แถลงการณ์จากสำนักพระราชวัง ความระบุว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สิ้นพระชนม์ วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พุทธศักราช 2569 เวลา 19 นาฬิกา 48 นาที ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ด้วยพระอาการสงบ สิริพระชันษาปีที่ 47
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงสำเร็จการศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยทรงได้รับเกียรตินิยมอันดับ 2 และคณะรัฐศาสตร์ สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช โดยทรงได้รับเกียรตินิยมอันดับ 1 เมื่อพุทธศักราช 2543
จากนั้นพุทธศักราช 2547 ทรงสำเร็จการศึกษาเนติบัณฑิตไทย เนติบัณฑิตสภา พร้อมกับทรงศึกษาต่อในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยคอร์แนล ประเทศสหรัฐอเมริกา ตามลำดับ
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงมีพระปรีชาสามารถยิ่งในด้านนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ การทูต การต่างประเทศ การทหาร และการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ตลอดพระชนม์ชีพทรงสั่งสมพระประสบการณ์ผ่านการทรงงานหนักทั้งในประเทศและต่างประเทศ ดังมีผลงานพระกรณียกิจเป็นที่ประจักษ์มากมาย
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ไม่เพียงทรงมุ่งมั่นแก้ไขปัญหา พัฒนาคุณภาพชีวิต ตลอดจนส่งเสริมความเป็นอยู่ของประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าให้มีความผาสุกตามรอยเบื้องพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เท่านั้น หากแต่ยังทรงต่อยอดพระราชปณิธานทูลกระหม่อมปู่นำมาสู่การจัดตั้ง “โครงการกำลังใจ (Inspire)” เมื่อพุทธศักราช 2549
เนื่องด้วยทรงดำริว่า ทุกคนในสังคมจะอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขก็ต่อเมื่อรู้จักรักษาสิทธิของตนโดยไม่สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น กระบวนการยุติธรรมเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้ทุกคนเคารพสิทธิของผู้อื่น ซึ่งเมื่อกระบวนการยุติธรรมดำเนินไปจนถึงที่สุดแล้วผู้ที่ได้รับผลทุกฝ่ายในสังคมก็น่าที่จะได้มีโอกาสอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขอีกครั้งหนึ่ง
โครงการนี้เน้นการให้ความช่วยเหลือผู้ต้องขังหญิงซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบาง เด็กติดผู้ต้องขัง และผู้ต้องขังตั้งครรภ์ ตลอดจนเด็ก
และเยาวชนที่กระทำผิดและกลุ่มผู้ด้อยโอกาสอื่นๆ ในกระบวนการยุติธรรม ให้สามารถเอาชนะปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ได้
“ข้าพเจ้ารู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่งที่โครงการกำลังใจได้เป็นส่วนเล็กๆ ในการเปลี่ยนแปลงทางด้านนโยบายนำไปสู่การปรับปรุงและ
แก้ไขกฎหมายหรือแก้ไขระเบียบต่างๆ และพยายามจัดหาแนวทางที่ดีที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหา
สิ่งหนึ่งที่อยากจะฝากท่านทุกคน รวมทั้งฝากคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพที่จะเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารคือ ขอให้ทุกคนให้โอกาสผู้ที่เคยผิดพลาดและช่วยกันให้กำลังใจและส่งเสริมผู้ที่เคยผิดพลาดให้ได้ศึกษาเรียนรู้และกลับตัวคืนสู่สังคม ซึ่งการให้โอกาสนั้นหมายถึงการไม่รังเกียจ ให้อภัย อันเป็นการสร้างทางเลือกให้แก่ผู้ที่เคยผิดพลาดและเป็นการน้อมนำพระราชดำริพระบาท สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมาปรับใช้”
(ส่วนหนึ่งของพระดำริในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา)
โครงการกำลังใจได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องเรื่อยมา นำไปสู่การแก้ไขกฎหมายและปรับปรุงมาตรฐานการดูแลผู้ต้องขังหญิงและผู้กระทำผิดหญิง ในพุทธศักราช 2553 ผลสำเร็จของโครงการนำไปสู่การรับรองเป็นข้อกำหนดของสหประชาชาติว่าด้วย การปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิง และมาตรการที่มิใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำผิดหญิง หรือข้อกำหนดกุรงเทพ (The Bangkok Rules) นับเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญของกระบวนการยุติธรรมไทย และนั่นยังเป็นที่มาของการขนานพระนามพระองค์ว่า “เจ้าหญิงนักกฎหมาย” ในเวลาต่อมา
อย่างไรก็ตาม สังคมหนึ่งๆ ไม่ได้มีเพียงมนุษย์เท่านั้น หากแต่ยังมีทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ผืนดิน ผืนน้ำ ผืนฟ้า ป่าไม้ สัตว์ป่า รวมทั้งสัตว์เลี้ยงประกอบอยู่ร่วมกัน พระองค์จึงทรงมีพระดำริเพื่อฟื้นฟู ดูแลรักษา และปกป้ององค์ประกอบต่างๆ ใน
สังคมเหล่านี้ผ่านโครงการ องค์กร และมูลนิธิต่างๆ ด้วยเช่นกัน
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพระพันปีหลวง ทั้งสองพระองค์ทรงให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่ารวมทั้งการจัดการเรื่องความขัดแย้งของคนกับช้างป่า จุดประสงค์เพื่อให้คนกับช้างสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ
ล่วงมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ด้วยทรงตั้งพระราชหฤทัยที่จะ “สืบสาน รักษา และต่อยอด” พระราชปณิธานในรัชกาลก่อนให้ลุล่วง พระองค์จึงทรงรับโครงการอนุรักษ์ช้างป่ารอยต่อ 5 จังหวัด (ภาคตะวันออก) อัน
เนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์
พุทธศักราช 2562 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานชื่อใหม่ว่า “โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์” อันมีความหมายว่า “น้ำทิพย์รักษาช้างให้แข็งแกร่งยืนยงดุจเพชร” มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการเรื่องความขัดแย้งของคนกับช้างป่าอย่างยั่งยืนด้วยการแก้ไขที่ต้นเหตุ โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงเป็นองค์ประธานกรรมการ
ด้วยความกว้างใหญ่ของพื้นที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดฉะเชิงเทรา สระแก้ว ชลบุรี ระยอง และจันทบุรี ความขัดแย้งของคนกับช้างจึงไม่ได้มีอยู่เพียงแค่พื้นที่เล็กๆ เท่านั้น การประชุมวางแผนการดำเนินงานจึงต้องอาศัยทั้งข้อมูลเชิงเอกสารและข้อมูลภาคสนามประกอบกัน ซึ่งอย่างหลังนี่เองที่ทำให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ เสด็จไปทรงงานในพื้นที่ป่ารอยต่อด้วยพระองค์เอง เฉกเช่นที่ทูลกระหม่อมปู่และทูลกระหม่อมย่าทรงปฏิบัติเสมอมาดังภาพจำที่ปรากฏให้เห็นตลอดรัชสมัยของสองพระองค์
