คืน แพนด้า สู่ธรรมชาติ - National Geographic Thailand

คืนแพนด้าสู่ธรรมชาติ

คืน แพนด้า สู่ธรรมชาติ

ฉันนั่งยองๆ หลบอยู่ในพงหญ้าเพื่อจะได้เห็นเจ้าตัวที่กำลังเดินโงนเงนมาทางฉันให้ใกล้ยิ่งขึ้น แพนด้า เพศเมียตัวนี้อายุราวสี่เดือน ขนาดเท่าลูกฟุตบอล เนื้อตัวคงนุ่มนิ่มและหอมแบบลูกหมีน้อย จนฉันนึกอยากคว้าตัวมันขึ้นมากอดแน่นๆเสียเหลือเกิน

ความน่ารักน่าเอ็นดูนี้เองเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ แพนด้า โด่งดังไปทั่วโลก ทั้งในฐานะสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม เครื่องจักรทำเงิน และความภาคภูมิใจของชาติจีน ซึ่งเป็นประเทศเดียวที่ยังมีหมีเอเชียชนิดนี้หลงเหลืออยู่ ขณะนี้ทั่วโลกกำลังจับตามองความพยายามอย่างยิ่งยวดของจีนที่จะทำให้แพนด้าไม่สูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติ

แพนด้ายักษ์เป็นยอดนักปรับตัว “มนุษย์เราคุ้นเคยกับการปรับสภาพแวดล้อมให้เข้ากับความต้องการครับ” จางเหอหมิน ผู้อำนวยการศูนย์อนุรักษ์และวิจัยแพนด้ายักษ์ของจีน กล่าว เขาเป็นผู้ดูแลศูนย์แพนด้าสามแห่ง ได้แก่ ศูนย์ปี้เฟิงเสีย ศูนย์ตูเจียงเยี่ยน และศูนย์อั้วหลง “แต่แพนด้าจะปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับสภาพแวดล้อม”

แพนด้า
เย่เย่ แพนด้ายักษ์วัย 16 ปี นอนเอกเขนกอยู่ในบริเวณป่าที่มีรั้วล้อมของศูนย์อนุรักษ์แห่งหนึ่งในเขตอนุรักษ์ธรรมชาติอั้วหลง ชื่อของมันประกอบด้วยตัวอักษรที่หมายถึงประเทศญี่ปุ่นและจีน เป็นการฉลองมิตรภาพระหว่างสองประเทศ

เวลาและความจำเป็นคือปัจจัยที่ค่อยๆปรับให้แพนด้าอยู่รอดในถิ่นอาศัยที่มีลักษณะเฉพาะอย่างมาก กระนั้น แพนด้าซึ่งหากว่ากันตามดีเอ็นเอแล้วคือหมีที่แท้จริง ยังคงมีโครงสร้างเหมือนเครือญาติสัตว์กินเนื้อของมัน นั่นคือมีเขี้ยวสำหรับฉีก  และมีเอนไซม์สำหรับย่อยเนื้อ แต่เนื่องจากหลักฐานในบันทึกฟอสซิลยังมีช่องโหว่ ช่วงเวลาที่มันแยกสายวิวัฒนาการออกจากหมีชนิดพันธุ์อื่นจึงยังไม่ชัดเจน กระดูกที่ได้จากถ้ำในประเทศจีนชี้ว่า แพนด้ายักษ์ที่เรารู้จักกันในปัจจุบันมีอายุอย่างน้อยสองล้านปี

ช่วงเวลาที่แน่ชัดและสาเหตุที่ทำให้แพนด้ากลายเป็นสัตว์กินพืชยังเป็นที่ถกเถียง แต่ระยะเวลาอันยาวนานของการปรับตัวทำให้แพนด้าในปัจจุบันมีเครื่องมือพิเศษบางอย่างที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งรวมถึงฟันกรามที่แบนสำหรับบดเคี้ยว และส่วนที่ยื่นออกมาจากกระดูกข้อเท้าหน้าคล้ายนิ้วหัวแม่มือ ช่วยในการจับต้นไผ่ แต่ที่น่าสนใจก็คือ มันกลับขาดจุลินทรีย์พิเศษใดๆในลำไส้สำหรับย่อยไผ่ซึ่งเป็นอาหารร้อยละ 99 ของมัน แพนด้าจึงต้องกินพืชวันละ 9 ถึง 18 กิโลกรัมเพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารเพียงพอ

