ถอดรหัสเข้าใจธรณีพิบัติภัยบริเวณทิเบต – เนปาล

“26 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา”

ทั่วโลกคงไม่มีข่าวใดใหญ่ไปกว่าคลื่นน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มรุนแรงซึ่งเกิดขึ้นแถบหุบเขาแม่น้ำโภเตโกสี (Bhote Koshi) และแม่น้ำเลนเต โคลา (Lende Khola) ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างเขตราซูวาทางฝั่งเนปาลกับเขตจี่หรงทางฝั่งทิเบต

สำนักข่าวใหญ่น้อยและสื่อสังคมออนไลน์ทั่วโลก แม้กระทั่งบรรดาผู้ประสบเหตุต่างเผยแพร่คลิปเหตุการณ์คลื่นน้ำท่วมและดินถล่มจากหลากหลายมุม ซึ่งแทบไม่น่าเชื่อว่า ทั้งหมดจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เนื่องจากอำนาจการทำลายล้างที่เกิดขึ้นช่างดูคล้ายกับเทคนิคสร้างภาพพิเศษ หรือ CG (Computer Graphic) ในภาพยนตร์เกี่ยวกับภัยธรรมชาติเสียมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งฉากน้ำท่วมใหญ่ช่วงท้ายของภาพยนตร์เรื่อง “2012 วันสิ้นโลก” ซึ่งเป็นฉากน้ำท่วมใหญ่บริเวณเทือกเขาหิมาลัยเช่นเดียวกัน และระดับน้ำในภาพยนตร์ระดับน้ำก็สูงมากจนจะท่วมยอดเขาเอเวอเรสต์

สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา (USGS) ในวันที่ 26 สิงหาคม 2026 เวลาท้องถิ่นประเทศไทย 09.52 น. พบว่า เกิดแรงสั่นสะเทือนขนาด 5.2 และมีน้ำป่าไหลหลาก (Flash flood) จากแม่น้ำตรีศูลี (Trishuli River) เข้าท่วมบริเวณบริเวณด่านราซูวากาดี (Rasuwagadi) พรมแดนประเทศเนปาลและเขตปกครองตนเองทิเบต ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญกับการท่องเที่ยวและศูนย์กลางเศรษฐกิจชายแดนระหว่างกรุงกาฐมาณฑุของเนปาลและกรุงลาซาของทิเบต เกิดผลกระทบเสียหายในวงกว้างทั้งชีวิตและทรัพย์สิน

รายงานล่าสุดวันที่ 28 สิงหาคม 2026 จากทางการเนปาลและทิเบตพบว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 392 คน และสูญหายอย่างน้อย 1,225 คนด้วยกัน ส่วนความเสียหายทางเศรษฐกิจยังประเมินค่าไมได้ สำหรับแรงสั่นสะเทือนนี้มีสาเหตุจาก “การถล่มของธารน้ำแข็งและกระแสเศษหินดินโคลน” ไม่ใช่แผ่นดินไหวอย่างที่เข้าใจในตอนแรก

เมื่อเป็นเช่นนั้น คำถามสำคัญที่ทุกคนอยากรู้ก็คือ การถล่มของธารน้ำแข็งและกระแสเศษหินดินโคลนเกิดขึ้นได้อย่างไร

ลักษณะเด่นของธรณีสัณฐานของบริเวณชายแดนทิเบต – เนปาล

เทือกเขาหิมาลัยเกิดขึ้นจากการแปรธรณีสัณฐานของแผ่นเปลือกโลกอินเดียเคลื่อนเข้าหาแผ่นเปลือกโลกยูเรเซีย ตั้งแต่ช่วง 71 ล้านปีก่อน โดยมีการมุดตัวของแผ่นเปลือกโลกอินเดียเข้าไปใต้แผ่นเปลือกโลกยูเรเซีย 2 ระยะด้วยกัน ได้แก่ เปลือกโลกสมุทรในระยะแรก และระยะต่อมาช่วง 50 ล้านปีให้หลัง

