158 ปี ภาพ ซามูไรญี่ปุ่น ยืนถ่ายรูปหน้าสฟิงซ์ของอียิปต์ บันทึกประวัติศาสตร์ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงบนโลก

ภาพถ่ายที่ถ่ายในปี พ.ศ. 2407 ภาพนี้แสดงให้เห็นถึง กลุ่ม ซามูไรญี่ปุ่น หลายสิบคนยืนอยู่หน้ารูปปั้นมหาสฟิงซ์แห่งกิซาในอียีปต์ ซึ่งสร้างความสับสนต่อ

การรับรู้เรื่องราวช่วงเวลาของประวัติศาสตร์โลกที่วัฒนธรรมยิ่งใหญ่ 2 วัฒนธรรมของโลกได้มาบรรจบกัน

เสื้อผ้าชุดซามูไรคามิชิโมมีปีกและหมวกจิงกาสะพร้อมดาบ 2 เล่มคือ คาตานะ (ดาบยาว) และวากิซาชิ (ดาบสั้น) ยืนอย่างน่าเกรงขามเบื้องหน้ารูปปั้นอันยิ่งใหญ่ของอียิปต์โบราณ ที่ถูกถ่ายภาพโดยกล้องจากยูโรป ได้แสดงให้ถึงช่วงเวลาสำคัญในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นและโลกยุคโลกาภิวัตน์ ซึ่งมีเบื้องหลังคือความขัดแย้งของเอเชียและยุโรป

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2407 คณะทูตนี้มีชื่อว่า ‘อิเคดะ มิชชั่น’ ซึ่งนำโดยชายที่มีชื่อว่า อิเคดะ นางาโอกิ ออกเดินทางภายใต้คำสั่งของโชกุน ‘โทกูงาวะ’ เพื่อแก้ปัญหาความไม่ลงรอยกันในท่าเรือโยโกฮามาที่ทางรัฐบาลเผด็จการทหารของญี่ปุ่นต้องการปิดตัว เพื่อคงเสถียรภาพของประเทศโดยไม่ให้ชาวต่างชาติเข้ามามีอิทธิพลในประเทศมากเกินไป

ที่มาของปัญหานี้มาจากช่วงที่เกิดการล่าอาณานิคมของชาวยุโรปซึ่งได้ยึดครองพื้นที่หลายแห่งของเอเชียไว้ แต่ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นได้ยึดมั่นในนโยบายโดดเดี่ยว หรือกล่าวง่าย ๆ คือการปิดประเทศอย่างเข้มงวดที่เรียกว่า ซากุกุ มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 โดยตัดขาดกับบุคคลภายนอกเพื่อรักษาวัฒนธรรมของตน ศาสนาคริสต์เป็นสิ่งต้องห้ามอย่างยิ่ง และมีการค้าขายแค่เพียงกับชาวจีนและชาวดัตช์เท่านั้น

แม้จะตั้งมั่นเอาไว้เช่นนั้น จนญี่ปุ่นไม่ถูกแตะต้องจากชาติตะวันตกมายาวนาน แต่ท้ายที่สุด กองกำลังของลัทธิล่าอาณานิคมก็ได้ประชิดประเทศในที่สุด ประมาณปี พ.ศ. 2396 พลเรือจัตวา แมทธิว เพอร์รี่ (Matthew Perry) ของสหรัฐฯ ได้มาถึงชายฝั่งโยโกฮามา พร้อมเรือรบ เพื่อเรียกร้องให้ญี่ปุ่นเปิดท่าเรือเพื่อทำการค้าขายเพิ่ม รัฐบาลโชกุนของญีปุ่นต้องตกลงอย่างไม่เต็มใจ และต่อมา ท่าเรือโยโกฮามาได้กลายเป็นศูนย์กลางการค้าขายระหว่างประเทศอย่างรวดเร็ว

สถานการณ์นี้ทำให้เกิดความไม่สบายใจอย่างยิ่งถึงอิทธิพลของ ‘คนนอก’ และความรู้สึกต่อต้านก็ปะทุขึ้นในปี พ.ศ. 2406 จักรพรรดิโคเม ได้ประกาศนโยบาย “เทิดทูนจักรพรรดิ ขับไล่คนป่าเถื่อน” อิเคดะ นางาโอกิ ได้รับคำสั่งให้เดินทางไปฝรั่งเศสเพื่อเรียกร้องให้ปิดท่าเรือโยโกฮามาอีกครั้ง อันเป็นส่วนหนึ่งในแผนยึดอำนาจกลับมาตามนโยบายปิดประเทศเช่นเดิม โดยระหว่างทาง พวกเขาได้แวะสถานที่หลายแห่ง และกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ เป็นหนึ่งในนั้น

ช่างภาพที่ชื่อว่าอันโตนิโด บีอาโต (Antonio Beato) ให้รายละเอียดว่า พวกเขาใช้เวลาหยุดพักและเยี่ยมชมอนุสรณ์สถานของอารยธรรมออียิปต์โบราณสักพัก จากนั้นเดินทางต่อไปยังฝรั่งเศสด้วยรถไฟ ในที่สุดก็มาถึงฝรั่งเศส แต่ข้อเรียกร้องของพวกเขาถูกปฎิเสธโดยสิ้นเชิง และภารกิจนั้นล้มเหลว อย่างไรก็ตามหลังจากนั้น ประเทศญี่ปุ่นได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก

หลังโค่นล้มระบอบโชกุน ญี่ปุ่นได้เปิดประเทศรับเอาวัฒนธรรมต่าง ๆ เข้ามา สร้างความปรับเปลี่ยนให้ทันสมัย สร้างอุตสาหกรรม และเกิดการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว กระนั้น ญี่ปุ่นก็ไม่ได้สูญเสียเอกลักษณ์ของตนไปแต่อย่างใด ประเพณีและวัฒนธรรมมากมายเป็นที่โด่งดังและน่าหลงใหลให้กับชาวต่างชาติพร้อมกับผงาดขึ้นเป็นหนึ่งในประเทศมหาอำนาจแข่งขันกับชาติตะวันตกมาจวบจนปัจจุบัน

สืบค้นและเรียบเรียง วิทิต บรมพิชัยชาติกุล
Photograph by Antonio Beato/Public Domain

ที่มา

https://www.cambridge.org/core/books/abs/history-of-world-egyptology/japan/E43A6299876B13F60077C880076D273E

https://www.vintag.es/2021/06/samurais-in-egypt.html

https://www.iflscience.com/why-dozens-of-samurai-took-a-photo-in-front-of-egypt-s-sphinx-in-1864-67144

 

บทความที่เกี่ยวข้อง ทำไมญี่ปุ่นดำเนิน การโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ แม้โอกาสชนะสหรัฐฯ มีน้อยนิด

 

 

© COPYRIGHT 2024 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.