ยางพารา : พืชเศรษฐกิจหรือหายนะระบบนิเวศ - National Geographic Thailand

ยางพารา : พืชเศรษฐกิจหรือหายนะระบบนิเวศ

ยางพารา : พืชเศรษฐกิจหรือหายนะระบบนิเวศ

อากาศวันนั้นแจ่มใส ภาคเหนือของประเทศไทยดูมีชีวิตชีวาอยู่กลางแสงอาทิตย์เดือนพฤษภาคม ชายหนุ่มจึงขับรถปิกอัปคันใหม่เอี่ยมลุยลงไปในลำธารที่ไหลผ่านหมู่บ้านทุ่งนาน้อยของเขา ฝูงวัวกับชาวบ้านเดินผ่านไปขณะที่เขายืนอยู่ในน้ำ หนุ่มวัย 21 ปีกับรถคันโก้ที่เขาล้างและขัดสีฉวีวรรณจนเงาวับ

ก่อนหน้านี้ไม่นาน โอกาสที่ใครสักคนอย่างปิยวุฒิ อนุรักษ์บรรพต หรือที่เพื่อนๆเรียกว่า “ชิน” จะมีรถปิกอัปคันงามในวัยหนุ่มเช่นนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้ ชาวบ้านในหมู่บ้านห่างไกลอย่างทุ่งนาน้อยนั้นยากจน แต่ไม่นานมานี้ครอบครัวอย่างบ้านของชินร่ำรวยขึ้นมาก  เหตุผลเห็นได้จากเนินเขาด้านหลังของเขา ย้อนหลังไปเพียงสิบปีก่อน เนินเหล่านี้ปกคลุมไปด้วยป่าดิบชื้นรกชัฏ  มีพืชพรรณพื้นเมืองขึ้นรกเรื้อแน่นขนัด ทว่าปัจจุบัน ลาดเขาส่วนใหญ่ถูกแผ้วถางจนเตียนโล่งแล้วปลูกพืชชนิดเดียวคือยางพารา  คืนแล้วคืนเล่าที่ครอบครัวของชินกับอีกหลายหมื่นครอบครัวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าสวนไปกรีดและรองน้ำยางในลักษณะเดียวกับการรองน้ำหวานจากต้นเมเปิล น้ำยางข้นสีขาวที่หยดลงสู่ถ้วยรองจะผ่านการทำให้แข็งตัว  รีดเป็นแผ่น แล้วขนส่งไปยังโรงงาน เพื่อเข้าสู่กระบวนการผลิตเป็นแหวนยางรูปวงกลม สายพาน แผ่นปะเก็น ฉนวน และยางรถยนต์จำนวนมหาศาล น้ำยางที่รวบรวมได้ราวสามในสี่ของโลกใช้ผลิตยางสำหรับรถยนต์ รถบรรทุก และเครื่องบินรวมแล้วปีละเกือบสองพันล้านเส้น

ยางมีบทบาทสำคัญอย่างเงียบๆในประวัติศาสตร์การเมืองและสิ่งแวดล้อมของโลกมากว่า 150 ปีแล้ว ถ้าคุณอยากให้มีการปฏิวัติอุตสาหกรรมก็ต้องมีวัตถุดิบสามชนิด ได้แก่เหล็กเพื่อทำส่วนที่เป็นเหล็กกล้าของเครื่องจักร เชื้อเพลิงฟอสซิลเพื่อให้พลังงานขับเคลื่อนเครื่องจักรเหล่านั้น และยางเพื่อเชื่อมต่อและปกป้องชิ้นส่วนที่มีการเคลื่อนไหว

