เมื่อ “แลนด์บริดจ์ ระนอง – ชุมพร” เมกะโปรเจกต์เศรษฐกิจ มุ่งหมายขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยและก้าวสู่การเป็นฮับโลจิสติกส์โลก ด้วยการเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน ผ่านท่าเรือน้ำลึกแหลมอ่าวอ่าง จังหวัดระนอง ท่าเรือน้ำลึกแหลมริ่ว จังหวัดชุมพร ทางหลวงพิเศษ (มอเตอร์เวย์) รถไฟทางคู่พร้อมระบบท่อส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ มีแนวโน้มเดินหน้าต่อภายในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม2569 นี้ หลังเริ่มการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการในหลายด้านตั้งแต่ช่วงมีนาคม 2564 เป็นต้นมา
ทว่าปัจจุบันโครงการแลนด์บริดจ์ ระนอง – ชุมพร ยังขาดความชัดเจนเรื่องเส้นทางเดินเรือทั้งฝั่งตะวันตก (ทะเลอันดามัน) และฝั่งตะวันออก (อ่าวไทย) รวมทั้งการตั้งข้อสังเกตมากมายเกี่ยวกับการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ที่ยังไม่ครอบคลุม ไม่ครบถ้วน และไม่โปร่งใสมากพอที่จะเริ่มดำเนินโครงการได้จริง ทั้งที่เรื่องดังกล่าวนั้นมีความสำคัญไม่แพ้ “มูลค่าทางเศรษฐกิจ” ที่ประมาณการณ์ว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต
นั่นทำให้นักวิชาการและภาคประชาชนหลายฝ่ายต่างพยายามคาดการณ์แนวเส้นทางเดินเรือทั้งสองฝั่งที่อาจเป็นไปได้ และประเมินผลกระทบด้านต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นหลังโครงการดำเนินการ
จากการคาดการณ์พบว่า เส้นทางเดินเรือนั้นมีความเป็นไปได้สูงที่จะผ่าน “แลนด์มาร์คสำคัญในทะเลไทยแต่ละฝั่ง” ซึ่งแต่ละแห่งมีความโดดเด่นและสำคัญยิ่งทั้งในเชิงนิเวศวิทยา ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม รวมทั้งการท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงระดับโลกมายาวนาน
แลนด์มาร์คที่ 1 กองหินริเชลิว (Richelieu Rock) จังหวัดพังงา
กองหินปูนใต้น้ำลักษณะคล้ายภูเขาล้อมรอบด้วยผืนทราย อุดมด้วยปะการังอ่อนและประการังแข็งสีสันสดใส เป็น 1 ใน 5 จุดดำน้ำลึกที่ดีที่สุดของโลก และขึ้นชื่อในการพบสัตว์ทะเลขนาดใหญ่ เช่น ฉลามวาฬ กระเบนราหู เต่าทะเล รวมทั้งการพบสัตว์ทะเลขนาดเล็กและหายาก เช่น ม้าน้ำแคระ ปลากบ
แลนด์มาร์คที่ 2 หมู่เกาะสุรินทร์ จังหวัดพังงา
แนวปะการังน้ำตื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่สุดและก่อตัวต่อเนื่องกันขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เป็นแหล่งดำน้ำที่สวยงามและมีชื่อเสียงระดับโลก นอกจากนี้บริเวณอ่าวบอนใหญ่ เกาะสุรินทร์ใต้ ยังมีหมู่บ้านชาวมอแกน กลุ่มชาวเลดั้งเดิมกลุ่มสุดท้ายในประเทศไทยตั้งอยู่ด้วย
แลนด์มาร์คที่ 3 เกาะตาชัย – เกาะสิมิลัน จังหวัดพังงา
น้ำทะเลสีสวยสด ชายหาดขาวเนียนละเอียด มีความหลากหลายทางชีวภาพของปะการังน้ำตื้นและปะการังน้ำลึก และเป็นที่อยู่ของสัตว์เฉพาะถิ่น เช่น ปูเสฉวนยักษ์ ปูไก่ หอยมรกต สัตว์ทะเลหายาก เช่น วาฬหัวทุย กระเบนราหู รวมทั้งเป็นแหล่งวางไข่สำคัญของเต่าทะเล เช่น เต่าตนุ
แลนด์มาร์คที่ 4 เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี
1 ใน 6 พื้นที่ในประเทศไทย ซึ่งได้รับการรับรองเป็นพื้นสำคัญของฉลามและกระเบน (ISRAs) หมายถึง พื้นที่ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการดำรงชีวิตของสัตว์ เช่น แหล่งอาหาร แหล่งผสมพันธุ์ ควรค่าแก่การอนุรักษ์ในระดับสากล นอกจากนี้ที่นี่ยังได้รับยกย่องเป็นหนึ่งในจุดดำน้ำตื้นและลึกที่ดีที่สุดในเอเชียด้วย
