเห็นได้ชัดแจ๋วราวกับกล้องส่องทางไกลหมุนได้รอบทิศทาง  เท้าที่มีนิ้วเท้าแยกออกเป็นสองชุดทำหน้าที่ยึดจับได้แน่นหนาราวปากคีบ เขาที่ยื่นออกมาจากคิ้วและจมูก ไปจนถึงแผงคอที่สวยงามราวกับผ้าลูกไม้ จากคุณลักษณะพิสดารทั้งหลายแหล่ของกิ้งก่าคาเมเลียน สิ่งหนึ่งที่โดดเด่นที่สุดและเป็นที่รู้จักมาตั้งแต่โบร่ำโบราณคือ ผิวหนังที่เปลี่ยนสีสันได้  ดังความเชื่อที่ว่า กิ้งก่าคาเมเลียนสามารถเปลี่ยนสีผิวหนังไปตามสิ่งที่มันจับต้องหรือสัมผัส แม้การเปลี่ยนสีในบางครั้งจะช่วยให้พวกมันกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมก็จริง แต่สีผิวหนังที่เปลี่ยนไปแท้จริงแล้วเป็นปฏิกิริยาทางสรีรวิทยาเพื่อการสื่อสารเสียส่วนใหญ่ กิ้งก่าคาเมเลียนเป็นสัตว์ เลื้อยคลานจำพวกกิ้งก่าชนิดเดียวที่ใช้สีสันแทนภาษาและการแสดงออกเกี่ยวกับสิ่งต่างๆที่กระทบมัน ทั้งการเกี้ยวพาราสี การแข่งขัน และความเครียดที่เกิดจากสภาพแวดล้อม อย่างน้อยนี่คือความเชื่อในปัจจุบัน คริสโตเฟอร์ แอนเดอร์สัน นักชีววิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านกิ้งก่าคาเมเลียนที่มหาวิทยาลัยบราวน์ บอกว่า “แม้กิ้งก่าคาเมเลียนจะเป็นที่สนใจมานานหลายร้อยปี แต่ปัจจุบันยังคงมีปริศนามากมายเกี่ยวกับสัตว์ชนิดนี้ เรายังคงพยายามทำความเข้าใจกลไกการทำงานของมันอยู่ครับ” ตั้งแต่การแลบลิ้นออกไปอย่างรวดเร็วไปจนถึงฟิสิกส์ของการเปลี่ยนสีผิวหนัง เมื่อสหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์หรือไอยูซีเอ็น เผยแพร่บัญชีแดง (Red List) ฉบับใหม่เกี่ยวกับสถานะเชิงอนุรักษ์ของกิ้งก่าคาเมเลียนเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีก่อน ชนิดพันธุ์กิ้งก่าคาเมเลียนอย่างน้อยครึ่งหนึ่งจัดว่าถูกคุกคามหรือใกล้ถูกคุกคาม แอนเดอร์สันเป็นสมาชิกคนหนึ่งในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญเรื่องกิ้งก่าคาเมเลียนของไอยูซีเอ็น เช่นเดียวกับคริสตัล ทอลลี นักชีววิทยาผู้ได้รับทุนเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก  ทอลลีเดินทางไปค้นคว้าวิจัยทางตอนใต้ของแอฟริกาและบันทึกการค้นพบกิ้งก่าคาเมเลียนชนิดใหม่ๆ รวมถึงแหล่งอาศัยที่กำลังหดหายไป ในจำนวนชนิดพันธุ์กิ้งก่าคาเมเลียนที่รู้จักกันกว่า 200 ชนิด  ราวร้อยละ 40 พบบนเกาะมาดากัสการ์ นอกนั้นส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในทวีปแอฟริกา  และมากกว่าร้อยละ 20 […]