ยางพารา
ปิยวุฒิ หรือ “ชิน” อนุรักษ์บรรพต ลงไปล้างรถปิกอัปคันใหม่ในลำธารของหมู่บ้าน รถของเขาคือสัญลักษณ์ของความร่ำรวยและวัฒนธรรมการบริโภคที่ยางพารานำมาสู่หลายพื้นที่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เมื่อนึกถึงยาง คนส่วนใหญ่มักนึกภาพผลิตภัณฑ์จากสารเคมีสังเคราะห์ ความจริงแล้ว ยางในโลกกว่าร้อยละ 40 มาจากต้นไม้ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นต้นยางพารา ทุกวันนี้ ยางพาราแทบจะปลูกกันในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพียงแห่งเดียว เนื่องจากภูมิภาคนี้มีทั้งสภาพภูมิอากาศที่เอื้ออำนวยและโครงสร้างพื้นฐานประกอบกันซึ่งไม่ปรากฏในภูมิภาคอื่นๆ แม้ว่าสภาพเศรษฐกิจโลกจะผันผวน แต่ความต้องการยางรถยนต์ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดสภาพคล้ายกระแสตื่นทองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  สำหรับผู้คนหลายล้านคนในภูมิภาคยากจนของโลกแห่งนี้ ความต้องการยางที่พุ่งสูงลิ่วช่วยบันดาลความร่ำรวยให้  ทั้งยังช่วยขจัดความโดดเดี่ยวห่างไกล  ปัจจุบัน “ทางหลวงสายยางพารา”ใหม่เอี่ยมเชื่อมสวนยางที่เคยอยู่ไกลสุดกู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้ากับโรงงานผลิตยางรถยนต์ในภาคเหนือของจีน

ทว่าผลที่ตามมาจากการค้ายางไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจเท่านั้น ชาวบ้านแบบเดียวกับชินจำนวนมากในภูมิภาค    เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก่อให้เกิดสิ่งที่เจฟเฟอร์สัน ฟอกซ์ จากศูนย์ตะวันออก-ตะวันตก (East-West Center) ในฮาวาย เรียกว่า “การเปลี่ยนโฉมทางนิเวศวิทยาที่ใหญ่ที่สุดและรวดเร็วที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ” ชาวสวนในจีน เวียดนาม ลาว ไทย กัมพูชา และเมียนมาร์ แผ้วถางหรือเผาป่า แล้วปลูกต้นยางพาราแถวแล้วแถวเล่า การกระทำเช่นนี้เป็นการเปลี่ยนระบบนิเวศซึ่งมีความหลากหลายมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลกไปสู่การปลูกพืชชนิดเดียวหรือพืชเชิงเดี่ยว (monoculture) นั่นอาจส่งผลร้ายต่อการทำหน้าที่ทางนิเวศวิทยาระดับพื้นฐานของภูมิภาคซึ่งรองรับผู้คนหลายสิบล้านคน

การปลูกพืชชนิดเดียวให้ผลผลิตสูงมาก ขณะเดียวกันก็เสี่ยงต่อความเสียหายอย่างมากเช่นกัน เรื่องราวของเฮนรี ฟอร์ด พิสูจน์ความจริงข้อนี้ได้ดี ฟอร์ดมีเหมืองเหล็กและเหมืองถ่านหินของตนเอง สร้างโรงไฟฟ้าเอง ทำป่าไม้เองกลุ่มโรงงานริเวอร์รูจของเขาในเมืองเดียร์บอร์น รัฐมิชิแกน มีท่าเรือน้ำลึก โรงหล่อเหล็กกล้า (ใหญ่ที่สุดในโลกในสมัยนั้น) และมีเส้นทางรถไฟภายในยาวกว่า 150 กิโลเมตร วัตถุดิบทุกชนิดที่ใช้ในการผลิตรถยนต์ผลิตขึ้นที่ริเวอร์รูจ ยกเว้นเพียงอย่างเดียว นั่นคือยาง เมื่อปี 1927 ฟอร์ดซื้อที่ดินเกือบ 10,400 ตารางกิโลเมตรในบริเวณลุ่มน้ำแอมะซอน อันเป็นถิ่นกำเนิดของยางพารา

ยางพารา
เนื่องจากน้ำยางไหลได้ดีที่สุดในเวลากลางคืน คนกรีดยางในเขตสิบสองปันนาจึงใช้ไฟฉายคาดศีรษะส่องต้นยางขณะทำงาน เฉลี่ยแล้วต้นยางหนึ่งต้นจะให้น้ำยางเดือนละประมาณสองกิโลกรัม

