“ไม่มีสิ่งใดอยู่ได้เพียงลำพัง” บทเรียนจาก Biodiversity Workshop มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ

ธรรมชาติไม่เคยมีสิ่งใดดำรงอยู่เพียงลำพัง Biodiversity Workshop ของ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ชวนสำรวจความสัมพันธ์อันซับซ้อนของระบบนิเวศ ผ่านกิจกรรมที่ทำให้เห็นว่า การหายไปของสิ่งมีชีวิตหนึ่งชนิด อาจส่งผลต่อทั้งโลกธรรมชาติ

การดำรงชีวิตของมนุษย์ล้วนต้องพึ่งพาทรัพยากรจากธรรมชาติแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค หรือแม้แต่เครื่องนุ่งห่ม ความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศจึงเป็นปัจจัยสำคัญของการดำรงชีวิต แต่ขณะเดียวกันทรัพยากรธรรมชาติเองก็กำลังถูกท้าทายมากขึ้นเรื่อยๆ

ในโอกาสวันความหลากหลายทางชีวภาพสากล (International Day for Biological Diversity) ซึ่งตรงกับวันที่ 22 พฤษภาคมของทุกปี มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้เปิดเผยแนวทางการทำงานที่มุ่งยกระดับงานอนุรักษ์และพัฒนาชุมชน สู่การสร้าง “ทุนธรรมชาติ” หรือ Natural Capital ที่สามารถสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ โอกาส และการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรมได้ พร้อมกันนี้ยังมีกิจกรรม Biodiversity Media Roundtable and Workshop สำหรับสื่อมวลชน เพื่อเป็นพื้นฐานองค์ความรู้เชื่อมโยงระบบนิเวศกับสถานการณ์ปัจจุบันได้ดียิ่งขึ้น

เรียนระบบนิเวศ ผ่าน “การ์ดสิ่งมีชีวิต”

กิจกรรมเริ่มต้นด้วยการสื่อสารผ่านการเล่นบอร์เกม ผ่านการจัดเรียงความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศให้ถูกต้อง ทั้ง “ระบบนิเวศชายฝั่ง” ซึ่งการ์ดเหล่านั้นประกอบไปด้วย

ภาพทั้งหมดชวนคิดถึงความสัมพันธ์ในระบบนิเวศทางทะเล ซึ่งมีทั้งผู้ผลิต ผู้บริโภค โดยมี ดร.สุภัชญา เตชะชูเชิด ผู้เชี่ยวชาญด้าน Nature-base Solution (NbS) และคุณธานิษฏ์ กองแก้ว ผู้อำนวยการด้านความยั่งยืน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง เป็นผู้ร่วมบรรยาย

“ถ้ามนุษย์ล่าฉลามมากเกินไป จะเกิดอะไรขึ้นกับระบบนิเวศนี้?”คำถามง่าย ๆ ของ ดร.สุภัชญา  ทำให้ทั้งห้องถกเถียงและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างสนุกสนาน

สุดท้ายเราได้เห็นภาพและลงมติกันอย่างเอกฉันท์ว่า เมื่อฉลามลดจำนวนลง กระเบนจมูกวัวก็จะเพิ่มจำนวนมากขึ้น เพราะไม่มีผู้ล่าคอยควบคุมประชากร และเมื่อกระเบนเพิ่มขึ้น หอยซึ่งเป็นอาหารหลักก็จะถูกล่ามากขึ้นตามไปด้วย จนท้ายที่สุดอาจหายไปจากระบบนิเวศนี้ได้เลย

สิ่งมีชีวิตทุกชนิดจึงเชื่อมโยงกันอย่างละเอียดอ่อนกว่าที่เราคิด

ดร.สุภัชญา เตชะชูเชิด ผู้เชี่ยวชาญด้าน Nature-base Solution (NbS) มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง
การ์ดเกมที่อธิบายถึงวงจรของระบบนิเวศ
กิจกรรม Biodiversity Media Roundtable and Workshop

เมื่อ “พุ่มไม้” หายไป ผลกระทบกลับใหญ่กว่าที่คิด

โจทย์ถัดมาคือ “ทุ่งหญ้าชานเมือง” ซึ่งครั้งนี้ดูเหมือนว่าระบบนิเวศมีความซับซ้อนมากขึ้น

การ์ดสิ่งมีชีวิตที่เราได้รับประกอบด้วย

กิจกรรมรอบนี้ผู้บรรยายเชื้อเชิญให้เราอ่านอ่านรายละเอียดด้านหลังการ์ดเพิ่มเติม เพื่ออธิบายบทบาทและพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด ทำให้การเชื่อมโยงระบบนิเวศมีมิติมากขึ้น และนอกจากผู้ล่า-และผู้ถูกล่าแล้ว โจทย์นี้ได้เพิ่มความสัมพันธ์ที่น่าสนใจอย่าง

หลังจากทุกกลุ่มนำเสนอเสร็จผู้เข้าร่วม Workshop ก็เพิ่มเงื่อนไขใหม่อีกครั้งว่า

“ถ้ามนุษย์ตัดพุ่มไม้ทั้งหมดออก เพื่อเปลี่ยนพื้นที่เป็นเกษตรกรรม จะเกิดอะไรขึ้น?”

