ล่องสาละวิน - National Geographic Thailand

ล่องสาละวิน

ล่องสาละวิน

ายน้ำปายเป็นสีน้ำตาล เชี่ยวแรง และดูเถื่อน  เรือของเราแล่นผ่านศพชายคนหนึ่งแถวพงหญ้าห่างจากด่านตรวจของทหารกะเหรี่ยงดาวแดงไม่เกินชะโงกมองเห็น ศพขึ้นอืดคว่ำหน้า  ลอยพะเยิบพะยาบตามระลอกคลื่น เขาน่าจะตายมาสักสองสามวันแล้ว ทหารที่นั่นบอกว่า ไม่กี่วันก่อนมีพลเรือนสามคนแล่นเรือเล็กทวนน้ำขึ้นไปหาปลา ความไม่ชำนาญแก่งทำให้เรือแล่นปะทะหินใหญ่ที่ผาห่มน้ำ เรือล่ม พวกเขาพลัดตกน้ำเชี่ยวกราก หนึ่งในนั้นจมหายไป

“คงเมา” ใครคนหนึ่งแสดงความเห็น “คนขับเรือคงไม่เก่ง” นายท้ายเรือเสริม “หัวคงกระแทกท้องเรือ” อีกคนเดา “ครอบครัวเขาคงเสียใจ”  เรือของเราเบนหัวออกจากด่านทหาร ทิ้งไว้เพียงคำคาดเดาอย่างไม่แยแสคำตอบ

บนสายน้ำตะวันตก เราติดเครื่องเรือจากบ้านผาบ่อง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เบนหัวไปยังพม่า  ล่องร่วมมากับคนท้องถิ่น ผู้ใหญ่บ้าน พรานและคนที่เรียกตนเองว่านักธุรกิจ  มุ่งสู่แม่น้ำสาละวินตามคำเชื้อเชิญของนายพลท่านหนึ่งในรัฐกะยา  เพื่อไปชมต้นสายแร่ซึ่งบังเอิญขุดพบที่นั่น “ครั้งแรกมีคนบอกว่าน่าจะเป็นพลอย” สุริยน สังข์สุข ช่างภาพผู้ชักชวนบอกผมก่อนหน้า “นักธุรกิจที่แม่ฮ่องสอนคนหนึ่งเข้าไปขุดเงียบๆ พักหนึ่งแล้ว เขาเดินป่าหลายวันไปกับกองกำลังทหาร ตั้งแคมป์และกินอยู่ตามสภาพ กองกำลังรักษาความปลอดภัยให้เขา ทำกับข้าว เป็นคนงานเหมืองไปในตัว และจ่ายค่าจ้างกันตรงนั้น”

สาละวิน
พรานท้องถิ่นถือซากหัวเลียงผาริมตลิ่งแม่น้ำสาละวินในเขตรัฐกะยา เลียงผาตัวนี้ถูกล่ามาเมื่อคืนก่อนและถูกแล่เนื้อทันทีเพื่อเป็นอาหารรับรองแขกที่มาเจรจาธุรกิจ ความที่ผืนป่ายังอุดมสมบูรณ์และมีสัตว์ป่าชุกชุม การล่าสัตว์ป่าเพื่อบริโภคจึงถือเป็นเรื่องปกติสำหรับชาวบ้านท้องถิ่น

ตลอดหลายปีมานี้ ทรัพยากรในพม่าส่งกลิ่นหอมยั่วยวนนักธุรกิจต่างชาติให้แห่เข้าไปอย่างคับคั่ง พวกเขาหวังว่าหลังเสียงปืนสงบที่นั่นจะมีขุมทองให้ตักตวงแบบเดียวกับบ้านเราในยุคเก่าก่อน   และแน่นอนว่าอะไรก็ตามที่มีค่า พวกเขาจับและขาย   ส่วนอะไรที่ไม่มีค่า  พวกเขาก็ทำให้มันมีค่า ก่อนจับและขาย “ไม่มีอะไรขายไม่ได้หรอกครับ ผมจับอะไรก็เป็นเงินได้หมด” นักธุรกิจผู้ร่วมเดินทางบอกเรา “แม้แต่สิ่งที่มองไม่เห็น” เขายิ้มพราย  “นั่งเรือแม่น้ำสาละวินสี่ห้าชั่วโมงไม่ใช่เรื่องสนุกนะครับ หาอะไรปิดหน้าด้วย แดดที่นั่นไม่เหมือนที่ไหน และระวัง อย่านั่งหลังคนเคี้ยวหมาก ถ้าน้ำหมากกระเด็นเข้าตา แสบมาก” เขาเตือนก่อนเราออกเดินทาง

