พลิกแผ่นดินตามหา ป้อมปราการลี้ลับของอินคา

ซากที่หลงเหลืออยู่ของชุมชนอินคาชื่อ ตากราชูโย ตั้งตระหง่านอยู่บนภูเขายอดราบ หรือเมซา ที่ลมพัดโหมบนเทือกเขาแอนดีสทางตอนใต้ของเปรู สูงขึ้นไปราว 100 เมตรเหนือแม่น้ำอาปูรีมัก ซากปรักแห่งนี้ครอบคลุมพื้นที่ 106 ไร่ รวมถึงพื้นที่ตามเชิงภูเขายอดราบ ซึ่งทำให้ตากราชูโยใหญ่กว่ามาชูปิกชูที่อยู่ห่างออกไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ 225 กิโลเมตรถึงสี่เท่า เทือกเขาแอนดีสฝั่งเปรูอุดมไปด้วยซากปรักเช่นนี้ ทั้งฐานรากและขั้นบันไดหินที่มี   ไม้พุ่มงอกขึ้นปกคลุม นักโบราณคดีมาเยือนตากราชูโยตลอดกว่า 30 ปีที่ผ่านมา โดยเดินเท้าขึ้นไปตามบันไดสูงชันที่ลัดเลาะจากพื้นหุบเขาขึ้นไปตามหน้าผา แต่ส่วนใหญ่ของช่วงเวลานั้น สิ่งที่พวกเขาค้นพบมีเพียงเศษเครื่องปั้นดินเผาและซากปรักที่ตั้งอยู่โดดๆ

แต่แล้วในเช้าวันหนึ่งของเดือนกันยายน ปี 2022 ดันเต อวลปายุงกา นักโบราณคดี กำลังขูดดินอยู่ในกำแพงหินล้อม เมื่อผู้ช่วยคนหนึ่งของเขาร้องลั่นขึ้นมาว่า “นาย! เราเจอบางอย่างเข้าให้แล้ว!” ตอนแรก อวลปายุงกาหัวเราะร่วน เพราะทีมงานเพิ่งคุยเล่นกันเรื่องค้นพบขุมทรัพย์ แต่พอเขาหันไปก็เห็นประกายวาววับที่บ่งบอกว่าเป็นทองคำ

อวลปายุงกาเพิ่งเข้าร่วมทีมงานที่ขยันขันแข็งนี้ซึ่งขุดสำรวจแหล่งโบราณคดีดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2019 โดยได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงวัฒนธรรมของเปรู วันนั้น ทีมงานของเขาขุดพบขุมทรัพย์อันเหลือเชื่อได้แก่เลื่อมทองคำ เงิน และทองแดง รวมเกือบ 3,000 ชิ้นที่ฝังอยู่ใต้ดินมาหลายร้อยปี “นักโบราณคดีหลายคนไม่เคยขุดพบข้าวของแบบนี้ตลอดทั้งชีวิตการทำงานเลยครับ” เขาบอก

จอห์น ชายุกกา นักโบราณคดีจากกระทรวงวัฒนธรรมเปรู ศึกษาชิ้นส่วนเครื่องเคลือบดินเผาที่ตากราชูโย มีการขุดพบโบราณวัตถุของชาวอินคา รวมถึงชาววารีและโกยาซึ่งอยู่มาก่อนหน้าชาวอินคาที่แหล่งโบราณคดีนี้ ซึ่งมีคนอาศัยอยู่เมื่อราว 700 ปีก่อนหน้าที่ชาวอินคาจะเข้ามายึดครองในศตวรรษที่สิบห้า
นักโบราณคดีถึงกับตื่นตะลึงเมื่อค้นพบกรุเลื่อมทำจากทองคำ เงิน และทองแดง ที่ตากราชูโยเมื่อปี 2022 แผ่นกลมเล็กจิ๋วเหล่านี้ ซึ่งน่าจะใช้ตกแต่งเครื่องแต่งกายในพิธีกรรมเมื่อราว 500 ปีก่อน บ่งบอกว่า แหล่งโบราณคดีนี้เคย มีความสำคัญทางศาสนา

