“ปอยส่างลอง” สะพานเชื่อมทางวัฒนธรรมท่ามกลางพหุชาติพันธุ์ในแม่สอด

“ฝุ่น PM2.5 ปกคลุมทั่วอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

ในช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา”

ไม่อาจยับยั้งศรัทธาของผู้ปกครองกว่า 53 ครอบครัวที่พากันเตรียมเครื่องอัฐบริขารสำหรับการบวชสามเณร รวมทั้งวงดนตรี และเครื่องเสียงติดรถแห่ ก่อนนำลูกหลานตนเองเข้าร่วม “ประเพณีปอยส่างลอง หรือบวชลูกแก้ว” ที่วัดไทยวัฒนาราม ตำบลท่าสายลวด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก 

เสียงประกาศภาษาไทยตัดสลับกับภาษาพม่าดังขึ้นตอนเก้าโมงเช้าของวันที่ 3 เมษายน 2569 วันแรกของพิธีปอยส่างลอง หรือวัดรับส่างลอง ท่ามกลางความจอแจของผู้คนหลายร้อยคนที่มารอชื่นชมความงดงามของส่างลอง 

เสียงวงกลองบย่อประกอบไปด้วยกลองบย่อ หรือกลองมองเซิง ซึ่งเป็นกลองสองหน้าดั้งเดิมของชาวไทใหญ่ กลองโด และฉาบ 1 คู่ ดังประชันกับเครื่องเสียงรถแห่ ช่วยกันนำขบวนแห่ส่างลองออกเดินทางไปไหว้ศาลหลักเมือง สะท้อนให้เห็นร่องรอยของ ความเชื่อดั้งเดิมเรื่องการนับถือผีและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 

พิธีปอยส่างลองที่วัดไทยวัฒนารามจัดขึ้นเป็นเวลาสามวันตามธรรมเนียม โดยวันที่สอง หรือวันแห่โคซัง จะเป็นการแห่ ส่างลองไปตามบ้าน และทำการปลงผมในช่วงเย็น ก่อนที่วันที่สาม หรือวันข่ามส่าง จะเป็นพิธีบรรพชาสามเณร ตลอดทั้งสามวันต่อจากนี้ ครอบครัวของส่างลองจะต้องแบกส่างลองไว้บนบ่าทั้งวันเพราะมีความเชื่อว่า ผู้ที่กำลังจะบวชเปรียบเสมือน ผู้สูงศักดิ์ หรือเจ้าชาย ที่เท้าไม่ควรแตะพื้น 

การแบกส่างลองตลอดทั้งสามวัน แม้จะเป็นภาระที่หนักอึ้ง แต่มันกลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสุขของเหล่าญาติๆ ที่จะได้เห็นลูกหลานตนเองได้บวชในพระพุทธศาสนาในไม่ช้า 

ต้นกำเนิดประเพณีปอยส่างลอง วัดไทยวัฒนาราม

สิทธิพร เนตรนิยม ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาและวัฒนธรรมพม่า มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลว่า วัดไทยวัฒนาราม เดิมชื่อว่า “วัดแม่ตาวเงี้ยว” สร้างขึ้นช่วง พ.ศ.2410 โดยพ่อเฒ่ามุ้ง ผู้ใหญ่บ้านคนแรกของชุมชนแม่ตาว ซึ่งเป็นชาวไทใหญ่ที่เดินทาง มาค้าขายที่แม่สอด  

พ.ศ.2500 วัดแม่ตาวเงี้ยวได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “วัดไทยวัฒนาราม” ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่หลวงพ่ออูปัณฑิตะ ชาวปะโอ จาก เมืองมไยกะเล จังหวัดพะอาน รัฐกะเหรี่ยง ประเทศเมียนมา ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสรูปที่ 6 

นับแต่นั้นเป็นต้นมาวัดไทยวัฒนารามก็กลายเป็นพื้นที่พหุวัฒนธรรมโดยมีหลวงพ่ออูปัณฑิตะเป็นศูนย์รวมศรัทธาผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์เข้าไว้ด้วยกัน

