นักพยากรณ์อากาศจำนวนไม่น้อยเริ่มคาดการณ์มากขึ้นเรื่อยๆ ว่า มีความเป็นได้ที่จะเกิดปรากฏการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ” (super El Niño) ที่รุนแรงขึ้นในปีนี้ ปรากฏการณ์นี้ยังอาจเป็นเอลนีโญที่รุนแรงที่สุดในรอบหนึ่งทศวรรษ ผลที่ตามมาอาจก่อให้เกิดภัยแล้งอย่างรุนแรงในบางภูมิภาคได้และในบางภูมิภาคก็อาจเกิดพายุที่รุนแรงแทน ขณะเดียวกันผลพวงจากปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญยังทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นด้วย
National Oceanic and Atmospheric Administration (NOAA) หน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา คาดการณ์ด้วยความมั่นใจในช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมาว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญอาจเริ่มต้นในช่วงฤดูใบไม้ผลิ หรือไม่ก็ช่วงฤดูร้อนนี้ ไม่เพียงเท่านั้นรายงานฉบับนี้ยังระบุเพิ่มเติมว่า มีโอกาสร้อยละ 25 ที่จะเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ “ระดับรุนแรงมาก” และมีโอกาสถึงร้อยละ 50 ที่จะเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ “ระดับรุนแรง” ซึ่งจะทำให้ค่าเฉลี่ยอุณหภูมิผิวน้ำทะเลมหาสมุทรแปซิฟิกเพิ่มสูงขึ้นอย่างน้อย 1.5 องศาเซลเซียส
ปรากฏการณ์นี้โดยทั่วไปจะเกิดขึ้นในทุก 2 – 7 ปี และบ่อยครั้งที่เกิดขึ้นก็ผู้คนก็มักจะแตกตื่น เนื่องจากปรากฏการณ์เอลนีโญไม่เพียงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเท่านั้น หากแต่ยังนำมาซึ่งสภาพสุดขั้วใหม่ๆ ด้วย ทว่าในทางกลับกัน นักวิทยาศาสตร์บางส่วนมองว่า นี่เป็นโอกาสสำคัญในการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
“เมื่อเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญขึ้น มันจะส่งผลต่อชั้นบรรยากาศโลกในลักษณะที่ทำให้เรามีโอกาสมากขึ้นที่จะรู้ว่า การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นตามมา จะเกิดที่ไหนของโลกบ้าง” เอมิลี เบ็กเกอร์ ศาสตราจารย์ด้านการวิจัยจากมหาวิทยาลัยไมอามี สหรัฐอเมริกา และยังเป็นหนึ่งในทีมพยากรณ์ปรากฏการณ์เอลนีโญ-ความผันแปรของระบบอากาศในซีกโลกใต้ (Southern Oscillation) ของ NOAA กล่าว “ดังนั้นโอกาสที่จะล่วงรู้เหตุการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้มากขึ้นนี้เองจึงถือเป็นข้อได้เปรียบที่ดีสำหรับพวกเรา”
นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า รูปแบบสภาพอากาศที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ตามธรรมชาติได้เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกมาเป็นเวลาหลายร้อยล้านปีมาแล้ว โดยทั่วไปการเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญขึ้นแต่ละครั้งจะกินระยะเวลาราว 9 ถึง 12 เดือน
จุดเริ่มต้นของปรากฏการณ์ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงนี้อยู่ที่บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน โดยปกติแล้วกระแสลมสินค้า
มักจะพัดจากตะวันออกไปตะวันตก โดยจะพัดพามวลกระแสน้ำอุ่นและสภาพอากาศที่แปรปรวนจากชายฝั่งประเทศเอกวาดอร์และเปรู ไปสะสมยังชายฝั่งประเทศอินโดนีเซียและออสเตรเลีย แต่เมื่อกระแสลมนี้อ่อนกำลังลง มวลกระแสน้ำอุ่นจะไหลกลับ ไปทางตะวันออกแทนที่กระแสน้ำเย็น ปรากฏการณ์นี้ส่งผลให้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลของมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางและตะวันออกเพิ่มสูงขึ้น และทำให้รูปแบบการหมุนเวียนของบรรยากาศเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย
