เรากำลังเดินเข้าสู่ถนนลูกรังสีส้มแดงที่ทอดตัวตรงไปข้างหน้าระยะทางไม่น้อยกว่า 200 เมตร ปลายถนนเป็นทางแยกมีป้ายเล็กๆ ระบุชื่อสถานที่ซึ่งเป็นไฮไลต์ของอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี มรดกโลกแห่งล่าสุดของไทย
หอนางอุสาคือจุดหมายแรกที่ฉันเลือกไปสำรวจ ถนนลูกรังทางแยกขวามือราบและเรียบเดินได้แบบสบายๆทำหน้าที่ส่งผู้มาเยือนที่ปลายลานหินกว้างซึ่งมีเพิงหินใหญ่รูปร่างคล้ายดอกเห็ดตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลาง มองเผินๆ ตำแหน่งของเพิงหินนี้ก็ดูคล้ายเจดีย์ประธานของวัดอยู่เหมือนกัน
ช่วงปลายฤดูฝนแบบนี้ แม้ลานหินกว้างตรงหน้าจะชุ่มฉ่ำด้วยสายน้ำที่ไหลผ่านเป็นช่วงๆ ทำให้ยิ่งต้องใช้ความระมัดระวังมากกว่าเดิม แต่ก็นับว่าคุ้มค่าเพราะทำให้ดอกไม้ดิน ดอกเอื้อง และพืชกินแมลง ผลิดอกช่วยเติมแต่งลานหินสีเทาๆให้แลดูมีสีสันและชีวิตชีวา
“ข้อมูลทางธรณีวิทยาชี้ชัดว่า ราว 120 ล้านปีก่อน ภูพระบาทเคยเป็นธารประสานสาย หรือธารน้ำตื้นๆ ที่แตกสาขาเป็นร่องน้ำเล็กๆ ไหลประสานกันไปมา น้ำยังพัดพาตะกอนหิน กรวด ทราย มาทับถมกันเป็นชั้นหินทราย กระทั่งราว 65 ล้านปีก่อน เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของแผ่นเปลือกโลก ทำให้ชั้นหินทรายโผล่ขึ้นมาด้วย
“ทีนี้หินแต่ละก้อนก็มีความหนา ความแกร่ง ความคงทนต่อการกัดกร่อนของน้ำและลมไม่เท่ากัน ดังนั้นหินที่ยังเหลืออยู่ก็คือหินส่วนที่แข็งแรงมากกว่าเท่านั้น นั่นคือเพิงหิน ส่วนชั้นหินที่เนื้ออ่อนกว่าจะถูกกัดกร่อนจนเหลือแค่แท่งค้ำยัน หรือเสาหิน เท่านั้น ดูจากหอนางอุสาได้เลย” นภสินธุ์ บุญล้อม หัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทคนก่อน อธิบายพร้อมนำชม
“ปัจจุบันเราสำรวจพบภาพเขียนสีที่ภูพระบาทแล้วไม่น้อยกว่า 55 แห่ง ภาพเขียนสีเกือบทั้งหมดใช้สีแดงเป็นหลัก วาดรูปคน ฝ่ามือคน วัว สัตว์ ไม่ทราบชนิด และลายเส้นเรขาคณิต นักวิชาการตีความว่า ภาพเขียนสีน่าจะสัมพันธ์กับความเชื่อดั้งเดิม นอกจากนี้มนุษย์ในอดีตยังอาจเชื่อว่า เพิงหิน หรือโขดหินรูปร่างแปลกตานั้นมีพลังพิเศษเหนือกว่าที่อื่นๆ เพราะไม่รู้ว่าหินก้อนใหญ่จะตั้งอยู่บนหินก้อนเล็กๆ ได้อย่างไร”
