สามชั่วโมงก่อนฟ้าสางของวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ปี 2023 นูรี อิมเรน เชฟขนมอบวัย 29 ปี สะดุ้งตื่นเพราะเสียงกรีดร้องของน้องสาว อพาร์ตเมนต์ของครอบครัวเขาบนอาคารสูงในเมืองอานตาเกียของตุรกีกำลังโยกคลอน อย่างรุนแรง น้องสาวเขาติดอยู่ใต้ตู้เสื้อผ้าหนักอึ้งที่ล้มลงมาทับ และทำให้กระดูกแขนกับไหล่ของเธอหัก อิมเรนซึ่งเป็นนักยกน้ำหนักสามารถดึงน้องสาวหลุดออกมาได้ จากนั้น จึงเร่งพาน้องกับพ่อแม่เดินลงบันไดสิบชั้นไปที่ถนน อาคาร อพาร์ตเมนต์สูงแปดและเก้าชั้นหลายแห่งรอบตัวพวกเขามีทั้งทรุดเอียง หักเคลื่อน และถล่มลงมา เขาเจอรถกระบะคันหนึ่งจอดอยู่ข้างถนน จึงช่วยครอบครัวปีนขึ้นไปหลบพัก
ครอบครัวอิมเรนโชคดีกว่าคนอื่นอีกมาก พอฟ้าสาง ความรุนแรงของมหันตภัยก็ปรากฏชัด แผ่นดินไหวขนาด 7.8 ทำให้ส่วนใหญ่ของอานตาเกีย กลายเป็นกองซากปรักและเหล็กเส้นบิดงอ ภายในเวลาเพียง 85 วินาที ผู้คนเสียชีวิตไปหลายพันคน รวมถึงแฟนสาวของอิมเรน และลุงของเขาที่จากไปพร้อมคนในครอบครัวอีกแปดคน อพาร์ตเมนต์ของอิมเรนเสียหายหนักมากจนต้องรื้อถอนในเวลาต่อมา เขาไปอาศัยหลับนอนที่ร้านของเขาในบาซาร์ อยู่ 50 วัน ก่อนที่ตลาดเก่าแก่ดั้งเดิมในย่านเมืองเก่าแห่งนี้ก็ถูกรื้อเช่นกัน
ผมพบกับอิมเรนในบ่ายวันหนึ่งของเดือนกันยายนหลังเหตุแผ่นดินไหวสองปีครึ่ง ในโครงสร้างสำเร็จรูปชั่วคราวที่จะใช้เป็นที่ตั้งร้านของเขาจนกว่าจะสร้างร้านถาวรได้ มันตั้งอยู่ตรงชายเขตย่านเมืองเก่า ห่างจากสะพานกลางเมืองที่ทอดข้ามแม่น้ำอาซี (ออรอนตีส) ไม่กี่ก้าว เขากำลังง่วนอยู่กับการทำ คูเนเฟ ขนมรูปร่างเหมือนพิซซาที่ประกอบด้วยแป้งฟิโลสับละเอียด ชีส และถั่วพิสตาชิโอ ข้างนอก พื้นที่ก่อสร้างฝุ่นคลุ้งและกว้างใหญ่แผ่ไปไกลหลายร้อยเมตรทุกทิศทาง ขณะที่กองทัพคนงานเร่งสร้างศูนย์กลางเมืองภายใต้วิสัยทัศน์ใหม่ให้แล้วเสร็จเพื่อคืนความปกติสุขแก่ผู้รอดชีวิตที่พลัดที่นาคาที่อยู่ของอานตาเกีย
ความพินาศที่เกิดกับเมืองอานตาเกีย และบาดแผลทางใจที่ได้รับนั้นใหญ่หลวงแทบเกินจะเข้าใจได้ แต่ระดับความทะเยอะทะยานที่ถูกปลดปล่อยออกมาก็ใหญ่โตไม่แพ้กัน การก่อร่างสร้างเมืองใหม่กำลังเดินหน้าในแนวทางที่สร้างสรรค์ นำทางด้วยวิสัยทัศน์ที่กำหนดขึ้นจากการปรึกษาหารืออย่างเข้มข้นกับชาวเมือง และบริษัทสถาปัตยกรรมทั้งในระดับท้องถิ่นและนานาชาติ แผนแม่บทที่ได้จากการนี้ และกำกับดูแลโดยบริษัทฟอสเตอร์พลัสพาร์ตเนอร์ส (Foster + Partners) จากประเทศอังกฤษ เป็นการเสนอให้สร้างเมืองเก่าแก่ดั้งเดิมนี้ในรูปแบบใหม่ โดยไม่เพียงรวมส่วนดีที่สุดของภาคเดิมไว้ครบถ้วน ทั้งบาซาร์ ร้านรวง วิถีชีวิตริมถนนอันคึกคัก และความใกล้ชิดของเขตย่านอยู่อาศัยต่าง ๆ แต่ยังหาวิธีปรับปรุงให้ดีขึ้นด้วยอีกหลายประการ
