ไม่กี่วันที่ผ่านมา พื้นที่หลายแห่งทางฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานครเผชิญกับน้ำท่วมขังเป็นเวลาหลายวัน โดยเฉพาะบริเวณบางกะปิ บึงกุ่ม คันนายาว สะพานสูง มีนบุรี และพื้นที่ต่อเนื่องไปยังชานเมืองด้านตะวันออก
คำถามสำคัญคือ เหตุใดพื้นที่เหล่านี้จึงมีแนวโน้มเกิดน้ำท่วมขัง และเหตุใดเมื่อมีน้ำแล้วจึงระบายออกได้ช้า
คำตอบส่วนหนึ่งอาจไม่ได้อยู่ที่สภาพเมืองในปัจจุบันเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของภูมิศาสตร์ ที่มีมาก่อนการขยายตัวของกรุงเทพฯ
ภูมิศาสตร์กรุงเทพมหานครประกอบไปด้วยชั้นธรณีสัณฐานแบบดินเหนียวกรุงเทพ (Bangkok clay) ซึ่งเป็นชั้นตะกอนดินเหนียวอ่อนที่ทับถมกันบริเวณลุ่มแม่น้ำ และด้วยลักษณะการก่อตัวของชั้นธรณีสัณฐานเมื่อราว 8,400 – 1,500 ปีก่อนตามงานการศึกษาของตรงใจ หุตางกูร (2014) ที่ยังมีสภาพเป็นทะเลตื้น ถัดมาในยุค
ทวารวดี ราว 1,500 ปีก่อนบริเวณกรุงเทพฯ จึงมีลักษณะเป็นที่ราบน้ำท่วมถึง สำหรับพื้นที่กรุงเทพฯ นี้นับเป็นส่วนใต้สุดของดินดอนสามเหลี่ยมแม่น้ำเจ้าพระยา (Chao Phraya Delta) เป็นลักษณะของตะกอนแม่น้ำที่สะสมตัวบริเวณปากแม่น้ำและขยายเป็นแผ่นดิน ร่วมกับตะกอนชายฝั่งทะเลเดิม
พื้นที่บริเวณกรุงเทพฯ มีหลักฐานการเข้ามาตั้งถิ่นฐานของผู้คนในสมัยอยุธยา แต่พื้นที่น้ำท่วมเป็นเรื่องปกติของเมืองบางกอก จนกระทั่งการสถาปนากรุงเทพมหานครในปี พ.ศ.2325 และตลอดมากรุงเทพมีระบบคูคลองการระบายน้ำและการชลประทานที่โดดเด่น ผู้คนใช้ชีวิตร่วมกับสายน้ำทั้งยังใช้เป็นเส้นทางคมนาคมหลัก ภายหลังจึงมีการเปลี่ยนแปลงสภาพบ้านเมืองตามเทคโนโลยีและยุคสมัยจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงผังเมือง เกิดการปรับเปลี่ยนคูคลองเดิมของกรุงเทพไปมาก ทั้งยังมีการขยายตัวของเมืองไปยังพื้นที่ชานเมืองจนขนาดของเมืองใหญ่มากขึ้นเข้าไปในพื้นที่เกษตรกรรมเดิม ประกอบกับการที่กรุงเทพฯ มีความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล มาจนถึงช่วง 0 – 3.5 เมตร ซึ่งรับอิทธิพลของน้ำทะเลหนุน (น้ำทะเลที่หนุนสูงขึ้นมาจากอิทธิพลของแรงดึงดูดและระบบน้ำขึ้นน้ำลง) ตลอดทั้งการอยู่เกือบทางตอนใต้สุดของที่ราบภาคกลางของประเทศไทยจึงได้รับอิทธิพลของน้ำเหนือ (มวลน้ำที่มาจากแม่น้ำสายต่าง ๆ ของประเทศจากภาคเหนือและภาคกลาง) ทำให้บริเวณกรุงเทพเป็นอีกจุดหนึ่งของประเทศที่มีโอกาสเป็นพื้นที่รับน้ำหรือที่ราบน้ำท่วมถึง (flood plain) ค่อนข้างง่าย
อย่างไรก็ตามเมื่อเราเจาะลงไปในพื้นที่เกิดน้ำท่วมในปัจจุบันพบว่าพื้นที่ทางฝั่งตะวันออกนั้นได้เกิดน้ำท่วมขังอยู่เป็นเวลานานหลายวันด้วยปัจจัยทางสภาพภูมิศาสตร์ได้แก่การเป็นที่ราบลุ่มต่ำ ในพื้นที่ประกอบไปด้วยหนองน้ำและบึงจำนวนมาก ทั้งยังมีคลองสายสำคัญอย่างคลองแสนแสบ หากพิจารณาจากการใช้งานพื้นที่ในอดีตบริเวณย่านบางกะปิตามแนวคลองแสนแสบ ตั้งแต่ช่วงปลายถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ถนนรามคำแหง เขตบึงกุ่ม เขตคันนายาว เขตสะพานสูง ซึ่งเป็นพื้นที่ริมคลองแสนแสบซึ่งได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง นั้นเคยถูกใช้เป็นพื้นที่ชานเมืองเพื่อทำการเกษตรประเภทการปลูกข้าวมาก่อน
