แมรี อีไลซา มาโฮนีย์ ผู้บุกเบิกวิชาชีพการพยาบาลสำหรับสตรีผิวดำในอเมริกา

“ในยุคสมัยที่สตรีผิวดำแทบไม่มีโอกาสเข้าสู่การศึกษาในวิชาชีพชั้นสูง

แมรี อีไลซา มาโฮนีย์ ได้ลุกขึ้นมาสร้างบรรทัดฐานใหม่

พร้อมประกาศให้โลกรู้ว่า นิยามของผู้ที่จะอุทิศตนในโรงพยาบาลนั้น

ไม่ได้ถูกจำกัดด้วยสีผิว” 

ตลอดระยะเวลา 15 ปีในโรงพยาบาลสตรีและเด็กแห่งนิวอิงแลนด์ ณ เมืองบอสตัน แมรี อีไลซา มาโฮนีย์(Mary Eliza Mahoney) ต้องตรากตรำทำงานหนักวันละ 16 ชั่วโมงโดยไม่มีวันหยุด เธอรับหน้าที่ตั้งแต่แม่บ้าน คนครัว ไปจนถึงพนักงานซักรีด ซึ่งเป็นอาชีพเพียงไม่กี่อย่างที่อนุญาตให้สตรีผิวดำทำ ในยุคที่นักประวัติศาสตร์นิยามว่าเป็น “ยุคมืดของความสัมพันธ์ระหว่างสีผิวในอเมริกา” 

แม้โอกาสในชีวิตจะดูริบหรี่ แต่มาโฮนีย์ยังคงใฝ่ฝันที่จะเป็นพยาบาล ในปี 1878 เธอตัดสินใจสมัครเข้าเรียนในโรงเรียนพยาบาลของโรงพยาบาลที่เธอทำงานอยู่ แม้อายุของเธอจะเกินเกณฑ์ที่โรงเรียนกำหนดไว้ถึง 2 ปี แต่ผู้บริหารก็ยินยอมให้เธอเข้าเรียน เพราะเห็นแก่ความทุ่มเทที่ผ่านมาของเธอ

ผลจากความพยายามในครั้งนั้นทำให้มาโฮนีย์กลายเป็นพยาบาลผิวดำคนแรกของสหรัฐอเมริกา เธอยกระดับมาตรฐานวิชาชีพสำหรับพยาบาลและเปิดโอกาสให้ผู้หญิงผิวดำคนอื่น ๆ ได้รับความเท่าเทียมนี้ โดยให้เหตุผลว่าความเป็นมืออาชีพและความยุติธรรมทางเชื้อชาติต้องเดินหน้าไปคู่กัน 

ชีวิตวัยเด็กของมาโฮนีย์

แมรี อีไลซมาโฮนีย์เกิดในปี 1845 ที่เมืองบอสตัน เป็นบุตรสาวคนโตในบรรดาพี่น้องสามคน ของชาร์ลส์ และ แมรี เจน สจวร์ต มาโฮนีย์ (Charles and May Jane Stewart Mahoney) คู่สามีภรรยาจากรัฐนอร์ทแคโรไลนา ที่สามารถปลดแอกตัวเองจากสถานะทาสได้ในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ก่อนจะย้ายถิ่นฐานมายังรัฐแมสซาชูเซตส์ 

เมื่ออายุได้ 10 ปี มาโฮนีย์ได้สมัครเข้าเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนฟิลลิปส์(The Phillips School) ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงเรียนแรก ๆ ที่เปิดรับนักเรียนทุกสีผิวตามกฎหมายฉบับใหม่ของรัฐแมสซาชูเซตส์ที่ออกในปี 1855 หลังการประท้วงของนักเคลื่อนไหวเพื่อความเท่าเทียมทางการศึกษาของคนผิวดำในบอสตัน