อาคารต่างๆ จะเตี้ยลงเพื่อเปิดเส้นสายตาให้มองเห็นแม่น้ำและทิวเขา พื้นที่สีเขียวจะเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะตามริมฝั่งแม่น้ำที่เปราะบางต่อแผ่นดินไหว และจะเติมทางเดินกับทางจักรยานให้ด้วย อาคารอพาร์ตเมนต์จะจัดวางล้อมรอบลานกว้าง บาทวิถีจะขยายให้กว้างขึ้นเพื่อส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนบ้าน ฐานรากอาคารจะวางอยู่บนแผ่นคอนกรีตหนาบนเสาเข็ม ซึ่งจะทำหน้าที่เหมือนแพในกรณีแผ่นดินไหวในอนาคตทำให้ดินแปรสภาพเป็นของไหล โดยรวมแล้ว เมืองอานตาเกียที่สร้างขึ้นใหม่จะมีความยืดหยุ่นต่อแผ่นดินไหวมากขึ้นและน่าอยู่กว่าเดิม
อานตาเกียหาใช่สถานที่เพียงแห่งเดียวที่วิสัยทัศน์เชิงบวกเช่นนี้กำลังดำเนินอยู่ ทั่วโลก สถาปนิกและนักวางผังเมืองในขบวนการเคลื่อนไหวที่กำลังเติบโต ช่วยกันผลักดันแนวคิดที่เชื่อว่า ภัยพิบัติทางธรรมชาติอาจเปิดโอกาสให้เราได้คิดทบทวนว่า รูปแบบเมืองที่ดีที่สุดนั้นหน้าตาควรจะเป็นอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนยิ่งกว่าครั้งใด ในช่วงเวลาที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังเพิ่มทั้งความถี่และความรุนแรงของพายุ ตลอดจนภัยพิบัติทางสภาพอากาศอื่นๆ ที่ทำให้ผลกระทบทั้งต่อมนุษย์และระบบเศรษฐกิจยิ่งเลวร้าย ขณะเดียวกัน จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นในแอฟริกาและเอเชียนั้นหมายถึงจะมีผู้คนอีกหลายพันล้านหลั่งไหลเข้าสู่เมืองซึ่งโครงสร้างพื้นฐานเก่าแก่ทรุดโทรมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ภัยพิบัติต่างๆ เช่น เหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในลอนดอนเมื่อปี 1666 และเหตุแผ่นดินไหวและไฟไหม้ครั้งใหญ่ในแซนแฟรนซิสโกเมื่อปี 1906 แสดงให้เห็นว่า โศกนาฏกรรมอาจเผยข้อบกพร่องสำคัญๆ ในการออกแบบเมือง แต่หากดำเนินการอย่างเหมาะสม การบูรณะฟื้นฟูหลังประสบหายนภัยก็อาจนำไปสู่สิ่งแวดล้อมของมนุษย์ที่ปลอดภัย เสมอภาค และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าเดิมได้
