กลางมกราคม 2569 ในขณะที่ทุกพรรคการเมืองต่างกำลังหาเสียงและดีเบตนโยบายในการเลือกตั้ง 2569 กันอย่างเข้มข้น เวลาเดียวกันนี้สถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ในประเทศไทยมีค่าเกินมาตรฐานในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ซึ่งนั่นทำให้ทิศทางนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของแต่ละพรรคการเมืองถูกจับตาพอๆกับนโยบายด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงที่เป็นไฮไลท์หลักในการเลือกตั้ง 2569
สิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต เชื่อมโยงซึ่งกันและกัน ทั้งยังส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คนอย่างกว้างขวาง และแม้ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่แสดงผลลัพธ์แบบฉับพลันเหมือนตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ หากสิ่งแวดล้อมที่แย่ค่อยๆ สะสม และแสดงตัวผ่านความสูญเสียในระยะยาวผ่านสุขภาพพลเมือง จำนวนนักท่องเที่ยว ไม่เว้นกระทั่งการดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศ
เนชั่นแนล จีโอกราฟิก ภาษาไทย สำรวจนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม พลังงาน ขนส่งมวลชน ที่เชื่อมโยงกับคุณภาพชีวิตของผู้คน รวมถึงเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของไทย ที่มีเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ซึ่งไทยมีเป้าหมาย การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะ 5 ปีข้างหน้า (พ.ศ. 2574–2578) เพื่อให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ ภายใต้ กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) และ ความตกลงปารีส (Paris Agreement) ที่หลายประเทศใช้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
ทุกพรรคมุ่งแก้มลพิษทางอากาศ
จากการสำรวจเว็ปไซต์และสื่อประชาสัมพันธ์จากหลายพรรคการเมือง พบว่าทิศทางนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่คล้ายกันคือ
เว็ปไซต์รวมนโยบายพรรคประชาชน อธิบายแนวทางการรับมือวิกฤตการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศยกระดับคุณภาพอากาศ ปฏิรูประบบจัดการขยะสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนที่ยั่งยืน พร้อมรักษาระบบนิเวศ ทรัพยากรธรรมชาติ ตั้งรับ-ปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีข้อเสนอในการแก้ไขปัญหา โดยแบ่งออกเป็น 3 ภาคส่วน ร่วมกับโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ 1.การจัดการน้ำ ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ เพื่อลดการพังทลายของดินและเพิ่มการกักเก็บน้ำตามธรรมชาติ ฟื้นรูปแนวร่องน้ำให้เป็นธรรมชาติ (Meandering) ฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำและป่าชายเลน 2. การเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร สนับสนุนเกษตรกรปรับเปลี่ยนการเพาะปลูก ประกันภัยการเกษตรด้วยดัชนีสภาพอากาศ 3. การตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ วางผังเมืองให้รองรับความเสี่ยง
พรรคประชาชนยังเสนอแก้ปัญหาระบบบัญชาการ จัดตั้ง “ศูนย์บัญชาการมลพิษทางอากาศ” รวมอำนาจสั่งการทุกกระทรวง จัดการทุกต้นตอ เตรียมรับมือล่วงหน้าและประเมินผลอย่างเป็นระบบแทนการทำงานแบบต่างคนต่างทำ
เสนอผลักดันพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการจัดเก็บภาษีเพื่อรองรับ Green Transition ควบคู่กับมาตรการด้านเกษตร เช่น ประกันภัยการเกษตรด้วยดัชนีสภาพอากาศ การจัดทำปฏิทินเพาะปลูกตามข้อมูลภูมิอากาศ และส่งเสริมการทำนาเปียกสลับเเห้ง ให้ความสำคัญกับการจัดการขยะ ผ่านการส่งเสริมโรงไฟฟ้าจากขยะ (RDF) และเพิ่มบทบาทองค์กรจัดการขยะ รวมถึงการใช้เครื่องมือทางการเงินอย่าง Green Sustainability Bonds ระดมทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว ระบบขนส่งสาธารณะ และการรับมือภัยพิบัติ พร้อมเสนอการเปิดตลาดซื้อขายไฟฟ้าเสรี และการใช้ระบบ Net-metering สำหรับ Solar Cell ขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนให้รัฐหรือเอกชน