ผลจากการที่เปลือกโลกทวีปอินเดียชนกันและพับกันของแผ่นทวีปทำให้เกิดเป็นเทือกเขาสูงที่สลับซับซ้อน อาทิ ที่ราบสูงทิเบตและเทือกเขาหิมาลัย เกิดภูมิทัศน์ สภาพอากาศที่หนาวเย็น โมเลกุลออกซิเจนเบาบาง ความชื้นสูง และระบบนิเวศโดยรวมที่แตกต่างจากพื้นที่อื่นบนโลก พื้นที่กว้างและสูงที่สุดที่ว่านี้ยังได้รับชื่อว่าเป็น “หลังคาโลก” ด้วยเพราะเปรียบเสมือนหลังคาของโลกจริงๆ โดยมีหิมะกับธารน้ำแข็งบนยอดเขาช่วยสะท้อนรังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์กลับออกไปบางส่วนด้วย

ส่วนลักษณะทางธรณีสัณฐานจุดเกิดเหตุและพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ มีลักษณะเป็นร่องหุบเขาซึ่งเกิดขึ้นจากภูมิลักษณ์แบบธารน้ำแข็งที่กัดเซาะผิวดินจนลึกและมีความสูงชันที่แตกต่างกัน เกิดเป็นหุบเขารูปตัว V ส่วนตามเทือกเขาสูงที่รายล้อมอยู่นั้น ยอดเขาจะเป็นที่สะสมตัวของหิมะกับธารน้ำแข็งปริมาณมหาศาล และเมื่อธารน้ำแข็งเหล่านี้ละลายลงจะเกิดเป็นธารน้ำสายเล็กในหุบเขา นานวันเข้าจากธารน้ำขนาดเล็กเหล่านี้ก็เกิดการกัดเซาะของน้ำมากขึ้นจนเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่ขึ้น และเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดอุบัติภัยครั้งใหญ่นี้

สาเหตุของภัยธรรมชาติ

พื้นที่โดยรอบมีการสะสมตัวของธารน้ำแข็งและเศษดินหินที่เกิดจากการผุกร่อนกัดเซาะด้วยกระบวนการทางธรรมชาติตามกาลเวลาโดยอธิบายด้วยหลักธรณีวิทยาได้อย่าง “การผุพัง (Weathering)” ที่เกิดขึ้นจากปัจจัยที่ส่งผลให้หินและดินแยกตัวออกจากกัน เช่น อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง ความดัน ความชื้น ลิ่มน้ำแข็ง กระบวนการทางเคมี หรือชีววิทยา

สำหรับพื้นที่ธารน้ำแข็ง การเกิดลิ่มน้ำแข็งเป็นหนึ่งในกระบวนการที่น่าสนใจที่จะอธิบายการเร่งปฏิกิริยาการผุพังของหินในพื้นที่ได้ดี โดยเมื่ออุณภูมิสูงขึ้นสายน้ำจะค่อยๆ ซึมผ่านรอยแตกของหินเข้าไป และเมื่ออุณหภูมิลดลงสายน้ำที่แทรกตัวอยู่ในรอยแตกของหินก็จะกลายเป็นน้ำแข็งทำให้เกิดการขยายตัวทีละน้อย กระบวนการนี้จะเกิดขึ้นซ้ำไปมาจนเปรียบเสมือนลิ่มที่อยู่ระหว่างหินและทำให้หินแยกออกจากกัน รวมไปถึงปัจจัยสำคัญที่อย่างการย้ายมวล (Mass Wasting) ซึ่งหมายถึง การที่มวลหิน ดิน ตะกอน มีการเคลื่อนที่ตามแนวแรงโน้มถ่วงของโลกโดยไม่มีตัวกลางมากระทำ