“เมื่อคุณเหลือแค่ผืนผ้าใบเปล่าๆ คุณจะใช้จินตนาการเพื่อแต่งเติมหรือเปลี่ยนแปลงอะไรต่ออะไรใหม่ๆได้ครับ” เจเรมี อาแลง ซีเกล จากบริษัทสถาปัตยกรรมนานาชาติ บีอาร์กาอิงเงิลส์กรุ๊ป หรือบิ๊ก (Bjarke Ingels Group: BIG) ซึ่งเป็นที่ปรึกษาโครงการอานตาเกียกล่าวและเสริมว่า “ คุณเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาสได้ครับ”
หากจะพูดให้ชัดเจนลงไป ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ไม่มีอะไรง่าย เมืองที่คึกคักไม่ต่างจากสิ่งมีชีวิต เป็นผลผลิตจากปฏิสัมพันธ์ส่วนบุคคลนับล้านๆ ครั้งในแต่ละวันที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติระหว่างเพื่อนบ้าน ครอบครัวกับมิตรสหาย พ่อค้าแม่ขายกับลูกค้า ข้าราชการกับประชาชน “เมืองจะเป็นอะไรได้ล่ะครับ ถ้าไม่ใช่ผู้คนที่อาศัยอยู่” เจ็ม ยิลมาซ นักวางผังเมืองจากอิสตันบูล เจ้าของบริษัท เคอีวายเอ็ม ผู้จัดทำแผนที่เค้าโครงย่านใจกลางเมืองอานตาเกีย กล่าวและเสริมว่า “ไม่ใช่สิ่งก่อสร้าง ของพวกนี้ไม่มีความหมายอะไร ผู้คนคือความทรงจำ ผู้คนทั้งหมดที่คุณรัก หรือพูดคุยด้วย อาหารทั้งหมดที่คุณได้ลิ้มลอง ทุกสิ่งทุกอย่างตรงนี้มีความหมายกับคุณ”
ทีมของยิลมาซค้นคว้าบันทึกทางอสังหาริมทรัพย์เพื่อจัดทำแผนที่ที่ระบุว่า ใครอาศัยอยู่ที่ใด เพื่อชาวเมืองจะได้รับมอบบ้านที่อยู่ใกล้ตำแหน่งเดิม และคนที่เคยเป็นเพื่อนบ้านกันอาจได้กลับมาเป็นเพื่อนบ้านกันอีก “เราอยากหล่อเลี้ยงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์เช่นนี้ไว้ เพื่อไม่ให้ห่วงโซ่การเชื่อมต่อขาดสะบั้นลงครับ” เขาอธิบาย
ในร้านของเขา อิมเรนเสิร์ฟคูเนเฟทำเสร็จใหม่ๆ ให้ผมชิ้นหนึ่ง และชวนดื่มกาแฟสไตล์ท้องถิ่น จากนั้นเขาเดินไปกับผมหลายร้อยเมตร อ้อมหลบกองเศษวัสดุ ถุงปูนซีเมนต์ และรถแบ็กโฮ เพื่อพาไปดูที่ตั้งร้านของเขาก่อนแผ่นดินไหว ถัดจากแนวแผงเหล็กเส้นที่เชื่อมต่อกันขึ้นไป มีต้นเพลนฝุ่นจับต้นหนึ่งแผ่กิ่งก้านปกคลุมบ่อน้ำมีหลังคาหน้าตาโบราณ และมัสยิดที่เพิ่งสร้างขึ้นใหม่ “ผมเติบโตใต้ต้นไม้ต้นนั้นครับ” อิมเรนบอก ปู่ของเขาขายเสื้อผ้าในบาซาร์ตรงนั้น และต่อมาพ่อของเขาก็มาขายรองเท้า อิมเรนเล่าว่า เจ้าของร้านรวงทุกคนในตลาด รวมทั้งเพื่อนๆ และคนในครอบครัวพวกเขา เป็นคนเลี้ยงดูเขามา ตามแผนแม่บทฉบับใหม่ของเมืองอานตาเกีย บาซาร์ดังกล่าวจะได้รับการสร้างขึ้นใหม่ แต่อิมเรนยังไม่ได้รับการยืนยันว่า พื้นที่เดิมของเขาจะถูกจัดสรรคืนให้เขาหรือไม่ “สิ่งเดียวที่ผมหวังจะได้รับจากชีวิตคือร้านนั้น” เขาบอก “นั่นคือทุกสิ่งทุกอย่าง การได้เปิดร้านนั้น มันคือที่ทางของผมครับ”