นักวิจัยพยายามนับจำนวนแพนด้าในธรรมชาติมาตั้งแต่ทศวรรษ 1970 ตอนนั้นคิดว่าน่าจะมีอยู่ราว 2,500 ตัว ตัวเลขดังกล่าวลดลงอย่างฮวบฮาบในทศวรรษ 1980 ส่วนหนึ่งมาจากการออกดอกและยืนต้นตายพร้อมๆกันของไผ่ตามวัฏจักรธรรมชาติ

แพนด้า
ลูกหมีวัยสามเดือนนอนหลับอุตุอยู่ในแผนกอนุบาลแพนด้าแรกเกิดที่ปี้เฟิงเสีย แม่หมีที่ตกลูกแฝดมักไม่สามารถดูแลลูก ทั้งสองตัวได้เท่ากัน ผู้ดูแลจึงลดภาระด้วยการสลับลูกหมีให้แม่หมีเป็นระยะ เพื่อให้แน่ใจว่าลูกทั้งสองตัวได้รับการดูแลจาก ทั้งคนและแม่หมีอย่างทั่วถึง

การสำรวจล่าสุดของรัฐบาลจีนเมื่อปี 2014 รายงานว่า มีแพนด้าในธรรมชาติ 1,864 ตัว แต่มาร์ก โบรดี ผู้ได้รับทุนจากสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก และเป็นผู้ก่อตั้งแพนด้าเมาน์เทน (Panda Mountain) องค์กรอนุรักษ์ที่ไม่แสวงกำไร กล่าวเตือนว่า “เราเพิ่งเริ่มนับจำนวนแพนด้าได้ดีขึ้นเท่านั้นครับ” นอกจากนี้ ยังเป็นเรื่องยากที่จะเปรียบเทียบจำนวนแพนด้าระหว่างทศวรรษต่างๆ เพราะขอบเขตและวิธีการสำรวจเปลี่ยนไป ทุกวันนี้ยังรวมการวิเคราะห์ดีเอ็นเอจากมูลของแพนด้าเข้ามาด้วย

ในระหว่างนี้ จีนทุ่มเทให้กับการขยายพันธุ์หมีซึ่งเปรียบได้กับสัญลักษณ์ของชาติในสถานเพาะเลี้ยงอย่างจริงจัง แต่ประสบความล้มเหลวเสียมากในช่วงปีแรกๆ (จนถึงปลายทศวรรษ 1990) ทั้งในขั้นตอนการผสมพันธุ์และการเลี้ยงดูลูกหมีให้มีชีวิตรอด

ด้วยความช่วยเหลือจากต่างประเทศทำให้จีนเปลี่ยนแนวทาง ทุกวันนี้ “แพนด้าเป็นสัตว์ในสถานเพาะเลี้ยงที่มีความหลากหลายทางพันธุกรรมมากที่สุดชนิดหนึ่งครับ” โจนาทาน บอลลู นักพันธุศาสตร์จากสถาบันสมิทโซเนียน บอก เขาเป็นผู้กำหนดขั้นตอนการทำงานซึ่งปัจจุบันจีนนำมาใช้ในการตัดสินใจเรื่องการขยายพันธุ์แพนด้า

แพนด้าในธรรมชาติผสมพันธุ์โดยไม่มีมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้อง โดยอาศัยวัฏจักรตามธรรมชาติ การทำเครื่องหมายด้วยกลิ่น การส่งเสียงเรียกหาคู่ผสมพันธุ์ และความสัมพันธ์ทางสังคมอันซับซ้อนซึ่งส่วนใหญ่ไม่พบหรือไม่มีในสถานเพาะเลี้ยง

แพนด้า
หลี่เฟิ่ง ผู้ดูแล อุ้มลูกหมีแสนรักของเธออยู่ข้างหน้าต่างของแผนกอนุบาลแพนด้าที่ปี้เฟิงเสีย ในแต่ละปีศูนย์แห่งนี้มีผู้มาเยี่ยมชมกว่า 400,000 คนที่แห่มาดูและถ่ายภาพลูกสัตว์ซึ่งเป็นที่รักที่สุดของจีน

