หลายปีก่อน ชายคนหนึ่งแวะไปที่สำนักงานของแอรอน ดีเทอร์-วูล์ฟ ที่กองโบราณคดีรัฐเทนเนสซี ในเมืองแนชวิลล์ เพื่อส่งมอบชิ้นส่วนงาช้างแมสโตดอนยาวครึ่งเมตร ชายผู้นั้นสังเกตเห็นวัตถุโบราณดังกล่าวผุดขึ้นมาจากตลิ่งแม่น้ำจึงเลื่อยเอาส่วนปลายที่โผล่พ้นดินออกมา การเฉือนงาชิ้นนั้นออกมาทำให้คุณค่าทางวิทยาศาสตร์ของมันเสียไปดีเทอร์-วูล์ฟจึงเริ่มนำไปใช้เป็นสื่อบรรยายตามโรงเรียน กระทั่งเด็กคนหนึ่งทำมันตกจนเปลือกงาชั้นนอกแตกเป็นเสี่ยงๆ
สำหรับนักโบราณคดีจำนวนมาก ชิ้นส่วนดังกล่าวคงหมดประโยชน์แล้วในตอนนั้น แต่ไม่ใช่สำหรับดีเทอร์-วูล์ฟ เขาเก็บเศษงาแหลมคมไว้สามสี่ชิ้น และแปลงโฉมเป็นเข็มสักในเวลาต่อมา โดยแกะสลักแต่ละเล่มด้วยหินเหล็กไฟแล้วขัดให้เรียบด้วยหินทราย แต่พอลองใช้เล่มหนึ่งสักเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง ปรากฏว่าใช้งานได้ไม่ดี รอยร้าวเล็กๆ ในงาครูดเกี่ยวผิวหนังทุกครั้งที่เขาดึงปลายเข็มออกมา เขาเล่าว่า “เละเทะไม่เป็นท่าเลยครับ”
ระหว่างวัน ดีเทอร์-วูล์ฟออกสำรวจไซต์ก่อสร้างใหม่ๆ เพื่อประเมินผลกระทบทางโบราณคดี แต่ในยามว่าง เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญชั้นแนวหน้าคนหนึ่งในเรื่องการสักสมัยโบราณ ศาสตร์ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกด้อยค่า แต่ตอนนี้เป็นที่ยอมรับมากขึ้นเรื่อยๆว่า ให้ข้อมูลเชิงลึกสำคัญที่ทำให้เข้าใจวัฒนธรรมทั่วโลก จากที่เคยเป็นคนอกกรอบ ทุกวันนี้ เขาเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มสหายนักวิจัยรุ่นใหม่ที่แสดงให้เห็นว่า การสักนั้นแพร่หลายกว่าที่นักโบราณคดีเคยรู้มาและยังช่วยเผยความหมายใหม่ให้กับศิลปะรูปแบบหนึ่งที่ถูกกดทับตลอดมา
ความเป็นปฏิปักษ์ต่อการวิจัยเกี่ยวกับงานสักมีรากฐานจากยุคอาณานิคม โดยบรรดามิชชันนารีและเจ้าหน้าที่รัฐมองว่าเป็นธรรมเนียมป่าเถื่อนนอกรีต เมื่อโบราณคดีเริ่มกลายเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งในศตวรรษที่สิบเก้า ผู้ประกอบวิชาชีพนี้ดูเหมือนจะสืบทอดท่าทีดูแคลนนี้มาด้วย และอย่างที่ดีเทอร์-วูล์ฟได้เรียนรู้ตั้งแต่แรกเริ่มอาชีพของเขา ทัศนคติเช่นนั้นยังหลงเหลือมาจนถึงศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด
ดีเทอร์-วูล์ฟ ซึ่งปัจจุบันอายุ 49 เริ่มต้นจากการเป็นผู้เชี่ยวชาญวัฒนธรรมายา ก่อนจะเปลี่ยนจุดสนใจไปที่ภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกายุคก่อนอาณานิคม แต่ความหลงใหลส่วนตัวในรอยสัก (ตัวเขาเองมีอยู่สิบสองรอย) คือแรงผลักดันเบื้องหลังการค้นคว้านอกเวลาของเขา หลังจัดการประชุมครั้งแรกเกี่ยวกับงานสักโบราณเมื่อปี 2009 ผู้เข้าร่วมสูงวัยคนหนึ่งก็เข้ามาพูดคุยกับเขา
“หมอนั่นบอกผมว่า ‘ทุกวันนี้ มีรอยสักลายศิลปะโบราณตามตัวนักศึกษาปริญญาโท มากกว่ารอยสักที่เคยมีในโลกยุคโบราณเสียอีก’” ดีเทอร์-วูล์ฟเล่า “เขาผิดเต็มร้อยเลยครับ แล้วไม่ใช่ว่าหลักฐานจะซ่อนเร้นอยู่ที่ไหนด้วยเขาแค่ไม่สนใจที่จะศึกษาลึกลงไปต่างหาก”
ดีเทอร์-วูล์ฟบอกว่า การศึกษาเชิงลึกที่ขาดหายไปนี้เองที่ทำให้นักโบราณคดีมองข้ามรายละเอียดสำคัญเกี่ยวกับผู้คนที่พวกเขาพยายามจะเข้าใจ ทั้งๆที่ตลอดประวัติศาสตร์ รอยสักช่วยนิยามอัตลักษณ์ของกลุ่มชน บ่งบอกถึงพิธีกรรมเปลี่ยนผ่าน เป็นเครื่องหมายของพลังอำนาจทางจิตวิญญาณ
แนวทางหนึ่งที่ดีเทอร์-วูล์ฟใช้รับมือกับท่าทีเพิกเฉยของเพื่อนร่วมงาน คือการลงมือค้นหาวิธีดีที่สุดในการระบุเครื่องมือสักในบันทึกทางโบราณคดี แต่นั่นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเครื่องมือปลายแหลมจากแหล่งขุดค้นอาจเคยใช้จิ้มหมึกลงบนผิวหนัง หรืออาจเป็นเข็มเจาะรูหรือเข็มเย็บผ้าก็ได้ แล้วเราจะแยกแยะได้อย่างไร
ดีเทอร์-วูล์ฟเริ่มจากรวบรวมนักโบราณคดีและนักวิจัยอื่นๆ ที่มีความสนใจตรงกัน แล้วร่วมริเริ่มทำการทดลองชุดหนึ่งที่ดำเนินอยู่เกือบสิบปี บ้างเป็นทางการและมีการควบคุม บ้างเป็นการทดลองเฉพาะกิจ แต่ละครั้ง เขาลองทำเข็มสักจากวัสดุที่คนโบราณอาจเคยใช้ ทั้งขนนก กระดูกกวาง ฟันปลา หนามแคกตัส และใช่ รวมถึงเศษงาช้าง แมสโตดอนด้วย พวกเขาใช้ทั้งหมึกสักสมัยใหม่ และส่วนผสมของเขม่าถ่านกับน้ำ ซึ่งเป็นสิ่งที่วัฒนธรรมโบราณส่วนใหญ่น่าจะเคยใช้ จากนั้นเขาลองใช้เครื่องมือเหล่านั้นกับอาสาสมัครและหนังหมู รวมถึงผิวหนังของตนเองด้วย
ปรากฏว่าเข็มขนนกนั้นนุ่มเกินไป (ดีเทอร์-วูล์ฟสงสัยว่า บันทึกประวัติศาสตร์ที่เอ่ยถึงการสักด้วยขนนกอาจเป็นความเข้าใจผิด) เข็มงาช้างแมสโตดอนก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า แต่เครื่องมือทำจากหนามและกระดูกกลับใช้ได้ดี กล่าวคือ โครงสร้างพรุนของกระดูกดูดซับหมึกได้ดีเป็นพิเศษ และเมื่อดีเทอร์-วูล์ฟกับทีมวิเคราะห์เครื่องมือบางชิ้น ด้วยกล้องจุลทรรศน์ พวกเขาก็สังเกตเห็นรูปแบบการสึกที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน กล่าวคือการสักทำให้ปลายเข็มทู่และเรียบขึ้น พร้อมกับดึงเอาเศษถ่านชิ้นเล็กๆ เข้าไปฝังข้างใน ปัจจุบัน ผลการวิจัยที่ตีพิมพ์แล้วช่วยให้นักโบราณคดีแยกได้ว่า สิ่งใดใช่หรือไม่ใช่เข็มสักโบราณ
