มองเกาะโลซินผ่านเลนส์

“ลองจินตนาการถึงกองหินพ้นน้ำขนาดเล็กจิ๋วเพียง 50 ตารางเมตร

ที่โผล่พ้นจากผืนน้ำสีน้ำเงินเข้ม ณ พิกัดอันโดดเดี่ยวกลางอ่าวไทย

ที่ไกลเสียจนคนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ว่ามีอยู่จริง”

ในสายตาของใครหลายคน ที่นี่อาจจะเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ จุดหนึ่งบนแผนที่ แต่สำหรับนักดำน้ำอย่างผม “เกาะโลซิน” คือสวรรค์ใต้ท้องทะเลที่มีทัศนียภาพงดงามไม่เหมือนที่ใดในโล

เกาะโลซิน เป็นเกาะหินปูนที่มีขนาดเล็กที่สุดในประเทศไทย ตั้งอยู่ในเขตตำบลบ้านน้ำบ่อ อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี ห่างจากฝั่งประมาณ 80 กิโลเมตร ณ บริเวณพื้นที่คาบเกี่ยวระหว่างชายแดนไทย-มาเลเซีย ซึ่งหากมองผิวเผินจากบนเรือ คุณอาจรู้สึกว่าที่นี่ไม่มีอะไรน่าสนใจ จนกระทั่งได้ดำดิ่งสู่เบื้องล่าง และพบกับขุมทรัพย์ทางสมุทรศาสตร์ที่สวยงามจนประเมินค่าไม่ได้ 

ตามกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ เกาะโลซินมีความสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจอย่างมหาศาลซึ่งเกินกว่าขนาดพื้นที่จริงของตัวเกาะไปมาก ทั้งนี้เนื่องจากเกาะโลซินถูกใช้เป็นจุดฐาน (baseline) ในการอ้างสิทธิ์เหนือไหล่ทวีปและเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) ระหว่างไทยและมาเลเซีย
ทุ่งปะการังเขากวาง (Acropora) หลากสีสันที่เกาะโลซิน ทอดตัวยาวไกลสุดสายตา ปะการังเหล่านี้ช่วยสร้างความซับซ้อนทางโครงสร้างที่สำคัญยิ่งต่อความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลอันอุดมสมบูรณ์ของเกาะ

สำหรับผมแล้ว เกาะแห่งนี้เปรียบเสมือน “โอเอซิสแห่งอ่าวไทย” ความอุดมสมบูรณ์ของที่นี่ เกิดจากภูมิประเทศใต้ทะเลอันเป็นเอกลักษณ์ ด้วยลักษณะของเกาะที่เป็นยอดภูเขาหินปูนโดดเดี่ยวที่ยกตัวสูงชันขึ้นมาจากก้นทะเล ทำให้ที่นี่กลายเป็นกำแพงธรรมชาติคอยขวางทางกระแสน้ำลึก จนเกิดกระบวนการที่เรียกว่า “ปรากฏการณ์น้ำผุด” (Upwelling) ที่ช่วยพัดพามวลสารอาหารจากก้นทะเลขึ้นสู่ผิวน้ำ มวลสารอาหารเหล่านี้เองที่ทำให้แนวปะการังรอบเกาะกลายเป็นระบบนิเวศอันสมบูรณ์และมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง และเป็นจุดรวมตัวของ “ยักษ์ใหญ่แห่งท้องทะเล” อย่างฉลามวาฬ ที่ใช้ที่นี่เป็นจุดแวะพักหาอาหารและเข้าใช้บริการสถานีทำความสะอาด จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผมและนักนักดำน้ำจะพบพวกมันพร้อมกันคราวละ 2-3 ตัว

แผนภาพแสดงปรากฏการณ์น้ำผุด (Upwelling) พัดพาสารอาหาร รวมถึงแพลงก์ตอนพืชและแพลงก์ตอนสัตว์ขึ้นสู่บริเวณผิวน้ำ

นอกจากฉลามวาฬแล้ว มนต์เสน่ห์อีกอย่างที่ทำให้ผมรักเกาะโลซิน คือน้ำทะเลสีน้ำเงินเข้มอันเป็นเอกลักษณ์ น้ำทะเลที่นี่มีความใสจนมองเห็นได้ไกลเกินกว่า 30 เมตร ความใสระดับนี้เองที่เปิดโอกาสให้ผมได้ตื่นตากับแนวปะการังเขากวางที่ยาวสุดลูกหูลูกตา และเมื่อแสงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว พื้นน้ำบริเวณนี้ก็จะเต็มไปด้วยทากทะเล (Sea slug) ที่ผลัดกันออกมาอวดโฉมให้ผมเห็นตลอดคืน