โครงการนี้เป็นหายนะอย่างสมบูรณ์แบบ ช่างเหลือเชื่อที่บริษัทเนรมิตสวนยางขึ้นในพื้นที่ขนาดครึ่งหนึ่งของรัฐนิวเจอร์ซีย์โดยไม่ปรึกษาผู้รู้เรื่องการปลูกยางพาราแม้แต่คนเดียว ข้อแรก ผืนดินแห่งนี้ไม่เหมาะกับการทำสวนยางขนาดใหญ่เลย ดินมีสภาพเป็นทรายมากเกินไป และฝนตกตามฤดูกาลเกินไป ถ้ามีนักพฤกษศาสตร์สักคนอยู่ตรงนั้นฟอร์ดคงได้รู้ว่า สาเหตุที่ไม่เคยพบยางพาราขึ้นเป็นกระจุกในป่านั้นเป็นเพราะมีความเสี่ยงต่อโรคใบไหม้ละตินอเมริกาสูงเกินไปนั่นเอง

ไมโครไซคลัส ยูลีไอ (Microcyclus ulei) ซึ่งเป็นชื่อที่นักชีววิทยาเรียกเชื้อราชนิดนี้ มองต้นยางพาราเหมือนกองทัพมดมองกบสักตัวเป็นมื้อเที่ยงอันโอชะ เชื้อราชนิดนี้ “ไม่ได้ฆ่าต้นยางทันที” เกรก แกรนดิน นักประวัติศาสตร์เขียนอธิบายไว้ในหนังสือเรื่อง ฟอร์ดแลนเดีย (Fordlandia) ของเขา แต่สปอร์ของมันจะเจาะเข้าไปในใบ แล้วดูดกินสารอาหารจนใบร่วง พอแตกใบใหม่ มันก็เข้าโจมตีอีก แกรนดินเขียนไว้ว่า ต้นยาง “จะอ่อนแอลงเรื่อยๆ อาจแตกหน่อที่แคระแกร็น หรือไม่ก็ตายไปเลย”

สงครามนี้ดำเนินไปอย่างเงียบเชียบและยืดเยื้อ และสำหรับต้นยางแล้วแทบไม่มีทางรอด สำหรับยางที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติ สปอร์ของเชื้อรา ไมโครไซคลัส ยูลีไอ จะแพร่จากยางต้นหนึ่งไปยังอีกต้นหนึ่งไม่ได้ง่ายๆ เพราะแต่ละต้นขึ้นอยู่กระจัดกระจายกันในป่า ขณะที่ในสวน ต้นยางขึ้นอยู่ใกล้ๆกันเหมือนจานอาหารบนโต๊ะบุฟเฟต์ ทำให้เชื้อรากระโดดข้ามต้นได้ง่าย การสร้างสวนยางขนาดมโหฬารของฟอร์ดจึงเป็นการทุ่มเงินก้อนใหญ่สร้างโรงเพาะเชื้อราขนาดยักษ์ดีๆนี่เอง  และพอถึงปี 1935 เหตุการณ์ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงก็เกิดขึ้น ต้นยางในฟอร์ดแลนเดียตายหมดภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน นับเป็นหายนะทางนิเวศวิทยาและความพินาศทางเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวง

ยางพารา
ชาวสวนในลาวเผาป่าเพื่อปลูกยางพาราบนที่ดินที่มีถนนสายใหม่ตัดผ่าน นักนิเวศวิทยาเกรงว่า การตัดไม้ทำลายป่า และความต้องการน้ำปริมาณมากของพืชชนิดนี้จะทำให้ระบบนิเวศทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เสื่อมสภาพอย่างรวดเร็ว

