บางโฉลง : เรือลำน้อย และวิถีกรุงศรีฯ ณ ชายขอบกรุงเทพฯ

เสียงสนทนาระหว่างอดีต กับปัจจุบัน บอกเล่าเรื่องราวอันเรืองโรจน์ที่หมุนผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในชุมชนบางโฉลง ชานเมืองกรุงเทพ

เงาสะท้อนของหมู่เรือนชายน้ำเรืองสว่างในแสงแรก

เสียงพายจ้วงน้ำส่งให้เรือบดลำน้อยแล่นออกจากท่าน้ำหน้ากุฏิไปอย่างแน่วแน่

นิ่ง สงบ … ประหนึ่งการเปลี่ยนผ่านแห่งยุคสมัยไม่อาจแผ้วพาน

หากไม่มีพี่วิน ผู้คอยยกมือส่งสัญญาณกับลูกค้าประจำที่กำลังเดินข้ามสะพานออกมาจากเกาะบ้านใหญ่เพื่อไปยังท่ารถริมถนนเทพรัตน์อันจอแจ บางทีอาจทำให้คุณเผลอเข้าใจว่า ที่นี่  เวลาได้ย้อนกลับไปอย่างน้อยครึ่งศตวรรษ

ภิกษุออกบิณฑบาตทางเรือเป็นภาพที่พบเห็นได้น้อยเหลือเกินในทุกวันนี้ แม้จะเป็นชุมชนริมฝั่งน้ำก็ตาม  มิพักต้องพูดถึงการออกบิณฑบาตด้วยเรือบดลำน้อย ตามแบบแผนเดิมที่ยังเป็นเช่นสมัยปู่ย่าตาทวด

ภาพเช่นนี้ มิใช่สูญหายไปหมดสิ้นตลอดแนวคลองสำโรง หากทั้งทุ่งตะวันออกของกรุงเทพฯ สมุทรปราการ ไปจรดลำน้ำบางปะกง ก็คงเหลืออยู่เพียงที่วัดบางโฉลงในแห่งนี้เท่านั้น

มรดกมีชีวิตของบางโฉลง

“เมื่อหลวงพี่หงี –พระครูจันทสารสุตกิจ สำราญ ได้รับแต่งตั้งให้ไปเป็นเจ้าอาวาสวัดหนองปรือ พระส่ง ก็รับช่วงต่อ พายเรือลำเดิมในคลองรอบเกาะ ส่วนหลวงพี่เจี๊ยบ ท่านพายบิณฑบาตของท่านไปไกลถึงคลองสำโรงมาหลายปี ก็ยังเป็นเช่นเดิม”

การพายเรือบิณฑบาตของภิกษุวัดบางโฉลงใน จึงดำเนินสืบเนื่องต่อมาอย่างไม่มีพิธีรีตรองเช่นนี้  ดังคำบอกเล่าของ ศราวุธ สมนึก คนบางโฉลง จากตระกูลดั้งเดิม ผู้ซึ่งเคยพายเรือบดเช่นเดียวกันสมัยบวชเต็มพรรษา เมื่อพ.ศ. 2535

หากย้อนไปก่อนหน้าพระครูจันทสารสุตกิจ สำราญ 40 พรรษา เรือลำเก่านี้ ท่านพระครูโสภณกิจจานุกูล เจ้าอาวาสเมื่อ 30  กว่าปีที่แล้วเคยใช้มาก่อน อายุอานามของเรือไม่น้อยกว่าครึ่งศตวรรษ และคงเป็นเรือบดพระรุ่นสุดท้าย ที่ต่อขึ้นโดย“ตาหนอม” หรือช่างถนอม โพธิ์เงิน จากอู่ต่อเรือบนเกาะหน้าวัด เยื้องบ้านย่าทรงพ่อหลวงคงเพชร และหน้าบ้านทรงไทย 3 หลังของย่าเอี่ยม สมนึก คุณย่าของศราวุธ เกาะแห่งนี้เป็นถิ่นฐานแรกเริ่มของชุมชนที่ย้อนหลังกลับไปได้ร่วม 3  ศตวรรษ แนวคลองบาง  โฉลงสายเก่า และทิศทางของโบสถ์หลังเก่าเป็นหลักฐานยืนยันไว้เช่นนั้น

