แต่ยังเป็นที่ตั้งของอาณาจักรอวกาศที่ใหญ่ที่สุดในไทยภายใต้การดูแลของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิ สารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA โดยมีจุดเริ่มต้นอยู่ที่ Space Inspirium ที่ทำหน้าที่เสมือนประตูต้อนรับทุกคนเข้าสู่โลกแห่งดาราศาสตร์
ภายในอาคารแห่งนี้ถูกแบ่งออกเป็น 7 โซนการเรียนรู้ที่น่าสนใจ ผ่านการนำเสนอแบบ Interactive ที่ให้ผู้ชมได้มีส่วนร่วม ร่วมสัมผัส และเรียนรู้เรื่องราวของวิทยาศาสตร์และอวกาศในรูปแบบที่เข้าใจง่ายและสนุกสนาน ตั้งแต่การย้อนกลับไปดูจุดกำเนิดของเอกภพและการเดินทางในห้วงอวกาศลึกในโซน Journey to Deep Space ไปจนถึงการสัมผัสประสบการณ์เสมือนจริงในโซน The Astronaut’s Workstation ที่ให้เด็ก ๆ ได้สวมบทบาทนักบินอวกาศ กับการจำลองพื้นที่ทำงานบนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) แบบสมจริง
ไฮไลท์ที่ห้ามพลาดคือเครื่อง Gyroscope ที่จำลองการฝึกฝนความอดทนของนักบินอวกาศในสภาวะหมุนไร้ทิศทาง และการเดินท่องบนพื้นผิวจำลองของดาวอังคารในโซน Mars Walk ซึ่งทุกรายละเอียดถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้เข้าชมเห็นว่า ความรู้ด้านอวกาศไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่คือพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาวิทยาการในทุกมิติ
ทว่าเมื่อเรามองลึกลงไปในอาณาบริเวณเดียวกัน ความฝันที่ได้รับจาก Space Inspirium ได้ถูกส่งต่อมายัง Space Krenovation Park (SKP) หรืออุทยานรังสรรค์นวัตกรรมอวกาศ ซึ่งเป็นพื้นที่เขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและบริการดิจิทัลภายใต้โครงการ EECd ที่นี่คือศูนย์กลางปฏิบัติงานจริงที่มีความสำคัญระดับชาติ และเป็นที่ตั้งของสถานีควบคุมและรับสัญญาณดาวเทียมที่มีจานดาวเทียมขนาดยักษ์คอยรับข้อมูลจากดาวเทียมไทยโชต (Thaichote) และTHEOS-2 ตลอดเวลา
นอกจากนี้ยังมีศูนย์ประกอบและทดสอบดาวเทียม (AIT) ที่เป็นห้องสะอาด (Clean Room) มาตรฐานสากลสำหรับสร้างนวัตกรรมระดับสูงซึ่งเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานด้านอุตสาหกรรมการบินและอวกาศของประเทศ ที่ใช้ในการทดสอบและพัฒนาดาวเทียม THEOS-2A (ดาวเทียมสำรวจทรัพยากรดวงแรกที่วิศวกรไทยมีส่วนร่วมในการพัฒนาทุกขั้นตอน) ที่นี่เป็นสถานที่สำหรับการพัฒนาชิ้นส่วน ประกอบ และทดสอบดาวเทียมที่มีน้ำหนักไม่เกิน 500 กิโลกรัม ผ่านอุปกรณ์ที่จำลองสภาพแวดล้อมบนห้วงอวกาศในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Vibration Testing (อุปกรณ์จำลองการสั่นสะเทือน) Thermal Cycling Testing (อุปกรณ์เพื่อทดสอบความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิบนอวกาศ) Thermal Vacuum Testing (อุปกรณ์ที่ต่อยอดจาก Thermal Cycling Testing เพื่อจำลองสภาพอวกาศที่ดาวเทียมต้องเผชิญ) และ Mass Properties Measurement System (เครื่องมือที่ใช้สำหรับการวัดคุณสมบัติเชิงมวลของดาวเทียม ได้แก่ น้ำหนัก จุดศูนย์กลางมวล และโมเมนต์ความเฉื่อย ซึ่งเป็นค่าที่ผู้พัฒนาดาวเทียม จำเป็นต้องทราบเพื่อกำหนดในซอฟแวร์สำหรับควบคุมการทรงตัวของดาวเทียม)