เลื่อมเหล่านี้ได้รับการระบุในภายหลังว่าทำขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่สิบหกเพื่อใช้ตกแต่งชุดประกอบพิธีกรรมของชนชั้นสูงชาวอินคา การค้นพบดังกล่าวทำให้มีการประเมินการขุดสำรวจที่ตากราชูโยอีกครั้ง ซึ่งจนถึงตอนนี้ค้นพบซากปรักสิ่งปลูกสร้างเกือบ 600 แห่ง มีทั้งบ้านเรือน สุสาน และแท่นบูชาเหล่าทวยเทพโบราณ อีกทั้งยังพบเครื่องประกอบพิธีทำจากโลหะล้ำค่าอีกนับไม่ถ้วน กลายเป็นว่าตากราชูโยไม่ใช่ถิ่นฐานไร้ความสลักสำคัญอีกต่อไปแต่ดูเหมือนจะเป็นศูนย์กลางสำคัญทางการเมือง เศรษฐกิจ และศาสนาของจักรวรรดิอินคา

ตอนนี้ ผู้เชี่ยวชาญหลายคนกำลังสนับสนุนแนวคิดอีกประการที่ท้าทายยิ่งกว่า นั่นคือ แท้จริงแล้ว ตากราชูโยคือนครอินคาที่สาบสูญไปนาน และเป็นป้อมปราการที่เล่าขานราวกับเป็นตำนานนามว่า อังโกกากัว เป็นเวลาหลายร้อยปีที่จุดที่ตั้งของป้อมปราการบนเขาอันเร้นลับแห่งนี้ยังคงเล็ดลอดสายตาผู้คน นักบันทึกจดหมายเหตุหลายคนในยุคอาณานิคมบรรยายป้อมปราการนี้ว่าเป็นวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่สุดแห่งหนึ่งของจักรวรรดิอินคา และเป็นสมรภูมินองเลือดดุเดือดที่ช่วยเร่งการพิชิตของสเปน หากพวกเขาพูดถูก ถ้าตากราชูโยเป็นป้อมปราการอังโกกากัวในตำนานจริง ด่านหน้าที่เคยถูกมองข้ามแห่งนี้ไม่เพียงเป็นสถานที่สำคัญในประวัติศาสตร์ของเปรู แต่ยังบอกเล่าเรื่องราวใหม่เกี่ยวกับวาระสุดท้ายของจักรวรรดิอินคาด้วย

ตากราชูโยเชื่อมต่อกับเมืองอื่นๆ ในภูมิภาคผ่าน “ถนนอินคา” หรือเครือข่ายเส้นทางที่ชาววารีสร้างขึ้นในตอนแรก แม้นักเดินทางจำนวนมากน่าจะเคยผ่านชุมชนตอนล่างบริเวณเชิงภูเขายอดราบดังที่เห็นในภาพ แต่มีเพียงขุนนาง ชาวอินคาที่สามารถเข้าถึงสถานที่ประกอบพิธีที่อยู่ด้านบนสุดได้

ย้อนหลังไปเมื่อปี 1990  ตากราชูโยเป็นแค่ทุ่งหญ้าเลี้ยงปศุสัตว์ ชาวไร่ต้อนสัตว์ไปกินหญ้าและปลูกมันฝรั่งท่ามกลางซากปรัก วงล้อมหินที่อวลปายุงกาจะค้นพบทองคำในที่สุดนั้นเคยใช้เป็นคอกอัลปากาเสียด้วยซ้ำ