นอกจากนักวิทยาศาสตร์จะใช้ดาวเทียมคอยติดตามระดับอุณหภูมิผิวน้ำทะเลของของมหาสมุทรแล้ว พวกเขายังมีการใช้ทุ่นวิจัยกลางทะเลจำนวนมากร่วมเก็บข้อมูลด้วย ทุ่นวิจัยเหล่านี้จะทำงานโดยการปล่อยอุปกรณ์ตรวจวัดอุณหภูมิน้ำทะเลลงสู่ผืนน้ำจนถึงระดับความลึกกว่าหนึ่งพันฟุตเพื่อเฝ้าสังเกตว่า การเปลี่ยนแปลงค่าอุณหภูมิในแต่ละระดับความลึก
การศึกษาพบว่า น้ำที่อุณหภูมิสูงกว่า หรืออุ่นกว่า จะลอยตัวขึ้นสู่ผิวน้ำนานเป็นเวลาหลายเดือนเป็นปัจจัยสำคัญทำให้เกิดปรากฏการณ์เอลนีโญตามมา ยิ่งอุณหภูมิผิวน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นมากเท่าใด ปรากฎการณ์เอลนีโญก็ยิ่งมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น
ซูเปอร์เอลนีโญไม่ใช่คำศัพท์ทางวิทยาศาสตร์ แต่เป็นชื่อที่นักพยากรณ์อากาศใช้เรียกปรากฏการณ์เอลนีโญที่มีความรุนแรงมากซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิผิวน้ำมหาสมุทรแปซิฟิกสูงกว่าค่าเฉลี่ยอย่างน้อย 2 องศาเซลเซียส ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ความรุนแรงในครั้งนั้นใกล้เคียงกับเอลนีโญที่เคยเกิดขึ้นในช่วงปลายคริสต์ทศวรรษ 90 และต้นคริสต์ทศวรรษ 80
ปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญอาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงหลายประการ ข้อมูลจาก NOAA ระบุว่า ปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญครั้งล่าสุดในช่วง ค.ศ. 2015 ถึง 2016 มีความเชื่อมโยงกับการเกิดพายุเฮอริเคนในมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือตอนกลางที่เพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ การขาดแคลนน้ำในประเทศเปอร์โตริโก การเกิดภัยแล้งในประเทศเอธิโอเปีย ตลอดจนทำให้อุณหภูมิพื้นผิวโลกพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์
สำหรับปีนี้ เบ็กเกอร์กล่าวว่า “เป็นเรื่องแปลกประหลาดที่แบบจำลองระบุว่า มีโอกาส 25 เปอร์เซ็นต์ที่จะเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญระดับรุนแรงมากขึ้นในฤดูใบไม้ผลิอีกหลายเดือนข้างหน้า หรือช่วงปลายปี” อย่างไรก็ตาม เธอยังกล่าวเสริมว่า “การที่แบบ จำลองคอมพิวเตอร์มักจะคาดการณ์ระดับอุณหภูมิพื้นผิวน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนให้รุนแรงกว่าความเป็นจริงนั้น เป็นเรื่องที่พบได้บ่อย”
เบ็กเกอร์กล่าวทิ้งท้ายว่าต่ออีกว่า “ในช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วงที่จะมาถึงในไม้ช้านี้ เราน่าจะทราบผลที่แน่ชัดว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญระดับรุนแรงมากจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่”
ผลกระทบของเอลนีโญนั้นขึ้นอยู่กับความรุนแรงของมัน และอาจส่งผลกระทบในวงกว้างต่อรูปแบบการก่อตัวของพายุ ภัยแล้ง ประชากรสัตว์ป่า และแม้กระทั่งความเร็วในการหมุนรอบตัวเองของโลก
อุณหภูมิน้ำที่อุ่นขึ้นในพื้นที่ตอนกลางและตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน อาจส่งผลต่อการเกิดพายุที่รุนแรงมากขึ้นในบริเวณนั้นๆ ได้ อีกทั้งพายุเหล่านั้นยังอาจส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศทั่วโลก