เราอาศัยเส้นสายและเครือข่ายความสัมพันธ์ที่สุริยนมีในจังหวัด เพื่อขอร่วมทางไปกับผู้คนหลายกลุ่มซึ่งมีทั้งนักธุรกิจใต้ดิน พระสงฆ์องค์เจ้า  ญาติมิตรของคนฝั่งนั้น  หรือครูบาอาจารย์ที่ทหารยศสูงๆ ในกองกำลังชาติพันธุ์นับถือ หลายครั้งเราถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย  คนประสานงานไม่ติดต่ออย่างไร้ร่องรอย  หรือไม่ก็เงียบหายไปดื้อๆ บางสถานที่ไม่สามารถกลับไปเยือนได้อีกแล้ว  และบางสถานที่ก็เดินทางไปบ่อยจนฝ่ายความมั่นคงจับตาดูเรา

เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์บนรอยร้าวระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์และรัฐบาลพม่า ผมพบว่ามีหลายประเด็นที่เรารับรู้เพียงด้านเดียว เราแว่วเสียงปืนจากกรุงเทพฯ จินตนาการถึงสงคราม แต่หลังเสียงปืนมีความจริงอีกมุมว่า ดินแดนแถบนี้กำลังกระตือรือร้นต่อโลกใหม่ การค้า ความสัมพันธ์ระดับนานาชาติ รวมทั้งความหวังทางการเมืองหลังการเลือกตั้งในประเทศ

สาละวิน
เหล่าศรัทธาชนกำลังชุลมุนขณะเก็บเงินจากการโปรยทาน หลังเสร็จสิ้นพิธียกฉัตรใหม่ที่พระเจดีย์แห่งหนึ่งในเมือง ผาซอง รัฐกะยา แม้ผู้คนแถบชายแดนนี้จะประกอบไปด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลาย แต่ส่วนใหญ่มักยึดโยงกันด้วยศาสนาพุทธ ซึ่งเป็นศาสนาที่มีคนนับถือมากที่สุดในพม่า

ชีวิตกลางลำเนาไพรที่นั่นอวดโฉมความบริบูรณ์ทางทรัพยากรที่ไม่มีอีกแล้วในประเทศไทย  ผมได้เห็นป่าดิบชื้นสลับเบญจพรรณริมฝั่งสาละวิน (ชาวท้องถิ่นเรียกแม่น้ำคง) ซึ่งเป็นตู้เย็นอย่างดีสำหรับชาวบ้านที่นั่น และปืนเป็นเครื่องมือบำบัดความหิวพอๆ กับเบ็ดหรือเครื่องช็อตปลา  ครั้งหนึ่งเรานอนค้างแรมบนหาดทรายริมฝั่งแม่น้ำสาละวิน ผมได้ยินเสียง “เห่า” จากเก้งหวงถิ่นตลอดทั้งคืน รุ่งขึ้นพรานของเราดักปลาเค้าตัวใหญ่ขนาดเท่าเด็กประถมได้จากแม่น้ำสาละวิน การค้างแรมพกไปเพียงมีด ปืน เกลือ และข้าวสาร เพราะที่นั่นเราไม่เคยอดเนื้อสัตว์ แต่ละมื้อมีหมุนเวียนให้กินทั้ง ฟาน (เก้ง) เยือง (เลียงผา) หมูป่า หรือแม้แต่ชะมดเช็ดแผงหางปล้อง และค่าง   ชาวบ้านล่าสัตว์ป่าพวกนี้เพื่ออาหารและใช้ชีวิตกับป่าเหมือนที่ปลาอาศัยลำน้ำ ทว่าไม่มีใครสักคนที่หวังจะร่ำรวยจากมัน