“พื้นที่นี้ถูกทิ้งร้างโดยสิ้นเชิงค่ะ มีแต่พืชพรรณรกเรื้อปกคลุม” อาลิเซีย กิริตา อาจารย์ด้านโบราณคดีที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติซานอันโตนิโออาบัดเดลกุสโก กล่าว ในปีต่อๆ มา เธอกับเพื่อนร่วมงาน มาริตซา กันเดียเป็นนักวิชาการคนแรกๆ ที่สำรวจตากราชูโย ซึ่งคนในพื้นที่รู้จักในชื่อภาษาสเปนว่า มาริอาฟอร์ตาเลซา และทั้งสองเป็นคนแรกที่สงสัยว่า สถานที่ที่ดูพื้นๆ แห่งนี้น่าจะมีอะไรมากกว่าที่ตาเห็น

โยฮัน ไรน์ฮาร์ท นักมานุษยวิทยาและนักสำรวจเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก เป็นคนแรกที่เสนอว่า ตากราชูโยอาจเป็นชุมชนและวิหารที่หายสาบสูญไปนานนาม อังโกกากัว ปัจจุบัน มีนักวิชาการจำนวนมากขึ้นที่เชื่อว่า ป้อมปราการ บนเขาแห่งนี้ซึ่งปรากฏในพงศาวดารของผู้พิชิตชาวสเปน คือสมรภูมิที่ชาวสเปนกับชาวอินคาทำศึกกัน
เอเมอร์สัน เปเรย์รา นักโบราณคดี กำกับดูแลทีมงานมากถึง 100 ชีวิต ซึ่งใช้เวลาหลายปีในการจัดหมวดหมู่โบราณวัตถุที่ค้นพบในตากราชูโย ขณะที่มีการบูรณะซากปรักแห่งนี้เพื่อต้อนรับผู้มาเยือน

กิริตาเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยและอาศัยอยู่ในกุสโก ตอนที่เธอกับกันเดียไปเยือนตากราชูโยครั้งแรก ทั้งสองคนกำลังสำรวจแหล่งโบราณคดีที่ไม่มีการบันทึกไว้หลายแห่งรอบๆ ภูมิภาค โดยเดินทางด้วยการปั่นจักรยานเป็นหลักจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง และตั้งแคมป์ท่ามกลางซากปรัก ในช่วงหนึ่ง แหล่งโบราณคดีเหล่านี้เคยเป็นด่านหน้าที่ตั้งอยู่ตามระบบถนนอันน่าทึ่งของชาวอินคา ซึ่งเชื่อมต่อกันด้วยเส้นทางสร้างจากหินและทรายระยะทางราว 40,000 กิโลเมตร ไปยังเมืองและชุมชนห่างไกลต่างๆ กระทั่งถึงกีโตในเอกวาดอร์และซันติอาโกในชิลี

ที่ตากราชูโย กิริตาประหลาดใจที่นอกเหนือจากโบราณวัตถุอินคาแล้ว ยังค้นพบเศษเครื่องปั้นดินเผาที่เชื่อมโยงกับชาววารี (อัวรี) ซึ่งเป็นอารยธรรมยุคก่อนหน้าอินคา และในตอนนั้นไม่มีใครคิดว่าแผ่ขยายอิทธิพลมาไกลทางใต้ถึงเพียงนั้น “ข้าวของที่เราเจอบนพื้นผิวแหล่งโบราณคดีน่าทึ่งมากเลยค่ะ” เธอย้อนความหลัง

จากนั้น ไม่นานหลังเธอไปเยือนแหล่งโบราณคดีดังกล่าว มีคนแนะนำให้เธอรู้จักโยฮัน ไรน์ฮาร์ท นักโบราณคดีชาวอเมริกัน ผู้เป็นนักสำรวจเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก และผู้เชี่ยวชาญด้านศาสนาอินคา ไรน์ฮาร์ท อธิบายว่า เขาพยายามรวบรวมเบาะแสเกี่ยวกับสถานที่ประกอบพิธีกรรมที่มีการบันทึกไว้น้อยมากชื่อ อังโกกากัวมาหลายปี และสงสัยว่ากิริตาจะช่วยเขาค้นหาที่ตั้งของสถานที่นั้นได้หรือไม่