แต่ข้อมูลเชิงลึกบางอย่างของวิธีการเก่าแก่หลายพันปีนั้นหาได้จากซากศพโบราณเท่านั้น ตัวอย่างที่ดีที่สุดคือเอิตซี (ötzi) หรือมนุษย์น้ำแข็งอายุ 5,300 ปีที่ค้นพบในเทือกเขาแอลป์เมื่อปี 1991 นักวิจัยที่วิเคราะห์รอยสัก 61 เส้นและรูปกากบาทที่กระจายอยู่ทั่วร่างของเอิตซี เคยเสนอไว้ในเบื้องต้นว่า รอยสักเหล่านั้นเกิดจากการใช้หินคมๆ กรีดผิวหนัง แล้วถมเขม่าถ่านลงไปในแผล หลายทศวรรษต่อมา ดีเทอร์-วูล์ฟออกแบบการทดลองที่เปิดโอกาสให้เขาได้ทดสอบทฤษฎีดังกล่าว โดยร่วมมือกับมายา เซียลุก คอช แมดเซน ช่างสักพื้นเมืองชาวอินูอิตจากกรีนแลนด์ และแดเนียล ริเดย์ ช่างสักที่ตอนนั้นทำงานอยู่ในนิวซีแลนด์
ริเดย์ใช้เทคนิคแปดอย่าง ซึ่งรวมถึงวิธีจิ้มด้วยเข็มและการกรีดแล้วถมหมึก สักรูปสามเหลี่ยมเรียงซ้อนแบบเดียวกันแปดรูปบนต้นขาซ้ายของเขา และบันทึกว่าแผลจากรอยสักแต่ละรูปใช้เวลาสมานนานเท่าใด รวมทั้งรู้สึกเจ็บระดับไหน การสักทั้งหมดใช้เวลานานถึง 12 ชั่วโมง แต่เวลาที่ใช้และความเจ็บปวดนั้นไม่เท่ากันในแต่ละวิธี บางวิธีใช้เวลาไม่กี่นาที เทคนิคหนึ่งของชาวอินูอิต ซึ่งทดลองโดยมีคอช แมดเซน คอยแนะนำ ประกอบด้วยการ “เย็บ” ผิวหนังด้วยด้ายชุบหมึก และใช้เวลานานถึงสามชั่วโมงอันเจ็บปวด
ต่อมา ดีเทอร์-วูล์ฟนำภาพขยายรอยสักบนร่างของเอิตซีมาเปรียบเทียบกับรอยสักของริเดย์ บนร่างของคนหลัง เขาสังเกตเห็นว่า ท่อนที่เป็นเส้นของรอยสักแบบกรีดแล้วถมหมึกนั้นตีบบางลงเป็นปลายฝอยๆ ขณะที่ในรอยสักแบบจิ้มด้วยเข็ม ปลายของเส้นชุดเดียวกันมีลักษณะมนและทู่ ซึ่งตรงกับรอยสักของเอิตซี ดีเทอร์-วูล์ฟสรุปว่า รอยสักของมนุษย์น้ำแข็งไม่ได้เกิดจากการกรีดแล้วถมหมึกเข้าไป แต่เป็นการแต้มหมึกเป็นจุดเรียงต่อกันด้วยเข็มอย่างประณีต การศึกษานี้ให้ความกระจ่างเกี่ยวกับวัฒนธรรมของเอิตซี และให้ข้อมูลอ้างอิงที่ได้รับการตีพิมพ์แล้วชุดแรกว่าด้วยรูปโฉมของรอยสักที่เกิดจากวิธีการแตกต่างกัน ซึ่งทุกวันนี้นักโบราณคดีใช้วิเคราะห์รอยสักบนร่างมัมมี่อื่นๆ