การทวนน้ำสาละวินดูเป็นภาระหนักของเรือเล็ก แต่เรือจากแม่น้ำปายของเรากลับไม่กริ่งเกรงสายน้ำไพศาล มันเล็กไม่สมกับสายน้ำ แต่ปราดเปรียวเหมือนแมงปอล้อลมและตัดแก่งทวนน้ำไปอย่างแคล่วคล่อง ผู้โดยสารต่อลำสี่ถึงห้าคนนั่งสบายเหมือนชั้นธุรกิจ  คนเรือจากหมู่บ้านท่าสบปาย (ปากน้ำจุดเชื่อมต่อระหว่างแม่น้ำปายกับแม่น้ำสาละวิน)จำร่องน้ำได้เหมือนเคยอาศัยอยู่ใต้นั้น  “ไม่ต้องห่วงครับ เรือนี่แข็งแรงมาก” เขาตบท้องเรือดังป้าบ

ป่าเบญจพรรณรกครึ้มเผยโฉมสองฟากตลิ่งไม้บางกอจมน้ำเหลือเพียงยอด มันชูไม้ชูมือราวกับโบกทักทายผู้มาเยือน แต่ยอดไม้อีกหลายยอดมีสวะ รวมทั้งขยะหรือเศษผ้าติดอยู่เหมือนชูธง แสดงถึงระดับน้ำที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาลหรือแม้แต่รายวัน

ความภาคภูมิของสาละวินมาจากคำพูดยกย่องว่า  เป็นแม่น้ำนานาชาติหนึ่งเดียวที่ยังปลอดเขื่อน จากหิมะบนที่ราบสูงทิเบตละลายลงมาเป็นสายน้ำไหลผ่านประเทศจีนและพม่ายาวรวม 2,815 กิโลเมตรจรดทะเลอันดามัน มีภูเขาสูง เกาะแก่งและลาดเทน้ำเชี่ยวกราก  เย้ายวนนักผลิตพลังงานว่าทำเลนี้เหมาะแก่การสร้างเขื่อน ทุนใหญ่คือจีนซึ่งจับจ้องโครงการยักษ์นี้ด้วยความหิว  รัฐบาลที่นั่นใช้อำนาจเบ็ดเสร็จกระทำต่อสายน้ำนู่เจียงหรือนามของสาละวินช่วงที่ไหลผ่านประเทศจีน  แบบเดียวกับที่ทำกับแม่น้ำโขง  คือวางเขื่อนผลิตไฟฟ้าถี่ยิบ

สาละวิน
แรงงานชาวพม่าเร่งสร้างถนนใหม่ด้วยกรรมวิธีดั้งเดิม นั่นคือใช้แรงงานคนและการบดอัด หลังลงนามหยุดยิงกับ กองกำลังติดอาวุธหลายกลุ่ม รัฐบาลพม่าจึงเร่งก่อสร้างถนนและสะพานจำนวนมากเพื่อเชื่อมต่อกับพรมแดนไทยและขยายเศรษฐกิจ

รัฐบาลพม่าเออออกับเขื่อนเช่นกัน ราวต้นปี พ.ศ. 2553 รัฐมนตรีด้านพลังงานของพม่าอนุมัติสร้างเขื่อนโดยไม่แยแสคนพื้นที่ และเดินหน้าโครงการนี้ลับๆ รัฐบาลไทยกังวลว่าจะตกขบวนจึงโผเข้าร่วมวงแบ่งเค้กด้วย  มีความเป็นไปได้สูงว่าเขื่อนอย่างน้อยสองแห่งใกล้อำเภอสบเมยและอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน  น่าจะเกิดจากการลงทุนร่วมของบริษัทไม่ก็รัฐวิสาหกิจด้านไฟฟ้าของไทย และพยายามดำเนินไปเงียบๆ