เขารู้จักอังโกกากัวจากการกล่าวถึงในงานเขียนเมื่อปี 1553 ชื่อ พงศาวดารเปรู (Crónica del Perú) ซึ่งเปโดร ซิเอซา เด เลออน ผู้พิชิตชาวสเปน เขียนไว้ว่า ป้อมปราการดังกล่าวเป็นหนึ่งในวิหารสำคัญที่สุดห้าแห่งทั่วทั้งจักรวรรดิอินคา เป็นสถานที่เก็บคำพยากรณ์โบราณ และเคยอุดมไปด้วยทองคำและเงิน การค้นพบที่แหล่งโบราณคดีอื่นๆ ซึ่งซิเอซา เด เลออน กล่าวถึง เช่น โกริกันชาในกุสโก หรือที่รู้จักกันในนาม วิหารสุริยะ (Temple of the Sun) เคยเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้นักโบราณคดีเข้าใจศาสนาและชีวิตทางการเมืองของชาวอินคาทว่า พงศาวดารเปรู เอ่ยถึงสถานที่ตั้งของอังโกกากัวอย่างคลุมเครือ และตลอดหลายร้อยปีต่อมา นักประวัติศาสตร์ยังไม่เคยค้นพบบันทึกอื่นใดที่เอ่ยถึงสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้

นั่นเปลี่ยนไปเมื่อมีการค้นพบเอกสารบางส่วนที่หายไปของผู้พิชิตชาวสเปนอีกคนเมื่อปี 1987 ในคลังสะสมส่วนบุคคลในสเปน ฆวน เด เบตันโซส นักล่าอาณานิคมที่พูดภาษาเกชัวได้ ไม่เพียงบรรยายถึงอังโกกากัว แต่เขายังเล่าเรื่องเกี่ยวกับศึกครั้งหนึ่งที่ชวนสะเทือนใจ ซึ่งเกิดขึ้นที่อังโกกากัวในช่วงขวบปีท้ายๆของจักรวรรดิอินคา

เหล่าผู้พิชิตชาวสเปนที่มีฟรันซิสโก ปิซาร์โร เป็นผู้นำทัพ เอาชนะจักรวรรดิอินคาได้เมื่อปี 1532 หลังฉกฉวยโอกาสจากความขัดแย้งของบรรดาผู้นำอินคา อย่างไรก็ดี ไม่นานหลังสเปนเข้ายึดครอง เกิดการลุกฮือต่อต้านหลายครั้งทั่วทั้งจักรวรรดิ เบตันโซสระบุว่า ครั้งดุเดือดที่สุดครั้งหนึ่งเกิดขึ้นที่อังโกกากัว โดยเขาบรรยายว่าเป็นป้อมปราการศักดิ์สิทธิ์บนภูเขายอดราบในภูมิภาคทางใต้ของกุสโก

ในการปราบกบฏ พี่ชายของปิซาร์โรนำกองพันเข้าโจมตีป้อม แต่กบฏอินคาต้านทานไว้ได้โดยปิดกั้นเส้นทางสายเดียวที่เข้าถึงป้อม กองทัพสเปนจึงปิดล้อมป้อมปราการ ตัดเส้นทางลำเลียงอาหารและน้ำ และเมื่อพวกเขาทะลวงแนวป้องกันของป้อมอังโกกากัวได้ในท้ายที่สุด ชาวเมืองผู้จนตรอกจำนวนมากเลือกกระโดดหน้าผาเพื่อจบชีวิตตนเอง

