ดาวอังคาร การแข่งขันสู่ดาวเคราะห์แดง - National Geographic Thailand

ดาวอังคาร การแข่งขันสู่ดาวเคราะห์แดง

เรื่อง โจล แอเคนบาค
ภาพถ่าย ฟิลลิป ทอลีดาโน, โรเบิร์ต คลาร์ก,
แมกซ์ อากีเลรา-เฮลล์เวก และมาร์ก ทีสเซน

อีลอน มัสก์ อยากไปดาวอังคาร

คำกล่าวอันลือเลื่องของผู้ก่อตั้งและซีอีโอของบริษัทสเปซเอกซ์  (SpaceX)  คือเขาอยากตายบนดาวอังคาร และไม่ใช่แค่ยานตกตาย  เทคโนโลยีที่อาจช่วยป้องกันอุบัติเหตุดังกล่าวผ่านการทดสอบสำคัญในคืนหนึ่งเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว เมื่อจรวดฟัลคอน 9 (Falcon 9) ที่สร้างโดยสเปซเอกซ์  ทะยานขึ้นจากแหลมคะแนเวอรัลในรัฐฟลอริดา พร้อมบรรทุกดาวเทียมสื่อสาร 11 ดวง

หลังบินขึ้นไม่กี่นาที จรวดเร่ง (booster) ก็ถูกปลดออก เหมือนกับจรวดเร่งนับพันลำที่ใช้กันมาตั้งแต่อรุณรุ่งของยุคอวกาศ ซึ่งเผาไหม้ในบรรยากาศและเหลือชิ้นส่วนตกกระจายในมหาสมุทร แต่จรวดเร่งลำนี้ไม่ถูกทิ้ง แทนที่จะตกลงไปเฉยๆ มันกลับหมุนตัว ติดเครื่องเพื่อชะลอการตกและบินไปหาแท่นลงจอดที่อยู่ใกล้ พูดให้ง่ายคือมันบินถอยหลัง

บริษัทสเปซเอกซ์เพิ่งบรรลุก้าวย่างสำคัญในความพยายามสร้างจรวดใช้ซ้ำได้  มัสก์คำนวณว่า  เทคโนโลยีนี้อาจลดค่าใช้จ่ายในการส่งจรวดลงเหลือหนึ่งในร้อย  ซึ่งทำให้สเปซเอกซ์ได้เปรียบในธุรกิจส่งดาวเทียมและการส่งสิ่งอุปกรณ์ (supply) ให้สถานีอวกาศนานาชาติ แต่นั่นไม่ใช่จุดหมายของมัสก์ เขาบอกในการแถลงข่าวคืนนั้นว่า การลงจอดของจรวดเร่งเป็น “ก้าวสำคัญบนเส้นทางสู่ความสามารถในการจัดตั้งเมืองบนดาวอังคาร”

บริษัทสเปซเอกซ์ซึ่งก่อตั้งเมื่อปี 2002 ยังไม่เคยส่งคนไปอวกาศ แต่หวังที่จะเปลี่ยนเรื่องนี้ภายในปีหน้าด้วยการนำมนุษย์อวกาศของนาซาไปยังสถานีอวกาศด้วยจรวดฟัลคอน 9 (Falcon 9) บริษัทกำลังสร้างจรวดที่ใหญ่ขึ้น ได้แก่จรวดฟัลคอนเฮฟวี (Falcon Heavy) แต่จรวดลำใหม่ก็ยังไม่ใหญ่พอที่จะนำมนุษย์ไปดาวอังคารได้  และยังไม่มีวี่แววว่า  สเปซเอกซ์ได้พัฒนาเทคโนโลยีอื่นใดที่จำเป็นต่อการรักษาชีวิตมนุษย์ให้อยู่รอดและมีสุขภาพดีบนดาวอังคาร  หรือในการเดินทางอันยาวนาน  กระนั้น มัสก์ก็ประกาศเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาว่า สเปซเอกซ์มุ่งส่งมนุษย์อวกาศชุดแรกไปดาวอังคารในปี 2024 และจะลงจอดในปี 2025