การก่อสร้างเขื่อนเดินหน้าโดยใช้คณะสำรวจเข้าไปในบางพื้นที่อย่างลับๆ  ทว่าหนามยอกอกคือสองฟากฝั่งเป็นถิ่นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 14 กลุ่มที่ยังมีปืน และแม่น้ำสายนี้คือชีวิตของพวกเขา รายงานเมื่อไม่นานมานี้เผยว่าชนกลุ่มน้อยไม่ทราบฝั่ง กราดยิงคณะสำรวจนิรนามเสียชีวิตไปถึง 4 ศพ กรณีแบบนี้อาจเป็นไปได้อีกหลายแห่ง เช่นเดียวกับการที่รัฐบาลพม่าส่งทหารมาเอาคืนชนกลุ่มน้อยเหล่านี้  โดยหวังกวาดล้างออกจากพื้นที่สร้างเขื่อน ผลกระทบหลังสร้างเขื่อนคาดว่า  น้ำจะท่วมสูงกินวงกว้าง  นั่นเป็นยุทธการใช้สายน้ำกวาดล้างชนกลุ่มน้อยออกจากฐานที่มั่นรวมถึงชัยภูมิบางแห่ง

นักต่อต้านเขื่อนอ้างว่า  เขื่อนคือปีศาจของความรุ่มรวยทางชีวภาพบนสายน้ำ พันธุ์ปลากว่า 70 ชนิดในสาละวินจะพบกับฝันร้าย เพราะไม่สามารถว่ายทวนน้ำขึ้นไปวางไข่เมื่อทางน้ำอิสระถูกปิดตาย  วิศวกรรมพยายามคิดแทนธรรมชาติโดยออกแบบรู บันได หรือทางด่วน หรืออะไรก็ตามที่หวังว่าปลาจะใช้มันเหมือนมนุษย์โผลอดประตูเข้าห้องครัวแต่ปัญหาคือนั่นไม่ใช่วิถีทางที่ธรรมชาติคุ้นเคย แน่นอนว่าไม่มีใครสอนปลาว่ายน้ำได้ พวกมันเป็นตัวแทนความอิสระแบบเดียวกับนกบินบนฟ้า

เรื่อง ราชศักดิ์ นิลศิริ

ภาพถ่ายโดย สุริยน สังข์สุข

 

อ่านเพิ่มเติม

เขื่อนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังผุดขึ้นอย่างรวดเร็ว

เรื่องแนะนำ

สันติภาพเปราะบาง

เรื่อง โรเบิร์ต เดรเพอร์ ภาพถ่าย เอมี ไวทาเล วันที่ 8 มกราคม ปี 2015 ศรีลังกาทำให้โลกตกตะลึงด้วยการโค่นรัฐบาลเผด็จการของมหินทะ ราชปักษาในการเลือกตั้งที่พูดได้ว่าสงบและใสสะอาดเป็นส่วนใหญ่  ผู้นำใหม่ของประเทศมุ่งมั่นอยากแสดงให้โลกเห็นว่า ศรีลังกาทำตัวเป็นประเทศประชาธิปไตยยุคใหม่ได้  รัฐบาลของประธานาธิบดีไมตรีปาละ สิริเสนาเริ่มปฏิรูประบบตุลาการ ที่ฉ้อฉล แปรรูปหน่วยงานรัฐที่อุ้ยอ้ายเทอะทะ และแก้ปัญหาหนี้สินมหาศาล ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไรเลยที่นักท่องเที่ยวจะนั่งเครื่องบินไปลงโคลัมโบ สนุกกับกิจกรรมท่องเที่ยวสารพัดที่ศรีลังกาหยิบยื่นให้ ตั้งแต่การเยี่ยมชมวัดเก่าแก่ที่ดัมบุลลาและเมืองโบราณโปลอนนารุวะ ชมช้างและเสือดาวในอุทยานต่างๆ เที่ยวไร่ชาหรูหราอลังการ ไปจนถึงเล่นกระดานโต้คลื่นที่อ่าวอารูกัม ก่อนบินกลับบ้านโดยไม่ตระหนักเลยว่า ที่นี่คือศูนย์กลางของสงครามนองเลือดระหว่างชาติพันธุ์ที่ยาวนานถึง 26 ปี เหตุผลหรือตัวช่วยหนึ่งอาจมาจากปัจจัยทางภูมิศาสตร์ โคลัมโบตั้งอยู่ทางใต้ เป็นภูมิภาคที่ปกครองโดยชาวสิงหลซึ่งส่วนใหญ่เป็นพุทธศาสนิกชนและคิดเป็นประชากรราวร้อยละ 75 ของประเทศ สถานที่ท่องเที่ยวหลักเกือบทั้งหมดกระจุกตัวอยู่ทางใต้  ในทางกลับกัน จังหวัดนอร์เทิร์นไม่มีอะไรโดดเด่น  เป็นภูมิประเทศซึ่งส่วนใหญ่แห้งแล้งกันดารและราบเรียบ ที่นี่ยังเป็นบ้านเกิดของชาวทมิฬ ในศรีลังกาซึ่งส่วนใหญ่นับถือศาสนาฮินดูและคิดเป็นประชากรราวร้อยละ 11 ของประเทศ ดินแดนทางเหนือและตะวันออกคือบริเวณที่กลุ่มพยัคฆ์ทมิฬอีแลม (Liberation Tigers of Tamil Eelam – อีแลมคือชื่อเรียกศรีลังกาในภาษาทมิฬ) สถาปนารัฐปกครองตนเองก่อนถูกปราบปรามในที่สุด “นี่คือประวัติศาสตร์ของโอกาสที่หลุดลอยไปครับ” นายกรัฐมนตรีรานิล วิกรมสิงเห […]