การต่อเรือท้องโค้ง ทรงเพรียว เบา ไวน้ำ ที่เรียกว่า เรือบด หรือเรือบดพระ ในกรณีสร้างถวายภิกษุใช้บิณฑบาต เป็นขนบนิยมแต่โบราณพบแถบจังหวัดอยุธยา อ่างทอง จนถึงกรุงเทพฯ สิ่งนี้ จึงนับเป็น “สิ่งเชื่อมต่อที่มีชีวิต” ของบางโฉลงให้ย้อนกลับไปสู่ความรุ่งเรืองของกรุงศรีอยุธยาเมื่อ 200 กว่าปีก่อน เมื่อแรกตั้งถิ่นฐาน นอกเหนือจากพระอุโบสถเก่าหลังน้อย ที่ตรวจสอบอายุอิฐฐานผนังโบถส์ ด้วยวิธี TL / OSL โดยสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ คำนวนอายุได้สองร้อยกว่าปีก่อนช่วงกรุงแตก

กราบเรือพ้นน้ำไม่เกินคืบ กว้างเพียงศอก ทำให้เรือพายยาก ต้องนิ่ง และใช้สมาธิมาก ช่วยประคองด้วยการใช้พายแจะน้ำ แม้กระนั้น ในลำน้ำภาคกลาง ยังมีเรือพระที่ทรงเพรียว แคบ เล็ก พายยากกว่านี้เป็นเท่าตัว บางท้องที่เรียกเรือโอ่ หรือ เรือเข็ม ปัจจุบันแทบไม่พบภิกษุพายตามลำน้ำแล้ว นอกจากเก็บรักษาไว้ตามพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน
สะพานอ้อมเกาะ ซึ่งเป็นทางโบราณตัดเข้าสู่ชุมชนเกาะบ้านใหญ่
เมื่อตักข้าวใส่บาตรแล้ว สำรับในชามยกประเคนถวายพระ ค่อยๆ วางเรียงไว้บนกระดานเรือ ส่วนจานชามใส่สำรับไปเมื่อวันวาน พระท่านก็จะนำมาคืน

เรือแบบนี้ ช่างจะต่อด้วยไม้กระดานเนื้อดี 5 แผ่น ท้องเรือหนึ่ง กราบเรือด้านละสอง มีทวนเรือเชิดหัวท้าย ท้องเรือโค้งเรียวลู่ ลำเรือกว้างเพียงศอกเศษ นั่งขัดสมาธิคนเดียวเข่าก็แทบล้นลำ ข้อดี คือไปได้เร็ว เบาแรง แต่ความที่เรือไวน้ำ พายแต่ละทีไม่เพียงต้องมีทักษะ ความชำนาญ ยังต้องมีสติตลอดเวลา เรื่องนี้จึงเป็นอุบายธรรมในการฝึกสติ มีสมาธิ รู้สภาวะ ไม่ให้วูบไหวมาแต่โบราณ

“อาตมาพายเรือบิณฑบาตรตั้งแต่บวชพรรษาที่สาม”

พระครูจันทสารสุตกิจ สำราญ  พื้นเพคนบางน้ำจืด คลองสายเหนือของบางโฉลง ย้อนเล่าถึงเรื่องราว

คลื่นลม ความทรงจำ และจังหวะของปัจจุบัน

ถึงแม้จะเกิด เติบโตมากับคลองบางนี้ คุ้นเคยดีกับลำน้ำ ขับเรือจนเชี่ยวชาญมาตั้งแต่ยังรุ่นๆ  เมื่อมาเจอ เรือแหลมเหมือนเข็มทรงเพรียวของหลวงพ่อ ในใจก็คิดว่า ไม่น่ายาก

“พอได้ลองหนแรกถึงได้รู้ว่า โอ้โห ! มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ มิน่าโยมถึงห่วงนักหนา ….”