สำหรับพื้นที่เทือกเขาสูงที่มีหิมะและธารน้ำแข็ง ยังสามารถเกิดปรากฏการณ์การย้ายมวลได้หลายรูปแบบตามประเภทของวัสดุทั้งหิน เศษหิน และหิมะ รวมทั้งการเคลื่อนที่อย่างการหล่น (Fall) การทลาย (avalanche) การเลื่อนถล่ม (Slide) และจากเหตุการณ์นี้ที่ชัดเจนที่สุดคือ การไหลหลาก (Flow)

น้ำแข็งที่ละลายและน้ำที่ไหลอยู่เสมอทำให้พื้นที่บริเวณธารน้ำแข็งมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงสูงและเกิดการเปลี่ยนแปลงได้มากกว่าบริเวณอื่น ยิ่งเมื่อรวมกับปัจจัยส่งเสริมการย้ายมวลที่น่าสนใจ อาทิ ความลาดชัน แรงสั่นสะเทือน น้ำ เหล่านี้จึงก่อให้เกิดพลังการทำลายล้างจากธรรมชาติที่น่ากลัวได้ไม่ยาก

แม้ว่าการเกิดขึ้นของกระบวนการที่อธิบายมาทั้งหมดนี้จะไมได้ส่งผลอย่างฉับพลัน หรือกระทบทางตรงทันที แต่ตัวแปรที่สำคัญของเหตุการณ์ตัวแปรหนึ่งคือ “เขื่อนธรรมชาติ” (Natural dam) โดยนิยามของเขื่อนธรรมชาติโดยดินสไลด์และธารน้ำแข็ง (Landslide dam) คือ การที่มีดิน หิน ตะกอน รวมถึงน้ำแข็งได้ไปสะสมตัวปิดกั้นบริเวณหุบเขารูปตัว V เอาไว้ จนเกิดการสะสมของน้ำ ลักษณะคล้ายเขื่อนที่มนุษย์สร้าง ซึ่งเขื่อนธรรมชาติว่านี้ พบกระจายตามแนวเทือกเขาที่มีธารน้ำแข็งบนโลกด้วยขนาดที่แตกต่างกัน

เมื่อเวลาผ่านไปจึงเป็นแอ่งรับน้ำที่ละลายจากธารน้ำแข็งจึงเรียกว่า “ทะเลสาบธารน้ำแข็ง (Glacier lake)”

ด้วยความที่เขื่อนธรรมชาติเกิดขึ้นตามแรงโน้มถ่วงและการย้ายมวลตามธรรมชาติ เมื่อมีปัจจัยมากระตุ้น หรือมีการเพิ่มมวลกระทันหันตามธรรมชาติ รวมทั้งเมื่อถึงจุดที่เขื่อนไม่สามารถรับน้ำหนักได้อีกต่อไป จึงเกิดการล้นทะลักของมวลน้ำและหิน ดิน ตะกอน จนมีลักษณะเป็นการไหลหลากอย่างฉับพลันและรุนแรง ประกอบกับสถานที่ที่มีความแตกต่างของความสูงและความลาดชันที่มาก รวมทั้งพื้นที่หุบเขารูปตัว V ที่แคบ ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้เองที่ก่อให้เกิดการบีบอัดสูงขึ้นและเพิ่มความรุนแรงของพลังการทำลายล้างจากมวลน้ำและดินโคลนมากกว่าปกติ

การศึกษาเบื้องต้นพบว่า ปริมาณน้ำที่เดินทางจากเขื่อนธรรมชาติมีระยะทางราว 5,200 เมตร และมีความสูงของระดับน้ำท่วมสูงจากผิวดินถึง 9 เมตร โดยทั้งหมดที่ว่า ใช้เวลาการไหลบ่าจากพื้นที่เขื่อนธรรมชาติจนถึงจุดเกิดเหตุแรกเพียง 30 นาทีเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม สำหรับกรณีนี้ยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมว่า เป็นเฉพาะการพังทลายของเขื่อนธารน้ำแข็ง (Glacial Collapse) เพียงอย่างเดียว หรือมีกรณีทะเลสาบธารน้ำแข็งพังทลายด้วย (Glacier lake outburst flood [GLOF]) ซึ่งทั้งสองอย่างนี้สามารถเกิดขึ้นร่วมกันได้