แลนด์มาร์คที่ 5 หินใบ (Sail Rock) จังหวัดสุราษฎร์ธานี
กองหินแกรนิตขนาดใหญ่กลางทะเลที่มีส่วนยอดโผล่พ้นผิวน้ำสูงขึ้นมาราว 10 เมตร กองหินนี้ยังลึกลงไปใต้ผืนน้ำอีกกว่า 45 เมตร ที่นี่จึงคล้ายเป็นจุดพักของปลาขนาดใหญ่ เช่น ฉลามวาฬ และจุดชมฝูงปลาหลากหลายชนิดที่ว่ายวนรอบกองหินยักษ์ เช่น ปลากะมงตาโต ปลาหูช้าง ปลาสาก ปลาเก๋ายักษ์ ส่งผลให้ที่นี่เป็นจุดดำน้ำลึกที่มีชื่อเสียงที่สุดในอ่าวไทย
ไม่เพียงเท่านั้น เส้นทางเดินเรือที่คาดการณ์ยังกระทบกระเทือน “พื้นที่แหล่งอนุรักษ์ทะเลอันดามัน” ความหวังในการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติของไทยแห่งใหม่ ที่เพิ่งได้รับการบรรจุอยู่ในบัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List) ของศูนย์มรดกโลก องค์การยูเนสโก เมื่อปี 2564 ไปด้วย
ทั้งนี้ภายในพื้นที่นำเสนอจำนวน 724,718.75 ไร่ นั้น ประกอบด้วย “3 นิเวศภูมิภาค” ด้วยกัน ได้แก่ นิเวศภูมิภาคแบบป่าชายเลนและกลุ่มเกาะชายฝั่ง นิเวศภูมิภาคแบบหมู่เกาะทะเลลึก และนิเวศภูมิภาคแบบชายหาดและป่าสันทรายชายฝั่ง เพื่อให้เห็นภาพและเข้าใจรูปแบบนิเวศภูมิภาคเหล่านี้ ขอหยิบยกข้อมูลที่น่าสนใจจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่เผยแพร่ในเวบไซต์มานำเสนอดังนี้
1.นิเวศภูมิภาคแบบป่าชายเลนและกลุ่มเกาะชายฝั่ง ประกอบด้วยอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะระนอง จังหวัดระนอง อุทยานแห่งชาติแหลมสน จังหวัดระนอง (เกาะค้างคาว เกาะไข่ใหญ่) ป่าชายเลน จังหวัดระนอง และพื้นที่สงวนชีวมณฑลระนอง
ความน่าสนใจ: ป่าชายเลนดึกดำบรรพ์ผืนใหญ่ที่สุดขนาดกว่า 2,600 ไร่ ล้อมรอบด้วยลำคลองหลายสายและทะเล
จึงมีความอุดมสมบูรณ์และมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง อีกทั้งยังเป็นป่าชายเลนเพียงผืนเดียวในมหาสมุทรอินเดียตะวัน ออกที่ไม่ถูกรบกวนจากภายนอก และใน พ.ศ.2540 ป่าชายเลนระนองอีกจำนวน 11,630 ไร่ ยังเป็นป่าชายเลนแห่งแรกของโลกที่ยูเนสโกประกาศให้เป็น “พื้นที่สงวนชีวมณฑล (Biosphere Reserve)” อีกด้วย
2. นิเวศภูมิภาคแบบหมู่เกาะทะเลลึก ประกอบด้วยอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ จังหวัดพังงา (หมู่เกาะสุรินทร์และกองหินริเชลิว) และอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน จังหวัดพังงา (หมู่เกาะสิมิลัน เกาะตาชัย และเกาะบอน)
ความน่าสนใจ: สิ่งมีชีวิตในทะเลได้รับอิทธิพลจากฝั่งทะเลจีนใต้ มหาสมุทรแปซิฟิกและอ่าวเบงกอล ทะเลอันดามัน และมหาสมุทรอินเดีย ทำให้เกิดการผสมผสานของสิ่งมีชีวิตในเขตร้อนที่มีความพิเศษไม่พบในที่อื่นใดของโลก รวมทั้งมีแนวประการังที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ พบปลากว่า 700 ชนิด สัตว์ในกลุ่มกุ้งปู หรือครัสเตเชียน อย่างน้อย 140 ชนิด รวมทั้งพบสัตว์ทะเลขนาดใหญ่ เช่น ฉลามวาฬ กระเบนราหู โลมา มีสังคมพืชบนเกาะ พืชชายหาด และแหล่งอาศัยของนกกว่า 90 ชนิด
3. นิเวศภูมิภาคแบบชายหาดและป่าสันทรายชายฝั่ง ประกอบด้วยอุทยานแห่งชาติเขาลำปี – ท้ายเหมือง จังหวัดพังงา (หาดท้ายเหมืองและเขาลำปี) และอุทยานแห่งชาติสิรินาถ จังหวัดภูเก็ต