คำตอบที่ได้ ทำให้เห็นภาพชัดมากว่า การเปลี่ยนแปลงเพียงจุดเดียว สามารถส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อทั้งระบบนิเวศได้อย่างไร นั่นเพราะเมื่อพุ่มไม้หายไป นกต่าง ๆ ก็สูญเสียที่อยู่อาศัย ทำให้จำนวนประชากรลดลงหรือย้ายออกจากพื้นที่ และเมื่อไม่มีนกคอยควบคุมประชากร หนูโวลและตั๊กแตนก็จะเพิ่มจำนวนขึ้น จนนำไปสู่การทำลายพืชผลทั้งในธรรมชาติและพื้นที่เกษตรของมนุษย์เอง

ในเวลาเดียวกันนี้เอง มีประวัติศาสตร์ที่อธิบายว่า มนาย์ได้เลือกใช้สารเคมีในการกำจัดหนู และนั่นเองที่เป็นจุดเริ่มต้นของการเลือกใช้สารเคมีเพื่อกำจัดศัตรูพืชแบบไร้การควบคุม ซึ่งยิ่งส่งผลให้เกิดการสะสมของสารพิษในสิ่งแวดล้อม ทั้งดิน น้ำ ผลผลิตทางการเกษตร และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ในระบบนิเวศ

ไม่มีสิ่งใดอยู่ได้เพียงลำพัง

สิ่งที่เราชอบมากเกี่ยวกับกิจกรรมนี้ คือการทำให้เรื่อง “ความหลากหลายทางชีวภาพ” ซึ่งดูเป็นเรื่องวิชาการและไกลตัว กลายเป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย และมองเห็นผลกระทบได้อย่างเป็นรูปธรรม

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นฉลาม พุ่มไม้ แมลง หรือแม้แต่หญ้าทะเล สิ่งมีชีวิตทุกชนิดต่างมี “บทบาท” ของตัวเองในระบบนิเวศ และเมื่อส่วนหนึ่งหายไป อีกหลายส่วนก็จะได้รับผลกระทบตามมาเสมอ จนทำให้เรานึกถึงคำกล่าวของ Rachel Carson ผู้เขียนหนังสือ Silent Spring ที่ว่า

“In nature, nothing exists alone.”
“ในธรรมชาติ ไม่มีสิ่งใดดำรงอยู่ได้เพียงลำพัง”

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงกับบทบาทด้านการขับเคลื่อนความหลากหลายทางชีวภาพ

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ คือองค์กรต้นแบบด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนบนฐานของคนและธรรมชาติมาอย่างนาน มีแนวทางที่มุ่งยกระดับงานอนุรักษ์และพัฒนาชุมชน สู่การสร้าง “ทุนธรรมชาติ” หรือ Natural Capital ที่สามารถสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ โอกาส และการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ความร่วมมือจากภาคเอกชน และทิศทางนโยบายด้านความหลากหลายทางชีวภาพทั้งในระดับประเทศและระดับสากล

กิจกรรมการสำรวจและให้ความรู้ด้านธรรมชาติคือสิ่งที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ทำมาตลอด

คุณสมิทธิ หาเรือนพืชน์ ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐานและโครงการพิเศษ หรือ ประธานสายงาน NbS มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ (Chief Nature-Based Solutions Officer) กล่าวว่า ความหลากหลายทางชีวภาพไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจ ธุรกิจ และคุณภาพชีวิตของผู้คน ท่ามกลางวิกฤตธรรมชาติที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จึงนำประสบการณ์จากการทำงานในพื้นที่จริง โดยเฉพาะแนวทาง “ปลูกคน ปลูกป่า” ที่พิสูจน์ผลลัพธ์มาเกือบ 4 ทศวรรษ มาต่อยอดสู่การขับเคลื่อนด้านความหลากหลายทางชีวภาพผ่าน 3 ยุทธศาสตร์หลัก