ความถี่ในอดีตที่เคยเกิดขึ้น

การกล่าวถึงภัยพิบัติมักมีการตั้งคำถามถึงคาบช่วงในการเกิดภัยพิบัติตามมา คาบช่วงคือ การอธิบายถึงความถี่ในการเกิดขึ้นในพื้นที่และความรุนแรงในระดับนั้นๆ สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ในระดับความรุนแรงนี้ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยนัก แต่ถ้าหากเป็นกรณีที่เกิดขึ้นและมีผลกระทบน้อย มักมีการเกิดขึ้นอยู่เสมอ เช่น เกิดในพื้นที่ห่างไกลจากชุมชน เกิดขึ้นด้วยปริมาณที่ส่งผลกระทบน้อย มีการระบายน้ำอย่างช้าๆ ตามธรรมชาติ จึงมักไม่ได้เป็นข่าวในระดับสากล

อย่างไรก็ดี มีกรณีที่ส่งผลกระทบรุนแรงอยู่บ้าง อาทิ เหตุการณ์ฝนตกหนักและดินโคลนถล่มที่รัฐอลาสก้า ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ.2002 แม้จะไม่สร้างความเสียต่อมนุษย์ แต่ได้รับชื่อว่าเป็นครั้งที่รุนแรงที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก โดยมีอัตราการไหลอยู่ที่ 52,386 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (m³/s) หรือ เหตุการณ์ที่รัฐสิกขิม ประเทศอินเดีย เมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ.2023 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตและสูญหายรวม 162 ราย และมีผู้ผลกระทบมากกว่า 88,000 คน

มนุษย์สามารถคาดการณ์หรือวางแผนป้องกันภัยชนิดนี้ได้หรือไม่

การคาดการณ์ (Predictive) ภัยพิบัติสามารถทำได้เพียงบางอย่าง เช่น น้ำท่วมตามฤดูกาล หรือน้ำตามด้วยพฤติกรรมของมนุษย์หรือการคาดการณ์ในช่วงเวลาที่กว้างมาก ๆ อย่างไรก็ตาม สำหรับการไหลหลากของน้ำจากธารน้ำแข็งนี้ ไม่สามารถจะคาดการณ์ได้ รวมทั้งไม่มีสัญญาณเตือนว่า จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ หรือรุนแรงขนาดไหน  แต่สามารถประเมินพื้นที่อ่อนไหว หรือมีแนวโน้มความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ โดยศึกษาจากปริมาณน้ำกักเก็บและขนาดของพื้นที่ วัสดุที่เป็นตัวปิดกั้นน้ำ รวมทั้งทิศทางแนวโน้มเพื่อวางแผนการรับมือ สำหรับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้ในอนาคต

 

ภาวะโลกร้อนหรือภาวะโลกเดือดมีผลต่อเหตุการณ์นี้หรือไม่  

สำหรับอุณหภูมิที่สูงขึ้นจนส่งผลให้น้ำแข็งและหิมะละลายได้พบรายงานจากหลายพื้นที่บนโลกและไม่อาจปฏิเสธได้ว่า บริเวณที่ราบสูงทิเบตก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ในยุคปัจจุบันที่เราอาศัยอยู่มีชื่อตามตารางธรณีกาลว่าสมัยโฮโลซีน ยุคควอเทอร์นารี มีแนวโน้มที่จะมีอากาศอบอุ่นขึ้นหลังจากที่ได้ผ่านพ้นยุคน้ำแข็งครั้งสุดท้าย (Last Glacial Maximum) ไปเมื่อราว 20,000 ปีก่อน และมีแนวโน้มที่อุณหภูมิสูงขึ้นตามธรรมชาติอย่างค่อยเป็นค่อยไป

