แน่นอนว่าทุกคนคงไปออกกำลังกาย เดินรับลมชมวิว หรือเต้นแอร์โรบิก ทว่าสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาผมไปสำรวจเต่าที่สวนลุมมาครับ
การสำรวจเต่าของผมในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม “เพื่อนสำรวจเต่า” ครั้งที่ 2 ที่นำโดย อจ.ดร.ภควัต ทวีปวรเดช จากภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (กลุ่มเมืองเพื่อนเต่า) ที่ชวนคนเมืองมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสำรวจประชากรและบ้านของเต่าในเมือง เนื่องในวันเต่าโลก (World Turtle Day) เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคมที่ผ่านมา
“ทุกคนรู้จักเต่าชนิดใดกันบ้าง?” อาจารย์ภควัตพ่องานของวันนี้ เอ่ยถามผู้เข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กเล็กวัยอนุบาลที่ผู้ปกครองพามาสำรวจเต่า
เสียงใส ๆ ของเด็กน้อยต่างพากันเจื้อยแจ้วตอบชื่อเต่ากันอย่างสนุกสนาน ก่อนที่คุณอาร์ม อัครชัย อักษรเนียม และคุณทอม อุเทน ภุมรินทร์ จะพาเข้าสู่เนื้อหาที่เป็นการให้ความรู้เบื้องต้นเรื่องระบบนิเวศและการจำแนกชนิดพันธุ์เต่าที่เรามีโอกาสเจอในสวนลุมฯ ไม่ว่าจะเป็น เต่าดำ เต่านา ตะพาบน้ำ เต่าหับ รวมไปถึงชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่เป็น “เอเลี่ยนสปีชีส์” อย่างเต่าแก้มแดง (เต่าญี่ปุ่น) และตะพาบไต้หวัน อดีตสัตว์เลี้ยงยอดฮิตที่มักถูกนำมาปล่อยเพื่อสะเดาะเคราะห์ตามความเชื่อในสวนแห่งนี้
เมื่อการปูพื้นฐานเบื้องต้นจบลงก็เข้าสู่พาร์ทของผศ.ดร.สพญ.วรรณา ศิริมานะพงษ์ ที่เข้ามารับไม้ต่อในหัวข้อสุขภาพเต่า โดยสิ่งที่สัตวแพทย์หญิงท่านนี้อธิบาย ได้เปลี่ยนมุมมองคลาสสิกที่เรามีต่อเต่าไปอย่างสิ้นเชิง จากที่เราเคยมองว่าเต่าที่มีตะไคร่น้ำเกาะอยู่เต็มหลังนั้นดูสวยงามสมกับเป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่ในน้ำ แต่ในความเป็นจริง คราบสีเขียวชอุ่มเหล่านั้นคือสัญญาณเตือนภัยขั้นวิกฤตที่บ่งชี้ว่า “บ้านหลังนี้ไม่มีพื้นที่เต่าขึ้นมาอาบแดดเลย”
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? ผศ.ดร.สพญ.วรรณา อธิบายเสริมว่า ในฐานะสัตว์เลือดเย็นร่างกายของเต่าไม่ได้สร้างความร้อนขึ้นมาเองได้เหมือนมนุษย์ พวกมันจำเป็นต้องพึ่งพาแสงแดดอุ่น ๆ ในการกระตุ้นระบบเผาผลาญและการย่อยอาหาร หากชีวิตของพวกมันต้องจมแช่อยู่ใต้น้ำตลอดเวลา ร่างกายก็จะเริ่มเฉื่อยชา ดวงตามีฝ้าขุ่น ระบบภูมิคุ้มกันดิ่งลงต่ำ และกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของปรสิตที่ค่อย ๆ รุมเร้าสุขภาพของมันทีละน้อย ๆ
