หลักฐานใหม่ท้าทาย แนวคิดว่าด้วยวิธีการสร้าง พีระมิดของชาวอียิปต์

มหาพีระมิดประกอบด้วยหินกว่าสองล้านก้อน บางก้อนหนักกว่า 50 ตัน ปริศนาข้อใหญ่และที่ผู้คนติดใจมากที่สุด นั่นคือพีระมิดเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นอย่างไรแน่?

มหาพีระมิดแห่งกีซาที่สร้างเมื่อ 4,600 ปีก่อนในยุคราชอาณาจักรเก่าของอียิปต์ เป็นอนุสรณ์สถานและที่เก็บพระศพของฟาโรห์คูฟู ฟาโรห์คาเฟรผู้เป็นพระโอรส และฟาโรห์เมนเคอเรผู้เป็นพระนัดดา ในช่วงหลายพันปีนับจากนั้น    พีระมิดทั้งสามทำให้ทุกคนที่พบเห็นตื่นตาและเกิดแรงบันดาลใจ นับตั้งแต่ชาวกรีกโบราณไปจนถึงนโปเลียนโบนาปาร์ต ตลอดหลายพันปีที่มหาพีระมิด ซึ่งมีความสูงแรกสร้าง 147 เมตร ครองอันดับหนึ่งในฐานะสิ่งก่อสร้างสูงที่สุดของโลกที่มนุษย์สร้างขึ้น โดยเป็นสัญลักษณ์ของอัจฉริยภาพและจินตนาการ และถูกม่านปริศนาคลี่คลุมแทบจะทันทีที่สร้างเสร็จ

บางที ปริศนาข้อใหญ่และที่ผู้คนติดใจมากที่สุดอาจได้แก่ พีระมิดเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นอย่างไรแน่ มหาพีระมิดประกอบด้วยหินกว่าสองล้านก้อน บางก้อนหนักกว่า 50 ตัน หินเหล่านั้นมาจากไหน มันถูกขนไปกลางทะเลทรายได้อย่างไร และชาวอียิปต์โบราณยกหินก้อนมหึมาขึ้นซ้อนกันได้อย่างไร นี่คือปริศนาอายุหลายร้อยปีที่มีคนเสนอทฤษฎีสารพัดซึ่งเป็นที่ยอมรับในวันหนึ่ง ก่อนถูกโยนทิ้งในวันถัดไป แต่สมมุติฐานใหม่ประการหนึ่งกำลังได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง หลังการค้นพบล่าสุดหลายอย่างซึ่งรวมถึงบันทึกประจำวันที่เคยสาบสูญ และแม่น้ำที่อันตรธานไปสายหนึ่ง 

เป็นไปได้ว่า พีระมิดคือโครงการก่อสร้างทางน้ำ และที่ราบสูงกีซาที่เรารู้จักในปัจจุบันว่าเป็นทะเลทรายร้อนระอุ อาจเคยอยู่ติดท่าเรืออันพลุกพล่านจอแจ สิ่งก่อสร้างทรงสามเหลี่ยมใหญ่ยักษ์กลางทะเลทราย ซึ่งทำให้ผู้ใหญ่ยุคปัจจุบันตะลึงงันและเด็กทั่วโลกชื่นชอบทันทีเหล่านั้น ก่อให้เกิดแนวคิดพิสดารสารพันที่ทำให้พวกมันดูเหมือนสิ่งยั่วยุ ยุคดึกดำบรรพ์มานานแล้ว แนวคิดบางส่วน รวมถึงความเชื่อฝังใจว่านี่คือผลงานของมนุษย์ต่างดาว เกิดจากการจัดหาและการขนย้ายวัตถุดิบมากมายเหลือคณาที่ดูไม่น่าเป็นไปได้ ปัญหานี้คลี่คลายหลังพบลำน้ำสาขาที่เหือดหายสายหนึ่งของแม่น้ำไนล์ แต่การประกอบร่างสุดท้ายของพีระมิดยังคงสูญหายไร้เงื่อนงำ เรารู้เพียงว่า พีระมิดเหล่านั้นเรียงตัวอย่างประหลาดกับทิศหลักทั้งสี่ ขณะที่ฐานพีระมิดมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสอย่างน่าทึ่ง อันเป็นหลักฐานบ่งชี้ถึงความแม่นยำและความรอบรู้ทางคณิตศาสตร์อย่างลึกซึ้ง