หัดพายอยู่ในคลองหน้ากุฎิอยู่เป็นสัปดาห์ จนคล่องดี ตัดสินใจพายไปรับบาตรที่บ้านโยมในคลองบางน้ำจืด ระยะทางหลายกิโล และจึงได้รู้ว่า ทุกเช้า และทุกครั้งที่เอาเรือลงน้ำ จะมีเหตุระทึกใจรอคอยอยู่เสมอ นับเป็นการฝึกสติอย่างดียิ่ง

“สมัยก่อน คลองมันไม่ได้เงียบแบบนี้ เรือเครื่อง เรือหาง เรือประจำทางแล่นกันเต็มคลอง มันก็ค่อนข้างจะวุ่นวาย แล้วคิดดูว่า เรือพระลำนิดเดียว  พอเรือเครื่องแล่นมาที  ใจก็ตุ๊มๆ ต่อม ๆ ว่า จะรอดไหม … รอดไหม คลื่นก็โยนเรือพระจนแทบไม่เห็นลำเรือ ทรงตัว ประคองเรือ ก็นับว่ายากแล้ว  ไหนจะบาตร สำรับที่วางเรียงอยู่ตรงหน้า

แต่เรือพระครูท่านก็ไม่เคยล่มให้เสียสถิติ มีแต่จวนเจียน ซึ่งเหตุผลที่แท้ คงไม่ใช่เพราะเรือ แต่เป็นเพราะใจ

“อาตมาเอง ไม่เคยล่ม แต่ก็เฉียดๆ มาหลายครั้ง คราวหนึ่งพายกลับจากบางน้ำจืด คลองก็สงบดี แค่พายไปงัดโดนตอไม้ชายน้ำ ใจมันสะดุ้ง เรือนี่วูบเลย เราต้องรีบตั้งสติ ทรงตัวให้นิ่ง ถ้าขยับตัวเร็วๆ ผิดจังหวะ มีหวังเปียกกลับวัด”

บางโฉลง สมัยก่อน 2500 มาจนถึงกลางทศวรรษ 2520  นอกจากคลองไม่เคยเงียบแล้ว วัดก็เนืองแน่นไปด้วยผู้คน แทบทุกวัน ทั้งพระใหม่ เด็กวัด นักเรียน ญาติโยม ด้วยเหตุที่เป็นสำนักเรียนมาตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์ พอถึงหน้าเข้าพรรษาก็จะมีพระบวชใหม่จำพรรษาร่วมๆ ร้อยรูปในแต่ละปี พระหนุ่มๆ เหล่านี้ มีบ้านอยู่ในคลองกลางทุ่ง สมัยถนนหนทางยังไม่มี ใช้เรือกันเป็นปัจจัยที่ 5  ครั้นเมื่อได้บวชเรียนก็อยากจะออกไปโปรดโยมที่บ้านกันทั้งนั้น ส่วนทางบ้านก็ชะเง้อคอยใส่บาตรพระลูกชาย

“ใครอยู่ย่านไหน ก็จะพายไปโปรดโยมของตัวเอง”

โปรดบุพการีก็เรื่องหนึ่ง อีกเหตุผลหนึ่ง อาจเป็นเพราะพระใหม่ ท่านคงเบื่อปลาต้มเค็ม ซึ่งมักเป็นสำรับยืนพื้นของคนบางนี้  แต่การพายออกไปแต่ละเส้นทาง กว่าจะถึงบ้านก็ไม่ใช่ใกล้ “ยิ่งเส้นทางพายขึ้นไปบนๆ ทางคลองหนองงูเห่า ก็ยิ่งไกล เพราะตำบลบางโฉลงเรากว้างมากนะ อาตมาพอพายเลยปากคลองหนองงูเห่า ชวดงวงช้าง ไปถึงบ้านโยมขาวทางคลองบางน้ำจืดโน่น ….”