ปัจจุบันความสำคัญของศูนย์ AIT ได้ถูกส่งต่อมายังโครงการความหวังใหม่อย่าง THEOS-3 ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาและมีกำหนดการปล่อยขึ้นสู่ห้วงอวกาศในปี 2572 ซึ่ง GISTDA มั่นใจว่าดาวเทียมดวงนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เพราะเป็นดาวเทียมที่เน้นการออกแบบและสร้างโดยฝีมือคนไทยมากยิ่งขึ้น เพื่อยกระดับขีดความสามารถของประเทศในด้าน “เศรษฐกิจอวกาศ” (New Space Economy) โดย THEOS-3 จะทำหน้าที่เป็นดวงตาอัจฉริยะดวงใหม่ที่ให้รายละเอียดภาพสูงขึ้น ช่วยในการวางแผนผังเมืองเชิงลึก การจัดการเกษตรแม่นยำ และการเฝ้าระวังภัยพิบัติที่ซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าที่เคย
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของนวัตกรรมอวกาศของ GISTDA ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การส่งดาวเทียมขึ้นไปโคจรบนอวกาศเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญคือการนำข้อมูลมหาศาลเหล่านั้นมาเปลี่ยนเป็น “คุณภาพชีวิต” ที่จับต้องได้จริงสำหรับประชาชน สิ่งนี้สะท้อนออกมาได้อย่างเป็นรูปธรรมผ่านแอปพลิเคชัน “LifeDee” (ไลฟ์ดี) นวัตกรรมอัจฉริยะที่ GISTDA ตั้งใจพัฒนาร่วมกับกรมอนามัย เพื่อเป็นเครื่องมือคู่กายของคนเมือง โดยมีเทศบาลเมืองชลบุรีเป็นพื้นที่ต้นแบบในการนำร่องการใช้งาน
แอปพลิเคชัน LifeDee เปรียบเสมือนจุดเชื่อมโยงที่ทำให้ข้อมูลจากดาวเทียมและเซนเซอร์ภาคพื้นดินกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวเพียงปลายนิ้วสัมผัส โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ที่มีความหนาแน่นอย่างชลบุรี แอปฯ นี้จะทำหน้าที่เป็น “บอดี้การ์ดดิจิทัล” ที่ช่วยดูแลสุขภาพและสิ่งแวดล้อมให้กับผู้ใช้งานผ่านฟังก์ชันหลักที่ล้ำสมัย ไม่ว่าจะเป็นการรายงาน ค่าฝุ่น PM 2.5 แบบรายพิกัด ที่มีความแม่นยำสูง ช่วยให้ประชาชนสามารถวางแผนการเดินทางหรือกิจกรรมกลางแจ้งได้อย่างปลอดภัย รวมถึงการรายงาน ดัชนีความร้อน (Heat Index) ซึ่งเป็นการคำนวณอุณหภูมิที่ร่างกายรู้สึกจริงในขณะนั้น เพื่อเฝ้าระวังอันตรายจากโรคลมแดด (Heatstroke) ซึ่งเป็นภัยเงียบในยุคสภาวะโลกเดือด
ยิ่งไปกว่านั้นความพิเศษที่เหนือกว่าแอปพลิเคชันรายงานสภาพอากาศทั่วไป คือการเชื่อมโยงข้อมูลเข้ากับโครงข่ายบริการสาธารณสุข ในเขตเทศบาลเมืองชลบุรี โดยผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลสถานพยาบาลและการบริการของรัฐได้ทันที พร้อมระบบ “นำทางโรงพยาบาลใกล้ฉัน” ที่ทำงานร่วมกับระบบ GPS นำทางที่มีความแม่นยำสูง เพื่อให้มั่นใจว่าในวินาทีฉุกเฉิน ประชาชนจะสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือและสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุดได้ทันท่วงที
ภาพ กรานต์ชนก บุญบำรุง