กระนั้น  จีนก็ยังประสบความสำเร็จอย่างมาก  เช่นเมื่อปี 2015 ที่ผ่านมามีลูกหมีเกิดใหม่ในจีนมากถึง 38 ตัว ในอาคารอนุบาลแพนด้าที่ศูนย์ปี้เฟิงเสียมีห้องตู้อบสะอาดเรี่ยมที่ซึ่งลูกหมีจะได้รับการดูแลจากมนุษย์ตลอด 24 ชั่วโมงเจ็ดวันต่อสัปดาห์ ในช่วงที่ไม่ได้อยู่กับแม่หรือแม่เลี้ยง การแยกแม่หมีกับลูกหมีเป็นเรื่องที่ยังถกเถียงกันอยู่ แต่ก็เป็นวิธีที่ช่วยให้ลูกหมีแรกเกิดรอดตายมากขึ้น เมื่อเจ้าหน้าที่สามารถนำลูกหมีที่อ่อนแอหรือถูกแม่ปฏิเสธให้ไปอยู่กับหมีแม่เลี้ยงที่เอาใจใส่ได้

แพนด้าส่วนใหญ่ที่ศูนย์ปี้เฟิงเสียจะใช้ชีวิตในสถานเพาะเลี้ยง อาจเป็นที่จีนเองหรือสวนสัตว์ในต่างประเทศ แต่ที่อื่นในมณฑลเสฉวน นักวิจัยมีความคิดให้ลูกหมีแพนด้าใช้ชีวิตในธรรมชาติมากกว่า

เหอเถาผิงซึ่งเป็นศูนย์แพนด้าที่เก่าแก่กว่าภายในเขตอนุรักษ์ธรรมชาติอั้วหลง ซุกตัวอยู่ในหุบเขาของเทือกเขาฉยงไหลชาน ย้อนหลังไปในช่วงปลายทศวรรษ 1970 จีนตั้งสถานีวิจัยภาคสนามขึ้นบนที่ลาดเนินเขาซึ่งมีสภาพเป็นป่าแห่งนี้ และทำงานร่วมกับกองทุนสัตว์ป่าโลกหรือดับเบิลยูดับเบิลยูเอฟ (World Wildlife Fund: WWF) มาตั้งแต่ปี 1980

แพนด้า
ภายในผืนป่ากว้างใหญ่ที่มีรั้วล้อมของเขตอนุรักษ์ธรรมชาติอั้วหลง หม่าลี่และหลิวเสี่ยวเฉียง ผู้ดูแลแพนด้า กำลังจับ สัญญาณวิทยุจากแพนด้าที่สวมปลอกคอซึ่งได้รับการฝึกเพื่อปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ

ทุกวันนี้ที่เหอเถาผิง ลูกหมีซึ่งได้รับการคัดเลือกจะถูกฝึกให้ใช้ชีวิตอยู่ในธรรมชาติ ผู้ดูแลจะสวมชุดแพนด้าทั้งตัว ป้ายกลิ่นฉี่ของแพนด้าเพื่อไม่ให้ลูกหมีคุ้นกับคน ลูกหมียังคงอยู่กับแม่ และในช่วงสองปีขณะที่ยังอยู่ในความดูแลของแม่นั้น มันจะถูกปล่อยให้คุ้นเคยกับธรรมชาติ หลังจากนั้นราวหนึ่งปี ทั้งแม่และลูกจะย้ายไปอยู่บนภูเขา แต่แม่หมียังคอยดูแลลูกต่อไปได้ จนกระทั่งเจ้าหน้าที่พิจารณาแล้วเห็นว่าเหมาะสมที่จะปล่อยให้เป็นอิสระ

จนถึงขณะนี้ การส่งแพนด้า “กลับบ้าน” มีทั้งที่ได้ผลและไม่ได้ผล ในจำนวนแพนด้าห้าตัวที่ปล่อยไปตั้งแต่ปี 2006 ทุกตัวสวมปลอกคอสำหรับติดตามไว้ด้วย ตอนนี้เหลือสามตัวที่ยังอยู่ในป่า อีกสองตัวพบว่าตายแล้ว ตัวหนึ่งอาจตกเป็นเหยื่อความดุร้ายของแพนด้าป่าเพศผู้

การปล่อยแพนด้าคืนสู่ธรรมชาติไม่ต่างกับการขยายพันธุ์ “ต้องลองผิดลองถูก ต้องใช้เวลาและเงินครับ” วิลเลียม แมกเช นักนิเวศวิทยาจากสถาบันสมิทโซเนียน กล่าว “แต่จีนจะทำได้สำเร็จ”