มาโฮนีย์เริ่มฉายแววความสนใจในงานพยาบาลมาตั้งแต่เด็ก และเริ่มทำงานพยาบาลโดยการดูแลคนไข้ตามบ้านตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น แม้ขณะนั้นงานดังกล่าวจะได้ค่าแรงที่ต่ำมากและมีหน้าที่แทบไม่ต่างจากคนรับใช้ทั่วไปในบ้าน

แต่แล้วจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยยกระดับความฝันของเธอให้มีความหมายยิ่งขึ้นก็มาถึง เมื่อวิชาชีพพยาบาลเริ่มได้รับการยอมรับในระดับสากลจากการปะทุของสงครามครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นผลงานของ ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล ( Florence Nightingale) ในสงครามไครเมีย ที่ทำให้การพยาบาลกลายเป็นวิชาชีพสมัยใหม่ที่มีเกียรติ หรือในอเมริกาเอง การอุทิศตนของ โซเจอร์เนอร์ ทรูธ และ แฮร์เรียต ทับแมน (Sojourner Truth and Harriet Tubman) ในช่วงสงครามกลางเมือง ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงจิตวิญญาณแห่งการเยียวยาที่ก้าวข้ามกำแพงเชื้อชาติและสิทธิพลเมืองไปได้

ภาพถ่ายปี 1879 ของแมรี เอลิซา มาโฮนีย์ พยาบาลวิชาชีพหญิงผิวดำคนแรกของสหรัฐอเมริกา ผู้มีส่วนช่วยเปิดโอกาสให้คนผิวดำในระบบสาธารณะสุข โดยร่วมก่อตั้งสมาคมวิชาชีพของพยาบาลผิวดำในสหรัฐอเมริกา

การก้าวข้ามอุปสรรคในบอสตัน

ในปี 1862 ดร. มารี ซากเชฟสกา (Dr.Marie Zakrzewska) แพทย์ชาวเยอรมัน ได้ก่อตั้งโรงพยาบาลสตรีและเด็กแห่งนิวอิงแลนด์ขึ้นในบอสตัน (New England Hospital for Women and Children) ซึ่งเป็นหนึ่งในสองโรงพยาบาลเพียงไม่กี่แห่งในประเทศที่มีบุคลากรเป็นผู้หญิงทั้งหมด และที่พิเศษกว่านั้นคือการเปิดรับคนไข้ทั้งคนผิวขาวและผิวดำ 

โดยธรรมนูญการก่อตั้งในปี 1863 ระบุไว้อย่างชัดเจนถึงเจตนารมณ์ของซากเชฟสกาที่จะ “ให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์แก่สตรีโดยแพทย์หญิงที่มีความสามารถ เพื่อสนับสนุนสตรีที่มีการศึกษาได้เรียนรู้วิชาการแพทย์ในทางปฏิบัติ และเพื่อฝึกฝนพยาบาลสำหรับการดูแลผู้ป่วย”

เมื่อโรงพยาบาลได้เปิดตัวโรงเรียนพยาบาลวิชาชีพแห่งแรกในบอสตันเมื่อปี 1872 (ซึ่งนับเป็นแห่งที่สองของประเทศ) มาโฮนีย์ในขณะนั้นทำงานที่นั่นมานานหลายปีแล้วนับตั้งแต่เธอยังเป็นวัยรุ่น 

ในปีนั้นมีผู้สมัครถึง 42 คน แต่มีเพียง 9 คนเท่านั้นที่ได้รับคัดเลือก และหลังจากผ่านช่วงเวลา 16 เดือนอันแสนหฤโหด ที่ต้องเข้าเวรตั้งแต่ 05:30 น. จนถึง 21:30 น. ของทุกวัน มาโฮนีย์ต้องดูแลคนไข้ทั้งวอร์ดพร้อมกันคราวละ 6 คน โดยได้รับค่าจ้างเพียงน้อยนิด แถมร้อยละ 25 ของเงินเดือนยังต้องถูกหักคืนให้กับโรงพยาบาลซึ่งกำลังมีปัญหาด้านการเงิน สุดท้ายก็มีนักเรียนเพียง 3 คนเท่านั้นที่เรียนจบ และมาโฮนีย์คือหนึ่งในนั้น