นโยบายเรือธงของพรรคภูมิใจไทยในมิติด้านสิ่งแวดล้อมที่เผยแพร่ในเว็ปไซต์ทางการคือ “เศรษฐกิจสีเขียว พลัส” (Green Economy Plus) ซึ่งมีเป้าหมายกระตุ้นให้ภาคเอกชนเกิดความตื่นตัวและปรับตัวให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก โดยพรรคตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยก้าวไปสู่ Net Zero หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี ค.ศ. 2050
ขณะเดียวกันพรรคภูมิใจไทย ยังพูดถึงการผลักดันเป้าหมาย Net Zero 2050 ควบคู่กับการผลักดันกฎหมายและมาตรฐานสีเขียว รวมถึงการเงินสีเขียว หรือ Green Finance ในด้านพลังงาน พรรคเสนอการใช้พลังงานสีเขียวผ่านระบบ Direct PPA เพื่อช่วยลดค่าไฟฟ้า ส่งกระเเสไฟฟ้าส่วนเกินที่ผลิตได้ขายให้แก่รัฐ การการวางกรอบด้านคมนาคมสีเขียว ผ่านโครงการ
รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าและรถเมล์ไฟฟ้า เพื่อลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 ขณะเดียวกัน ยังเชื่อมโยงมิติสิ่งแวดล้อมเข้ากับภาคท่องเที่ยว ด้วยแนวคิด Low Carbon Destination มุ่งสู่การท่องเที่ยวสมัยใหม่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ฉลากคาร์บอน (Carbon Label): สินค้าไทยที่จะไปแข่งขันในตลาดโลกต้องมีการระบุข้อมูลการปล่อยคาร์บอนเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล
ตลาดกลางซื้อขายคาร์บอนเครดิต: เสนอให้จัดตั้ง Carbon Credit Trading Board เพื่อสร้างมาตรฐานและเป็นตัวกลางในการส่งเสริมการซื้อขายคาร์บอนเครดิตอย่างเป็นระบบ
นอกจากนี้พรรคภูมิใจไทย ได้เสนอนโยบายลดฝุ่น PM 2.5 ผ่านการลดแหล่งกำเนิดฝุ่นจากการใช้พลังงานและการเดินทางในชีวิตประจำวัน อาทิ โครงการรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” ที่จะให้ประชาชนผ่อนเพียงเดือนละ 300 บาท 60 งวด เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์
พรรคเพื่อไทย เน้น การทวงคืนอากาศสะอาด แก้ปัญหา PM 2.5 ที่ทุกต้นตอ โดยตั้งเป้าหมายผลักดันกฎหมายอากาศสะอาดให้เกิดขึ้นจริง ครอบคลุมทุกแหล่งมลพิษ แบ่งออกเป็น 3 ระยะ
ระยะสั้น เสนอให้หน่วยงานรัฐต้องแจ้งเตือนค่าฝุ่นล่วงหน้าให้ประชาชนวางแผนได้กรณีฝุ่นสูงจะมีการอพยพกลุ่มเสี่ยงให้ไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย แบบเดียวกับที่รับมือกับภัยพิบัติอื่นๆ พร้อมทั้งแจกหน้ากากให้กลุ่มเปราะบางรวมถึงสั่งหยุดโรงเรียนเพื่อลดความเสี่ยง
ระยะกลาง ประสานกับกรมชลประทานให้ปล่อยน้ำเข้านาหลังฤดูเก็บเกี่ยวเพื่อเปลี่ยนตอข้าวให้เป็นปุ๋ยสำหรับอ้อยจะประสานโรงงานน้ำตาลให้ลงทุนตัดอ้อยไถกลบแทนการเผา ควบคู่กันไปจะมีการปลูกต้นไม้เพื่อดักจับฝุ่นและจูงใจให้คนหันมาใช้ รถพลังงานสะอาดด้วยมาตรการทางภาษี
ระยะยาว ต้องมีการบังคับใช้ พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ ให้ท้องถิ่นมีบทบาทในการจัดการปัญหาฝุ่น บังคับใช้กฎหมายกับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เจรจากับเพื่อนบ้านเพื่อร่วมกันยุติปัญหาฝุ่นทั้งในประเทศและข้าม พรมแดน รวมถึงพัฒนานวัตกรรมเครื่องมือเกษตร เก็บเกี่ยวและขุดกลบที่ไม่ต้องเผา เพื่อจัดการฝุ่นให้ถึงต้นตอ