องค์การนาซาซึ่งนำมนุษย์ไปลงดวงจันทร์เมื่อปี 1969 และเริ่มสำรวจดาวอังคารด้วยยานสำรวจมาตั้งแต่ก่อนนั้น บอกว่า  มีแผนส่งมนุษย์อวกาศไปดาวอังคารเช่นกัน แต่จะรอจนกระทั่งทศวรรษ 2030 และจะไปโคจรรอบดาวเคราะห์แดงเท่านั้น  นาซายังบอกด้วยว่า  งานอันตรายและยากเย็นอย่างการนำยานขนาดใหญ่ลงจอดเป็น “เป้าหมายที่ขอบฟ้า”ที่จะลุล่วงในทศวรรษต่อจากนั้น  และยังไม่มีการพูดถึงเมืองบนดาวอังคารแต่อย่างใด

หลายศตวรรษมาแล้วที่ดาวอังคารจุดจินตนาการชาวโลก เร้าใจคนดูดาวและนักวิทยาศาสตร์ด้วยวี่แววของชีวิตต่างโลก ก่อนยุคอวกาศเราเคยคิดกันว่าดาวอังคารคล้ายโลก นั่นคืออาจเป็นแหล่งอารยธรรม ครั้นเทคโนโลยีพัฒนาขึ้น ภาพพิภพ อันแห้งแล้งก็แจ่มชัด ในอ้อมโอบอันเบาบางของบรรยากาศคาร์บอนไดออกไซด์ คือพื้นผิวกันดารที่สุดแห่งหนึ่งใน ระบบสุริยะ

สิ่งที่นาซาทำนอกเหนือจากการออกแบบจรวดไปดาวอังคารของตนเอง  คือการทุ่มเทวิจัยเรื่องการดูแลผู้โดยสาร ตัวอย่างเช่นเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา  มนุษย์อวกาศ  สกอตต์ เคลลี และมีฮาอิล กอร์เนียนโก ชาวรัสเซีย กลับสู่โลกหลังใช้ชีวิตอยู่บนสถานีอวกาศนาน 340 วัน  พวกเขาทำ “ภารกิจหนึ่งปี” โดยเป็นหนูทดลองในการศึกษาว่า การอยู่ในอวกาศเป็นเวลานาน (เที่ยวบินไปกลับดาวอังคารใช้เวลาเกือบสามปี) จะมีผลต่อร่างกายและจิตใจมนุษย์อย่างไร

ภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดให้ภาพความสนุกของสภาพไร้น้ำหนัก  แต่การสัมภาษณ์เคลลีกับกอร์เนียนโกจากสถานีอวกาศเผยให้เห็นอีกแง่หนึ่ง  หน้าพวกเขาบวมเพราะเลือดไม่ไหลลง  มนุษย์อวกาศต้องทำตัวให้ชินกับการยึดร่างกายเข้า กับส้วมดูด  และแม้แต่การเช็ดตัวด้วยผ้าหมาดตลอดทั้งปี ในการเดินทางไปดาวอังคารซึ่งไกลและอันตรายกว่ามาก สิ่งที่อวกาศกระทำต่อร่างกายมนุษย์อาจเป็นปัญหามหึมา “พวกเขาจะป่วย   เมื่อไปถึงค่ะ” เจนนิเฟอร์ โฟการ์ตี รองหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ในโครงการวิจัยมนุษย์ที่ศูนย์อวกาศจอห์นสันขององค์การนาซาในเมืองฮิวสตัน บอก