อร่อยเหาะยกล้อ

เรื่อง  เดวิด บรินด์ลีย์ ภาพถ่าย เกิร์ด ลุดวิก เวลาสี่ทุ่มของคืนวันเสาร์อันหนาวเย็นในลอสแอนเจลิส ผู้คนกว่า 30 ชีวิตสวมหมวกและผ้าพันคอฝ่าอุณหภูมิเก้าองศาเซลเซียสซึ่งนับว่าหนาวมากสำหรับนครแห่งนี้ มาเข้าแถวอยู่ริมทางเท้าหน้ารถสเตปแวน (step van)  ที่ดัดแปลงเป็นรถขายอาหารเคลื่อนที่หรือฟู้ดทรัก (food truck) เมื่อหน้าต่างด้านข้างรถเลื่อนเปิดออก ปรากฏการณ์อาหารฮอตฮิตในนาม “โคกิ บาร์บีคิว” (Kogi BBQ) ก็เข้าเกียร์พร้อมเสิร์ฟแล้ว โคกิบาร์บีคิวโกยทั้งเงินทั้งกล่องตั้งแต่แจ้งเกิดเมื่อปี 2008 หลังสองเกลอหุ้นส่วนฟูมฟักไอเดียบรรเจิดในการรวมรสชาติของเนื้อย่างเกาหลีเข้ากับทาโกหรือแป้งห่อสไตล์เม็กซิกัน และขนขึ้นรถบรรทุกเล็กเร่ขายตามข้างถนนในลอสแอนเจลิส จะว่าไปแล้วรถขายอาหารไม่ใช่ของใหม่สำหรับเมืองนี้  แต่เป็นแหล่งขายอาหารราคาถูกที่หาซื้อได้ตามข้างถนนหรือไม่ก็ไซต์งานก่อสร้าง และผู้คนมักมองแบบเหยียดๆว่าเป็น “แผงแมงสาบ” ดังนั้นความคิดที่จะขายทาโกแนวเกาหลีในฟู้ดทรักจึงฟังดูเป็น “ไอเดียเพี้ยนๆ” ตามที่รอย ชอย ผู้ก่อตั้งโคกิบาร์บีคิว กล่าวไว้ในหนังสือบันทึกความทรงจำของเขาที่ชื่อ L.A. Son หรือ “ลูกชายของแอล.เอ” สิ่งที่ทำให้โคกิบาร์บีคิวโด่งดังขึ้นมา คือการเป็นเจ้าแรกๆที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์เข้าถึงลูกค้า ในตอนแรกทีมงานเล็กๆของโคกิขายอาหารให้บรรดานักเที่ยวกลางคืนที่มึนเมานอกไนต์คลับในย่านซันเซตบูเลอวาร์ด  แต่ไปได้ไม่ดีนัก จนกระทั่งทีมงานลองหันมาใช้สื่อสังคมออนไลน์ซึ่งเพิ่งเริ่มฮิตในช่วงนั้นโดยใช้ทวิตเตอร์  โคกิจะคอยส่งข่าวอัปเดตสถานที่ขายซึ่งเปลี่ยนไปเรื่อยๆ กลุ่มลูกค้าคนเมืองวัยหนุ่มสาวติดโซเชียลมีเดียเริ่มติดตามรถโคกิ ภายในเวลาไม่กี่เดือน โคกิก็มีลูกค้าเพิ่มเป็นหลายร้อยคน นิตยสาร นิวส์วีก เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “ร้านอาหารไวรัลร้านแรกของอเมริกา” [viral – ปรากฏการณ์ในสื่อสังคมออนไลน์ที่บางเรื่องเป็นที่รู้จักหรือพูดถึงอย่างรวดเร็ว] ปัจจุบันโคกิบาร์บีคิวมียอดผู้ติดตาม 132,000 […]