ตัวอย่าง เช่น นวนิยามเรื่องแผลเก่า (ขวัญเรียม ปีพ.ศ.2479) ฉากทัศน์ได้บรรยายถึงทุ่งนากว้างและพื้นที่รับน้ำ ซึ่งสะท้อนภูมิศาสตร์ของพื้นที่ที่มีลักษณะเป็นแอ่งรับน้ำขนาดใหญ่ที่ถึงแม้จะมีการแปรสภาพเป็นย่านที่อยู่อาศัยหรือชุมชนขนาดใหญ่หลายแห่งแล้ว แต่พื้นที่ยังคงสภาพภูมิศาสตร์และชั้นความสูงตามธรรมชาติอยู่ รวมทั้งชื่อบ้านนามเมืองยังสะท้อนพื้นหลังของพื้นที่ที่ชัดเจน
อาทิ เขตบึงกุ่ม หมายถึง บึงที่มีต้นกุ่มขึ้นอยู่มาก เขตมีนบุรี หมายถึง เมืองปลา เขตคันนายาว เขตสะพานสูง หมายถึง พื้นที่มีคลองมากจึงทำสะพานสูงให้เรือผ่านได้ เป็นต้น อย่างไรก็ตามอุทกภัยครั้งนี้แตกต่างจากเมื่อปี พ.ศ.2554 ที่มีพื้นที่เกิดน้ำท่วมเป็นคนละเขตพื้นที่กัน ทั้งหมดนี้ด้วยปัจจัยที่ก่อให้เกิดภัยพิบัติ (Causes of disasters) ที่แตกต่างกัน สำหรับน้ำท่วมในปีพ.ศ.2554 เป็นปัจจัยจากน้ำเหนือไหลตามเส้นทางของน้ำ (Water direction) จากที่สูงลงสู่ที่ต่ำก่อนผลักดันน้ำออกสู่อ่าวไทย ซึ่งกรุงเทพนี้มีเส้นแม่น้ำสำคัญ 3 สายที่ใช้ในการระบายน้ำออกสู่อ่าวไทย ได้แก่ แม่น้ำท่าจีนทางตะวันตก แม่น้ำเจ้าพระยาใจกลางกรุงเทพฯ และ แม่น้ำบางปะกงทางตะวันออกของกรุงเทพฯ จึงทำให้ได้รับผลกระทบในวงกว้าง สำหรับในปี พ.ศ.2569 นี้เกิดขึ้นด้วยปัจจัยของปัญหาสภาพภูมิอากาศจากอิทธิพลของภาวะ ภาวะโลกเดือด (Global Boiling) ซึ่งเป็นขั้นกว่าของภาวะโลกร้อนทำให้มีฝนตกในปริมาณที่มากผิดปกติ จึงส่งผลต่อที่ราบลุ่มต่ำของกรุงเทพฯ เป็นแอ่งรับน้ำจากท้องฟ้าไปโดยตรง จึงทำให้พื้นที่ลุ่มต่ำทั้งหมดของกรุงเทพฯ ที่มีทางระบายลงสู่เส้นทางน้ำน้อยหรือน้ำในทางน้ำมีปริมาณล้นตลิ่ง จึงทำให้เกิดน้ำท่วมขังในปริมาณมาก
ในพื้นที่ทางตะวันออกของกรุงเทพฯ รวมถึงจังหวัดปริมณฑล ซึ่งมีลักษณะทางธรณีสัณฐานและภูมิศาสตร์ใกล้เคียงกัน จึงโอกาสที่ถูกน้ำท่วมถึงได้ตามธรรมชาติ อย่างไรก็ตามภายหลังอุทกภัยปี พ.ศ.2526 ซึ่งเกิดเหตุน้ำท่วมหลายพื้นที่ในกรุงเทพฯ จึงมีโครงการก่อสร้างคันกั้นน้ำด้านตะวันออกอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ปัจจุบันคือแนวถนนสายไหม, หทัยราษฎร์, ร่มเกล้า และกิ่งแก้ว สำหรับวางพื้นที่กำหนดทิศทางการไหลและระบายของน้ำไปในทิศตะวันออก จากงานศึกษาของ วรเมธ ศรีวนาลักษณ์ และดนัย ทายตะคุ (2019) ได้กล่าวถึงการขยายตัวของเมืองที่ไปในพื้นที่นาเดิม ซึ่งเคยใช้เป็นพื้นที่รับน้ำหรือผ่านที่น้ำไหลผ่านลงสู่อ่าวไทย เมื่อสภาพพื้นที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นเมืองที่มีเพียงระบบคูคลอง จึงไม่เพียงพอต่อการระบายน้ำ จึงได้เสนอแนวทางในการพัฒนาเมืองในพื้นที่ดินดอนสามเหลี่ยมแม่น้ำเจ้าพระยานี้ให้มีพื้นที่รองรับน้ำผิวดิน (Surface Water) ภายใต้เงื่อนไขทางภูมิศาสตร์เพื่อป้องกันปัญหาเมืองขวางทางน้ำ
สำหรับเหตุการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นจากในอดีตจนถึงปัจจุบันสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาภัยธรรมชาติเป็นเรื่องที่อยู่ใกล้ตัวเรามาก ทั้งนี้การที่เราทราบถึงปัจจัยหรือสาเหตุต่าง ๆ ของสิ่งที่เกิดขึ้นอาจช่วยให้เราปรับตัวหรือวางแผนให้ทันกับสถานการณ์ โดยเฉพาะหน่วยงานผู้รับผิดชอบไม่ว่าจะเป็นสภาพภูมิอากาศ เศรษฐกิจ การรับมือภัยธรรมชาติ การบริหารจัดการ มาตรการในการป้องกันตั้งแต่ต้นเหตุ ตลอดจนการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทั้งในกรุงเทพฯ และทุกจังหวัดพื้นที่ ขอให้สถานการณ์ทุกอย่างกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วและเสียหายน้อยที่สุด
เขียนและเรียบเรียงข้อมูลโดย พีรศักดิ์ กลับเกตุ
ภาพ : อภินัยน์ ทรรศโนภาส