นมัสวิน นาคศิริ นักโบราณคดี อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ช่วยให้ข้อมูลด้านโบราณคดีเพิ่มเติมว่า “ด้วยความที่ภูพระบาทเป็นลานหินทราย ไม่สามารถขุดค้นได้ จึงยังไม่พบหลักฐานทางโบราณคดีอื่นๆ ที่ร่วมสมัยกับภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์เลย นอกจากโบราณวัตถุตามผิวดิน เช่น เศษภาชนะดินเผาแบบเตาลุ่มน้ำสงคราม เนื้อดินสีเทา กำหนดอายุได้ราวสมัยอาณาจักรล้านช้าง พุทธศตวรรษที่ 21-22 แล้ว ไม่เจออะไรมากกว่านั้น”
ด้วยเหตุนี้จึงเชื่อกันว่า ภูพระบาทคงเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ในการประกอบพิธีกรรมของศาสนาดั้งเดิม หรือที่เรียกว่า “ศาสนาผี” ก่อนพุทธศาสนาจะมาถึง มนุษย์บางกลุ่มน่าจะขึ้นมาใช้พื้นที่เป็นครั้งคราว ไม่ใช่ที่ตั้งถิ่นฐานถาวร สัมพันธ์กับแหล่งน้ำและแหล่งอาหารที่มีจำกัด เนื่องจากผืนป่าภูพระบาทประกอบด้วยป่าเต็งรังและเบญจพรรณ เมื่อถึงหน้าแล้งก็แล้งถึงแล้งจัด หาแหล่งน้ำและอาหารลำบาก แม้จะขุดบ่อกักเก็บน้ำเพิ่มอย่างบ่อนางอุสา แต่ก็คงรองรับผู้คนได้ไม่มากนัก
หลังกลับลงมาจากภูพระบาท สิ่งที่ฉันยังคงสงสัยก็คือ หลักหินที่นำมาปักล้อมเพิงหินและโขดหินบนภูพระบาทมากถึงแปดแห่ง ตั้งแต่หอนางอุสา คอกม้าน้อย เพิงหินนกกระทา ถ้ำฤาษี กู่นางอุสา ลานมณฑลพิธี ถ้ำพระ และวัดลูกเขยมีความเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมหินตั้งหรือไม่
“วัฒนธรรมหินตั้ง (Standing Stone Culture) หรือ วัฒนธรรมหินใหญ่ (Megalithic Culture) เป็นคำเรียกรวมกลุ่มปรากฏการณ์ทางโบราณคดีที่เกี่ยวข้องกับการใช้หินขนาดใหญ่ในพิธีกรรม หรือการกำหนดพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งปรากฏในหลายภูมิภาคทั่วโลกและมีช่วงเวลาที่แตกต่างกันอย่างมาก บางภูมิภาคยังใช้มาจนถึงปัจจุบัน เราไม่รู้ว่าวัฒนธรรมนี้เริ่มต้นมาจากเหตุผลอะไร อาจมาจากหินปักหลุมฝังศพ หรืออาจจะมาจากการทำเครื่องหมายเพื่อบอกบางสิ่งบางอย่าง วัฒนธรรมหินตั้งในเอเชียพบหลายแห่ง เช่น จีน เกาหลี ไต้หวัน อินเดีย และมีหลากหลายรูปแบบ หนึ่งในนั้นพบว่ามีการปักหินเป็นวงกลม ขนาดใหญ่รวมอยู่ด้วย ยกตัวอย่างเขตเมืองซำเหนือ ประเทศลาว”
ผศ.ดร.พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้เห็นภาพรวมของวัฒนธรรมหินตั้งทั่วโลก เอเชีย ก่อนจะขยับเข้ามาดูข้อมูลในอาเซียนและไทย