“ปอยส่างลองเป็นประเพณีดั้งเดิมของวัดนี้ แต่มาเป็นที่นิยมในยุคหลวงพ่ออูปัณฑิตะ ท่ามกลางความหลากหลายทาง ชาติพันธุ์ในแม่สอดที่มีมานานแล้ว เพราะความเป็นเมืองชายแดน” สิทธิพรกล่าว

ประเพณีปอยส่างลอง มีลักษณะคล้ายคลึงกับพิธีบวชเณรในเมียนมา ซึ่งเรียกว่า “Shinbyu ceremony (ชินบยู)” เมื่อ วัฒนธรรมดังกล่าวเผยแผ่มายังฝั่งไทย จึงถูกเรียกด้วยภาษาไทใหญ่ว่า “ปอยส่างลอง” และ “พิธีบวชลูกแก้ว” ในภาษาไทย

“ที่มาของปอยส่างลองมีสองแนวคิดด้วยกัน แนวคิดแรกคือ การจำลองพุทธประวัติสมัยเจ้าชายสิทธัตถะออกผนวช อีกแนวคิดหนึ่งมองว่า เป็นการสะท้อนเรื่องราวของพระราหุล พระโอรสของเจ้าชายสิทธัตถะ ซึ่งถือเป็นสามเณรองค์แรก ในพระพุทธศาสนา” สิทธิพรอธิบาย 

ผู้ปกครองของส่างลองกำลังแต่งตัวให้ส่างลอง ก่อนจะมีพิธีแห่ส่างลองไปรอบเมืองแม่สอด     

พระสมุห์จ๋าจ๋อย กิตติปาโล เจ้าอาวาสองค์ที่ 7 ของวัดไทยวัฒนาราม ซึ่งจำพรรษาอยู่ที่นี่มากว่า 40 ปีเล่าว่า “ประเพณีส่างลองของวัดแห่งนี้จัดต่อเนื่องมาตั้งแต่ก่อตั้งวัดและจัดเป็นประจำทุกปี แต่ในสมัยอาตมาได้เปลี่ยนมาจัดงาน ปอยส่างลองทุกๆ 3 ปีครั้งแทนเพราะว่าจำนวนเด็กเกิดใหม่น้อยลง และทางวัดก็ต้องการให้มีจำนวนเด็กมากพอในการจัดงาน ต่อครั้ง ถ้านับถึงปัจจุบันก็เปลี่ยนมาได้ราว 20 ปีแล้ว

ความพิเศษของงานปอยส่างลองที่นี่คือ ผู้เข้าร่วมไม่ได้จำกัดอยู่เพียงลูกหลานชาวไทใหญ่เหมือนกับในหลายๆ พื้นที่ แต่เปิด โอกาสให้ทุกชาติพันธุ์สามารถมาร่วมพิธีได้ อย่างปีก่อนก็มีไทยล้านนา ลาวเวียงจันทน์ ยะไข่ และทวาย มาเข้าร่วม ส่วนปีนี้ก็มีทั้งคนไทย ไทใหญ่ กะเหรี่ยง ปะโอ มอญ และพม่า”

ทางด้าน พิชัย ปิญญาทู คณะกรรมการวัดไทยวัฒนารามและคณะผู้จัดประเพณีปอยส่างลอง เล่าว่า“สมัยเด็กๆ ผมและเด็กชายแทบทุกคนล้วนต้องผ่านพิธีปอยส่างลองมากันทั้งสิ้น” 

สำหรับขั้นตอนการจัดงานนั้น พิชัยเล่าว่า “เริ่มจากวัดจะประกาศให้ครอบครัวที่สนใจนำบุตรหลานบวชปอยส่างลองเข้ามาลงทะเบียน พร้อมแจกแจงกำหนดการ จาก นั้นเด็กๆ ที่ลงทะเบียนจะต้องมาเรียนกล่าวคำขอบรรพชาเป็นภาษาพม่าที่วัด รวมถึงการเตรียมเครื่องแต่งกายส่างลอง ซึ่ง ต้องนำเข้าจากประเทศเมียนมา”