พอถึงทศวรรษ 1980 นักวิทยาศาสตร์ออกมาเตือนว่า สปอร์ของเชื้อราโรคใบไหม้ละตินอเมริกาเพียงสปอร์เดียวที่เล็ดลอดมาถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจทำให้ยุคยางพาราเฟื่องฟูหยุดชะงักได้เลยทีเดียว “โอกาสเกิดหายนะทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นจากทุกเที่ยวบินข้ามทวีปที่ลงจอดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” นักวิจัยสองคนจากมหาวิทยาลัยฟลอริดาเอแอนด์เอ็มกล่าวเตือนไว้เมื่อปี 2012 หนึ่งปีก่อนหน้านั้นมีรายงานฉบับหนึ่งจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติเสนอว่า ควรตรวจสอบผู้โดยสารเครื่องบินมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทุกคนที่เคยอยู่ในเขตแพร่กระจายของโรคใบไหม้ละตินอเมริกาในช่วงสามสัปดาห์ก่อนการเดินทาง แต่ไม่มีการดำเนินการใดๆ แม้นักวิทยาศาสตร์ ชาวบราซิลจะค้นพบและเริ่มทดลองปลูกต้นยางพาราพันธุ์ที่ต้านทานโรคใบไหม้ได้ แต่ในเอเชียยังไม่มีโครงการเพาะพันธุ์ยางที่ต้านทานโรคนี้ เท่าที่ไปเยือนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาสี่ครั้ง ผมยังเคยไม่เห็นชาวสวนยางที่คิดจะปลูกยางพันธุ์ที่ต้านทานโรคเลยสักคน

 

เรื่อง ชาร์ลส์ ซี. แมนน์
ภาพถ่าย ริชาร์ด บาร์นส์

เรื่องแนะนำ

โฉมหน้าใหม่ครอบครัวไทย

เรื่อง กัญญ์ชลา นาวานุเคราะห์ ภาพถ่าย เอกรัตน์ ปัญญะธารา เก้าอี้สิบตัวเรียงเป็นแถวหน้ากระดานอยู่ด้านหน้าเวทีที่ประดับประดาด้วยผ้าจับจีบสวยงาม เมื่อพิธีกรขานเลขระดับชั้นเรียน ผู้ปกครองซึ่งล้วนอยู่ในเสื้อสีเหลือง ก็ทยอยกันเดินมานั่งประจำเก้าอี้ ยังไม่ทันไร เด็กน้อยต่างวิ่งออกจากแถวมาหาผู้ปกครองของตน มอบดอกพุทธรักษาประดิษฐ์และการ์ดอวยพรทำเอง ก่อนจะหมอบกราบบุคคลตรงหน้า วันนี้คือวันพ่อแห่งชาติ โรงเรียนวัดปริวาส เขตยานนาวา จัดงานวันพ่อตามขนบอย่างเช่นทุกปี  ในอดีต ภาพชินตาคือเหล่าคุณพ่อจะมานั่งเรียงแถวให้ลูกกราบ  แต่บ่ายวันนี้ ผู้ปกครองที่มานั่งมีทั้งพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย พี่สาว พี่ชาย ปะปนกันไป เราอดคิดไม่ได้ว่า  พิธีที่จัดขึ้นตามขนบในวันนี้อาจสะท้อนภาพของครอบครัวไทยที่หลากหลายมากขึ้น  และห่างไกลจากคำว่า “ประเพณี” ออกไปทุกที คุณแม่หลากหลายทางเพศ สะพานข้ามแยกเกษตรกำลังถูกทุบเพื่อเปิดทางให้รถไฟฟ้า สี่โมงเย็นของวันจันทร์อันเร่งรีบ รถติดหนักที่แยกรัชโยธิน  “ไปเจอกันที่ป้ายรถเมล์หน้าเมเจอร์ วันนี้ พี่ทำงานที่นั่น” เสียงตามสายนัดแนะสถานที่นัดพบ “มุ้ย” ทำงานเป็นสายตรวจพิเศษของขสมก. หญิงร่างสูงโปร่งคนนี้มีหน้าที่ตรวจบริการรถเมล์ทั้งของรัฐและเอกชน มุ้ยคอยถ่ายภาพการจราจรอันคับคั่งเพื่อรายงานไปยังสำนักงาน และคอยดูว่ารถเมล์ทำตามกฎระเบียบหรือไม่ หากมีอุบัติเหตุหรือเรื่องทะเลาะเบาะแว้ง เธอจะเป็นคนแรกที่เข้าแก้ปัญหา หากจะบอกว่ามุ้ยเป็นเหมือน “แม่”  ของเหล่าคนขับและกระเป๋ารถเมล์ก็คงไม่ผิดนัก ในชีวิตนอกงาน มุ้ยก็เป็นคุณแม่  แต่ที่พิเศษคือ เธอเป็นคุณแม่ที่มีความหลากหลายทางเพศ ในอดีต  มุ้ยเคยแต่งงานกับผู้ชายและมีลูกด้วยกันคนหนึ่ง  […]