สถาปนิกและนักวางผังเมืองมักได้รับการปลูกฝังให้คิดถึงสิ่งปลูกสร้างและโครงสร้างพื้นฐานมากกว่าผู้คนที่จะเข้าอาศัยและใช้งานสิ่งเหล่านี้ หลุมพรางของการมองข้ามมิติเชิงมนุษย์นี้สามารถเห็นได้ตามแนวชายฝั่งตะวันออกของฮนชู เกาะหลักของญี่ปุ่นที่ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงจากเหตุแผ่นดินไหวขนาด 9.1 หรือรุนแรงที่สุดเป็นอันดับสี่เท่าที่มีการบันทึกไว้ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม ปี 2011 ที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า เหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ทางตะวันออกของญี่ปุ่น (Great East Japan Earthquake) การทำลายล้างเลวร้ายกว่านั้นมาจากสึนามิที่เกิดตามมา ซึ่งส่งระลอกคลื่นน้ำทะเลสูงถึง 40 เมตรเข้าสู่ชายฝั่ง กวาดถิ่นย่านอยู่อาศัยราบเป็นหน้ากลอง และคร่าชีวิตผู้คนไปราว 20,000 คน
หลังธรณีพิบัติภัยในครั้งนั้น ความพยายามในการฟื้นฟูและสร้างเมืองใหม่ของรัฐบาลญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการเสริมความแข็งแกร่งให้พื้นที่ดังกล่าวของเกาะฮนชู เพื่อรับมือกับสึนามิในอนาคต มีการทุ่มงบประมาณถึง 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสร้างระบบกำแพงกันคลื่นกว้างใหญ่ที่สูงถึง 15 เมตร และทอดยาวเลียบชายฝั่งไกลถึง 435 กิโลเมตร “จากมุมมองของรัฐบาล [ญี่ปุ่น] ความพยายามโดยรวมถือว่าค่อนข้างประสบความสำเร็จ เนื่องจากสามารถดำเนินการก่อสร้างโครงสร้างใหม่ๆ แล้วเสร็จเป็นส่วนใหญ่ตามแผนระยะสิบปีครับ” อนวัช สรรพศรี นักวิจัยด้านสึนามิสังกัดมหาวิทยาลัยโทโฮคุ ผู้อาศัยอยู่ในพื้นที่ประสบภัยตอนเกิดภัยพิบัติครั้งนั้น กล่าว
สึนามิไม่ใช่ปัญหาเดียวที่ภูมิภาคนี้เผชิญ ในฐานะพื้นที่ชนบทของประเทศที่เผชิญภาวะประชากรลดลงระยะยาว ภูมิภาคทางเหนือของเกาะฮนชูสูญเสียประชากรวัยหนุ่มสาวให้กับศูนย์กลางเมืองมาหลายปีแล้ว เจ้าหน้าที่ทางการหวังว่า ความสนใจที่ภัยพิบัตินำมาให้พื้นที่นี้จะกระตุ้นการท่องเที่ยว และนำเม็ดเงินหลายล้านดอลลาร์มาสู่การพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เช่น