กระดูกจะสลายตัวในความโน้มถ่วงเป็นศูนย์ กฎทั่วไปคือคุณจะเสียมวลกระดูกร้อยละหนึ่งต่อเดือนการออกกำลังกายอย่างหนักช่วยได้ แต่อุปกรณ์ใหญ่โตที่ใช้บนสถานีอวกาศหนักเกินไปสำหรับภารกิจดาวอังคารมนุษย์อวกาศบางคนบนสถานีอวกาศมีอาการตาพร่าอย่างหนัก น่าจะเพราะของเหลวที่สะสมในสมองไปกดดวงตา รูปการณ์ในฝันร้ายคือการที่มนุษย์อวกาศลงจอดบนดาวอังคารด้วยสายตาพร่ามัวและกระดูกเปราะ แล้วเกิดขาหักทันที

หุ่นทดสอบในแบบจำลองยานโอไรออนแต่งตัวสำหรับการทดสอบการตกในสระน้ำที่ศูนย์วิจัยแลงลีย์ในรัฐเวอร์จิเนีย เช่นเดียวกับยานอะพอลโล ยานโอไรออนจะทิ้งตัวลงในมหาสมุทร วันหนึ่งยานนี้อาจพามนุษย์อวกาศไปใกล้ดวงจันทร์อีกครั้ง แต่ไม่น่าจะก่อนถึงปี 2021

รังสีคือภัยอีกชนิดหนึ่ง สถานีอวกาศมีสนามแม่เหล็กโลกช่วยปกป้องได้มาก แต่ในการเดินทางสู่ดาวอังคาร มนุษย์อวกาศจะเสี่ยงต่อรังสีจากการลุกจ้าของดวงอาทิตย์และรังสีคอสมิก รังสีคอสมิกสามารถทำลายดีเอ็นเอและเซลล์สมอง ซึ่งหมายความว่ามนุษย์อวกาศอาจไปถึงดาวอังคารในสภาพโง่ลงเล็กน้อย สิ่งหนึ่งที่เป็นไปได้คือ การหุ้มส่วนอยู่อาศัย (habitat module) ในยานด้วยชั้นน้ำหนา หรือต้นไม้ที่ปลูกในดิน เพื่อเป็นฉากกั้นรังสีส่วนหนึ่ง

เพียงแค่การจัดหาน้ำดื่มและอากาศหายใจให้มนุษย์อวกาศอย่างเพียงพอก็เป็นความท้าทาย วันหนึ่งที่ศูนย์อวกาศจอห์นสัน ผมพบเคนนี ทอดด์ ตำแหน่งของเขาเรียกว่า ผู้จัดการบูรณาการปฏิบัติการสถานีอวกาศ เขาอยู่ที่สำนักงานข้ามคืนเพื่อคอยดูแลเที่ยวบินส่งสัมภาระหนึ่งในหลายเที่ยวที่ไม่ปรากฏเป็นข่าว แต่มีความสำคัญขั้นวิกฤต

น้ำบนสถานีอวกาศบางส่วนมาจากปัสสาวะและเหงื่อที่กรองและนำกลับมาใช้ใหม่ แต่ตัวกรองอาจถูกอุดตันด้วยแคลเซียมจากกระดูกที่ผุกร่อนของมนุษย์อวกาศ  และบางทีน้ำก็มีจุลชีพปนเปื้อน “การทำงานกับปัสสาวะมีแต่เรื่องจุกจิกมากครับ” ทอดด์บอก ตัวฟอกคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศก็เสียได้เหมือนกัน เช่นเดียวกับอุปกรณ์เกือบทุกอย่างบนสถานี  ในวงโคจรใกล้โลก สิ่งเหล่านี้ไม่สำคัญนัก  เพราะนาซาสามารถส่งอะไหล่ขึ้นไปทดแทนได้ ยานอวกาศไปดาวอังคารจะนำเฉพาะอะไหล่เท่าที่มันบรรทุกไปได้  ทอดด์บอกว่า อุปกรณ์ช่วยชีวิตทั้งหมดจึงต้องไว้ใจได้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันยิ่งขึ้นไปอีก หรือเท่ากับห้ามเสียนั่นเอง