ศิลปะนามธรรม เผยความงามบนร่างอสูร

เรื่องและภาพถ่าย ไมเคิล ดี. เคิร์น คนส่วนใหญ่เกลียดกลัวสัตว์เลื้อยคลาน สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก และสัตว์จำพวกแมง (สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังจำพวกสัตว์ขาปล้อง) ต่างๆ  เป็นความกลัวเก่าแก่แทบจะเรียกได้ว่าดึกดำบรรพ์ มนุษย์วิวัฒน์ขึ้นโดยเรียนรู้ที่จะหลีกเลี่ยงสัตว์เหล่านี้ซึ่ง ในหลายกรณีก็นับว่ามีเหตุผลดี แต่นั่นย่อมหมายความว่า พวกเราส่วนใหญ่มักขาดประสบการณ์ในการเข้าไปสัมผัสใกล้ชิดและชื่นชมความงามของพวกมันด้วย สัตว์เหล่านี้บางชนิดต้องการความช่วยเหลือจากเรา สิ่งที่ผมพยายามทำคือ ช่วยให้ผู้คนมองเห็นความงามในร่างอสูรด้วยการนำศิลปะนามธรรมมาลอกความกลัวและอคติจากจิตใจ ผมเริ่มจากการถ่ายภาพเหมือนของพวกมัน จากนั้นจึงรื้อและลดทอนรายละเอียดต่างๆให้เหลือเพียงองค์ประกอบพื้นฐาน ได้แก่สีสัน เส้นสาย ลวดลาย และพื้นผิว องค์ประกอบเอกเทศเหล่านี้คือพื้นฐานของภาพใหม่ที่ผมปรับแต่งขึ้นด้วยเทคนิคต่างๆ ในโปรแกรมโฟโต้ชอป ผลงานที่ได้คือภาพเหมือนจริงเป็นคู่ๆ โดยด้านหนึ่งเป็นภาพจริง ส่วนอีกด้านเป็นภาพ แนวนามธรรม ผมเริ่มทำภาพชุดนี้เกือบจะเรียกได้ว่าอย่างไม่ตั้งใจ ผมแค่ต้องการออกแบบโลโก้หัวจดหมายเพื่อใช้สำหรับธุรกิจถ่ายภาพของตัวเอง แต่ความที่ผมรักสัตว์เลื้อยคลาน ผมเลยถ่ายภาพกิ้งก่าอีกัวนา ผมคิดว่าดวงตาข้างหนึ่งของมันน่าจะสวยสะดุดตาพอที่จะใช้เป็นภาพเดี่ยวๆสำหรับหัวจดหมายได้  แต่ปรากฎว่าขนาดกลับไม่พอดีกับหัวจดหมาย  ผมจึงทำภาพสะท้อนขึ้นอีกภาพที่ด้านบน  ภาพที่ได้ทั้งสวยงามและเหนือจริง  ไม่เหมือนสิ่งใดในธรรมชาติ  ทั้งๆที่ภาพนี้มีที่มาจากของจริงในธรรมชาติแท้ๆ ภาพแต่ละภาพที่ผมสร้างขึ้นล้วนแตกต่างกัน เพราะไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว บางภาพใช้เพียงการคร็อปหรือตัดทอนภาพบางส่วนออกแล้วทำภาพสะท้อนขึ้น  ขณะที่บางภาพใช้เทคนิคหลายอย่างประกอบกัน  และบางภาพก็ออกมาไม่สวยเอาเสียเลย แต่สำหรับผม  การเดินทางนั้นมีคุณค่าพอๆกับจุดหมายปลายทาง  ผมมีความสุขที่เห็นภาพเป็นรูปเป็นร่างขึ้นทีละน้อยจากการทำซ้ำแต่ละครั้ง  ผมจึงเป็นทั้งผู้สร้างสรรค์และผู้สังเกตการณ์กระบวนการทำงานและผลลัพธ์ที่ได้ในเวลาเดียวกัน ในงานแสดงภาพ  ผมชอบที่จะแสดงภาพเชิงนามธรรมก่อน เมื่อผู้ชมมองภาพครั้งแรก ผมคิดว่าพวกเขามีความรู้สึกขัดแย้งลึกๆระหว่างความงามของภาพกับความกลัวที่มีต่อสัตว์ซึ่งเป็นที่มาของภาพ แต่เมื่อพวกเขาตระหนักว่ามันเป็นเพียงแค่ภาพ พวกเขาจะเริ่มขยับเข้ามาใกล้ และศึกษารายละเอียดต่างๆ […]

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2019 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.