“เรื่องสำคัญตรงนี้คือ ประเพณีการทำหินตั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงสืบเนื่องต่อมาจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นเส้นแบ่งสมัยก่อนประวัติศาสตร์กับประวัติศาสตร์ บางครั้งจึงเป็นเรื่องยากที่จะคิดแบบเหมารวมอย่างตะวันตกได้แต่สังเกตได้ว่าทั้งหมดนี้ไม่ทำรูปทรงของหินตั้งเป็นใบสีมาเลย ดังนั้น ถ้าจะเทียบภูพระบาทกับวัฒนธรรมหินตั้งหรือใบสีมาอีสาน ต้องระวังไม่ตัดสินจากความคล้ายเชิงรูปทรงเพียงอย่างเดียว”
“ส่วนตัวคิดว่า หินรูปดอกเห็ดกลุ่มต่างๆ ของภูพระบาทอาจทำหน้าที่เป็น ‘หินตั้งธรรมชาติ’ แต่แรก เพราะคนในยุคนั้นคงอัศจรรย์กับรูปทรง จนเชื่อไปว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือผีแถนสร้างมันขึ้นมา คนในยุคนั้นต้องเชื่อว่า ศักดิ์สิทธิ์แน่ๆ เพราะหินรูปดอกเห็ดบางแห่ง เช่น หีบศพนางอุษา พบภาพเขียนสีแดงอยู่ด้วย แต่เมื่อมีความเชื่อใหม่อย่างพระพุทธศาสนาเข้ามา จึงเกิดการปักใบสีมาล้อมรอบ หินรูปดอกเห็ดดังกล่าวจึงอาจเปรียบได้กับโบสถ์ เจดีย์ หรือเขาพระสุเมรุก็เป็นไปได้”
ดังนั้นอาจสรุปได้ว่า วัฒนธรรมหินตั้งอาจไม่เกี่ยวข้องกับหลักหิน หรือวัฒนธรรมสีมาโดยตรง เนื่องจากมีช่องว่างของเวลาทางประวัติศาสตร์คือ หลังจาก 2,000 ปีมาแล้ว จากนั้นยังไม่พบหลักฐานที่แสดงความต่อเนื่องมาจนเกิดวัฒนธรรมสีมาในอีสานเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 12-16 แล้วก็มาพบในกลุ่มชาติพันธุ์ปัจจุบันที่มีหลักฐานย้อนไปเมื่อ 100 กว่าปีเท่านั้น ถึงอย่างนั้นก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า วัฒนธรรมหินตั้งและหลักหิน หรือวัฒนธรรมสีมา อาจมีจุดร่วมบางอย่างที่คล้ายคลึงกันอยู่บ้างในแนวคิดเรื่องการใช้หินปักกำหนดขอบเขตพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์
ราวพุทธศตวรรษที่ 12-16 วัฒนธรรมทวารวดีซึ่งกำลังรุ่งเรืองสุดขีดบริเวณภาคกลางของดินแดนไทย ได้นำพาพุทธศาสนาไปสู่ดินแดนใกล้เคียง รวมถึงแถบตะวันออกเฉียงเหนือ ที่นี่ไม่เพียงพุทธศาสนาจะประดิษฐานได้อย่างมั่นคง แต่ยังเกิดงานพุทธศิลป์ที่มีรูปแบบเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว รวมทั้งเกิดงานพุทธศิลป์ใหม่ที่ยังไม่เคยปรากฏมาก่อนในภาคกลาง เช่น ใบสีมา หรือใบเสมา ทั้งนี้หลักหินบนภูพระบาทเป็นตัวอย่างสำคัญอย่างยิ่งของวัฒนธรรมนี้