เบ็กเกอร์กล่าวว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญจะผลักดันให้กระแสลมกรด (jet streams) เคลื่อนลงไปทางใต้มากขึ้น ในอดีตที่ผ่านมา บางพื้นที่รวมถึงทางตะวันออกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกาและรัฐเท็กซัสที่เคยแห้งแล้งจะมีฝนตกมากขึ้น ขณะที่พื้นที่อื่นๆ เช่น ทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกากลับต้องเผชิญกับความร้อนและภัยแล้งที่รุนแรงขึ้น ส่งผลเสียต่อพืชผลทางการเกษตร นำไปสู่ภาวะขาดแคลนอาหารและอดอยากได้ในที่สุด นอกจากนี้ปริมาณฝนที่ลดลงและอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นในอินโดนีเซียและออสเตรเลียยังส่งผลให้เกิดไฟป่ามากขึ้นตามไปด้วย
การที่อุณหภูมิน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกสูงมากขึ้นนี้ยังส่งผลให้อากาศร้อนขึ้นตามไปด้วย ข้อมูลหลายปีที่ผ่านมาต่างระบุว่า ปีที่เกิดปรากฏการณ์เอลนีโญนั้นมักจะมีอุณหภูมิสูงเป็นประวัติการณ์
การเกิดขึ้นของปรากฏการณ์เอลนีโญยังส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังสัตว์หลายชนิดด้วย ดังรายงานการศึกษาประชากรเพนกวินบนหมู่เกาะกาลาปากอส ปี 2006 ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Biological Conservation ที่เผยว่า หลังเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญระดับรุนแรง 2 ครั้งในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1980 และคริสต์ทศวรรษ 1990 ไม่เพียงส่งผลให้อุณหภูมิน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกอุ่นขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้บรรดาสารอาหารหลักๆ ในมหาสมุทรและเหล่าปลาทะเล พากันลดจำนวนลงอย่างมีนัยสำคัญ เหล่านี้มีส่วนทำให้ประชากรเพนกวินบนหมู่เกาะกาลาปาอสเริ่มขาดแคลนอาหารถึงขั้นอดตายมาแล้ว
ช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ฟิล คลอตซ์แบช นักวิทยาศาสตร์ด้านการวิจัยเฮอริเคน มหาวิทยาลัยแห่งรัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา คาดการณ์การเกิดพายุเฮอริเคนในมหาสมุทรแอตแลนติกครั้งแรกของปีนี้ว่า ฤดูกาลนี้อาจจะมีความรุนแรงใกล้เคียง หรือต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเมื่อเทียบฤดูกาลที่แล้ว
“เหตุผลหลักๆ ที่ทำให้เราคาดการณ์ว่า มันจะต่ำกว่าปกติเล็กน้อย เป็นเพราะมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญที่ค่อนข้างรุนแรงในช่วงฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วงนี้” คลอตซ์แบช กล่าว
ในมหาสมุทรแอตแลนติก ปรากฏการณ์เอลนีโญจะทำให้เกิดแรงเฉือนของลมเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นการกระโชกในแนวดิ่งที่รุนแรงมาก
จนสามารถทำให้พายุที่กำลังก่อตัวอยู่ สลายตัวได้ คลอตซ์แบชยังกล่าวเสริมว่า “เมื่อรวมปัจจัยนี้เข้ากับความจริงที่ว่า บางส่วนของมหาสมุทรแอตแลนติกไม่ได้อุ่นเท่ากับปีที่แล้ว จึงอาจทำให้ความรุนแรงของพายุเฮอริเคนฤดูกาลนี้ลดน้อยลง”
แม้ปรากฏการณ์เอลนีโญจะทำให้เกิดผลกระทบที่สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อภุมิภาคต่างๆ ทั่วโลก แต่บรรดานักวิทยาศาสตร์ยังเชื่อว่า ผลลัพธ์จากการติดตามรูปแบบสภาพอากาศที่เกิดขึ้นมายาวนานเหล่านี้ จะช่วยให้เราเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น
“ฉันมักลังเลเสมอที่จะระบุว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญ หรือลานีญา เป็นเรื่องดีหรือร้ายกันแน่ ทั้งสองอย่างนี้ก็แค่ปรากฏการณ์หนึ่งที่เป็นอยู่ และก็เป็นเช่นนี้มาโดยตลอด” เอมิลี เบ็กเกอร์ กล่าว
เรื่อง รูบี้ เมลแลน
แปล วรลักษณ์ ผ่องสุขสวัสดิ์