ย้อนหลังไปเมื่อปี 1960 ทะเลอารัลถือเป็นทะเลสาบใหญ่ที่สุดอันดับสี่ของโลก และเป็นระบบนิเวศอันรุ่มรวยและอุดมสมบูรณ์ ท้องน้ำคลาคล่ำไปด้วยปลาคาร์ป ปลาบรีม และสัตว์น้ำอีกสารพัดชนิด ประเมินกันว่าทะเลอารัลเป็นแหล่งปลาหนึ่งในหกที่บริโภคกันในสหภาพโซเวียต ทะเลที่ลึกเกือบ 70 ร้อยเมตรและแผ่กว้างหลายร้อยกิโลเมตรผืนนี้ไม่ต่างจากโลกใบหนึ่งสำหรับผู้คนที่ยังชีพและทำประมงตามชายฝั่ง และเหล่ากะลาสีที่ท่องผ่านผืนน้ำ
ทว่าความเปลี่ยนแปลงกำลังมาเยือน ในปี 1968 ปราฟดา (Pravda) หนังสือพิมพ์ทางการของสหภาพโซเวียต ตีพิมพ์บทความที่ระบุคำพยากรณ์ชวนพิศวงไว้ว่า ในไม่ช้า โลกนั้นจะอันตรธานไป ระดับน้ำเริ่มลดลงแล้ว และจะลดลงเรื่อยๆ โดยริมน้ำจะถอยร่นจากเมืองประมงตามชายฝั่ง และก้นทะเลสาบกำลังกลายเป็นทะเลทราย เมื่อถึงช่วงเปลี่ยนศตวรรษ “จะไม่มีทะเลอารัลเหลืออยู่อีกต่อไป”
คำพยากรณ์ดังกล่าวไม่มีเวทมนต์อยู่เบื้องหลัง มีแต่ตัวเลขและการคำนวณ ในช่วงหลายปีก่อนหน้านั้น ทางการโซเวียตสร้างโครงการชลประทานขนาดใหญ่หลายโครงการ ซึ่งผันน้ำจากแม่น้ำอามูร์ดาร์ยาและซีร์ดาร์ยาที่ไหลลงสู่ทะเลอารัล เพื่อป้อนอุตสาหกรรมปลูกฝ้าย เมื่อขาดน้ำจากแม่น้ำทั้งสองสายนี้ ก็ไม่มีแหล่งน้ำใดมาทดแทนน้ำที่สูญเสียไปตามธรรมชาติจากการระเหย เป็นระยะเวลาสั้นๆ ที่ภูมิภาคนี้ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดจากทั้งสองโลก นั่นคือทะเลสาบซึ่งเป็นแหล่งประมงอันอุดมสมบูรณ์และภูมิอากาศที่อบอุ่นพอเหมาะ บวกกับการปลูกฝ้ายที่สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำแต่เมื่อแม่น้ำเปลี่ยนทิศทาง ทะเลสาบก็หดเล็กลงเรื่อยๆ จนขนาดเหลือเพียงไม่ถึงร้อยละสิบของพื้นที่ในช่วงกลางศตวรรษ และทิ้งทะเลทรายที่เต็มไปด้วยเกลือไว้เบื้องหลัง
คำพยากรณ์ที่เกิดขึ้นกลายเป็นจริงเพราะฝีมือมนุษย์ ทะเลอารัลอย่างที่เคยเป็นในอดีตได้เลือนหายไปแล้ว “เมื่อมองจากมุมมองทางสิ่งแวดล้อม นี่คือความผิดพลาดครั้งมหันต์” บูลัต เยสเซกิน ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางนโยบายสิ่งแวดล้อมซึ่งทำงานเกี่ยวกับปัญหาการเข้าถึงแหล่งน้ำในภูมิภาคเอเชียกลางร่วมกับองค์กรไม่แสวงกำไรนานาชาติมานานหลายทศวรรษ กล่าว
ปัจจุบัน ทะเลอารัลไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของหายนะระดับโลกเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นโดมิโนตัวแรกที่ล้มลงในวิกฤติน้ำจืด ทะเลสาบอูร์เมียของอิหร่านหดเล็กลดลงเช่นกันในช่วงห้าสิบปีที่ผ่านมา โดยระดับน้ำลดลงถึงร้อยละ 90 เช่นเดียวกับทะเลสาบชาดในแอฟริกากลาง วิกฤติเหล่านี้เชื่อมโยงกับแรงกดดันจากการเพิ่มขึ้นของประชากรมนุษย์และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