อุทยานอนุสรณ์ทาคาตะมัตสึบาระเพื่อภัยพิบัติจากสึนามิ (Takatamatsubara Memorial Park for Tsunami Disaster) ซึ่งมีพิพิธภัณฑ์ที่อุทิศให้กับโศกนาฏกรรมครั้งนั้นและความพยายามในการฟื้นฟูที่ตามมารวมอยู่ด้วย เพื่อประโยชน์ด้านการขยายฐานเศรษฐกิจ รัฐบาลยังได้ลงทุนในอุตสาหกรรมอื่นๆ รวมถึงโครงการริเริ่มมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ที่ช่วยสนับสนุนเงินทุนสำหรับติดตั้งหน่วยผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ฟาร์มกังหันลม งานวิจัยด้านพลังงานไฮโดรเจน และภาคการเกษตร
แต่รัฐบาลญี่ปุ่นไม่ได้ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ในกระบวนการบูรณะฟื้นฟู อันนาเคลาเดีย มาร์ตีนี นักภูมิศาสตร์ชาวอิตาลีจากมหาวิทยาลัยโบโลญญา ซึ่งศึกษาการบูรณะฟื้นฟูดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2014 กล่าว สมาชิกสภาหมู่บ้านคนหนึ่งบอกเธอว่า การประชุมเพื่อปรึกษาหารือทุกครั้งถูกจัดในช่วงเวลาที่คนหนุ่มสาวกำลังเรียนหนังสือและชาวประมงออกเรือกันอยู่ ผลที่ตามมาคือคนในพื้นที่ไม่เคยเห็นคล้อยกับแผนการเหล่านั้นอย่างเต็มที่ ยกตัวอย่างเช่นชาวประมงเกลียดกำแพงกันคลื่นที่ตัดขาดพวกเขาจากวิถีทำมาหากิน “การมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ มักเป็นไปในลักษณะทำให้ครบขั้นตอนมากกว่าให้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริงน่ะค่ะ” มาร์ตินีเสริม เมื่อรัฐบาลสร้างบ้านพักอาศัยใหม่แล้วเสร็จ ก็ใช้วิธีจัดสรรให้เข้าอยู่ด้วยการจับสลากเพื่อความเป็นธรรม “แต่ไม่ได้คำนึงถึงว่าชาวบ้านเคยอาศัยอยู่กันเป็นชุมชน เคยมีเพื่อนฝูง เคยอยู่ใกล้กับคนบางคน” มาร์ตินีกล่าว
ชาวบ้านจำนวนมากอายุเกิน 60 และลงเอยต้องไปอาศัยอยู่คนละย่านกับเพื่อนบ้านเดิมของตน “มันทำลายสายใยทางสังคมไปเลยค่ะ” เธอบอก
การฟื้นฟูจากภัยพิบัติครั้งใหญ่ข้างต้นถูกมองอย่างกว้างขวางว่าเป็นการเสียโอกาส พื้นที่ได้รับการบูรณะฟื้นฟูก็จริง แต่ไม่ใช่ในแบบที่ทำให้คนอยากกลับไปอยู่ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้น ด้วยความคิดสร้างสรรค์เล็กน้อย บวกกับการมีส่วนร่วมของสาธารณชนมากหน่อย สิ่งดีๆ น่าชื่นใจก็เกิดขึ้นได้แล้ว