ชมภาพถ่ายใต้น้ำที่ชนะการประกวดจากทั่วโลก

เรื่อง ซาราห์ กิบเบนส์ ภาพถ่ายในระยะประชิดของหมึกสายที่กำลังแหวกว่ายผ่านน่านน้ำตื้น ๆ ถูกถ่ายทอดโดย Grabriel Barathieu นักถ่ายภาพผู้คว้ารางวัลช่างภาพใต้น้ำยอดเยี่ยมแห่งปี จากภาพชื่อ “Dancing Octopus” ภาพของเขาบันทึกได้ที่ชายฝั่งแห่งหนึ่งบนเกาะมายอต ในมหาสทุรอินเดีย “วิธีการเคลื่อนที่ของมันดูช่างแตกต่างจากนักล่าชนิดที่หากินบนบกมากเลยครับ” Alex Mustard คณะกรรมการติดสิน กล่าว “นี่มันสามารถเป็นสิ่งมีชีวิตต่างถิ่นจากดาวอื่นได้เลย” Barathieu ต้องใช้ความอดทนสูงมากในการถ่ายภาพออกมาได้อย่างถูกที่ถูกเวลา “ผมต้องรอจนถึงช่วงน้ำลงของฤดูใบไม้ผลิ เมื่อระดับน้ำทะเลมีความลึกเพียง 30 เซนติเมตร เพื่อจะให้ตัวของหมึกสายอาบไล้ไปด้วยแสงที่ทะลุผ่านผิวน้ำ ผมเข้าใกล้มันมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ผมเลือกใช้เลนส์มุมกว้างเพื่อถ่ายภาพชุดนี้ จึงทำให้เจ้าหมึกสายดูมีขนาดใหญ่ขึ้น ในปีนี้ มีภาพส่งเข้าประกวดกว่า 4,500 ภาพ จาก 67 ประเทศทั่วโลก การแข่งขันจัดขึ้นโดย UPY ลอนดอน ซึ่งประกอบไปด้วยคณะกรรมการผู้มีประสบการณ์ด้านการถ่ายภาพใต้น้ำในสาขานั้น ๆ โดยในปีนี้คณะกรรมการประกอบด้วย Martin Edge, Alex Mustard, and Peter Rowlands ซึ่งเป็นผู้ที่ถ่ายภาพประกอบสารคดีในนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก การประกวดครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้สมาคมช่างภาพใต้น้ำชาวอังกฤษ ดังนั้น […]