ย้อนหลังไปไม่กี่สิบปีก่อน โจเซฟ ดาวีโดวิตส์ วิศวกรเคมีในฝรั่งเศส ดูไม่อาจเข้าใจการจัดการสิ่งที่มีน้ำหนักมากขนาดนั้นโดยปราศจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้ และเสนอวิธีหนึ่งที่ฟังดูร่วมสมัยอย่างน่าประหลาด ในมุมมองของเขาสิ่งที่ก่อขึ้นไปเหล่านี้ไม่ใช่หิน ทว่าแต่ละก้อนถูกสร้างขึ้นจากการหล่อด้วยแม่พิมพ์ไม้กับส่วนผสมหินปูนเหลวที่ใส่ภาชนะสานชักลากขึ้นไปได้ เราเกือบนึกภาพออกว่า ช่างผสมปูนยุคโบราณเหล่านั้นกระหยิ่มยิ้มย่องกันอย่างไร       ขณะปีนขึ้นไปใกล้ยอดพีระมิด และวาดภาพคนยุคหลังยืนเกาศีรษะ ยกย่องเชิดชูในความแข็งแกร่งทรงพลังดุจเฮอร์คิวลิสของพวกเขา หรือเราอาจนึกแบบนั้นไปจนกระทั่งปี 2013 ที่มีการขุดพบบันทึกประจำวันที่ผู้ตรวจการเมเรอร์เขียนไว้เมื่อ 4,600 ปีก่อน บอกเล่าถึงการลากหินสภาพสมบูรณ์ไปตามลำน้ำโดยไม่มีภาชนะสานแต่อย่างใด ไหนจะยังแผ่นหินโค้งที่ต้องมีคำอธิบายอีก นั่นคือหินแกรนิตแท้ๆที่ยากจะสร้างเลียนแบบได้ยิ่งกว่า

เมื่อปี 2013 ทีมสหวิทยาการทีมหนึ่งที่ทำงานตามแนวชายฝั่งทะเลแดงค้นพบบันทึกประจำวันบนกระดาษปาปิรัส ซึ่งเล่าถึงกระบวนการขนย้ายหินก้อนมหึมาจากเหมืองหินต่างๆ ในตูราไปยังสถานที่ก่อสร้างพีระมิด (ภาพถ่าย: ปีแยร์ ตัลเล, WADI EL JARF ARCHAEOLOGICAL MISSION)

อินเทอร์เน็ตทำให้ใครๆ ที่มีโมเด็มและความหมกมุ่นกลายเป็นผู้ทรงภูมิได้ เกิดผู้เชี่ยวชาญการสร้างพีระมิดกลุ่มใหม่ นั่นคือเหล่านักปฏิบัตินิยม นักประดิษฐ์หลังบ้าน ผู้แยกแยะราชวงศ์ที่สี่ออกจากราชวงศ์ที่สามได้ และชอบความช่างคิดช่างทำในระดับมูลฐานหรือแบบใช้แรงกำลังมากกว่า คนเหล่านี้มีแนวโน้มไม่สนใจการจัดการด้านโลจิสติกส์ระดับใหญ่ ตั้งแต่การทำเหมืองหิน การจัดหาแรงงาน ไปจนถึงที่พักและอาหาร มากเท่ากับการเรียงซ้อนหินที่น่าตื่นเต้นเร้าใจยิ่งกว่า

“ถ้าสังคมล่มสลายและเราย้อนกลับไปสู่ยุคหินอีกครั้ง ผมก็คงเป็นพระราชาครับ” นักข่าววัยเกษียณจากมิสซิสซิปปีบอกผมเมื่อหลายปีก่อน หลังรวบรวมความกล้าเปิดเผยโครงการในฝันที่เขากลัวจะทำให้คนมองเขาเป็นตัวละครเพ้อฝันอย่างดอนกิโฆเต ชื่อของเขาคือโรเจอร์ ลาร์สัน ผู้บอกว่า เขาได้สร้าง “อุปกรณ์ที่ยกหินขึ้นไปเรียงเป็นพีระมิดของอียิปต์”