แต่จากสถานการณ์โลกและกระแสการบริโภคนิยมจึงเกิดการเร่งปฏิกิริยาให้โลกมีอุณหภูมิสูงเร็วกว่าธรรมชาติมากยิ่งขึ้น เฉลี่ย 1.00 องศา ซึ่งมากกว่าในช่วงศตวรรษก่อนที่ค่าเฉลี่ยเดิมอยู่ที่ 0.35 องศา โดยประมาณการณ์กันว่า ก่อน ค.ศ. 2030 โลกอาจมีอุณหภูมิสูงขึ้นเฉลี่ยที่ 1.5 องศา ซึ่งจะส่งผลกระทบทางธรรมชาติรุนแรงมากขึ้น แม้นักวิชาการไม่อาจยืนยันได้อย่างชัดเจนว่า เหตุการณ์ครั้งนี้สัมพันธ์กันโดยตรงหรือไม่ แต่อุณหภูมิที่สูงมากขึ้นก็ส่งผลต่อการละลายของน้ำแข็งในธารน้ำแข็งทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ

ความเสี่ยงต่อประเทศไทย

แม้ประเทศไทยเราจะไม่มีความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นเกี่ยวกับภัยพิบัติประเภทนี้เนื่องจากไม่มีธารน้ำแข็ง แต่สำหรับพื้นที่ประเทศเขตร้อนและมีฝนตกชุกในบางฤดูกาล ประเทศไทยเรายังคงมีความเสี่ยงจากภัยพิบัติที่มีลักษณะใกล้เคียงกันและเกิดขึ้นจากปัจจัยที่คล้ายกันได้ เช่น การเคลื่อนย้ายมวล การผุผัง น้ำ ความชื้น อย่างการเกิดดินโคลนถล่ม (landslide) ในช่วงฤดูน้ำหลาก รวมไปถึงน้ำป่าไหลหลาก (Flash flood) ในหลายพื้นที่

เนื่องด้วยเหตุผลที่ปริมาณหยาดน้ำฟ้าที่ตกลงมาสู่ผิวดินมีปริมาณที่มากเกินกว่าที่ดินจะอุ้มน้ำไหว เมื่อดินอิ่มตัวน้ำไม่สามารถซึมลงดินได้ จึงไหลเอ่อตามแรงโน้มถ่วงลงไปยังพื้นที่ร่องน้ำและมีการสะสมตัวจนล้นตลิ่ง ไหลตามจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำและเพิ่มความแรง ความเร็ว ปริมาณและเกิดแรงในการปะทะที่สูงมากขึ้น

สำหรับดินที่อุ้มน้ำเอาไว้และอยู่บริเวณที่ลาดเอียงหากมีองค์ประกอบของดินที่ยึดเกาะได้น้อย น้ำมีปริมาณมากอาจเกิดความเสี่ยงต่อดินโคลนถล่มได้ เช่น เหตุการณ์ดินโคลนถล่มที่ตำบลกะทูน อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อ 22 พฤศจิกายน พศ.2541 ที่มียอดผู้เสียชีวิตมากถึง 700 คน

แม้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่พรมแดนประเทศเนปาลและทิเบตจะไม่ส่งผลกระทบทางตรงกับประเทศไทย แต่เป็นหนึ่งในสัญญาณที่แสดงให้เห็นถึงผลกระทบของภัยธรรมชาติที่มีต่อมนุษย์ โดยเราควรให้ความสำคัญกับการศึกษาเพื่อเข้าใจธรรมชาติและสร้างแนวคิดการปรับตัวให้เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อมของโลกมากกว่าที่เป็นอยู่

“เพราะมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติที่เราไม่อาจปฏิเสธ หรือควบคุมทุกสิ่งได้อย่างเบ็ดเสร็จ”

 

เรื่องโดย  พีรศักดิ์ กลับเกตุ

ภาพประกอบ Google Earth


อ่านเพิ่มเติม : “ฟลูออไรต์” แร่เศรษฐกิจในห่วงโซ่อุตสาหกรรม

กับคำถามต่อการจัดการน้ำและกากแร่

© COPYRIGHT 2026 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.