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงเริ่มจากการศึกษาความสำคัญของผืนป่ารอยต่ออันอุดมสมบูรณ์ ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างระบบนิเวศภาคกลางกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือเข้าด้วยกัน ทรงร่วมสำรวจพื้นที่ป่ารอยต่อซึ่งเป็นปัญหาระหว่างคนกับช้าง มีพระปฏิสันถารกับเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รับฟังปัญหาความเดือดร้อน ความต้องการจากชาวบ้านในพื้นที่ด้วยพระองค์เอง ทั้งนี้เพื่อรวบรวมข้อมูลภาคสนามทั้งหมดมาใช้ในการวางแผนงานโครงงาน
เมื่อแผนงานทุกอย่างพร้อม โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์ได้เริ่มต้นครั้งแรกในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาชะเมา-เขาวง จังหวัดระยอง โดยมีการทำแหล่งน้ำ ฝายชะลอน้ำ โป่งเทียม สร้างทุ่งหญ้า และเพาะชำกล้าไม้พืชอาหารช้าง เพื่อสร้างแหล่งอาหารแหล่งน้ำให้ช้างและสัตว์ป่าในพื้นที่อย่างเพียงพอ ซึ่งจะเป็นวิธีคืนช้างกลับสู่ผืนป่าตามธรรมชาติได้ในที่สุด ครั้งนั้นพระองค์ เสด็จไปหว่านหญ้าสายพันธุ์ที่ช้างป่าชื่นชอบ และทำโป่งเทียมสำหรับช้างป่าเป็นปฐมฤกษ์ ยังขวัญและกำลังใจแก่ประชาชนในพื้นที่และเจ้าหน้าที่ในโครงการยิ่งนัก
ด้วยความใส่พระทัยในโครงการนี้ยิ่ง พระองค์ได้เสด็จไปติดตามผลการสร้างแหล่งน้ำและแหล่งอาหารสำหรับช้างในพื้นที่อย่างต่อเนื่องอีกหลายครั้ง ขณะเดียวกันก็ทรงงานในส่วนความปลอดภัยของชุมชนและการนำเทคโนโลยีมาใช้การเฝ้าระวังช้าง ป้องกัน และเตือนภัยแก่ประชาชน เพื่อไม่ให้ขับไล่ช้างอย่างผิดวิธีจนทำให้เกิดอันตรายทั้งต่อประชาชนและช้าง รวมทั้งการพัฒนาอาชีพและคุณภาพชีวิตของชุมชนในระยะยาวไปพร้อมๆ กัน เรียกได้ว่า โครงการก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว
ในที่สุดโครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์ภายใต้การขับเคลื่อนของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ก็ประสบความสำเร็จเป็นรูปธรรมเมื่อคนสามารถอยู่ร่วมกับช้างได้อย่างสันติมากขึ้นและผืนป่าก็มีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น โครงการนี้ยังได้รับยก ย่องเป็นต้นแบบการจัดการความขัดแย้งของคนกับช้างป่าในประเทศไทยด้วย
ไม่เพียงการให้ความสำคัญต่อทรัพยากรธรรมชาติอย่างป่าไม้และสัตว์ป่าเท่านั้น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ยังทรงมีพระเมตตาต่อสวัสดิภาพของสัตว์เลี้ยงอย่างสุนัขและแมวจรจัดด้วย
ช่วงพุทธศักราช 2553 ทรงร่วมจัดตั้ง “เครือข่ายคนรักน้องหมาในพระอุปถัมภ์พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา” ขึ้น หลังทรงทราบถึงปัญหาความเป็นอยู่ของสุนัขที่แออัด อดอยาก และมีสุนัขจมน้ำตายในช่วงฝนตกหนัก ณ ศูนย์ควบคุมสุนัข กรุงเทพมหานคร (ประเวศ)