ฝูงปลากะมงตาโต (Caranx sexfasciatus) กำลังว่ายเวียนอยู่ในบริเวณน้ำตื้นรอบกองหินโผล่น้ำของเกาะโลซิน
เต่าตนุกำลังกัดกินหนวดของปมงกะพรุน ภาพนี้ผู้เขียนบันทึกไว้ได้ระหว่างการแวะพักที่ Safety Stop ซึ่งสะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์อย่างยิ่งของสิ่งชีวิตใน

แต่น่าเสียดายที่ความสวยงามเหล่านั้นกำลังกลายเป็นอดีต นับตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา ผมที่กลับมาดำน้ำที่เกาะโลซินทุกปี สังเกตว่าแนวปะการังที่เคยมีชีวิตชีวาได้รับความเสียหายจากการฟอกขาวมากขึ้น พร้อม ๆ กับภัยคุกคามจากน้ำมือมนุษย์ที่ซ้ำเติมโลซินอย่างไม่หยุดหย่อน หนึ่งในนั้นมาจากกรณีของ “อวนผี” ขนาด 2,750 ตารางเมตร ที่ถูกเรือประมงมักง่าย ตัดทิ้งลงมาคลุมทับแนวปะการังของเกาะโลซิน เมื่อกลางปี 2564 แม้ครั้งนั้นเจ้าหน้าที่กองทัพเรือและนักดำน้ำจิตอาสาจะช่วยกันกู้อวนขึ้นมาได้ แต่ซากอวนหนัก 800 กิโลกรัม ก็บดขยี้กอปะการังเขากวางจนยับเยินไปกว่า 500 ตารางเมตร 

สำหรับผมแล้ว โลซินไม่ใช่แค่จุดดำน้ำ แต่คือสถานที่ปลอบประโลมจิตใจที่ช่วยให้ผมได้หลีกหนีจากความวุ่นวายของชีวิตเมือง ทว่าในวันนี้ ความหลงใหลและความผูกพันที่เคยมี ถูกแทนที่ด้วยความปวดร้าวทุกครั้งที่พาตัวเองลงน้ำ ภาพความตื่นตาตื่นใจในวันวานค่อย ๆ ถูกกลืนหาย กลายเป็นสุสานปะการังที่ขยายตัวกว้างขึ้นอย่างน่าตกใจ 

ภาพเหตุการณ์ปะการังฟอกขาวครั้งใหญ่ ที่พรากทั้งชีวิตและสีสันไปจากแนวปะการังขนาดใหญ่ของเกาะโลซิน
ขณะที่เหล่าปลาใหญ่ยังคงแวะเวียนมาหาอาหารรอบกองหิน ฉากหลังกลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวดของปะการังที่ฟอกขาวและแตกหัก สะท้อนวิกฤตธรรมชาติที่กำลังเกิดขึ้นใต้ท้องทะเลอย่างเด่นชัด
ความซับซ้อนของระบบนิเวศคือหัวใจสำคัญที่ช่วยให้ธรรมชาติที่เกาะโลซินยังคงหยัดยืนได้ แม้ปะการังบางส่วนจะได้รับผลกระทบจากความร้อน แต่โครงสร้างของแนวปะการังเขากวางขนาดใหญ่ยังคงแข็งแรง และเป็นบ้านให้แก่ชีวิตใต้ทะเลจำนวนมหาศาล

บาดแผลใต้ผืนน้ำของโลซินในวันนี้ จึงเป็นเครื่องย้ำเตือนอย่างตรงไปตรงมา ว่าไม่มีที่ใดบนโลกสามารถรอดพ้นจากความโลภและความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ได้ หากเรายังคงมองข้ามและปล่อยให้มนุษย์ซ้ำเติมธรรมชาติต่อไปเรื่อย ๆ อีกไม่นาน สวรรค์ใต้ทะเลแห่งนี้ก็คงต้องพบกับชะตากรรมอันน่าเศร้า ไม่ต่างจากแนวปะการังหลายแห่งที่พังทลายไปก่อนหน้านี้

อ่านบทความนี้เป็นภาษาอังกฤษที่ได้ที่นี่

ติดตามผลงานอื่น ๆ ของติณห์ภัทร เนตรจรัสแสงได้ที่นี่ 

 

 

เรื่องและภาพถ่าย  ติณห์ภัทร เนตรจรัสแสง


อ่านเพิ่มเพติม : หมีสีน้ำตาลกับฤดูกาลแห่งความอุดมสมบูรณ์ของป่า

© COPYRIGHT 2026 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.