แต่ก็มีความความสัมพันธ์กับไทยเรามาช้านาน ผ่านการอพยพย้ายครัวของชาวอานนาม (An Nam) หรืออันนัม ที่คนไทยเรียกว่า “ญวน” มาตั้งถิ่นฐานในย่านต่างๆ ของกรุงเทพตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรีเรื่อยมา ดังปรากฏหลักฐานเชิงวัฒนธรรมให้พบเห็นอยู่จนวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นโบสถ์คริสต์ที่ตกแต่งภายในตามขนบนิยมญวน วัดพุทธในอนัมนิกาย รวมทั้งอาหารคาวหวานญวนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
อย่างไรก็ตาม การค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีในดินแดนไทยจำนวนไม่น้อยกลับแสดงให้เห็นว่า แท้จริงแล้วผู้คนในดินแดนไทยและเวียดนามต่างมีปฎิสัมพันธ์ต่อกันอย่างน้อยในยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย หรือไม่น้อยไปกว่า 2,000 ปี มาแล้ว
กิจกรรมเสวนาประสาญวน ๒ ซึ่งจัดโดยชมรมสยามทัศน์ ชมรมประวัติศาสตร์สร้างสรรรค์ สำนักพิมพ์วิญญูชน มูลนิธิพิริยะ ไกรฤกษ์ และศูนย์ภูมิภาคว่าด้วยโบราณคดีและวิจิตรศิลป์ภายใต้องค์การรัฐมนตรีศึกษาธิการแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAMEO SPAFA) ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา จึงตั้งใจนำเสนอเรื่องราวนี้ภายใต้ชื่อธีมการเสวนาว่า “จากแก้วหินสี สู่วิถีมโหระทึก” ผ่านหลักฐานทางโบราณคดีชิ้นสำคัญที่พบในดินแดนไทยอย่างกลองมโหระทึก และลูกปัดหินสี
มีอะไรในวงเสวนา “จากแก้วหินสี สู่วิถีมโหระทึก”
งานเสวนาครั้งนี้มีความน่าสนใจหลายอย่างเพราะนอกจากจะมีวิทยากรหลักทั้งสี่ท่าน ประกอบด้วยนักโบราณคดี คณาจารย์ และภัณฑารักษ์ที่ต่างเป็นคนรุ่นใหม่มาร่วมบรรยายในหัวข้อต่างๆ แล้ว ยังได้รับเกียรติจาก อาจารย์ภูธร ภูมะธน นักวิชาการประวัติศาสตร์ โบราณคดี และพิพิธภัณฑ์วิทยา มาร่วมให้ความรู้ด้วย
ในหัวข้อเสวนาแรก “ความสัมพันธ์ของกลองมโหระทึกในประเทศจีน เวียดนาม และไทย” เมธิกา สงวนวงษ์ นักโบราณคดีชำนาญการ กรมศิลปากร ได้อธิบายถึงโบราณวัตถุชิ้นสำคัญอย่างกลองมโหระทึกเป็นหลัก สรุปใจความสำคัญได้ดังนี้
“นักวิชาการส่วนใหญ่เชื่อว่า กลองมโหระทึก หรือกลองโลหะหน้าเดียวนิยมทำด้วยสำริด เป็นกลองที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนประวัติศาสตร์ต่อเนื่องถึงช่วงประวัติศาสตร์ (ประมาณ1,500-3,000 ปีมาแล้ว) มีการตั้งข้อสันนิษฐานถึงต้นกำเนิดหลายแนวทาง ที่น่าจะเป็นไปได้คือ มีที่มาจากกลองหนังถงฟู่ซึ่งเป็นภาชนะบรรจุอาหารในพิธีเซ่นไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์
“กลองมโหระทึกพบในจีนทางตอนใต้และหลายพื้นที่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น เวียดนาม ไทย ลาว พม่า มาเลเซีย ด้วยความที่กลองมโหระทึกที่พบมีสัณฐานโครงสร้างและลวดลายแตกต่างกัน นักวิชาการจึงสามารถแบ่งรูปแบบกลองมโหระทึก รวมทั้งกำหนดอายุกลองชนิดนี้ได้ในเวลาต่อมา”