นั่นไม่ได้แปลว่าเขาไม่ต้องการส่งคนไปดาวอังคาร และไม่ได้วิจารณ์นักฝันที่พร้อมจะขึ้นจรวด “คุณต้องเริ่มที่ไหนสักแห่ง คุณต้องเริ่มที่การฝัน และบางทีในฝันนั้น อะไรก็เป็นจริงได้” ทอดด์บอก

เรื่องแนะนำ

ปลากระเบนราหูมีพฤติกรรมทางสังคมเรื่องการกินเช่นเดียวกับมนุษย์

ฝูงปลากระเบนราหู (Manta ray) รวมกลุ่มและว่ายน้ำเป็นวงกลมเหนือแนวปะการังแห่งหนึ่งใกล้ๆ เกาะโฮวาอู ในรัฐฮาวาย จากภาพที่บันทึกได้ ดูเหมือนว่าพวกมันกำลังแสดงพฤติกรรมทางสังคมเรื่องการรับประทานอาหาร โดยธรรมชาติแล้ว ปลากระเบนราหูเป็นสัตว์ที่ใช้การกรองกิน และมีการหากินร่วมกันเป็นฝูง ซึ่งช่วยให้แต่ละตัวในฝูงได้กินแพลงก์ตอนเยอะขึ้น รูปแบบการว่ายน้ำเป็นวงกลมนี้ ช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ทางสังคมให้แน่นแฟ้นขึ้น และทำให้การหาอาหารมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น   อ่านเพิ่มเติม : ฮัดเช้ย! ขอน้ำมูกหน่อยนะ : นักวิทยาศาสตร์ใช้โดรนเก็บน้ำมูกวาฬ, ง่วงจัง ขอหลับหน่อย! มาดูกันสิว่า สัตว์อะไรหลับได้โดนใจที่สุด, วิลเดอบีสต์ตัวน้อยวิ่งตามรถ เพราะเข้าใจผิดว่าเป็นแม่ของมัน

ภาพนี้ต้องขยาย : งานนี้ต้องไต่เต้า

ภาพโดย มาร์กาเร็ต จี. แซ็กโควิตซ์ เรือท้องแบนหนึ่งลำ “บรรทุกสินค้าได้หลายตัน” คือข้อความตอนหนึ่งจากสารคดีเรื่องสิงคโปร์ในนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนพฤษภาคม ปี 1938 ซึ่งภาพนี้น่าจะถ่ายเพื่อประกอบสารคดีเรื่องดังกล่าว “ทั่วลำน้ำสีคล้ำของแม่น้ำสิงคโปร์ เรือน้อยใหญ่ แล่นเข้าสู่ใจกลางมหานครสมัยใหม่แห่งนี้ เฉกเช่นที่เคยเป็นมา ตั้งแต่ยุคการปฏิวัติอุสาหกรรม” ภาพอาคารฟุลเลอร์ตันซึ่งปัจจุบันเป็นโรงแรมหรูหราที่เห็นอยู่นี้ถ่ายจากท่าเรือคลิฟฟอร์ดในสิงคโปร์ แต่หากขยายภาพไปตรงกลาของขอบถนนจะเห็นลูกเรือคนหนึ่งกำลังปีนขึ้นจากเรือข้ามกำแพงเขื่อนเข้าสู่ย่านใจกลางเมือง  