พระอาจารย์ จำคลองได้เหมือนลายมือตัวเอง

เมื่อพายกลับมาถึงท่าวัด ลูกศิษย์ ก็จะช่วยกันยกเรือขึ้นเก็บ ไม่ได้ผูกคาไว้กับท่าน้ำ
สำรับที่อยู่ในจานชาม ก็ค่อยๆ ลำเลียงเข้ากุฎิ ระยะหลังบางบ้านใช้พลาสติกห่อหุ้มจานชามเพราะเกรงว่าน้ำจะกระเซ็นลงไป ส่วนที่ใส่ถุงพลาสติกพอมีบ้างในระยะหลัง เพราะโยมบางคนใส่บาตรตามวาระ
พระอุโบสถหลังเก่า วัดบางโฉลงใน อายุกว่า 200 ปี นับเป็นสิ่งปลูกสร้างที่เก่าแก่ที่สุดที่หลงเหลืออยู่ตลอดแนวคลองสำโรง จากบางพลี จรดบางบ่อ ไปจนถึงบางสมัคร ท่าสะอ้าน ขณะนี้ทางวัดกำลังทำการบูรณะ ด้วยการดีดขึ้นจากระดับพื้นเดิมเพื่อแก้ปัญหาความชื้น และน้ำท่วม โดยพยายามรักษารูปแบบดั้งเดิมของอาคารวัดราษฎร์ สถาปัตยกรรมปลายกรุงศรีอยุธยาให้มากที่สุด

สมัยก่อนโน้น พอหัวรุ่ง ระฆังบิณฑบาตดัง พระใหม่นัดจีวรทะมัดทะแมง แล้วก็พาเรือออกจากท่าน้ำหน้ากุฏินับสิบลำ

และทุกลำต่างก็มีการผจญภัยเป็นของตนเอง

บางครั้ง หลายรูป หัดพายไม่ทันคล่องดีก็ออกไปไกลๆ  ใจคิดแต่จะไปบ้านโยม ยิ่งออกไปทางคลองใหญ่ที่เรือแล่นกันพลุกพล่าน ญาติโยมเห็นเข้าต้องคอยดุเอา

“ทำไมท่านพายมาไกลถึงนี่ ! ”  เพราะเกรงว่า เรือไปล่มแล้วจะหาคนไปช่วยพระไม่ทัน

แม้จะกล้าๆ กลัวๆ แต่เมื่อเห็นพระวัดอื่นพายสวนมา ก็พอให้พระใหม่อุ่นใจ

ตำนาน พระพายไม่ถึงวัด ก็มีมาก เรือไปล่มในคลอง พร้อมบาตร ปิ่นโต ถ้วยชาม สำรับที่เรียงไว้บนลำเรือจมน้ำไปหมด โยมเห็นเข้าต้องโดดลงไปช่วย แต่ถ้าเปลี่ยวๆ หน่อย ก็ต้องกู้เรือเอง กลับวัดตัวเปียกๆ ก็บ่อย

ใจนิ่ง เรือไม่ล่ม

แม้ความจอแจของคลื่นเรือจะน่ากังวล แต่ที่เป็นเหตุให้ล่มบ่อยๆ กลับมาจากคลองเงียบๆ ไม่มีเรือผ่านมาสักลำ

แต่ใจพระไม่นิ่ง ต่างหาก

การพายเข้าเทียบท่าบ้านโยมเพื่อรับบาตร ต้องมีเทคนิค คนบางโฉลงเก่าแก่อย่างศราวุธ บอกทบทวน

“ต้องรู้จักใช้ไม้พายที่ออกจะแบน และเบากว่าไม้พายเรือมาดที่ใช้กันทั่ว หัดใช้พายช่วยประคอง ทรงตัว วางตำแหน่งให้แบน แจะน้ำเบาๆ มือ เพื่อรักษาสมดุลย์ อย่ากวาดพายสูง ไม่ใช่ว่า พระทำแล้วไม่งาม หากจะทำให้บั้นเอว ลำตัวส่าย ส่งผลให้เรือเอียงวูบ ล่มเอาได้ง่ายๆ”