อย่างไรก็ตาม ลวดลายสำคัญที่พบบ่อยในกลองมโหระทึกคือ บริเวณกึ่งกลางหน้ากลองที่ทำเป็นแฉกดวงดาว หรือดวงอาทิตย์ แวดล้อมด้วยลายรูปสัตว์ เช่น นกบินทวนเข็มนาฬิกา ลายเรขาคณิต รวมถึงประติมากรรมสำริดขนาดเล็กประดับมุมกลองอย่างกบ ซึ่งรูปกบนี่เองที่ทำให้บางคนเรียกกลองมโหระทึกว่า “กลองกบ”
“ประเทศไทยพบกลองมโหระทึกในหลายจังหวัด แต่ที่สำคัญคือ การพบชิ้นส่วนแม่พิมพ์กลองมโหระทึกที่แหล่งโบราณคดีโนนหนองหอ อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่ทำให้เรารู้ว่า นอกจากจะมีการนำกลองมโหระทึกจากแหล่งอื่นๆ เข้ามาในดินแดนไทยแล้ว เรายังมีการผลิตกลองมโหระทึกขึ้นเองด้วย อีกทั้งยังมีการดัดแปลงลวดลายขึ้นใหม่ ซึ่งไม่เคยปรากฏในวัฒนธรรมดองซอน เวียดนามมาก่อน”
ปัจจุบันหลายประเทศยังคงมีการใช้กลองมโหระทึกอยู่ รวมทั้งประเทศไทยเราเองที่ยังคงใช้กลองมโหระทึกในการประกอบพิธีกรรมสำคัญอยู่โดยเฉพาะพระราชพิธีในราชสำนัก รวมทั้งปรากฎในพระอุโบสถพระอารามหลวงสำคัญ เช่น วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร โดยเป็นการรัวมโหระทึกตามธรรมเนียมโบราณเพื่อให้ภิกษุเตรียมตัวลงทำวัตรเช้า-เย็น
ในหัวข้อเสวนาที่ 2 “ไทย-เวียดนาม ใช่อื่นไกล ปฏิสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและประเทศเวียดนามจากหลักฐานการผลิตโลหะในระยะปลายของยุคก่อนประวัติศาสตร์” ดร.ภีร์ เวณุนันท์ อาจารย์ประจำคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้อธิบายถึงเรื่องโลหะวิทยา สรุปใจความสำคัญได้ดังนี้
“เป็นที่เชื่อว่า กลองมโหระทึกทำจากโลหะที่มีทองแดงเป็นองค์ประกอบหลัก ทองแดงเป็นผลผลิตจากบริเวณลุ่มแม่น้ำแดง (ทางตอนใต้ของจีนครอบคลุมทางตอนเหนือของเวียดนาม) พื้นที่หลักซึ่งพบหลักฐานการผลิตเครื่องมือสำริดในวัฒนธรรมด่งเซิน แต่การวิเคราะห์กลองมโหระทึกจากแหล่งโบราณคดีภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และชิ้นส่วนพิมพ์กลองมโหระทึก แหล่งโบราณคดีโนนหนองหอทำให้เกิดข้อถกเถียงในกระบวนการผลิต ซึ่งอาจไม่ได้นำทองแดงมาจากลุ่มแม่น้ำแดงเสมอไป
“นั่นอาจหมายถึงผู้คนในดินแดนไทยอาจได้รับภูมิปัญญาการถลุงโลหะจากลุ่มแม่น้ำแดง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากแหล่งโบราณคดีโนนหนองหอนัก ก่อนจะเกิดแรงบันดาลใจ เลียนแบบชุดความความคิดนี้มาและถลุงโลหะขึ้นเอง ก่อนจะผลิตกลองมโหระทึกขึ้นด้วยลวดลายเฉพาะตัว”
เมื่อเป็นเช่นนี้จึงแสดงให้เห็นว่า กลุ่มคนในอดีตทั้งดินแดนและเวียดนามรวมถึงจีนทางตอนใต้จึงน่าจะมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน โดยมีทั้งการเลือกรับนำมาใช้ การลอกเลียนแบบ และการดัดแปลง พัฒนาขึ้นใหม่ในรูปแบบของตนเอง นอกเหนือจากการนำวัตถุทางวัฒนธรรมเข้ามาในพื้นที่โดยตรง
ในหัวข้อเสวนาที่ 3 “ลูกปัดอัญมณีในยุคก่อนประวัติศาสตร์: กรณีศึกษาภูมิภาคลพบุรีและเวียดนาม” โดย ผศ.ดร.วรรณพร เรียนแจ้ง อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้อธิบายการศึกษาลูกปัดจากแหล่งโบราณคดีสมัยเหล็กในลพบุรีจากแหล่งโบราณคดีพรหมทินใต้ ท่าแค และเนินดิน เทียบเคียงกับลูกปัดจากแห่งโบราณคดีสมัยเหล็กของเวียดนาม สรุปใจความสำคัญได้ดังนี้