พิชัยอธิบายว่า การให้เด็กๆ ได้มาเรียนรู้และใช้เวลาร่วมกันก่อนพิธีบรรพชา เป็นส่วนสำคัญของการสร้างความสัมพันธ์ ระหว่างผู้คนจากหลากหลายชาติพันธุ์ “ทุกชาติพันธุ์ที่นี่นับถือศาสนาพุทธร่วมกัน ดังนั้นกิจกรรมปอยส่างลองจึงเป็นตัวเชื่อม ให้แต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ได้เข้าหากัน”

พิชานนท์ รัตนคุณกุลชัย ชาวปะโอในแม่สอด ทำหน้าที่เป็นตะแป แบกหลานชายวัย 8 ขวบไว้บนบ่า ระหว่างขบวนแห่ส่างลองรอบเมืองแม่สอด

ตลอดระยะเวลา 3 วันของพิธีปอยส่างลอง ภาพเครื่องแต่งกายและภาษาที่หลากหลายของผู้เข้าร่วมงานสะท้อนให้เห็นถึง ความแตกต่างทางวัฒนธรรมที่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน ขณะเดียวกันทุกวัฒนธรรมต่างแสดงออกถึงศรัทธาใน พระพุทธศาสนาอย่างเข้มแข็ง 

ส่วนหนึ่งของเครื่องแต่งกายผู้เข้าร่วมงานสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรมที่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน

ไม่เพียงเท่านั้นพิชัยยังเชื่อว่า “ความขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติ หรือชาติพันธุ์จะไม่เกิดขึ้น หากใช้วัฒนธรรมและประเพณี ที่มี ร่วมกัน เป็นสะพานเชื่อมผู้คน แทนที่จะปล่อยให้เส้นแบ่งทางอัตลักษณ์กลายเป็นกำแพง เราพยายามทำให้พื้นที่ชายขอบ ไม่ต้องมีขอบ ทุกคนที่อาศัยอยู่ตาม แนวชายแดนต่างมีเส้นแบ่งบางอย่างอยู่แล้ว เราจึงใช้วัฒนธรรมเป็นสื่อกลาง เพื่อลด เส้นกั้นระหว่างผู้คนจากหลากหลายชาติพันธุ์” 

ส่างลอง ประเพณีที่ไม่แบ่งแยกชาติพันธุ์

แม้อุณหภูมิช่วงบ่ายในช่วงต้นเดือนเมษายนจะร้อนระอุแตะ 40 องศาเซลเซียส แต่หลังพักเที่ยงขบวนแห่ส่างลองก็กลับมา ตั้งขบวนอีกครั้งเพื่อพาส่างลองไปทำพิธีขอขมาลาบวชกับพระอาวุโสในพื้นที่ ได้แก่ วัดอรัญญเขต วัดชุมพลคีรีวัดมณีไพรสณฑ์ และวัดแม่สอดหน้าด่าน 

ส่างลองเข้าขอขมาลาบวช ต่อพระเถรานุเถระตามวัดต่างๆ ในชุมชนใกล้เคียง ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสำคัญของวัดไทยวัฒนาราม

ส่างลองบางคนผล็อยหลับไปบนหลังรถกระบะด้วยความเหนื่อยล้า แต่ก็มีพี่เลี้ยงคอยโบกพัด ให้น้ำดื่ม และคอยหิ้วขึ้นบ่า หรือ อุ้มไปตามวัดต่างๆ โดยมีผู้คนมากมายออกมายืนรอชื่นชมความงดงามของขบวนส่างลองสองฝั่งถนน