นอกจากนี้พรรคเพื่อไทยเน้นการปฏิรูประบบขนส่งสู่ EV เร่งเปลี่ยนรถโดยสารสาธารณะใน กทม. ให้เป็นรถเมล์ไฟฟ้าเพื่อตัดตอฝุ่นควันจากเครื่องยนต์ดีเซล และเสนอให้มีรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย เพื่อใช้กลไกราคาจูงใจให้ประชาชนลดการใช้รถส่วนตัว หันมาใช้รถไฟฟ้าขนส่งสาธารณะ และลดค่าครองชีพได้จริง การมีกองทุนหมู่บ้าน SML เพื่อสิ่งแวดล้อม: เปิดทางให้ชุมชนใช้กองทุน SML พัฒนาโครงการสิ่งแวดล้อมตามบริบทพื้นที่
การบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ วางแผนจัดการน้ำครบวงจร รับมือภัยแล้ง–น้ำท่วม ครอบคลุมทุกภูมิภาค โดยเฉพาะพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ จัดศูนย์บัญชาการภัยพิบัติและอวกาศ พร้อมใช้ข้อมูลดาวเทียมวิเคราะห์เกษตรและคาดการณ์ภัยธรรมชาติ
ผลักดันกฎหมายสำคัญ 3 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติอากาศสะอาด, พระราชบัญญัติเศรษฐกิจหมุนเวียน, กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ควบคู่กับมาตรการทั้งด้านการจูงใจและการลงโทษ เพื่อแก้ปัญหามลพิษอย่างเป็นระบบและยั่งยืน ทั้งนี้ยังนำเสนอ นโยบายพันธบัตรป่าไม้มีเป้าหมายให้ประชาชนและเกษตรกรหันมาปลูกป่า โดยรัฐทำหน้าที่จ้างงาน การปลูกป่าจะช่วยดูดซับมลพิษตั้งแต่ต้นทาง
นโยบายด้านการขนส่ง สนับสนุนการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ ด้วยการลดค่าโดยสารรถไฟฟ้าและรถเมล์ในช่วง 5–30 บาท เพื่อจูงใจให้ประชาชนลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ช่วยลดมลพิษและลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน พร้อมเดินหน้ามาตรการลดการเผาในภาคเกษตร และสร้างทางเลือกใหม่ให้เกษตรกรโดยไม่ก่อให้เกิดมลพิษ
ในมิติของอุตสาหกรรมและการขับเคลื่อนจากภาครัฐ พรรคมีนโยบาย อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV): สนับสนุนกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ไฟฟ้าให้เกิดการประกอบและสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศไทยมากขึ้น
การจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว (Green Procurement) ภาครัฐจะให้ “แต้มต่อ” หรือสิทธิประโยชน์พิเศษแก่ผู้ประกอบการที่มีผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อกระตุ้นให้ภาคธุรกิจปรับตัวสู่มาตรฐานสีเขียวอย่างรวดเร็ว
นโยบาย เปิดโต๊ะเจรจาระดับภูมิภาคควบคู่ไปกับการใช้มาตรการทางเศรษฐกิจที่เข้มงวด โดยจะมีการวางกรอบ มาตรการกีดกันทางการค้า สำหรับสินค้าที่มีกระบวนการผลิตที่ก่อมลภาวะเป็นพิษไม่ให้เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย เพื่อกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในห่วงโซ่การผลิตระดับภูมิภาค
ประเด็นเรื่องขยะนำเข้าเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่พรรครวมไทยสร้างชาติให้ความสำคัญเป็นพิเศษ พรรคมีนโยบาย ห้ามนำเข้าขยะจากต่างประเทศเพื่อมารีไซเคิลในประเทศไทยโดยเด็ดขาด ได้มาตรฐานสากลอย่างเข้มงวดที่สุด เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก
พร้อมกันนี้พรรคพร้อมเร่งผลักดัน พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (พ.ร.บ. Climate Change) และสนับสนุน กฎหมายเก็บภาษีคาร์บอนในประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อนำยอดภาษีที่เก็บได้ในไทยไปหักลบกับค่าธรรมเนียม CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ของสหภาพยุโรป เพื่อลดการจ่ายภาษีซ้ำซ้อนของผู้ส่งออกไทย
นำเสนอยุทธศาสตร์การทำงานที่เน้นความเด็ดขาดและรวดเร็ว โดยมุ่งเน้นไปที่ 3 ประเด็นหลักที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนไทย ดังนี้
อ้างอิง
ข้อมูล ณ วันที่ 20 มกราคม 2569
https://election.bhumjaithai.com/
https://www.ptp.or.th/environment-policy
https://election69.peoplesparty.or.th/policy/3/C-2-1
Facebook. Democrat Party, Thailand