น้ำแข็งละลาย ชีวิตล่มสลาย

เรื่อง ทิม ฟอลเจอร์ ภาพถ่าย ซีริล ยัซเบ็ก กลางดึกคืนหนึ่งของเดือนพฤศจิกายนที่หมู่บ้านเนียกอร์นัตริมฝั่งตะวันตกของกรีนแลนด์ เหนือเส้นอาร์ติกเซอร์เคิลราว 500 กิโลเมตร สุนัขลากเลื่อนเริ่มส่งเสียงเห่าหอน ไม่มีใครรู้สาเหตุแน่ชัด แต่ชาวบ้านบางคนคิดว่าพวกมันได้ยินเสียงหายใจของนาร์วาฬ  (narwhal) วาฬชนิดหนึ่งที่มีนอเป็นเกลียวเหมือนยูนิคอร์น  ซึ่งมักมาแวะที่อูมมันนักฟยอร์ดในช่วงเวลานี้ของปีระหว่างอพยพลงใต้  เช้าวันรุ่งขึ้น ผู้ชายในชุมชนส่วนใหญ่พากันลงเรือเล็กออกล่านาร์วาฬเฉกเช่นที่ชาวอินนูอิตในกรีนแลนด์ปฏิบัติกันมาหลายร้อยปี บ่ายวันนั้น ใต้ผืนฟ้าที่เมฆสีเทาคล้อยต่ำ พรานที่กลับมาพากันลากเรือขึ้นฝั่ง ชาวบ้านเนียกอร์นัตอีกสองสามคนจากที่มีกันอยู่ทั้งหมด 50 คน ออกจากบ้านไม้สีสันสดใสมารวมตัวกันริมหาดหินด้วยความสนใจใคร่รู้ว่าในเรือมีอะไร ในจำนวนนี้มีอีลันงูอัก เอเกเด ผู้จัดการโรงไฟฟ้าของหมู่บ้านวัย 41 ปีรวมอยู่ด้วย เขาย้ายมาที่นี่เมื่อเก้าปีก่อนจากทางใต้ของกรีนแลนด์ซึ่งมีคนเลี้ยงแกะมากกว่านักล่าวาฬ เพื่อจะได้ใช้ชีวิตอยู่กับหญิงสาวชาวเนียกอร์นัตที่เจอกันในเว็บไซต์หาคู่ทางอินเทอร์เน็ต บางทีนาร์วาฬอาจเอาเถิดเจ้าล่อกับเหล่าพราน  หรือบางทีพวกมันอาจยังมาไม่ถึงและยังอ้อยอิ่งอยู่ในถิ่นอาศัยช่วงฤดูร้อนทางเหนือ เพราะยังไม่ถูกน้ำแข็งทะเลที่ขยายตัวบังคับให้ต้องอพยพลงใต้  ไม่ว่าสาเหตุคืออะไร พรานแห่งเนียกอร์นัตก็กลับบ้านพร้อมเหยื่อขนาดย่อมกว่า นั่นคืออาหารหลักอย่างแมวน้ำริงด์  และภายในไม่กี่นาที มันก็ถูกถลกหนังแล้วแล่เนื้อใส่ถุงพลาสติกสำหรับแจกจ่าย นอกจากหินเปื้อนเลือดและเศษครีบที่ไม่กี่ครีบแล้ว ร่องรอยของแมวน้ำก็หายวับไปสิ้น ยังมีสิ่งอื่นหายไปจากที่นี่เช่นกัน นั่นคือวิถีชีวิต คนหนุ่มสาวพากันหลีกหนีไปจากชุมชนล่าวาฬเล็กๆอย่างเนียกอร์นัต บางหมู่บ้านต้องดิ้นรนให้อยู่ได้ และวัฒนธรรมซึ่งก่อรูปขึ้นที่นี่ในช่วงเวลาหลายร้อยปี พร้อมทั้งค่อยๆปรับตัวให้เข้ากับการรุกคืบและการหดหายตามฤดูกาลของน้ำแข็งทะเล  มาบัดนี้กำลังเผชิญความเป็นไปได้ที่ว่า น้ำแข็งทะเลจะหดหายไปอย่างถาวร วัฒนธรรมเช่นนี้จะอยู่รอดหรือไม่ หากคำตอบคือไม่แล้ว จะสูญเสียอะไรไปบ้าง เมื่อน้ำทะเลแข็งตัว โลกแห่งแดนเหนือพลันกว้างใหญ่ขึ้น […]

ภาพนี้ต้องขยาย : คนเล็กต้นไม้ใหญ่

ภาพโดย กิลเบิร์ต เอช. โกรฟเนอร์, NATIONAL GEOGRAPHIC CREATIVE บนลาดเขาแห่งหนึ่งของเกาะเมาอี  ใบของต้น อาเปอาเป (‘ape‘ape) ทำให้ชายที่ยืนอยู่ใต้ร่มเงาไม้ดูตัวเล็กลงไปถนัดตา  “ร่างมนุษย์ช่วยให้เห็นสัดส่วนและขนาดของพืชพรรณแปลกประหลาดและสวยงามชนิดนี้” ทีมบรรณาธิการในเวลานั้นคงต้องชื่นชอบภาพนี้เป็นพิเศษ   เพราะมีภาพถ่ายสองแบบ  (กับชายคนเดียวกัน) ปรากฏอยู่ในสารคดีว่าด้วยอัศจรรย์แห่งธรรมชาติของหมู่เกาะฮาวาย— badocams มาร์กาเร็ต จี. แซ็กโควิตซ์

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2018 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.