บางเช้าน้ำแรงเชี่ยว ต้องใช้พายช่วยแตะประคองกับไว้ท่า แต่พายเกิดเคลื่อนหลุดจากตำแหน่งที่กด ถ้าเผลอตกใจขยับตัวแรงเกินไปสักหน่อยเรือก็ไหววูบจนล่มได้ต่อหน้าต่อตาโยม

แรงคลื่นของเรือหางยาวที่กลัวนักกลัวหนาก็แค่ส่งคลื่นโยนเรือแรงๆ เท่านั้น ไอ้ที่เป็นเหตุให้เรือล่ม กลับอยู่ที่ความตื่นตระหนกของพระใหม่นั่นต่างหาก

เมื่อรอดมาจนถึงท่าน้ำ โยมตักข้าวใส่ลงบาตรแล้วจึงประเคนสำรับในถ้วยชามกระเบื้องใบงาม พระก็ค่อยๆ หยิบเอาวางเรียงไว้กับกระดานเรือ พร้อมกับหยิบเอาถ้วยชามของเมื่อวานที่เด็กวัดล้างสะอาดดี คืนให้โยม

ด้วยเหตุนี้ จนถึงสมัยพระครูจันทสารสุตกิจ สำราญ  พระท่านแทบไม่ต้องฉัน “แกงแกะ” เลย ขยะลำน้ำก็ไม่เกิด

ความครึกโครมจอแจของลำน้ำ และคลื่นลมที่โยนเรือพระเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ผ่านมาและพ้นไปในช่วงชีวิตเดียวของคนรุ่นหนึ่ง  คลองทุกวันนี้ เงียบงัน ราวคนแปลกหน้า หากเรือไม้ทรงเพรียว ไวน้ำ ทั้ง 2 ลำ ยังคงพายออกไปอย่างช้าๆ  รับบาตรจากบ้านโยมทั้ง 7 หลัง ที่พระท่านรู้จัก คุ้นเคยดีทุกบ้าน

“บ้านครูละออ จากนั้นก็โยมแจ๋ว บ้านโยมหมู ตาเก๊า โยมเลี้ยง ครูช่วย แล้วก็มาถึงบ้านยายซ่วน ที่เป็นร้านค้าเก่าร้านฝั่งตรงข้ามวัด ก็พอดี 7 บ้าน พอฉันแล้ว”

ใกล้โมงเช้า หลวงพี่เจี๊ยบก็พายกลับจากคลองสำโรงในแสงสาย

เทียบท่า ยกเรือขึ้นเก็บ ลูกศิษย์ช่วยกันนำสำรับเข้ากุฏิ เตรียมฉันเช้า

ภายนอก แสงแดดกล้ากลางเมษาสงกรานต์สาดจับให้ทุกสิ่งสว่างไสว กลับคืนสู่ความจอแจของคืนวันปัจจุบัน

เหลือเพียงเสียงพายกระทบน้ำแผ่วไกลประหนึ่งเสียงสนทนาระหว่างอดีต กับปัจจุบัน บอกเล่าเรื่องราวอันเรืองโรจน์ที่หมุนผ่านไปอย่างรวดเร็ว คือ เสียงแผ่วพร่าจากชุมชนท้องถิ่นมากมายในท้องทุ่ง และคลองสายนี้ที่เคลื่อนไม่ทันเวลาของยุคสมัย

แต่สำหรับที่นี่ บางโฉลง เวลาไม่ได้หยุดนิ่ง หากเดินไปตามจังหวะของตนเอง   

เรื่อง / ภาพ

กฤษกร วงค์กรวุฒิ  


อ่านเพิ่มเติม : ฉีกต่อนปลาร้า เจาะลึกภูมิปัญญาปลาหมักแห่งสยาม

© COPYRIGHT 2026 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.