แต่พอมาถึงตอนนี้ นักอนุรักษ์บางคนกำลังมองดูชะตากรรมของทะเลอารัลและตั้งคำถามอีกข้อว่า ถ้าหากมนุษยชาติสามารถสร้างหายนะทางระบบนิเวศขึ้นมาได้ แล้วเราจะย้อนผลที่เกิดขึ้นได้ไหี
คำตอบแบบกำปั้นทุบดินคือ เราไม่มีทางรู้ได้ และการหาทางออกต้องอาศัยเวลา ไม่ใช่ทุกคนที่มองโลกในแง่ดีเสมอไป กระนั้น นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมหลายคนกำลังสำรวจแนวคิดใหม่ๆ ทั้งในทางทฤษฎีและควบคู่ไปกับมาตรการที่ใช้ได้จริงในทางปฏิบัติ ซึ่งอาจช่วยให้คนที่ยังอาศัยอยู่ในภูมิภาคนี้เห็นผลของการพลิกชะตากรรมในระดับใหญ่ได้ในสักวันหนึ่ง
“เราเปลี่ยนระบบได้ครับ” เยสเซกินบอกและเสริมว่า “เราสามารถเปลี่ยนแปลงกิจกรรมที่ไม่ยั่งยืน และมีน้ำมากขึ้นเพื่อเพื่อรักษาความหลากหลายทางชีวภาพเอาไว้ จากนั้นการกอบกู้ทะเลอารัลก็จะเริ่มขึ้นได้ครับ”
โดยหลักการแล้วการแก้ปัญหาหายนะของอารัลนั้นง่ายพอๆ กับต้นเหตุ นั่นคือ ยุติการผันน้ำจากแม่น้ำที่ไหลลงสู่ทะเล และทะเลสาบจะกลับมามีน้ำอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง แม้ภูมิอากาศในภูมิภาครอบทะเลอารัลจะอยู่ในระดับปานกลางและแห้งแต่แอ่งทะเลสาบก็รับน้ำปริมาณมากจากหิมะและธารน้ำแข็งละลายจากเทือกเขาปามีร์และเทียนชานทางตะวันออกในแต่ละปี เทือกเขาเหล่านั้นจะป้อนน้ำจืดปริมาณมหาศาลแก่แม่น้ำที่ไหลลงสู่ทะเลอารัลในอดีต และถ้าหากไม่มีสิ่งใดรบกวน อาจสามารถเติมน้ำและพลิกชะตาของทะเลอารัลได้ก่อนสิ้นศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด
ห้าชาติในแถบเอเชียกลางพึ่งพาแหล่งน้ำเหล่านี้ทางเศรษฐกิจ เขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำในทาจิกิสถานและคีร์กิสถานผลิตไฟฟ้าเพื่อให้ความร้อนแก่บ้านเรือนและส่งไฟฟ้าสู่ภาคอุตสาหกรรม ขณะที่คลองชลประทานในอุซเบกิสถาน เติร์กเมนิสถาน และคาซัคสถาน ป้อนน้ำแก่อุตสาหกรรมฝ้ายที่สร้างงานและเงินตราต่างประเทศจากการส่งสินค้าออก “เพื่อคืนชีพให้ทะเลอารัล เราจำเป็นต้องหยุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหมดในแอ่งทะเลอารัลอย่างน้อย 30 ถึง 40 ปี และนั่นไม่สามารถทำจริงได้ครับ” วาดิม ซาโคลอฟ เจ้าหน้าที่จากกองทุนนานาชาติเพื่อการกอบกู้ทะเลอารัล (International Fund for Saving the Aral Sea) ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างรัฐบาลของชาติในแถบเอเชียกลาง กล่าว