“ครอบครัวเราถือว่า ปอยส่างลองเป็นประเพณีที่ครอบครัวสืบทอดส่งต่อกันมารุ่นต่อรุ่น และเราก็เชื่อว่า การได้เกิดมาเป็นผู้ชาย ต้องบวชทดแทนบุญคุณพ่อแม่”

พิชานนท์ รัตนคุณกุลชัย ชาวปะโอในแม่สอดเล่า ซึ่งครั้งหนึ่งตัวเขาเองก็เคยเข้าร่วมพิธีปอยส่างลองมาก่อนเช่นกัน 

โดยในปีนี้พิชานนท์ได้พาเอ็ม หลานชายวัย 8 ขวบมาบวชเณรด้วย นับเป็นความปลาบปลื้มใจไม่น้อยและเย็นวันนี้ครอบครัวก็จะมีการจัดงานเลี้ยงเฉลิมฉลองที่บ้านด้วย 

ขบวนส่างลองกลับมายังวัดไทยวัฒนาราม หลังการแห่รอบเมืองแม่สอดแล้วเสร็จ โดยจะมีการเต้นร้องรำทำเพลงและโปรยทานอย่างสนุกสนาน ก่อนเสร็จสิ้นพิธีในวันแรก

ทางด้าน วิจิตรา ผลจันทร์ ชาวกรุงเทพวัย 45 ปี ซึ่งแต่งงานกับคนไทยที่แม่สอด เล่าว่า เป็นครั้งแรกที่คนในเมืองอย่างเธอ ได้มาเห็นประเพณีนี้ด้วยตาตนเอง แม้จะแตกต่างจากพิธีบวชที่เธอเคยเห็นมาทั้งชีวิต แต่วิจิตราไม่ได้มองว่า เป็นสิ่งที่แปลก แยกออกไปในสังคมไทย แต่กลับเป็นความหลากหลายของผู้คนมากกว่า

“รู้สึกตื้นตันใจ มันเหนื่อยแต่ก็คุ้ม  และก็หายเหนื่อยแล้วเมื่อได้เห็นลูกบวชเณร” วิจิตราเล่า 

วันที่สอง นขณะที่ขบวนแห่ส่างลองเตรียมตั้งขบวนแห่ไปตามบ้านของคนในหมู่บ้านที่ต้องการเปิดบ้านรับส่างลองเข้าไปผูกข้อมือ โดยมีความเชื่อว่า เมื่อส่างลองเข้าบ้านไหนบ้านนั้นจะเกิดสิริมงคล 

มีความเชื่อว่า บ้านใดที่เปิดประตูต้อนรับส่างลองให้เข้าไป จะได้รับความเป็นสิริมงคล หลังจากส่างลองออกจากบ้านไปแล้ว จะมีการโปรยทานเพื่อแบ่งปันบุญกุศลให้แก่ผู้ที่มาร่วมงาน
แม้ตลอดทั้ง 3 วัน เหล่าส่างลองและครอบครัวจะต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนจัด แต่ทุกคนก็ปีติยินดี ด้วยความศรัทธาว่า การบวชครั้งนี้คือการสร้างบุญกุศลอันยิ่งใหญ่

พัชราภรณ์ จำปาเทศ ชาวกรุงเทพฯ ซึ่งมาแต่งงานกับชาวไทใหญ่ที่แม่สอด เธอเล่าว่า รู้สึกสนุกมากที่ได้มาร่วมงาน แต่ก็ต้องยอมรับว่า ครอบครัวที่จะนำลูกมาบวชส่างลองได้นั้น จะต้องมีทั้งทุนทรัพย์และเวลา เพราะงานนี้มีค่าใช้จ่าย ในการบวชที่ต้องจ่ายให้วัดถึง 7,000 บาท ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายจิปาถะอื่นๆ และการจัดงานเลี้ยงของแต่ละบ้าน 