จุดมุ่งหมายของเครือข่ายเพื่อรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงการเลี้ยงสัตว์อย่างมีความรับผิดชอบ ป้องกันการนำสัตว์เลี้ยงไปปล่อยทิ้งให้เป็นสัตว์จรจัดอันเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ การปลูกฝังแนวทางแก้ปัญหาสัตว์จรจัดด้วยการทำหมัน ฉีดวัคซีน เพื่อแก้ไขปัญหาสัตว์เลี้ยงถูกทอดทิ้งอย่างยั่งยืน รวมทั้งต่อต้านการทารุณสัตว์ทุกรูปแบบ ดังที่พระองค์เคยมีพระดำรัสครั้งหนึ่งว่า “รักเพื่อน อย่าทิ้งเพื่อน ดูแลกันตลอดไปนะ”
พร้อมกันนี้พระองค์ยังทรงร่วมจัดตั้ง “กองทุนช่วยเพื่อนสี่ขาไร้บ้าน” จัดกิจกรรมระดมทุนรูปแบบต่างๆ เช่น การเดินแฟชั่นโชว์ของสุนัขทรงเลี้ยงซึ่งอดีตล้วนเคยเป็นสุนัขจรมาก่อน เพื่อนำรายได้จากกิจกรรมเหล่านี้ไปช่วยสนับสนุนสุนัขจรและแมวจรให้มีสวัสดิภาพชีวิตที่ดีขึ้น
นอกจากพระกรณียกิจเด่นที่เกี่ยวเนื่องกับงานราชทัณฑ์อันเป็นการให้ความสำคัญกับการคืนชีวิตและความเท่าเทียมให้ผู้ต้อง ขัง การสืบสานตามรอยเบื้องพระบุคคลบาททูลกระหม่อมปู่ ทูลกระหม่อมย่า และทูลกระหม่อมพ่อ ในการอนุรักษ์ทรัพยากร ธรรมชาติ ลดความขัดแย้งระหว่างช้างป่ากับคน ตลอดจนพระเมตตาต่อสัตว์เลี้ยงจรจัดในสังคมแล้ว
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ยังทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจด้านอื่นๆ อีกมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องงานสาธารณกุศล งานสังคมสงเคราะห์ ดัง “โครงการอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย” ซึ่งก่อตั้งขึ้นตามพระปณิธานของพระมารดา (พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ) เมื่อพุทธศักราช 2538 ก่อนจะได้รับการยกฐานะเป็นมูลนิธิต่อมาในพุทธศักราช 2543
เมื่อประชาชนตกทุกข์ได้ยากจากอุทกภัยและภัยพิบัติต่างๆ ภาพที่ประชาชนชาวไทยคงคุ้นตาเป็นอย่างดีคือ สองพระองค์ทรงสวมปลอกแขนสีขาวทางด้านขวาร่วมปฏิบัติพระกรณียกิจเคียงข้างกันและกันมาโดยตลอด
ไม่เพียงการพระราชทานความช่วยเหลือเร่งด่วน เช่น การตั้งโรงครัวพระราชทาน การแจกอาหาร ถุงยังชีพ การสร้างที่พักพิงชั่วคราวเท่านั้น หากแต่บ่อยครั้งสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ยังทรงทุ่มเทกำลังพระวรกายเสด็จไปเยี่ยมผู้ประสบภัยเหล่านั้นด้วยพระองค์เองเพื่อพระราชทานกำลังใจ ความรัก และความห่วงใย อยู่เสมอๆ ไม่ว่าที่แห่งนั้นจะอยู่ใกล้ หรือไกล แม้แต่ทุรกันดาร ยากลำบากเพียงใดก็ตาม พระองค์ก็ทรงปรารถนาเสด็จไปให้ถึง
พระกรณียกิจบางส่วนในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ที่หยิบยกมานำเสนอนี้ คงพอช่วยขยายความพระดำรัสเมื่อครั้งประทานสัมภาษณ์ในรายการที่นี่กรุงเทพ เมื่อพุทธศักราช 2533 ได้ดี ในคำถามที่ว่า
ในขณะที่กำลังเจริญพระชันษาเป็นผู้ใหญ่ พระองค์ทรงโปรดที่จะเป็นผู้ใหญ่แบบไหน และทรงชื่นชม หรือปรารถนาจะเป็นแบบใคร ซึ่งในชันษาเพียงสิบกว่าปีเศษ (ครั้งทรงศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1) ทรงมีพระดำรัสตอบเพียงสั้นๆ ว่า
“เป็นผู้ใหญ่แบบดีๆ” และ “อยากจะทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้”
ข้าพระพุทธเจ้า คณะผู้จัดทำนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย
โดยบริษัท เอเอ็มอี อิมเมจิเนทีฟ จำกัด ในเครืออมรินทร์กรุ๊ป