ทว่าราคาค่างวดที่แท้จริงของกิจกรรมทางเศรษฐกิจดังกล่านั้นสูงลิบลิ่ว เมื่อทะเลสาบเหือดแห้ง ภูมิอากาศก็เปลี่ยนแปลงไป อุณหภูมิผกผันสุดขั้ว ปริมาณฝนลดลง และในแต่ละปี พายุทรายพัดพาเกลือ ปุ๋ย และยาฆ่าแมลงกว่า 90 ล้านตันขึ้นสู่อากาศ
อนุช บาบาจัญยัญ ช่างภาพและนักสำรวจเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก กล่าวว่า สภาพอันย่ำแย่ของทะเลอารัลดูเป็นปัญหาที่ไม่มีทางออกเสียจนแทบไม่มีการพูดถึงอีกในปัจจุบัน ว่าเราจะฟื้นฟูระบบนิเวศให้ดีเหมือนในอดีตได้อย่างไร เธอใช้เวลาหกปีที่ผ่านมาบันทึกภาพชุมชนต่างๆ ที่อาศัยอยู่ท่ามกลางเศษซากของทะเลสาบที่เคยรุ่งเรือง “ทุกคนอยากได้ทะเลกลับคืนมา แต่ฉันไม่เคยได้ยินชาวบ้านพูดถึงเรื่องที่ทะเลจะฟื้นคืนมาได้ ฉันคิดว่าพวกเขาคงนึกไม่ออกว่าจะเป็นไปได้อย่างไรค่ะ”
สิ่งที่ผู้คนเหล่านี้ทำคือปรับตัวและกัดฟันทน ในแถบตะวันตกสุดของทะเลอารัลที่เหลืออยู่ซึ่งปัจจุบันเรียกว่าทะเลอารัลใต้ (South Aral Sea) น้ำเค็มจัดเสียจนปลาตายยกฝูง แต่ผู้คนยังพยายามหาเลี้ยงชีพแบบกระเบียดกระเสียรด้วยการเก็บไข่ไรน้ำเค็มซึ่งเป็นสัตว์ที่พบได้ในปัจจุบัน ทะเลอารัลใต้ยังดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาแหวกว่ายลอยตัวสบายๆ เพราะความเข้มข้นสูงของเกลือในน้ำ และท่ามกลางแอ่งอันกว้างใหญ่ไพศาลของก้นทะเลสาบเหือดแห้ง มีพุน้ำร้อนผุดขึ้นมา พร้อมน้ำเค็มที่ได้รับความร้อนจากใต้พิภพ ดึงดูดคนท้องถิ่นให้มาเยือนเพราะเชื่อว่ามีสรรพคุณในการรักษาโรค
“คนเหล่านี้ยังชีพอยู่ในทุ่งหญ้าสเตปป์มาหลายร้อยปี พวกเขารู้ว่าจะเอาชีวิตรอดอย่างไรในสภาพแวดล้อมทารุณ และไม่ยอมแพ้ง่ายๆ หรอกนะคะ” บาบาจัญยัญ กล่าว
ความสามารถในการปรับตัวและความยืดหยุ่นเป็นคุณสมบัติที่น่าชื่นชม แต่จะดีกว่าหากสภาพแวดล้อมไม่ยากลำบากถึงขนาดบีบให้เราต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอด ความพยายามในการบรรเทาผลกระทบจากการกลายเป็นทะเลทรายดำเนินมาเนิ่นนานก่อนหน้าทะเลสาบส่วนใหญ่จะเหือดแห้งด้วยซ้ำ ในคาซัคสถาน การสร้างแนวเขื่อนยาว 13 กิโลเมตรช่วยให้ทะเลอารัลเหนือคงสภาพอยู่ได้ และแม้จะเหลือพื้นที่เพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของขนาดทะเลสาบดั้งเดิม มันก็ยังพอจะเกื้อหนุนกิจกรรมประมงขนาดย่อม ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างอุซเบกิสถาน รัฐบาลทำงานร่วมกับองค์กรไม่แสวงกำไรเพื่อให้ทุนสนับสนุนการปลูกต้นแซกซอลหลายล้านต้นในพื้นที่ที่เคยเป็นก้นทะเลสาบ พืชทนเค็มและทนทายาดชนิดนี้เป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตไม่กี่ชนิดที่อยู่รอดได้ในทะเลทราย และหวังกันว่ารากของมันจะช่วยยึดหน้าดินไว้เพื่อลดความรุนแรงของพายุทราย