“ลูกปัดหินอัญมณีที่พบในยุคก่อนประวัติศาสตร์ของประเทศไทย แบ่งเป็นสองกลุ่มหลัก ได้แก่ ลูกปัดที่ทำจากหินสีส้ม หรือคาร์นีเลียน และหินลายแถบสีที่เรียกว่า อาเกต หรือโมรา ส่วนกลุ่มที่สองทำจากหินสีเขียว การศึกษาลูกปัดทั้งสองกลุ่มที่พบในแหล่งโบราณคดีสมัยเหล็กในลพบุรีพบว่า ทั้งสองกลุ่มมีความแตกต่างกันในด้านรูปทรงและเทคโนโลยีการผลิต
“ลูกปัดกลุ่มแรก มีรูปทรงและเทคโนโลยีการผลิตสอดคล้องกับเอเชียใต้ ในขณะที่ลูกปัดกลุ่มที่สอง มีรูปทรงและเทคโนโลยีการผลิตสอดคล้องกับดินแดนในเขตทะเลจีนใต้ การศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของลูกปัดกลุ่มแรกยังบ่งชี้ว่า มีลูกปัดคาร์เนเลียนจำนวนหนึ่งผลิตจากหินคาร์เนเลียนของอินเดีย”
ลูกปัดทั้งสองกลุ่มที่พบที่แหล่งโบราณคดีในลพบุรีจึงแสดงถึงการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในดินแดนไทย เวียดนาม รวมถึงอินเดีย และเอเชียใต้ด้วย
ในหัวข้อเสวนาสุดท้าย “วัตถุแลกเปลี่ยนของประเทศไทยและเวียดนาม” โดย นายยุทธนาวรากร แสงอร่าม ภัณฑารักษ์ชำนาญการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ได้ให้ความรู้เรื่องการแลกเปลี่ยนวัตถุระหว่างพิพิธภัณฑสถาน และหยิบยกโบราณวัตถุที่ไทยและเวียดนามได้แลกเปลี่ยนกัน สรุปใจความสำคัญได้ดังนี้
“โบราณวัตถุที่เวียดนามได้ส่งมาแลกเปลี่ยนกับไทยมี 4 รายการ ได้แก่ ประติมากรรมสิงห์กระโจน รูปสิงห์แบก รูปช้าง และหินสลักลาย กระหนก (กลีบขนุน) ปัจจุบันจัดแสดงถาวร ณ ห้องศิลปะเอเชีย อาคารมหาสุรสิงหนาท พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ส่วนไทยได้ส่งพระพุทธรูปสัมฤทธิ์จำนวน 11 รายการ ไปแลกเปลี่ยน ประกอบด้วยพระพุทธรูปศิลปะทวารวดี ศิลปะลพบุรี ศิลปะอู่ทอง ศิลปะอยุธยา ศิลปะเชียงแสน และพระพุทธรูปอื่นๆ
“การแลกเปลี่ยนดังกล่าว แม้ยังไม่พบเอกสารจดหมายเหตุ แต่มีเหตุผลที่เชื่อได้ว่า ศาสตราจารย์ยอร์ซ เซเดส์ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบุรพทิศ ช่วง พ.ศ.2472-2468 เป็นบุคคลสำคัญที่มีส่วนในการแลกเปลี่ยนวัตถุครั้งนี้”
แค่ฟังการบรรยาย หลายคนอาจยังไม่เข้าใจ ดังนั้นเมื่อจบการบรรยายหัวข้อนี้แล้วจึงปิดท้ายกิจกรรมเสวนาประสาญวน ๒ จากแก้วหินสี สู่วิถีมโหระทึก ด้วยการนำชมพิพิธภัณฑ์โบราณวัตถุที่เกี่ยวข้องกับการเสวนาซึ่งจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ไม่ว่าจะเป็นลูกปัดแก้วหินสี กลองมโหระทึก วัตถุแลกเปลี่ยนไทย-เวียดนาม ตลอดจนโบราณวัตถุชิ้นเยี่ยมหลากสมัย พร้อมกันนี้วิทยากรยังเปิดโอกาสให้ผู้เข่าร่วมกิจกรรมได้สอบถาม และแลกเปลี่ยน แสดงความคิดเห็นได้ตลอดการนำชมเกือบสองชั่วโมง
“นับเป็นการปิดท้ายกิจกรรมที่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ความรู้ ความเข้าใจ
และตระหนักถึงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ระหว่างไทยและเวียดนาม
ที่มีความเชื่อมโยงกันตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์เรื่อยมา
และยังคงหล่อหลอมอยู่ในปัจจุบัน”
เรื่อง วรลักษณ์ ผ่องสุขสวัสดิ์
ภาพถ่าย อนุพงษ์ ฉายสุขเกษม