หลังได้เบาะแสใหม่ๆจากบันทึกของเบตันโซสแล้ว ไรน์ฮาร์ทจึงเดินทางมายังเปรู ที่ซึ่งกิริตาพาเขาไปเยือนแหล่งโบราณคดีหลายแห่งที่เขาระบุว่าอาจตรงกับลักษณะของอังโกกากัว หลังจากได้เห็นตากราชูโย เขาก็มั่นใจว่าภูมิศาสตร์ของมันสอดคล้องกับคำบรรยายของผู้พิชิตชาวสเปน และในปี 1998 ไรน์ฮาร์ทตีพิมพ์บทความในวารสาร อดีตแห่งแอนดีส (Andean Past) โดยบอกว่า ได้ค้นพบ “แหล่งโบราณคดีอินคาลึกลับที่สุดแห่งหนึ่ง” เท่าที่ปรากฏในบันทึกยุคอาณานิคมทั้งหมด

ทว่ากิริตายังคงมีข้อกังขาในใจ และต้องใช้เวลาถึง 31 ปี กับการค้นพบชวนตะลึงอีกอย่าง กว่าที่เธอและนักโบราณคดีภาคสนามอีกหลายคนจะเริ่มมองตากราชูโยเปลี่ยนไปจากเดิม

ใต้ท้องฟ้าพร่างดาว น้ำพุประกอบพิธีกรรมตรงกลางของแท่นพิธีนี้ น่าจะสร้างโดยชาววารีเมื่อราว 700 ปี ก่อนหน้าที่ชาวอินคาจะเข้ามาครอบครองสถานที่แห่งนี้
ชาวอินคาบูชา อาปู หรือวิญญาณศักดิ์สิทธิ์แห่งขุนเขา ด้วยการประกอบพิธีกรรม รูปทรงของกระดิ่งโลหะผสมทองแดงสูงเจ็ดเซนติเมตรซึ่งพบที่ตากราชูโย ได้แรงบันดาลใจจากทวยเทพเหล่านี้ ด้านบนประดับด้วยแร้งคอนดอร์แอนดีสที่ใช้กรงเล็บจับใบหน้ามนุษย์ไว้ ลูกตุ้มที่ใช้คู่กันสลักเป็นรูปคล้ายกระจุกเมล็ดพืช

หลังขุดค้นเจอเลื่อมประดับ โครงการขุดสำรวจตากราชูโยของกระทรวงวัฒนธรรมเปรูได้กลายเป็นประเด็นเร่งด่วนขึ้นมาทันที เอเมอร์สัน เปเรย์รา นักโบราณคดีชำนาญการชาวเปรู ผู้เคยขุดสำรวจแหล่งโบราณคดีมาแล้วทั่วประเทศ รวมถึงงานขุดค้น 12 ปีที่มาชูปิกชู เป็นหัวหน้าโครงการขุดสำรวจดังกล่าว

เมื่อปี 2023 ทีมงานของเปเรย์ราค้นพบความลับอันน่าทึ่งอีกประการของตากราชูโย นั่นคือฐานรากของสิ่งที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นมหาวิหาร โครงสร้างดังกล่าวดูเหมือนมีการก่อสร้างเป็นระยะๆ โดยระยะแรกสุดมีอายุย้อนกลับไปราว 2,000 ปีก่อน นั่นหมายความว่า วิหารนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ชาวอินคาเป็นผู้ใช้งาน แต่ยังมีชาวโกยาและชาววารีในยุคก่อนหน้าด้วย

สิ่งที่อยู่ภายในคือซากปรักของน้ำพุประกอบพิธีกรรม อ่างหินที่นักบวชเทเครื่องสักการะลงไปทีมงานของเปเรย์ราพบก้อนทองคำหลายก้อนซุกไว้ในหินสลัก หลุมศพหลุมหนึ่งที่มีอายุย้อนไปถึงยุคของชาววารี ภายในบรรจุรูปสลักวิจิตรบรรจงทำเป็นรูปตัวลามา แผ่นทองคำและแร่คริโซคอลลาสีฟ้าอมเขียวสลักเป็นรูปเสือพูมา

“ผมไม่เคยเห็นอะไรในมาชูปิกชูเทียบได้กับสิ่งที่เราพบที่ตากราชูโยเลยครับ น่าอัศจรรย์จริงๆ” เปเรย์ราบอก