คลื่นนักท่องเที่ยวมาแล้ว

เรื่อง ซินเทีย กอร์นีย์ ภาพถ่าย เดวิด กุทเทนเฟลเดอร์ เช้าตรู่วันจันทร์ พระอาทิตย์เพิ่งพ้นขอบฟ้า คิวบาปรากฏแก่สายตาเราเป็นครั้งแรก ตัวเกาะมีความยาวจากปลายด้านหนึ่งจรดปลายอีกด้านหนึ่งเกือบ 1,300 กิโลเมตร ขอบฟ้าเปล่งประกายระยิบระยับอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงกลายเป็นแนวสันเขาตัดกับท้องฟ้าสีชมพู และปิดท้ายด้วยหลังคาบ้านเรือน ดาดฟ้าเรือชั้นบนสุดคลาคล่ำไปด้วยทีมงานโทรทัศน์ พวกเราที่เหลือยืนเบียดเสียดกันพิงราวบนดาดฟ้าชั้นถัดลงมา บางคนแจกจ่ายธงชาติคิวบาและธงชาติสหรัฐฯผืนเล็กๆ ตอนนี้เราเห็นมาเลกอง (Malecón) หรือแนวกำแพง กันคลื่นและทางเดินที่เป็นเหมือนเฉลียงหน้าบ้านสาธารณะให้ใครก็ได้มาเดินสูดอากาศบริสุทธิ์หรือผ่อนคลายจากครัวเรือนที่แออัด ช่วงเย็นๆที่อากาศอบอุ่น ชาวคิวบามักมาเที่ยวเล่นกันที่มาเลกอง แต่ครั้งนี้เป็นปรากฏการณ์ใหม่ เพราะเพียงเก้าโมงเช้า แต่ดูเหมือนผู้คนมารวมตัวกัน พร้อมกับโบกธงของตนเอง บ้างโบกไม้โบกมือ ส่งเสียงเชียร์ด้วยความยินดี ขณะเราออกจากไมแอมีเมื่อบ่ายวันอาทิตย์ ไม่มีใครรู้ว่าจะพบเจออะไรบ้าง  มีคนคาดว่า  เรือสำราญของสหรัฐฯซึ่งจะเข้าเทียบท่าที่คิวบาเป็นลำแรกในรอบเกือบสี่สิบปีอาจก่อให้เกิดกระแสต่อต้านคัสโตร [ทั้งฟิเดล คัสโตร อดีตประธานาธิบดีผู้พี่ และราอุล คัสโตร ผู้น้อง ซึ่งเป็นประธานาธิบดีคนปัจจุบัน]  หลังรัฐบาลของประธานาธิบดีบารักโอบามาประกาศเมื่อเดือนธันวาคม ปี 2014 ว่าจะมีการฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูต  และแม้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อคิวบาของสหรัฐฯ ยังบังคับใช้อยู่ก็ตาม ขณะนี้ เมื่อเราเข้าสู่สถานีผู้โดยสารในท่าเรือของกรุงฮาวานา การเฉลิมฉลองก็จัดอย่างครึกครื้นมากเสียจนพนักงานประจำบูทแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศกับฉันต้องตะโกนคุยกันด้วยภาษาสเปนผ่านกระจกหน้าต่าง ฉัน: “ในนี้เสียงดังอย่างนี้เสมอหรือคะ” พนักงานแลกเปลี่ยนเงิน: “อะไรนะคะ” ฉัน: […]

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2019 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.