ผมไม่จำเป็นต้องคิดว่า ตัวเองเป็นผู้ฟังในอุดมคติสำหรับคำคุยโม้เช่นนั้น ถึงตอนนั้น ผมพอคุ้นๆแล้วกับแนวคิดของพวก “พีระมั่ว” ผู้เสนอแนวคิดแปลกใหม่ที่รวมถึงการปล่อยว่าวขนาดมหึมาเพื่อยกเสาโอเบลิสก์ และสร้างแพจิ๋วจากหนังสัตว์เป่าลมที่สามารถผูกกับหินก้อนยักษ์ ก่อนส่งเข้าระบบประปาขนาดใหญ่ที่ใช้วาล์วปิดกั้นอากาศเพื่อต้านแรงโน้มถ่วง สิ่งประดิษฐ์ทั้งหลายเหล่านั้นที่ผมฟังแล้วรู้สึกราวกับจินตนาการฝันเฟื่อง

ทุกวันนี้ พีระมิดแห่งกีซาล้อมรอบด้วยทะเลทราย แต่เมื่อ 4,600 ปีก่อน สถานที่แห่งนี้คือท่าเรือตามฤดูกาล อันพลุกพล่านจอแจ (ภาพถ่าย: อะเล็กซ์ ซาเบรี)

เวลาครุ่นคิดเรื่องพีระมิด ผมมักอดไม่ได้ที่จะรู้สึกขนลุกขนพอง เมื่อคิดไปถึงการทุ่มเทแรงงานมหาศาลทั้งหมดเหล่านั้นเพียงเพื่อสนองอุดมคติที่แสนจำกัด จนทำให้สมองสามัญชนที่เห็นคนเท่าเทียมกันของผมงุนงง การเตรียมชีวิตหลังความตายที่ดีให้องค์ฟาโรห์ คนที่โชคดีพอจะได้เกิดบนกองเงินกองทองอย่างนั้นหรือ ชีวิตเยี่ยงราชานั้นเกือบเป็นการสบประมาทชีวิตวัยกลางคนที่มีแนวโน้มทอดหุ่ยของผม ในมุมนี้ ผมรู้สึกคล้ายๆพลินีผู้อาวุโส นักธรรมชาตินิยมผู้ยิ่งใหญ่ชาวโรมัน ผู้เขียนสารานุกรมเล่มแรกของโลก และผู้เล่าเรื่องพีระมิดเก่าแก่ที่สุดเวอร์ชันหนึ่งที่ยังเหลือรอดมาได้จากมุมของนักท่องเที่ยว เขาวิพากษ์วิจารณ์ความโอ้อวดอย่างชัดเจนของสิ่งก่อสร้างในกีซาว่าเป็น “การแสดงความมั่งคั่งอย่างฟุ่มเฟือยและโง่เขลา” ในหนังสือที่เผยแพร่ไม่นานหลังสิ้นรัชสมัยอันฟุ้งเฟ้อของจักรพรรดิเนโรในศตวรรษที่หนึ่ง

ลาร์สันคิดว่า ทางลาดดินซึ่งนักวิชาการหลายคนมองว่าเป็นวิธีที่น่าจะใช้ในการขนวัตถุดิบหนักๆขึ้นที่สูงด้วยการลากเลื่อนนั้นเป็นไปไม่ได้ ทางลาดใดๆที่ทอดขึ้นสู่ความสูงของพีระมิดคูฟูที่มีความลาดเอียงพอจะลากหินหนักๆได้ จะมีปริมาตรมากกว่าตัวพีระมิดเองและอาจมีระยะทางยาวหนึ่งกิโลเมตรเป็นอย่างน้อย ซึ่งแน่ละว่าย่อมทิ้งร่องรอยทางโบราณคดีบางอย่างเอาไว้ (อย่างไรก็ตาม พลินีเขียนไว้ว่า เขาได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับทางลาดซึ่งอาจถูกน้ำท่วมพังไป ลำน้ำสาขาที่แห้งเหือดของแม่น้ำไนล์จะไม่มีใครพบจนอีกเกือบ 2,000 ปีให้หลัง) “ผมคิดว่าชาวอียิปต์ไม่น่าทำงานเสร็จทันกำหนดหรอกครับ” ลาร์สันบอก ผมตัดสินใจรับข้อเสนอที่จะพิสูจน์แนวคิดนี้ของเขา