“พิธีกรรมสำคัญที่สุดของสงฆ์ เช่น การอุปสมบท การแสดงพระปาฏิโมกข์ ภายในพื้นที่ซึ่งได้รับการกำหนดโดยพระสงฆ์ เรียกว่า ‘สีมา’ มีความหมายว่า ‘เขต’ ซึ่งพระพุทธเจ้าบัญญัติให้คณะสงฆ์แต่ละกลุ่มกำหนดขอบเขตสีมาของตนขึ้น วิธีการกำหนดเขตสีมา หรือสมมติสีมา ซึ่งแพร่หลายในวัฒนธรรมทวารวดีอีสานและสืบเนื่องมาจนปัจจุบัน คือ การใช้หินเป็นเครื่องหมายบอกแนวเขตสีมาทิศหลักและทิศเฉียงรวมแปดทิศ ส่วนภายในเขตสีมาอาจมีอาคารหลังคาคลุมเพื่อใช้เป็นอุโบสถ หรืออาจเป็นลานโล่งในการทำสังฆกรรมก็ได้”
รศ.ดร.รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร อธิบายความหมายของสีมาในพุทธศาสนาให้ฟังเพื่อสร้างความเข้าใจ
“การปักหลักหิน หรือแผ่นหินที่ภูพระบาทมีแบบแผนหลายอย่าง บางแห่งปักประจำทิศทั้งแปด บางแห่งปักแบบโดดๆ แต่ไม่ว่าจะปักแบบไหนก็ต้องปักล้อมรอบโขดหิน หรือเพิงหินรูปทรงประหลาดเสมอ ซึ่งน่าสนใจว่า บางแห่งนั้นก็มีภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์อยู่ก่อนด้วย สะท้อนความหมายการเป็นโขดหิน หรือเพิงหินศักดิ์สิทธิ์ที่มีอยู่ก่อนได้ชัดเจน
“เมื่อพุทธศาสนาเผยแผ่เข้ามายังกลุ่มชนบริเวณภูพระบาทก็เชื่อว่า พุทธศาสนาไม่ได้ปฏิเสธสิ่งศักดิ์สิทธิ์อันสถิต หรือเกี่ยวเนื่องกับโขดหินและเพิงหินรูปทรงประหลาด ความเชื่อดั้งเดิมก็คงไม่ได้สูญสลายไป แต่น่าจะดำรงอยู่ร่วมกันได้ เห็นได้จากการปักหลักหินเพิ่มในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์เดิมนั่นเอง”
ส่วนการปักหลักหิน หรือใบเสมา ยังพบในเขตอำเภอบ้านผืออีกหลายแห่ง ที่น่าสนใจได้แก่ กลุ่มใบเสมาที่วัดโนนศิลา
อาสน์วรารามซึ่งมีรูปแบบสวยงามและมีความสูงที่โดดเด่นราว 1.5-2.9 เมตร และวัดถ้ำจันทรคราส ที่นี่นอกจากจะมีใบเสมาหลายรูปแบบแล้ว ยังน่าจะเป็นแหล่งผลิตใบเสมาขนาดใหญ่แหล่งเดียวเท่าที่พบในปัจจุบัน
ขณะเดียวกัน จังหวัดอื่นๆ ในภาคอีสานซึ่งได้รับวัฒนธรรมทวารวดีก็มีการทำใบเสมาเช่นเดียวกัน น่าสนใจว่าใบเสมาแต่ละแห่ง แม้จะมีเอกลักษณ์เฉพาะของตน แต่ยังคงรักษาไว้ซึ่งความหมายการกำหนดเขตสีมาไม่แปรเปลี่ยน
บนภูพระบาทเรายังพบพระพุทธรูปและชิ้นส่วนพระพุทธรูปตามเพิงหินหลายแห่ง เช่น ถ้ำพระ วัดพ่อตา วัดลูกเขย ซึ่งมีรูปแบบศิลปะหลายสมัย โดยเฉพาะวัฒนธรรมทวารวดีอีสาน ช่วงได้รับอิทธิพลจากศิลปะเขมรแบบนครวัด-บายนราวพุทธศตวรรษที่ 17-18 และช่วงวัฒนธรรมล้านช้าง ราวพุทธศตวรรษที่ 20-22 แสดงให้เห็นว่า พื้นที่ภูพระบาทยังคงมีบทบาทในทางพุทธศาสนาสืบเนื่องต่อมาอีกหลายร้อยปี
ในช่วงวัฒนธรรมล้านช้างเผยแพร่เข้ามายังดินแดนอีสาน ภูพระบาทก็ยิ่งมีบทบาทและความสำคัญมากขึ้นไปอีกโดยปรากฏการกล่าวถึงใน ตำนานอุรังคธาตุ หรือ อุรังคนิทาน วรรณกรรมทางพุทธศาสนาชิ้นสำคัญของล้านช้าง