ยุทธศาสตร์แรก คือ ใช้การแก้ปัญหาโดยธรรมชาติเป็นฐาน Nature-based Solutions (NbS) ต่อยอดผลสัมฤทธิ์จากแนวทาง “ปลูกป่า ปลูกคน” โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย มากว่า 38 ปี ในพื้นที่ 91,779 ไร่ มาพร้อมกับฐานข้อมูลสิ่งมีชีวิตที่สำคัญของประเทศ โดยพบพันธุ์ไม้ถึง 1,459 ชนิด ซึ่งรวมถึงการค้นพบพืชชนิดใหม่ของโลกถึง 12 ชนิด อาทิ นครินทรา เทียนดอยตุง และม่วงพายัพ นอกจากนี้ยังพบสัตว์ป่า 1,177 ชนิด โดยมี 8 ชนิดที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างเลียงผาและเต่าปูลู สะท้อนว่าแนวทางการดำเนินงานของมูลนิธิที่ดูแลคนและธรรมชาติไปด้วยกัน สามารถนำมาซึ่งความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศที่ให้ประโยชน์แก่ทุกสิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะชุมชน และทำให้คนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน

คุณสมิทธิ หาเรือนพืชน์ ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐานและโครงการพิเศษ หรือ ประธานสายงาน NbS มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ

ขณะที่ ยุทธศาสตร์ที่ 2 การขับเคลื่อนด้านความหลากหลายทางชีวภาพระดับชาติและสากล
ซึ่งคุณธานิษฏ์ กองแก้ว ผู้อำนวยการด้านความยั่งยืน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า มูลนิธิ มุ่งมั่นขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ หรือ National Biodiversity Strategy and Action Plan (NBSAP) ผ่านความร่วมมือและการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ Office of Natural Resources and Environmental Policy and Planning (ONEP) สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ Biodiversity-Based Economy Development Office (Public Organization) (BEDO) และมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ หรือ National University of Singapore (NUS) เพื่อทำให้โครงการพัฒนาต่าง ๆ ของมูลนิธิฯ สามารถเป็นแบบอย่างด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน

พร้อมกันนี้ยังอยู่ระหว่างการผลักดันดอยตุงสู่การเป็นพื้นที่อนุรักษ์นอกเขตอนุรักษ์ หรือ Other Effective Area-based Conservation Measures (OECM) ภายใต้เป้าหมาย 30×30 หรือเป้าหมายการอนุรักษ์พื้นที่บกและทะเลอย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2573

คุณธานิษฏ์ กองแก้ว ผู้อำนวยการด้านความยั่งยืน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ

นอกจากนี้เตรียมนำเสนอโมเดลการทำงานร่วมกับชุมชนในการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ครั้งที่ 17 หรือ the 17th meeting of the Conference of the Parties to the Convention on Biological Diversity (CBD COP17) ณ กรุงเยเรวาน ประเทศอาร์เมเนีย ในปลายปีนี้ เพื่อแสดงศักยภาพของไทยในการเป็นต้นแบบระดับภูมิภาค

ทั้งนี้มูลนิธิ ยังขยายพื้นที่ศึกษาด้านความหลากหลายทางชีวภาพนอกพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ จังหวัดเชียงราย ไปยังจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย อาทิ

ส่วนยุทธศาสตร์ที่ 3 คือการขยายผล และส่งต่อองค์ความรู้สู่ภาคธุรกิจผ่านบริการที่ปรึกษา โดยมูลนิธิฯ
ได้ก้าวสู่การเป็นที่ปรึกษาด้านความหลากหลายทางชีวภาพ หรือ Biodiversity Advisory Service ให้กับภาคธุรกิจที่ต้องการฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่ดำเนินธุรกิจ เช่น โครงการ Rewilding ในพื้นที่ชลบุรี การพัฒนาระบบน้ำในพื้นที่เชียงดาว เป็นต้น โดยเน้นการวัดผลที่จับต้องได้

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เชื่อมั่นว่าการผนวกวิทยาศาสตร์เข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มูลนิธิฯ
สั่งสมมาตลอด 38 ปี จะเป็น “ทางรอด” ที่สำคัญของเศรษฐกิจและโลกใบนี้ การขับเคลื่อนงานในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงการแสดงผลสำเร็จจากอดีต แต่คือการสร้างระบบนิเวศแห่งอนาคตที่คน ป่า และธุรกิจเติบโตไปพร้อมกันอย่างสมดุลและยั่งยืน

 

รายงานและเรียบเรียงโดยชยางกูร เพิ่มพล

โครงการสหกิจศึกษา กองบรรณาธิการ นิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย

ภาพจาก มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์


อ่านเพิ่มเติม : ชีวะตะลุมบอน

เมื่อธรรมชาติบ่งบอกความสมบูรณ์ของป่า

© COPYRIGHT 2026 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.