ในอานตาเกีย อิมเรนทรงตัวอย่างระมัดระวังระหว่างเดินกลับมาที่ร้านของเขา ขณะเดินผ่านหน้าร้านที่ยังสร้างไม่เสร็จแถวหนึ่ง เขาชี้ไปที่ร้านแล้วร้านเล่า “เจ้าของร้านนี้ตาย” เขาบอก “เจ้าของร้านนั้นก็ด้วย ร้านตรงโน้นก็เหมือนกัน และไม่ใช่แค่เจ้าของคนเดียว แต่ทั้งครอบครัว ลูกๆ พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ทุกคนเลยครับ”
นี่เป็นเมืองที่เกือบทุกคนมีบาดแผลลึกในใจที่ปวดร้าวแสนสาหัส ทุกคนสูญเสียผู้เป็นที่รัก และทุกคนรู้จักคนที่การสูญเสียทำให้ใจแตกสลายจนอดนึกสงสัยไม่ได้ว่า ชีวิตจะดำเนินต่อไปได้จริงหรือ
กลับมาที่ร้านของเขา อิมเรนเลื่อนดูภาพถ่ายมิตรสหายและญาติๆ ที่จากไปแล้ว เขาหยุดอยู่ที่ภาพหนึ่งซึ่งเป็นสหายนักยกน้ำหนักด้วยกัน ที่เป็นทั้งโค้ช ที่ปรึกษา และเพื่อนสนิท หลังแผ่นดินไหว อิมเรนใช้เวลาหลายสัปดาห์ตามหาเขา และไปพบร่างของเขาในที่สุดใต้ซากปรักของโรงยิมแห่งหนึ่ง
เป็นได้อย่างไรที่สถานที่สักแห่งจะฟื้นคืนกลับมาได้ดีกว่าเดิมหลังการสูญเสียใหญ่หลวงเช่นนี้ ในส่วนของเขา ยิลมาซจากบริษัทเคอีวายเอ็ม รู้สึกว่า ความว่างเปล่าที่เกิดขึ้นยิ่งเป็นเหตุผลสมควรให้สร้างอานตาเกียในรูปโฉมใหม่ที่ดีกว่าเดิมเพื่อให้มั่นใจว่า จะไม่มีใครที่นี่ต้องประสบความเจ็บปวดสาหัสระดับนี้อีก และที่นี่ไม่ใช่ที่แห่งเดียวในโลกที่ต้องการวิสัยทัศน์แบบนี้ มีความเสียหายมากมายเหลือเกินที่ต้องได้รับการซ่อมแซม ไม่เพียงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ แต่รวมถึงที่ก่อโดยมนุษย์ด้วย ยังมีสถานที่หลายแห่งมากที่ต้องทำให้ปลอดภัยและดีงาม “มีหลายสิ่งหลายอย่างมากที่ทำได้” เขาบอก “มีหลายสิ่งหลายอย่างมากที่เปลี่ยนแปลงได้”
สิ่งที่ยิลมาซกับเพื่อนร่วมงานกำลังทำอยู่ในอานตาเกียเป็นการทดลอง และพวกเขาหวังว่า หากประสบความสำเร็จ มันอาจทำซ้ำได้โดยคนอื่นๆ แนวคิดคือเพื่อเยียวยาและรังสรรค์สถานที่ที่ผู้คนอยู่ได้อย่างปลอดภัยรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง และใช้ชีวิตได้อย่างดีที่สุดร่วมกันเป็นชุมชน “ที่นี่อาจเป็นต้นแบบได้เลยครับ” เขาบอก “สำหรับเมืองใดก็ตามในโลกที่ต้องการ”
ยิลมาซคาดว่าร้านค้าแรกๆ ในพื้นที่บูรณะฟื้นฟูใหม่ของอานตาเกียจะเริ่มเปิดได้ในเดือนกุมภาพันธ์ และไม่นานหลังจากนั้นชาวเมืองจะย้ายเข้าบ้านใหม่ได้ แม้ท่ามกลางความเจ็บปวดทั้งหมดทั้งปวงนั้น เขายังรู้สึกมีความหวัง “เมื่อสิ่งนี้แล้วเสร็จ ผมคิดว่ามันจะเป็นสถานที่เปี่ยมสุขสำหรับผู้คน สถานที่ที่จะเชื่อมโยงเพื่อนมนุษย์เข้าด้วยกัน”
เรื่อง เจฟฟ์ ไวส์
แปล อัครมุนี วรรณประไพ