“ในตำนานอุรังคธาตุยังมีชื่อเมืองกงพาน นางอุสา ท้าวบารส และท้าวกงพานอยู่ด้วย แต่ไม่มีรายละเอียดมากนัก จนมีนิทานพื้นบ้านของคนสองฝั่งโขงชื่อ อุสา-บารส ที่นำเรื่องราวมาขยายความต่ออย่างพิสดาร เข้าใจว่านิทานนี้คงเป็นที่แพร่หลายมากจึงมีคนนำฉากในเรื่องมาเรียกเพิงหิน โขดหินบนภูพระบาท จนหลายคนเชื่อว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นที่นี่จริงๆ”
อาจารย์วีระชัย ผลทิพย์ อาจารย์สุวรรณ มหาพรหม และคณะผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์เมืองพาน เล่าให้ฉันฟังในการเดินทางมาสำรวจภูพระบาทครั้งที่สอง ซึ่งเป็นความตั้งใจที่จะมาพูดคุยกับคนในชุมชนที่อยู่รอบเชิงเขาภูพระบาทจริงๆ
เป็นเวลากว่า 300 ปีที่ชาวไทเลยและไทพวนอพยพมาตั้งถิ่นฐานบริเวณที่ราบเชิงภูพระบาท หรือตำบลเมืองพานในปัจจุบัน ชาวบ้านส่วนใหญ่นอกจากจะทำอาชีพเกษตรกรรมเลี้ยงชีพแล้ว ยังได้พึ่งพาอาศัยป่าภูพระบาทในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเก็บของป่า การเลี้ยงสัตว์ การพักผ่อนหย่อนใจ หรือแม้แต่เป็นพื้นที่ปลีกวิเวกสำหรับพระภิกษุสายวิปัสสนากัมมัฏฐานหลายต่อหลายรูป
แม้ทุกวันนี้ชาวตำบลเมืองพานจะนับถือศาสนาพุทธเป็นส่วนใหญ่ แต่พวกเขาก็ยังคงรักษาความเชื่อดั้งเดิมไว้ด้วย ทั้งผีบ้าน ผีบรรพบุรุษ และพญานาค ซึ่งสะท้อนผ่านพิธีกรรมต่างๆ ของชุมชน เช่น งานบุญเดือนห้า สรงน้ำพญานาค วัดพระพุทธบาทบัวบาน ซึ่งจัดขึ้นช่วงเทศกาลสงกรานต์ของทุกปี ซึ่งเป็นงานที่รวมทุกความเชื่อของชาวบ้านใหม่ บ้านติ้ว บ้านเมืองพาน และบ้านจอมศรีเข้าด้วยกัน
ปัจจุบันเรื่องราวหลักหินบนภูพระบาทที่นักวิชาการรุ่นแล้วรุ่นเล่าพยายามสืบค้นหาที่มาที่ไป แม้จะยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัด เนื่องจากหลักฐานต่างๆ มีจำกัด และช่วงเวลาการใช้ประโยชน์ที่ขาดความต่อเนื่อง
แต่สิ่งหนึ่งที่ยืนยันได้ค่อนข้างชัดเจนก็คือ แม้จะล่วงมาถึงพุทธศตวรรษที่ 26 ทว่าดินแดนที่ชื่อภูพระบาทนี้ยังคงได้รับการยกย่องให้เป็นที่พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งมีความสำคัญยิ่ง ทั้งในแง่ความเชื่อดั้งเดิม ความเป็นพุทธสถานเก่าแก่และภาพสะท้อนของศรัทธา ตลอดจนเป็นฉากเส้นเรื่องชีวิตของผู้คนหลากวัฒนธรรมหลายช่วงเวลา ไม่เปลี่ยนแปลง
เรื่อง วรลักษณ์ ผ่องสุขสวัสดิ์
ภาพถ่าย เอกรัตน์ ปัญญะธารา