หนึ่งในผู้บ่มเพาะแนวคิดใหม่ๆ ที่นำมาใช้ได้จริง คือศูนย์นวัตกรรมนานาชาติเพื่อแอ่งทะเลอารัล (International Innovation Center for the Areal Sea Basin) ในเมืองนูคุส อุซเบกิสถาน ที่ซึ่งนักวิทยาศาสตร์กำลังทดลองโครงการราว 20 โครงการเพื่อสำรวจการปรับตัวของพืช สัตว์ และผู้คน ให้สอดรับกับความเป็นจริงทางนิเวศวิทยาในปัจจุบันของภูมิภาค
โครงการหนึ่งกำลังศึกษาวิธีปลูกผักไมโครกรีน (microgreen) ด้วยระบบไฮโดรโปรนิกส์ หรือการปลูกพืชโดยใช้น้ำและสารอาหารแทนดิน ซึ่งอาจเป็นวิธีปลูกพืชผักในภูมิภาคที่ผืนดินเสื่อมสภาพลงทุกที “แนวคิดมีอยู่ว่า เราจะสอนเทคนิคนี้ให้ชุมชนในชนบทเพื่อให้พวกเขาพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น” บาบาจัญยัญกล่าว หลังได้ชมห้องปฏิบัติการระหว่างเยี่ยมชมศูนย์
เยสเซกิน ผู้ทำงานแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมกับรัฐบาลคาซักสถานมาร่วมสิบปี เชื่อว่า ในระยะยาวแล้ว กระบวนการย้อนกลับหายนะของทะเลอารัลจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อเราหันหลังให้กับการปลูกพืชที่ใช้น้ำปริมาณมหาศาลเหล่านั้น “การปลูกข้าวหนึ่งกิโลกรัมอาจใช้น้ำถึงหกตันเลยนะครับ เราต้องเลิกปลูกพืชกระหายน้ำอย่างที่ทำอยู่ในตอนนี้ ผักและผลไม้ใช้น้ำน้อยกว่าหลายเท่า” เขาบอก
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะเป็นการก้าวไปข้างหน้าครั้งใหญ่ แต่ไม่มีมาตรการใดเพียงมาตรการเดียวจะสามารถพลิกฟื้นหายนะทางนิเวศระดับภูมิภาคได้ เพราะขอบเขตของปัญหานั้นรุนแรงและกินวงกว้าง ก้าวต่อไปของเยสเซกินคือการรณรงค์ให้จัดตั้งคณะกรรมการนานาชาติเพื่อศึกษาวิกฤตินี้อย่างเป็นองค์รวม วางแผนและขับเคลื่อนการทำงานระดับภูมิภาคอย่างสอดประสานกันเพื่อยับยั้งการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมือเติบที่ดำเนินอยู่ และ “ยุติการทำลายล้างแม่น้ำ ป่าไม้ และระบบนิเวศอื่นๆ มากไปกว่านี้”
ไม่มีเรื่องใดง่ายเลย และไม่มีความพยายามใดบรรลุผลได้ในเร็ววัน แต่หากทะเลอารัลเป็นผู้ป่วยหมายเลขหนึ่งในเรื่องราวหายนะทางสิ่งแวดล้อมเรื่องนี้ มันก็สามารถเป็นกรณีศึกษาได้ด้วยว่า เราจะฟื้นคืนสุขภาวะของระบบนิเวศได้อย่างไร “ถ้าเราดำเนินการต่อไปในทิศทางนี้ ผมคิดว่ามนุษยชาติจะมีตัวอย่างของการเอาชีวิตรอดในอนาคต” ซาโคลอฟ บอกก่อนจะทิ้งท้ายว่า “ผมเป็นคนมองโลกในแง่ดี และเชื่อว่าเราจะหาทางออกได้ในที่สุดครับ”
เรื่อง เจฟฟ์ ไวส์
ภาพถ่าย อนุช บาบาจัญยัญ
แปล ฤทธิยา เตชะเสน