อย่างไรก็ตาม ในอีกมุมพัชราภรณ์ก็มองว่า “ฉันคิดว่า เป็นเรื่องดีสำหรับลูกเราที่ได้บวชร่วมกับคนจากหลากหลายชาติพันธุ์ โตขึ้นมาเขาจะได้เรียนรู้ความแตกต่าง เพราะเด็กหลายคนถึงพ่อแม่เขาอาจจะไม่ใช่คนไทย แต่ก็พูดภาษาไทยได้ แต่เรื่องนี้ฉันเองก็ไม่ได้รู้สึกกังวลอะไร เพราะทุกคนต่างยิ้มแย้มให้กัน” 

ระหว่างพิธีแม้พัชราภรณ์จะยอมรับว่า หลายครั้งเธอตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูกเพราะมีขั้นตอนแตกต่างจากสิ่งที่เธอเคยเจอ ภาษาส่วนใหญ่ก็เป็นภาษาพม่าที่เธอสื่อสารไม่ได้ แต่การได้มาร่วมงานครั้งนี้กลับทำให้พัชราภรณ์รู้สึกเป็น ส่วนหนึ่งกับชาวแม่สอดมากขึ้น เมื่อได้เห็นแต่ละชนเผ่านำเอกลักษณ์ของตนเองออกมาแสดง 

ยิ่งไปกว่านั้นขณะที่ลูกของเธอกำลังโกนผม ท่ามกลางความปีติของญาติพี่น้องที่ต่างมาแสดงความยินดี พัชราภรณ์ยังมองว่า “ปอยส่างลางทำให้เด็กรู้สึกว่า ตนเองมีความพิเศษ เขาได้เป็นคนพิเศษของทุกคน ทุกคนดูแลส่างลองอย่างดี เปรียบเสมือน เจ้าชายน้อยที่กำลังออกบวชจริงๆ”

ช่วงเย็นของวันที่สองจะเข้าสู่พิธีการปลงผมและโกนคิ้ว ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผู้เป็นพ่อแม่ ใกล้จะได้เห็นลูกหลานก้าวสู่การเป็นสามเณรเต็มตัวแล้ว

จากเจ้าชายน้อยสู่ร่มกาสาวพัสตร์

เช้าวันที่สาม วันสุดท้ายของพิธีปอยส่างลอง ภาพความเหนื่อยล้าปรากฏบนใบหน้าของ ภาสุ เด็กชายชาวกะเหรี่ยงวัย 13 ปี หนึ่งในส่างลองปีนี้ซึ่งมีอายุมากกว่าเพื่อนๆ ส่างลองร่วมรุ่น ที่ส่วนใหญ่มักอยู่ในวัยเพียง 8–9 ปีเท่านั้น ภาสุกล่าวว่า “ผมอยากบวชให้พ่อแม่” และเขารู้สึกตื่นเต้นและดีใจมากที่จะได้บวชเป็นสามเณรในไม่ช้า ต่างจาก แอ้โพ เด็กชายชาติพันธุ์พม่าวัยเดียวกัน ที่บอกว่า “ผมรู้สึกคิดถึงบ้าน เพราะพอบวชเสร็จก็ต้องไปจำวัดนานถึง 7 วัน” ถึงอย่างนั้น แอ้โพยอมรับว่า แม้จะเหนื่อยและต้องเตรียมตัวมาก แต่ก็ยังต้องการบวชเพราะเชื่อว่าจะทำให้พ่อแม่มีความสุข

ก่อนพิธีบรรพชาสามเณรจะเริ่มต้นในช่วงบ่าย บางครอบครัวจะจัดงานเลี้ยงและพิธีผูกข้อมือที่บ้านของตนเอง หรือไปบ้านญาติ พี่น้องในชุมชนแทน สำหรับครอบครัวของพัชราภรณ์ได้จัดพิธีผูกข้อมือและงานเลี้ยงแบบโต๊ะจีนที่บ้าน มีแขกจำนวนมาก เดินทางมาร่วมแสดงความยินดี แต่หลังเสร็จสิ้นพิธี ช่วงบ่ายพัชราภรณ์จะพาสามเณรใหม่เดินทางไปจำวัดที่กรุงเทพมหานคร ทันทีเพราะตัวเธอและสามีทำงานอยู่ที่นั่น 