เธอสำเร็จการศึกษาในปี 1879 ขณะอายุได้ 34 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่การฟื้นฟูหลังสงครามกลางเมืองเริ่มล่มสลาย และลัทธิคนผิวขาวเป็นใหญ่เริ่มกลับมาเข้มงวดอีกครั้งทั้งในภาคเหนือและภาคใต้ มาโฮนีย์เป็นเพียงคนเดียวในรุ่นที่ไม่เคยขาดเรียนแม้แต่วันเดียว ซึ่งเป็นรายละเอียดที่สะท้อนความจริงอันเจ็บปวดในอเมริกาว่า คนผิวดำมักต้องพยายามให้มากกว่าคนอื่นเป็นสองเท่าเพื่อให้ได้มาซึ่งโอกาสเพียงครึ่งเดียวของผู้อื่น

แม้เธอจะมีใบประกอบวิชาชีพพยาบาลในยุคที่พยาบาลผิวขาวน้อยคนนักจะมี แต่โรงพยาบาลต่าง ๆ กลับปฏิเสธที่จะจ้างพยาบาลผิวดำ มาโฮนีย์จึงตัดสินใจจดทะเบียนกับทำเนียบพยาบาล ณ ห้องสมุดการแพทย์แมสซาชูเซตส์ และใช้เวลาเกือบตลอดอายุการทำงานเป็นพยาบาลส่วนตัวให้กับครอบครัวมหาเศรษฐีผิวขาวในบอสตัน 

แม้จะได้รับความไว้วางใจจากคนไข้ถึงขั้นกล่าวว่า “ฉันติดหนี้ชีวิตพยาบาลผู้แสนดีคนนี้” แต่ในภาพรวมของสังคมยุคนั้น พยาบาลผิวดำมักถูกลดทอนคุณค่าและถูกปฏิบัติไม่ต่างจากคนรับใช้ในบ้าน สำหรับมาโฮนีย์ที่เคยผ่านงานหนักในฐานะแม่บ้านโรงพยาบาลมาก่อน เธอจึงเลือกที่จะตอบโต้การเลือกปฏิบัติเหล่านี้ด้วยความสงบ นักเขียนชีวประวัติระบุว่า วิธีการประท้วงเพื่อรักษาเกียรติแห่งวิชาชีพของเธอ คือการปฏิเสธที่จะร่วมโต๊ะอาหารในห้องครัวพร้อมกับเหล่าคนรับใช้ โดยเธอเลือกที่จะแยกตัวออกมานั่งรับประทานอาหารเพียงลำพัง เพื่อขีดเส้นแบ่งให้ชัดเจนว่าเธอมาที่นี่ในฐานะ “พยาบาลวิชาชีพ” ไม่ใช่คนรับใช้ในบ้าน มรดกและอิทธิพลต่อระบบสาธารณสุข

ในปี 1896 มาโฮนีย์ได้เข้าเป็นหนึ่งในสมาชิกผิวดำกลุ่มแรกของสมาคมพยาบาลอเมริกัน (American Nurses Association) และต่อมาในปี 1908 เธอได้ร่วมก่อตั้งสมาคมพยาบาลวิชาชีพผิวดำแห่งชาติ (NACGN) ซึ่งใช้เวลากว่า 4 ทศวรรษในการทลายกำแพงอคติทางสีผิวและยกระดับมาตรฐานวิชาชีพ โดยเธอเป็นหัวแรงหลักในการชักชวนพยาบาลรุ่นบุกเบิกเข้ามาเป็นสมาชิกด้วยตัวเอง