หลังจากการบรรยายทั้งสองพาร์ทจบลง ก็ถึงเวลาของฐานสำรวจบ้านเต่า ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อเรียนรู้เรื่องระบบนิเวศในเมือง เราเริ่มต้นสำรวจจากบริเวณอาคารบันเทิงสวนลุมพินี เดินลัดเลาะไปตามขอบสระทั่วสวนลุมพินี น่าเสียดายที่สัญชาตญาณความขี้อายและความร้อนในวันนี้ ทำให้พวกเราจับเต่ามาตรวจสุขภาพได้เพียง 3 ตัว (เต่าแก้มแดง 2 ตัว และเต่าหับ 1 ตัว) และถึงแม้จะน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรที่คาดว่าน่าจะอาศัยอยู่ในสวนลุม แต่ด้วยสภาพของพวกมันทั้งสามที่เล็บยาวทั้ง 4 เท้า ประกอบกับมีตะไคร่เกาะเต็มกระดอง ก็เพียงพอที่จะคาดเดาได้ว่าเต่าส่วนใหญ่ในสวนลุมก็น่าจะมีสภาพไม่ต่างกัน
สิ่งที่ทำให้บรรดาผู้เชี่ยวชาญคาดเดาเช่นนี้ มาจากการวิธีการปรับปรุงทัศนียภาพสระน้ำในสวนลุมพินีในช่วงที่ผ่านมา ที่เน้นการขุดลอกคลองและถมสร้าง “ตลิ่งคอนกรีต” เพื่อความสะอาดสะอ้านและเป็นระเบียบ อาจารย์อธิบายว่าการกระทำเช่นนี้เป็นทำลายโครงสร้างที่อยู่ธรรมชาติที่จำเป็นของเต่า อย่างกอไม้น้ำ และตลิ่งดินเดิมที่เคยลาดเอียงออกไปจนหมดสิ้น เมื่อตลิ่งรอบสระกลายเป็นกำแพงคอนกรีต เต่าจึงไม่สามารถที่จะตะกายข้ามกำแพงขึ้นมาบนบกได้ ทำให้เล็บของมันยาวขึ้นเพราะไม่ได้ขูดขีดกับพื้นดินตามธรรมชาติ
วิกฤตของเต่าสวนลุมฯที่เราเห็นในวันนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของสัตว์ป่วยแค่สามสี่ตัว แต่มันคือภาพสะท้อนของความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่าในเมือง แน่นอนว่าสวนสาธารณะส่วนใหญ่มักถูกออกแบบโดยยึดเอาความสะดวกสบายและความสวยงามในบรรทัดฐานของมนุษย์เป็นที่ตั้ง แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องไม่ลืมคิดถึงสิ่งมีชีวิตที่เป็นเจ้าของบ้านเดิมว่าจะอยู่อย่างไรด้วย
แล้วเมืองควรแก้ปัญหานี้อย่างไร? ผู้เชี่ยวชาญทุกคนมองเห็นตรงกันว่าทางออกของเรื่องนี้ไม่ใช่การทุบทำลายสวนเพื่อคืนผืนป่า แต่คือ “การประนีประนอม” โดยที่มนุษย์ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนจุดประสงค์หลักของสถานที่เพื่อสัตว์ทั้งหมด
เพียงแค่ในการออกแบบครั้งต่อไป ลองหยิบยื่นความต้องการของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ให้เป็นส่วนเสี้ยวเล็ก ๆ ในการคำนึงถึง ด้วยการแบ่งปันพื้นที่เซฟโซนเล็ก ๆ ให้แก่พวกเขา เพียงเท่านี้ ก็สามารถเปลี่ยนป่าคอนกรีตแห่งนี้ ให้กลายเป็น “เมืองเพื่อ(น)เต่า” ที่คนและสัตว์ป่าอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน
ติดตามกิจกรรมเพื่อนสำรวจเต่าครั้งต่อไปได้ที่ Facebook เมืองเพื่อนเต่า
เรื่อง ชยางกูร เพิ่มพล
โครงการสหกิจศึกษา กองบรรณาธิการ นิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย
ภาพ อรรถพล ปลอดเถาว์