แอน ออสติน นักไอยคุปต์วิทยาจากมหาวิทยาลัยมิสซูรี–เซนต์หลุยส์ ผู้ร่วมเขียนงานวิจัยกับดีเทอร์-วูล์ฟ บอกว่า รอยสักสามารถถ่ายทอดรายละเอียดเกี่ยวกับสังคมที่ไม่พบในแหล่งอื่น “สิ่งที่คุณเขียนลงบนผิวหนังนั้นแตกต่างจากสิ่งที่คุณเขียนลงบนกระดาษ” เธอกล่าว ตัวอย่างเช่นต้นฉบับอียิปต์โบราณแทบไม่พูดถึงบทบาทของผู้หญิง ในคณะนักบวช แต่ออสตินผู้พบหลักฐานมากที่สุดจำนวนหนึ่งของการสักบนร่างมัมมี่อียิปต์ ได้ศึกษามัมมี่สตรีอียิปต์ผู้หนึ่ง ซึ่งรอยสักมากกว่า 30 รูปบนร่างของเธอ ตั้งแต่อักษรภาพเฮียโรกลิฟิก เครื่องดนตรี เทพเจ้างู และอื่นๆ บ่งชี้ว่าเธอมีสถานะคล้ายนักบวชหญิง ออสตินอธิบายว่า รอยสักเหนือกล่องเสียงของมัมมี่ร่างนี้ชี้ว่า เธอมีบทบาทในการพูดหรือขับร้องเพลง และเสียงของเธอมีพลังศักดิ์สิทธิ์แฝงอยู่
เพื่อดึงข้อมูลใหม่ๆ จากเครื่องมือและมัมมี่โบราณ นักโบราณคดีด้านรอยสักหันมาใช้เทคโนโลยีถ่ายภาพ มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อไม่นานมานี้ ดีเทอร์-วูล์ฟกับเบอนัว โรบิเตย์ เพื่อนร่วมวิจัยชาวแคนาดา ใช้กล้องไวต่อแสงอินฟราเรดในการตรวจหารอยหมึกที่ซ่อนอยู่ในคอลเลกชันมัมมี่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกจากชายฝั่งเปรู ตัวอย่างบางชิ้นมีอายุย้อนหลังไปถึง 2,400 ปี รอยสักของพวกเขากลืนกลายไปกับผิวหนังที่หมองคล้ำลงและผุพังไป ตามกาลเวลา โรบิเตย์บอกว่า พวกเขาค้นพบว่ารูปสัญลักษณ์ทางศาสนาในรอยสักมีรูปแบบสอดคล้องกัน ตลอดช่วงเวลาเกือบสองพันปี ซึ่งบ่งชี้ว่า ความเชื่อท้องถิ่นยังยืนหยัดอยู่ แม้ในช่วงที่มีการรุกรานและความขัดแย้ง
พรมแดนความรู้ของศาสตร์แขนงนี้น่าจะประกอบด้วยการนำเทคนิคสมัยใหม่ข้างต้น มาประยุกต์ใช้กับคอลเลกชันต่างๆ ในพิพิธภัณฑ์มากขึ้น และขณะที่นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านรอยสักรุ่นใหม่กำลังประเมินสิ่งที่พบ ในสุสานและโลงหินกันใหม่ พวกเขายังเปิดรับ แม้จะช้าไปหน่อย และร่วมงานกับชนพื้นเมืองผู้อารักษ์เทคนิคการสัก ที่สืบทอดจากบรรพบุรุษ “ในฐานะชนพื้นเมือง เราเหมือนถูกสอนว่า ต้องมีคนรุ่นก่อนหน้าเรา แล้วถึงจะมีรุ่นเราได้ค่ะ” คอช แมดเซนกล่าว “วิทยาศาสตร์แขนงนี้กำลังสร้างสะพานเชื่อมระหว่างคนสองรุ่นนี้ เพื่อเราจะได้รู้สึกเชื่อมโยงกับบรรพบุรุษของเราอีกครั้ง”
ดีเทอร์-วูล์ฟบอกว่า โอกาสในการค้นพบเพิ่มเติมดูเหมือนแทบไร้ขีดจำกัด โดยเน้นว่า ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา นักวิจัยพบหลักฐานเป็นรอยสักบนมัมมี่มากกว่าที่เคยมีการบันทึกไว้ตลอด 150 ปีก่อนหน้านี้ “เรามีชุดข้อมูลมหาศาลอยู่ในมือแล้ว” เขาบอก “คำถามคือเราจะใช้มันทำอะไรได้บ้าง”
เรื่อง แซม คีน
ภาพถ่าย ไบรอัน ฟิงก์
แปล อัครมุนี วรรณประไพ