ช่วงสั้น ๆ ระหว่างปี 1911 ถึง 1912 มาโฮนีย์ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานสงเคราะห์เด็กผิวดำฮาวเวิร์ด (Howard Colored Orphan Asylum) ในนิวยอร์ก โดยเธอเป็นผู้ดูแลทั้งด้านการศึกษาและความเป็นอยู่ของเด็ก ๆ ในสถานสงเคราะห์ก่อนจะเดินทางกลับบอสตัน ต่อมาในวันที่ 18 สิงหาคม 1920 ซึ่งเป็นวันที่สหรัฐฯ รับรองสิทธิการเลือกตั้งของสตรี มาโฮนีย์ในวัย 76 ปี ได้กลายเป็นผู้หญิงกลุ่มแรกที่ลงทะเบียนใช้สิทธิ์เลือกตั้งในบอสตัน เธอเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเต้านมเมื่อวันที่ 4 มกราคม 1926 ณ โรงพยาบาลสตรีและเด็กแห่งนิวอิงแลนด์ สถานที่ที่เธอเคยทั้งทำงาน เรียนรู้ และสร้างประวัติศาสตร์ไว้นั่นเอง

อิทธิพลของมาโฮนีย์ปรากฏชัดตลอดช่วงชีวิตของเธอ โดยจำนวนพยาบาลผิวดำในอเมริกาเพิ่มขึ้นถึงเท่าตัวในช่วงปี 1910 ถึง 1930 ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการผลักดันและจัดตั้งเครือข่ายของเธอ

ชื่อของเธอถูกนำไปตั้งเป็นรางวัลเกียรติยศสูงสุดในวงการพยาบาลอย่าง “เหรียญรางวัลแมรี อีไลซา มาโฮนีย์” (The Mary Eliza Mahoney Medal) นอกจากนี้เธอยังได้รับการเสนอชื่อเข้าสู่หอเกียรติยศพยาบาลอเมริกันในปี 1976 และหอเกียรติยศสตรีแห่งชาติในปี 1993 จนกระทั่งในปี 2006 สภาผู้แทนราษฎรแห่งสหรัฐฯ ได้ผ่านมติเชิดชูเกียรติมาโฮนีย์ในฐานะพยาบาลวิชาชีพชาวแอฟริกันอเมริกันคนแรกของประเทศ แม้แต่โครงการถอดรหัสเอกสารการลงทะเบียนเลือกตั้งของสตรีในบอสตัน ก็ยังถูกตั้งชื่อว่า “โครงการแมรี อีไลซา” (The Mary Eliza Project) เพื่อเป็นเกียรติแก่เธอ

เหนือสิ่งอื่นใด มรดกที่สำคัญที่สุดของมาโฮนีย์คือการเปลี่ยนโฉมหน้าการดูแลคนไข้ในประเทศที่มักมองข้ามความเจ็บปวดของผู้ป่วยผิวดำ ผลการศึกษาจำนวนมากยืนยันว่า ผู้ป่วยผิวดำจะมีผลการรักษาที่ดีขึ้นและมีความไว้วางใจต่อระบบสาธารณสุขมากขึ้นเมื่อได้รับการดูแลจากบุคลากรที่มีเชื้อชาติเดียวกัน เนื่องจากพวกเขามีแนวโน้มที่จะรับฟังความเจ็บปวดอย่างจริงใจ มีความเข้าใจในรากฐานทางวัฒนธรรม และตระหนักถึงผลกระทบจากการเลือกปฏิบัติในอดีต เรื่องราวของมาโฮนีย์จึงเป็นข้อพิสูจน์ว่า การมีตัวตนของคนทุกกลุ่มในวิชาชีพไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความเท่าเทียม แต่เป็นเรื่องที่ช่วยรักษาชีวิตผู้คนได้จริง

เรื่อง Kali Holloway 

แปลและเรียบเรียง ญาณิศา ไชยคำ


อ่านเพิ่มเติม : ประวัติศาสตร์ของสังคม ชายเป็นใหญ่

© COPYRIGHT 2026 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.