ความน่าสนใจ: มีแนวปะการังริมฝั่งทอดตัวยาวขนานกับชายฝั่งถึงเกาะภูเก็ตทางใต้ทำให้เกิดสันทรายชายฝั่งที่มีลักษณะเฉพาะพิเศษ เช่นเดียวกับบริเวณริมชายฝั่งที่มีแนวหญ้าทะเลเกิดขึ้น บริเวณหาดท้ายเหมืองเป็นตัวอย่างของชายหาดและป่าสันทรายชายฝั่งยุคโฮโลซีนที่ยังมีความสมบูรณ์แหล่งสุดท้ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวหลายอย่าง เช่น มีสังคมพืชเป็นป่าพรุชายฝั่งและป่าทุ่งน้ำซับชายฝั่ง อีกทั้งยังเป็นแหล่งวางไข่ของเต่ามะเฟือง เต่าทะเลที่ใกล้สูญพันธุ์ ซึ่งเหลือเพียงแห่งเดียวบนชายฝั่งแผ่นดินใหญ่ทางตะวันออกของมหาสมุทรอินเดีย และอาจเป็นแหล่งวางไข่แห่งสุดท้ายของเต่ามะเฟืองบนแผ่นดินใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
หากโครงการแลนด์บริดจ์ ระนอง-ชุมพร เกิดขึ้นจริง ย่อมส่งผลกระทบต่อ “ต้นทุนธรรมชาติของภาคใต้” รวมทั้งพื้นที่อนุรักษ์ พื้นที่สงวนชีวมณฑล และพื้นที่ชุ่มน้ำระดับต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องส่งผลต่อการขึ้นทะเบียนมรดกโลกทางธรรมชาติแห่งใหม่ที่พวกเราเฝ้ารออย่างไม่ต้องสงสัย
ยิ่งไปกว่านั้นประชาชนในพื้นที่และใกล้เคียงจำนวนไม่น้อย ยังต้องเผชิญผลจากการกระทำครั้งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นในแง่วิถีชีวิตความเป็นอยู่ สภาพแวดล้อม เศรษฐกิจ รวมทั้งสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งแน่นอนว่า ความเสียหายทั้งหมดนี้ไม่อาจประเมินมูลค่าเป็นเม็ดเงินสกุลใดๆ ได้เลย
โครงการแลนด์บริดจ์ ระนอง-ชุมพร จึงเป็นเรื่องที่ทุกคนควรจับตามองและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด
ฝั่งตะวันตก นอกจากแผนโครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกแหลมอ่าวอ่าง ตำบลราชกรูด และตำบลม่วงกลวง อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง จะทับซ้อนกับพื้นที่แหล่งอนุรักษ์ทะเลอันดามันที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติแล้ว ยังทับซ้อนกับ “พื้นที่ชุมน้ำปากแม่น้ำกระบุรี-ปากคลองกะเปอร์” ซึ่งเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ (Ramsasites) ลำดับที่ 8 ของประเทศไทย และลำดับที่ 1,183 ในทะเบียนพื้นที่ชุมชนที่มีความสำคัญระหว่างประเทศด้วย
เมื่อข้ามไปฝั่งตะวันออก แผนโครงการสร้างท่าเรือน้ำลึกที่แหลมริ่ว อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ก็ส่งผลกระทบเช่น เดียวกัน โดยพื้นที่เตรียมก่อสร้างท่าเรืออยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าเลนคลองริ่ว และป่าชายเลนตามมติคณะรัฐมนตรี นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ลุ่มน้ำคุณภาพ 1B และพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 2 ซึ่งอยู่ในรัศมี 5 กิโลเมตรของที่ตั้งโครงการท่าเรือน้ำลึก
ไม่เพียงเท่านั้นพื้นที่ทะเลชุมพรยังอุดมไปด้วยสัตว์น้ำที่สำคัญต่อระบบนิเวศ เช่น ฉลามวาฬ ฉลามหูดำ ฉลามหัวบาตร และสัตว์น้ำที่สำคัญต่อเศรษฐกิจเช่น กุ้งแชบ๊วย ปลาอินทรีย์ ปลาทู หมึก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอำเภอหลังสวนซึ่งเป็นแหล่งวางไข่ปลาทูที่สำคัญของประเทศไทยอีกด้วย ขณะเดียวกันทะเลชุมพรก็มีแนวประการังที่สมบูรณ์และมีความหลากหลายทางชีวภาพ ทำให้นักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยเลือกชุมพรเป็นหมุดหมายสำคัญในการเดินทาง
เมื่อเป็นเช่นนั้น นั่นหมายความว่า ทางฝั่งตะวันออกก็มีค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจำนวนไม่น้อยเช่นเดียวกัน
เรื่อง : กองบรรณาธิการ