อุปกรณ์ประดิษฐ์นี้ประกอบด้วยท่อนไม้ที่เขาเลื่อยจากป่า พร้อมเชือกยาวที่ผูกปมไว้หลายเส้น (ลาร์สันบอกว่ารู้กันทั่วไปว่าชาวอียิปต์โบราณนำเข้าไม้สนซีดาร์จากเลบานอน) มันดูคล้ายเครื่องยิงหิน แต่ใช้ไม้พายแทนคานงัดตรงกลาง ซึ่งบางคนอาจคิดว่าดูคล้ายๆ เครื่องจักรของเฮโรโดตัสที่นักประวัติศาสตร์ชาวกรีกบรรยายไว้คร่าวๆจากแหล่งข้อมูลต่างๆในศตวรรษที่ห้าก่อนคริสตกาลว่า ประกอบด้วย “ไม้ท่อนสั้นๆ” และทำงานเป็นขั้นแบบบันไดพับ ลาร์สันประกอบมันในหลุมที่ขุดดินไปใช้ประโยชน์อื่นในป่า บริเวณยอดผาหินปูนอ่อนที่มีความลาดชัน 48 องศา ซึ่งเขาคิดว่าใกล้เคียงพอสมควรกับมหาพีระมิดที่มีความลาดชัน 52 องศา

เพื่อประโยชน์ของสิ่งที่ลาร์สันเรียกว่า การดึงดูดใจอย่างเอกอุในการถ่ายคลิปวิดีโอ เขาเล่าว่า ก่อนหน้านี้เขาเคยลองยกรถกระบะมาแล้ว แต่เชือกขาด และรถก็กลิ้งไปถึงขอบบ่อ ในการสาธิตให้ผมดูครั้งนี้ เขาใช้คอนกรีตก้อนใหญ่ยักษ์ ทับด้วยแผ่นหินอ่อน ซึ่งหนักรวมกัน 2,000 กิโลกรัม โดยวางไว้บนไม้สกีคู่หนึ่งที่ฐานของรางไม้ป็อปลาร์ซึ่งเขายึดไว้กับหน้าผา

มหาพีระมิดแห่งกีซาสร้างขึ้นจากหินขนาดใหญ่กว่าสองล้านก้อน และครองตำแหน่งสิ่งก่อสร้างฝีมือมนุษย์ที่สูงที่สุด ในโลกมาเป็นเวลาหลายพันปี (ภาพถ่าย: แอนดรูว์ โคลแมน)

เช่นเดียวกับสถาปนิกผู้ออกแบบพีระมิด ลาร์สันต้องการแรงงาน เขาพูดติดตลกว่า แขนเขาเหมือนไม้จิ้มฟันเขาจึงจ้างผู้มีพละกำลังด้วยการเสนอเงิน 50 ดอลลาร์สหรัฐ และของตอบแทนเล็กน้อยให้เพื่อนและคนรู้จัก ผมควรตั้งข้อสังเกตว่า คนเหล่านี้ล้วนดูสติดีและมีความกังขาอย่างเปี่ยมอารมณ์ขัน ไม่ช้า ลาร์สันก็มีเขตก่อสร้างยุคก่อนน้ำท่วมโลกที่ดูเข้าท่า พร้อมเสียงออกแรง เสียงลั่นแอดๆ และเสียงหัวเราะคลอมาเบาๆ เสียงแอดๆเกิดจากเชือกที่ส่งเสียงยามพวกผู้ชายที่คุมไม้พายแต่ละเล่มออกแรง โดยเริ่มจากลากมันขึ้นไป จากนั้นก็ดันมันกลับลงบันไดที่อยู่ข้างๆ โครงหลัก หินเลื่อนขึ้นไปตามรางประมาณครึ่งเมตรเหมือนกระเช้าไฟฟ้าที่เคลื่อนตัวช้าทุกครั้งที่ไม้พายหมุนครบรอบ