แล้วเมื่อพวกมันท่องไปในโลกธรรมชาติอย่างเสรีและพร้อมจะผสมพันธุ์อย่างเจ้าเถาเถา (“ตัวแสบน้อย”) แพนด้า เพศผู้ซึ่งขณะนี้อยู่รอดปลอดภัยในป่ามาเกือบสี่ปีแล้ว “เราหวังว่าพวกมันจะรักชอบกัน แต่เราไปยุ่งไม่ได้ครับ” หยางฉางเจียง ผู้ดูแลแพนด้าที่เหอเถาผิง บอก “อนาคตก็ขึ้นอยู่กับพวกมันแล้วละครับ”

เรื่อง เจนนิเฟอร์ เอส. ฮอลแลนด์

ภาพถ่าย เอมี ไวทาเล

 

อ่านเพิ่มเติม

ฟอสซิลญาติแพนด้าอายุ 22,000 ปี

เรื่องแนะนำ

วิวัฒน์แห่งดวงตา

เรื่อง เอด ยอง ภาพถ่าย เดวิด ลิตต์ชวาเกอร์ หากลองถามใครต่อใครว่า ดวงตาสัตว์มีไว้ทำอะไร พวกเขาจะตอบคุณว่า  ก็เหมือนดวงตาคนนั่นแหละ แต่นั่นไม่จริงแม้แต่น้อย ในห้องปฏิบัติการที่มหาวิทยาลัยลุนด์ ประเทศสวีเดน แดน-เอริก นิลส์สัน กำลังพินิจพิจารณาดวงตาของแมงกะพรุนกล่อง  ดวงตาสองดวงของนิลส์สันเองมีสีน้ำเงินสดใสและหันไปทางด้านหน้า แต่แมงกะพรุนกล่องมีดวงตาสีน้ำตาลเข้ม 24 ดวงกระจุกอยู่รวมกันเป็นกลุ่มสี่กลุ่มเรียกว่า โรเพเลียม (rhopalium) นิลส์สันให้ผมดูแบบจำลองของโรเพเลียมในห้องทำงาน  มันดูเหมือนลูกกอล์ฟที่มีเนื้องอกและยึดติดอยู่กับก้านที่ยืดหยุ่นได้ฝังอยู่ในตัวแมงกะพรุน “ตอนเห็นมันครั้งแรก ผมไม่เชื่อสายตาตัวเองเลยครับ ดูประหลาดมาก” นิลส์สันบอก ดวงตาสี่ดวงจากหกดวงในแต่ละโรเพเลียมเป็นตัวรับแสงอย่างง่ายที่มีลักษณะเป็นช่องและหลุม แต่ดวงตาอีกสองดวงมีลักษณะซับซ้อนอย่างน่าประหลาด เหมือนดวงตาของนิลส์สัน กล่าวคือ มีเลนส์สำหรับรวมแสงและมองเห็นภาพได้ แม้ภาพที่เห็นจะมีความคมชัดต่ำก็ตาม นอกจากใช้มองสิ่งๆต่างๆแล้ว  นิลส์สันยังใช้ดวงตาของเขารวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับความหลากหลายในการมองเห็นของสัตว์  แล้วแมงกะพรุนกล่องล่ะ  มันเป็นสัตว์ที่มีโครงสร้างเรียบง่ายที่สุดจำพวกหนึ่งในอาณาจักรสัตว์ ลำตัวเป็นเพียงก้อนวุ้นที่ยืดหดเป็นจังหวะคล้ายหัวใจเต้นตุ้บๆ และมีมัดหนวดที่เต็มไปด้วยเข็มพิษสี่มัดห้อยลงมา  แมงกะพรุนกล่องไม่มีแม้กระทั่งสมองที่สมบูรณ์  คงมีเพียงเซลล์ประสาทเรียงเป็นวงแหวนอยู่รอบลำตัวรูประฆัง  แล้วมันจะต้องการข้อมูลอะไรกันเล่า เมื่อปี 2007 นิลส์สันและคณะแสดงให้เห็นว่า แมงกะพรุนกล่องชนิด Tripedalia cystophora ใช้ดวงตามีเลนส์ที่อยู่ด้านล่างมองสิ่งกีดขวางที่เข้ามาหา เช่น รากของพืชชายเลนในบริเวณที่มันว่ายน้ำอยู่  พวกเขาใช้เวลาอีกสี่ปีจึงค้นพบว่า ดวงตามีเลนส์ที่อยู่ด้านบนทำหน้าที่อะไร  เบาะแสสำคัญชิ้นแรกได้จากก้อนถ่วงน้ำหนักที่ลอยอย่างอิสระตรงฐานของโรเพเลียม […]