แม้จะมีลำดับการรับศีลและครองผ้ากาสาวพัสตร์ที่คล้ายคลึงกับการบวชเณรในวัฒนธรรมไทย แต่จะมีคำกล่าวบางช่วงที่ส่างลองต้องกล่าวเป็นภาษาพม่า

เมื่อเสร็จสิ้นงานเลี้ยงที่บ้าน ส่างลองทุกคนและครอบครัวจะมารวมตัวกันที่ศาลาการเปรียญของวัด พระอุปัชฌาย์เริ่มกล่าวคำ ขอบรรพชาให้ส่างลองได้ท่องตาม โดยเริ่มจากภาษาบาลีและบางช่วงมีการอธิบายเป็นภาษาพม่าประกอบ ในช่วงเวลานี้ ส่างลองทั้ง 53 คน จะเปลี่ยนจากชุดส่างลองที่ประดับประดาด้วยสีสันแวววาวมาตลอดสองวัน มาเป็นเสื้อกล้ามและกางเกง สีขาวเท่านั้น สะท้อนถึงการละวางจากความเป็นเจ้าชายเพื่อเข้าสู่เส้นทางของนักบวชตามหลักพุทธศาสนา

เมื่อกล่าวคำขอบรรพชาเสร็จ บิดามารดาของผู้บวชจะถวายผ้าไตรและบาตร จากนั้นจึงเริ่มเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็น สามเณรอย่างสมบูรณ์ท่ามกลางความทุลักทุเลของการนุ่งห่มจีวรครั้งแรก สายตาแห่งความปลาบปลื้มของพ่อแม่ที่ได้เห็นลูกหลานของตนนุ่งผ้าเหลือง น้ำตาของพัชราภรณ์คือ เครื่องยืนยันที่ชัดเจน เธอกล่าวว่า แม้จะเหนื่อยแต่ก็คุ้มค่ากับความพยายามตลอดหลายวันที่ผ่านมา

สามเณรใหม่และพระใหม่ท่องบทสวดด้วยภาษาบาลี และภาษาพม่า เป็นภาพสะท้อนอันเด่นชัดของพหุวัฒนธรรมในพื้นที่แม่สอด

ฉากสุดท้ายของพิธีปอยส่างลองที่วัดไทยวัฒนารามคือ การทำบุญใส่บาตรถวายอาหารแห้งพระบวชใหม่ เพราะเชื่อว่า การได้ทำบุญกับพระบวชใหม่จะได้อานิสงส์มาก แถวของพุทธศาสนิกชนยาวเหยียดออกไปตั้งแต่หน้าศาลาการเปรียบ เพื่อต้อนรับสามเณรทั้ง 53 รูป ท้ายแถวยาวไปถึงด้านหลังวัดท่ามกลางแสงแดดที่ร้อนระอุ

ผู้คนต่อแถวยาวเหยียดเต็มบริเวณวัดเพราะเชื่อว่าการได้ทำบุญกับสามเณรผู้เพิ่งครองผ้ากาสาวพัสตร์นั้นจะได้อานิสงส์เป็นอย่างมาก

ภาพนี้ไม่เพียงเป็นของการทำบุญร่วมกันของผู้คนจากหลากหลายชาติพันธุ์ต่างที่มาเท่านั้น

แต่ยังหมายถึงการเดินทางมาร่วมพิธีปอยส่างลองของผู้คนที่มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาเช่นเดียวกัน

โดยไม่มีเส้นแบ่งของพรมแดน หรือวัฒนธรรมมาขีดกั้น

เรื่องและภาพ  ณฐาภพ สังเกตุ


อ่านเพิ่มเติม  :  “บางโฉลง” เรือลำน้อย

และวิถีกรุงศรีฯ ณ ชายขอบกรุงเทพฯ

 

© COPYRIGHT 2026 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.