“มันยืดยาดอยู่สักหน่อยนะครับ ว่าไหม” ลาร์สันเอ่ย และยอมรับว่าอาจจำเป็นต้องมีอุปกรณ์แบบนี้หลายสิบชุด และมีแรงงานหลายชุดกว่านี้อยู่ประจำไม้พายแต่ละเล่ม เพื่อให้เป็นไปตาม “อัตราการก่อสร้าง” สำหรับโครงการขนาดใหญ่เช่นนี้ ถ้าอยากให้เสร็จภายในช่วงอายุของฟาโรห์แต่ละองค์ หินที่ประกอบเป็นมหาพีระมิดมีจำนวนมากมายเสียจนกระทั่งว่ากันว่า พระเจ้านโปเลียน ผู้มอบหมายให้นักปราชญ์คณะหนึ่งทำแผนที่พีระมิด ตรัสติดตลกว่า หินที่สร้างมหาพีระมิดนี้มีจำนวนมากเสียจนอาจนำมาสร้างใหม่เป็นกำแพงสูงสามเมตรล้อมรอบฝรั่งเศสได้ 

แต่บรรยากาศในมิสซิสซิปปีสนุกครึกครื้นขึ้นเรื่อยๆในช่วงสองสามชั่วโมงขณะที่คอนกรีตของลาร์สันขยับเข้าใกล้ขอบผา นี่คือชายคนหนึ่งที่มุ่งมั่นทำให้ความพยายามร่วมกันอันแสนเพ้อฝันนี้กลายเป็นจริงผ่านพลังแห่งความบ้าคลั่งของตนจนทำให้เกิดความอัศจรรย์อย่างไม่น่าเชื่อ ผมนึกถึงภาพวาดบนผนังคูหาที่นักวิชาการยุคใหม่เชื่อว่าเป็นฝีมือของกลุ่มคนงานก่อสร้างพีระมิดคูฟู แทนที่จะพร่ำบ่น พวกเขาดูเหมือนกำลังคุยโวโอ้อวด สิ่งที่เป็นพลังขับเคลื่อนลาร์สันกับทีมเฉพาะกิจของเขาอาจไม่ต่างอันใดจากสิ่งที่กระตุ้นบรรพบุรุษยุคโบราณ นั่นคือความเชื่อว่า พวกเขากำลังร่วมกันทำสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยาก และในการทำเช่นนั้น เป็นไปได้ว่าพวกเขาจะหลุดพ้นจากข้อจำกัดแห่งกาลเวลา ในที่สุด ก้อนคอนกรีตก็มาถึงขอบผา ลาร์สันอ้างว่าตนเป็นมนุษย์คนแรกในช่วงเวลากว่า 4,000 ปี ที่ประสบความสำเร็จในการทำ…สิ่งนี้ ไม่ว่ามันจะหมายถึงอะไรก็ตาม

หนึ่งก้อนลงไป (หรือควรขึ้นมากกว่า) ยังเหลืออีกสองล้านก้อน

กลับมายังใจกลางมหากาพย์พีระมิดอีกครั้ง เรื่องราวซึ่งแท้จริงแล้วไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีมากเท่ากับความอดทน กระบวนการ และการดำเนินการต่อเนื่อง อันเป็นสิ่งที่ก่อร่างสร้างอารยธรรมขึ้นมา ปีแยร์ ตัลเล นักไอยคุปต์วิทยาชาวฝรั่งเศส ร่อนฝุ่นทรายในอียิปต์มากว่า 20 ปี ก่อนพบม้วนคัมภีร์ทะเลแดง (Red Sea Scroll) เมื่อปี 2013 ไม่มีใครคาดหวังว่าจะหลับตาลงและล่วงรู้ความลับของโครงการทางการเมืองใดๆได้ พอๆกับที่ไม่มีใครเพ่งสมาธิเพื่อยกหินให้ลอยได้ เราจำเป็นต้องขุดต่อไป อ่านต่อไป พยายามต่อไป จนกระทั่งวันหนึ่ง ความพยายามทั้งหมดจะประกอบกันเป็นผลลัพธ์บางอย่างที่จะส่งให้ลูกหลานของเราได้ตื่นตาตื่นใจ

เรื่อง เบน แมกแกรท

แปล ศรรวริศา เมฆไพบูลย์


อ่านเพิ่มเติม : ถอดรหัสความหมายรอยสักเก่าแก่ที่สุดในโลก

© COPYRIGHT 2026 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.