พลังงานของประชาชน

เรื่อง ไมเคิล เอดิสัน เฮย์เดน ภาพถ่าย รูเบน ซัลกาโด เอสกูเดโร ประศานต์ มัณฑ์ล กดปุ่มเปิดโคมไฟแอลอีดีขนาดเท่าห่อขนมในกระท่อมที่เขาอยู่กับภรรยาและลูกสี่คน ทันใดนั้นแสงเรื่อเรืองสีเหลืองสดและสีฟ้าน้ำทะเลที่สะท้อนออกมาจากแผ่นผ้าใบมุงหลังคาและฝาผนังของครอบครัวก็อาบพื้นที่แคบๆที่พวกเขาใช้ซุกหัวนอน  มัณฑ์ลวัย 42 ปีชี้นิ้วไปตามสมบัติซึ่งมีอยู่เพียงไม่กี่ชิ้นภายในบ้าน  เขาปิดชุดผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ให้แสงสว่าง  ถอดปลั๊กออกทีละชิ้น  และหอบไปยังเต็นท์ซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 18 เมตร ที่นั่นเขาเป็นคนขายชา หรือไจวัลลาห์ ให้คนที่เดินผ่านไปมาบนถนนอันเงียบเหงาของเมืองมโธตันทะ  เมืองที่แวดล้อมไปด้วย ผืนป่าใกล้พรมแดนด้านเหนือของอินเดีย “ชีวิตผมมันเศร้าครับ แต่ผมตั้งใจจะอยู่รอดให้ได้” มัณฑ์ลบอก “และแสงจากพลังงานแสงอาทิตย์นี่แหละที่ช่วยให้ผมเปิดร้านตอนกลางคืนได้” มัณฑ์ลผู้สร้างบ้านอย่างผิดกฎหมายบนที่ดินสาธารณะ เป็นเพียงฟันเฟืองตัวเล็กๆของเครื่องจักรทางเศรษฐกิจใหม่ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว  เป็นเครื่องจักรที่มีหลายร้อยบริษัททำงานเชิงรุกเต็มที่ในการขายเครื่องผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดเล็กให้ลูกค้าที่อยู่นอกโครงข่ายไฟฟ้าในประเทศกำลังพัฒนา ประมาณการว่ามีผู้คนราว 1,100 ล้านคนในโลกที่อยู่โดยไม่มีไฟฟ้าใช้ และเกือบหนึ่งในสี่อยู่ในประเทศอินเดียที่ซึ่งคนอย่างมัณฑ์ลถูกบีบให้ต้องพึ่งพาน้ำมันก๊าดและแบตเตอรี่ลูกใหญ่เทอะทะที่มีน้ำกรดรั่วซึมออกมา ชุดผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ของมัณฑ์ลที่ให้พลังงานแก่โคมไฟแอลอีดีสองดวงและพัดลมหนึ่งเครื่องนี้ได้พลังงานจากแผงเซลล์สุริยะขนาด 40 วัตต์  การทำงานเริ่มจากดวงอาทิตย์สาดแสงลงมายังแผง และชาร์จพลังงานเข้าเครื่องชาร์จประจุขนาดเล็กสีส้มครั้งละราวสิบชั่วโมง  มัณฑ์ลเช่าชุดผลิตไฟฟ้านี้จากซิมปาเน็ตเวิร์กส์ (Simpa Networks) ซึ่งเสนอขายแผนสมาชิกที่ออกแบบให้เหมาะกับงบของลูกค้าผู้มีรายได้น้อย ถึงกระนั้น เงินราวๆ 35 เซ็นต์ต่อวันก็ถือเป็นค่าใช้จ่ายก้อนโตสำหรับมัณฑ์ลผู้หาเลี้ยงครอบครัวด้วยเงินไม่ถึงสองดอลลาร์สหรัฐต่อวัน แต่ถึงอย่างนั้น มัณฑ์ลกลับบอกว่า การจ่ายเงินร้อยละ 20 ของรายได้เพื่อแลกกับบริการของซิมปาก็ยังดีกว่าการใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ท่ามกลางความมืด  เขาบอกว่า “ผมใช้เงินมากขนาดนี้ในการชาร์จไฟแบตเตอรี่มาก่อนหน้านี้แล้วครับ […]

เซเชลส์ หมู่เกาะแดนสวรรค์

รู้จักประเทศเซเชลส์ที่ตั้งอยู่ในมหาสมุทรอินเดียกันไหม? นี่คือหนึ่งในสถานที่ที่มีธรรมชาติงดงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเลยทีเดียว

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2019 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.