ทุกวันนี้ เปเรย์รารู้ว่าตากราชูโยกับอังโกกากัวอาจมีความเชื่อมโยงกัน และเชื่อว่าการค้นพบวิหารนี้ทำให้ทฤษฎีที่ว่ามีน้ำหนักมากขึ้น พงศาวดารฉบับซิเอซา เด เลออน บันทึกถึงรูปพรรณสันฐานของวิหารที่อังโกกากัว                

ในช่วงต้นฤดูกาลเพาะปลูก นักโบราณคดีและนักขุดค้นจะรวมตัวกันทำพิธีซึ่งกินเวลาหนึ่งวันเต็ม เพื่อให้พร แหล่งโบราณคดีและขออนุญาตเทพีปาชามามา หรือพระแม่ธรณี ก่อนลงมือทำงาน ในพิธีที่มีผู้นำทางจิตวิญญาณ ของชาวแอนดีสเป็นผู้นำ นักวิชาการกลุ่มนี้ถวายยัญพลีเป็นอัลปากาหนึ่งตัว และเทสุราไปรอบๆ เครื่องบูชาอย่าง ใบโคคาและลูกกวาดที่ถูกเผาไฟ

แม้แต่ในช่วงยุคสมัยของผู้พิชิตชาวสเปน โดยระบุว่า “เก่าแก่ยิ่งและได้รับความเคารพอย่างสูง” ยิ่งไปกว่านั้น การขุดค้นของเปเรย์รายังทำให้พบหลักฐานว่า ชาวอินคาผู้อาศัยอยู่ที่นี่ในเวลาต่อมาอาจกำลังเตรียมการเข้าร่วมรบ เนื่องจากพบลูกกระสุนหินทรงกลม หัวหอกหินออบซิเดียน และกระทั่งโครงกระดูกที่มีร่องรอยการบาดเจ็บสาหัส เขายังจำได้ว่าระหว่างการขุดค้นวันแรกๆ เส้นทางที่นำไปสู่ที่ราบสูงมีหินขนาด 2-3 เมตรกีดขวาง “ตอนแรกเราคิดว่าการที่ขั้นบันไดพังลงมาเป็นเรื่องธรรมชาติ” เปเรย์ราบอก แต่ตอนนี้ เขาและเพื่อนร่วมงานเชื่อว่า เหตุหินถล่มเป็นสิ่งบ่งชี้ว่า ชาวอินคาจงใจทำลายทางเข้า อาจเพื่อป้องกันไม่ให้ชาวสเปนเข้ามาประชิดตัวได้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เปเรย์ราไม่ได้ค้นพบคือ หลักฐานว่าเคยมีชาวสเปนมาถึงตากราชูโย

เวลาอาจบอกเราได้ แต่คงไม่ใช่เร็วๆนี้ การขุดค้นของเปเรย์ราสิ้นสุดลงในปี 2024 โดยนักโบราณคดีสามารถศึกษาแหล่งโบราณคดีอันกว้างใหญ่แห่งนี้ได้เกินครึ่งเพียงเล็กน้อย ส่วนที่เหลือของตากราชูโยยังไม่ได้รับการสำรวจ โดยเก็บไว้ให้นักวิจัยในอนาคตหวนกลับมาศึกษาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ๆ และวิธีการขุดค้นกับการวิเคราะห์ที่ก้าวหน้าขึ้น ปัจจุบัน กระทรวงวัฒนธรรมเปรูมุ่งไปที่การบูรณะแหล่งโบราณคดีแห่งนี้ให้มีสภาพรองรับนักท่องเที่ยวได้

เรื่อง  อาเลฆันโดร มุญโญซ

ภาพถ่าย  อาร์ตูโร โรดรีเกซ

 แปล  ฤทธิยา เตชะเสน


อ่านเพิ่มเติมที่ : ตามหาชาวไวกิ้งที่หายสาบสูญไป

© COPYRIGHT 2026 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.