ภาษาภาพ : ประจำเดือนเมษายน

ไอซ์แลนด์ นักท่องเที่ยววัยบำนาญชาวญี่ปุ่นเล่นสนุกด้วยการนำโคลนซิลิกามาพอกหน้าที่สปาบลูลากูน  กล่าวกันว่าน้ำจากความร้อนใต้พิภพมีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการของโรคสะเก็ดเงินและโรคผิวหนังอื่นๆ ภาพโดย คอร์เนลู คาซากู สหรัฐอเมริกา โซฟี จิลลอตตี โชว์เคสโทรศัพท์มือถือรูปคิม คาร์แดเชียน  ในการแข่งม้ารายการเคนทักกีดาร์บีครั้งที่ 140 ในเมืองลุยวิลล์ สาวคนดังในรูปไม่ได้มาร่วมงานในปีนี้ แต่ผู้ชม 164,906 คนได้เห็นเจ้าแคลิฟอร์เนียโครมคว้าชัยในสนามเชอร์ชิลล์ดาวน์ส ภาพโดย แลนดอน นอร์ดแมน สหรัฐอเมริกา ในสวนสาธารณะดรูอิดฮิลล์ที่เมืองบอลทิมอร์ สุนัขชื่อฟีบีเผชิญหน้ากับดอกแดนดิไลออน กว่าจะได้ภาพนี้มา ช่างภาพต้องถือดอกไม้เหยียดออกไปสุดแขนและใช้ไฟแฟลชช่วยขับเน้นดอกแดนดิไลออนให้ดูฟุ้งสวย ภาพโดย ไมเคิล นอร์ทรัป  

เปลี่ยนโลกด้วยมือเรา

  เรื่อง  โรเบิร์ต คุนซิก ภาพถ่าย ลูกา โลกาเตลลี เยอรมนีกำลังริเริ่มการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญที่เรียกว่า เอแนร์จีเวนเดอ (energiewende) หรือการปฏิวัติพลังงานที่บรรดานักวิทยาศาสตร์เห็นว่า สักวันหนึ่งทุกประเทศจำเป็นต้องทำเพื่อป้องกันหายนะจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  และในบรรดาชาติอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ด้วยกัน เยอรมนีถือเป็นผู้นำในเรื่องนี้  เมื่อปีที่แล้ว การผลิตไฟฟ้าราวร้อยละ 27 ของเยอรมนีได้มาจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน เช่น ลมและแสงอาทิตย์ เพิ่มขึ้นจากทศวรรษก่อนถึงสามเท่า การเปลี่ยนแปลงนี้ถูกเร่งให้เร็วขึ้นหลังภัยพิบัติที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะในญี่ปุ่นเมื่อปี 2011 ซึ่งทำให้นายกรัฐมนตรีอันเกลา แมร์เคิล ประกาศจะปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั้ง 17 แห่งภายในปี 2022 จนถึงขณะนี้ เยอรมนีปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไปแล้วเก้าแห่ง และผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้สูงกว่าปริมาณที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั้งเก้าแห่งนั้นเคยผลิตได้เสียอีก อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้เยอรมนีมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อโลกคือคำถามที่ว่า เยอรมนีจะเป็นผู้นำการลด ละ เลิก การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้หรือไม่ นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า พอถึงปลายศตวรรษนี้ การปล่อยคาร์บอนที่ทำให้โลกร้อนขึ้นต้องลดลง จนแทบเหลือศูนย์ เยอรมนีซึ่งมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสี่ของโลกให้คำมั่นว่าจะลดการปล่อยคาร์บอนครั้งใหญ่ กล่าวคือลดลงจากปี 1990 ให้ได้ร้อยละ 40 ภายในปี 2020 และลดลงอย่างน้อยร้อยละ 80 ภายในปี 2050 ตอนนี้คำสัญญาเหล่านั้นจะเป็นจริงหรือไม่ยังไม่มีใครตอบได้ การปฏิวัติพลังงานของเยอรมนีเกิดจากรากหญ้า ได้แก่พลเมืองทั่วไปและกลุ่มองค์กรพลังงานภาคประชาชนที่ลงทุนในพลังงานหมุนเวียนคิดเป็นสัดส่วนถึงครึ่งหนึ่ง แต่บริษัทผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ซึ่งคงไม่เห็นดีเห็นงามกับการปฏิวัติพลังงานนี้กดดันให้รัฐบาลของแมร์เคิลชะลอการดำเนินการต่างๆ เยอรมนียังคงผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินในปริมาณสูงกว่าพลังงานหมุนเวียนมากนัก […]

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2019 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.