พลิกแผ่นดินตามหาพลังบำบัดของอาจม

“อาสาสมัครชาวบาจาวกลุ่มแรกพายเรือคานูมาถึงราวๆ 11.00 น.

และรวมตัวกันบนระเบียงไม้ง่อนแง่นที่ล้อมรอบด้วยผืนน้ำสีฟ้าใสของทะเลซูลู”

ในช่วงสัปดาห์ก่อนหน้านี้ มีข่าวแพร่สะพัดออกไปทั่วชุมชน ที่มีประชากรเด็กและผู้ใหญ่ราว 200 คน อาศัยอยู่ในเรือนแพและกระท่อมไม้เสาสูงเหนือมหาสมุทรนอกชายฝั่งมาบูล เกาะเล็กๆทางตะวันออกเฉียงเหนือของบอร์เนียวว่า คนนอกกลุ่มหนึ่งจะมาเยือนพร้อมข้อเสนอที่ไม่สู้ปกตินักข้อหนึ่ง

หลายร้อยปีมาแล้วที่บาจาวเลาต์ ชนพื้นเมืองซึ่งส่วนใหญ่มีสถานะไร้รัฐและบางครั้งถูกเรียกว่า ยิปซีทะเล ดำรงชีวิตแบบเร่ร่อนบนผืนน้ำ ใช้ฉมวกแทงปลาทูน่า ดำน้ำจับหอยเล็บมือนาง หอยเป๋าฮื้อ ปลิงทะเล และทาหน้าด้วยแป้งเย็นที่ทำจากข้าวและใบเตย ในระยะหลังๆ คนกลุ่มนี้ได้รับความสนใจจากนักวิทยาศาสตร์ ด้วยสรีระที่มีม้ามขนาดใหญ่เป็นพิเศษเอื้อให้พวกเขากลั้นหายใจใต้น้ำได้นานถึง 13 นาที ซึ่งเป็นการปรับตัวเฉพาะให้เข้ากับระบบนิเวศใต้น้ำอันอุดมสมบูรณ์ที่หล่อเลี้ยงชีวิตพวกเขามาหลายชั่วอายุคน

ในจานเพาะเชื้อ คอโลนีแบคทีเรีย (เห็นเป็นจุดสีขาวและดำ) เติบโตจากอุจจาระของบุคคลหนึ่งจากชุมชนโดดเดี่ยวใกล้ซานมาร์โกสเซียร์รัสในอาร์เจนตินา นี่คือหนึ่งในหลายพันตัวอย่างที่องค์กรอนุรักษ์จุลชีวนิเวศโลก หรือจีเอ็มบีซี เก็บรวบรวมไว้เพื่อรักษาความหลากหลายของจุลชีพทั่วโลก

แต่ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยคีลของเยอรมนีและมหาวิทยาลัยมลายาของมาเลเซีย ซึ่งมาถึงเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ต้องการเก็บข้อมูลระบบนิเวศที่แตกต่างโดยสิ้นเชิง พวกเขาไปที่นั่นเพื่อศึกษาชุมชีพขนาดมหึมาของจุลินทรีย์ที่มองไม่เห็น อาศัยอยู่บนพื้นผิวและในระบบย่อยอาหารของชาวบาจาวเอง ทีมวิจัยจะมอบสิ่งตอบแทนให้อาสาสมัครที่ยอมสละเวลามา แต่จากข้อมูลที่ล่ามแปลให้ชาวบ้านราว 20 คนที่มารวมตัวกันบนระเบียงในเช้าวันนั้น ข้อเสนอดังกล่าวมาพร้อมคำขอพิลึกกึกกือประการหนึ่ง นั่นคือ นักวิจัยต้องการเก็บอุจจาระ และจะรับไปทั้งหมดที่อาสาสมัครแต่ละคนเบ่งออกมาได้ โดยอีกสักครู่จะมีการแจกถ้วยพลาสติกให้

ในที่สุด นักวิทยาศาสตร์ก็มีเครื่องมือศึกษาจุลินทรีย์ที่มองไม่เห็นหลายล้านล้านตัวซึ่งอาศัยอยู่ในร่างกายมนุษย์หรือโลกใบจิ๋วของจุลชีพ ที่เรียกรวมๆว่า จุลชีวนิเวศ (microbiome) และในช่วงไม่กี่ปีมานี้ พวกเขาก็พบเรื่องน่าตระหนก โลกอุตสาหกรรมได้เปลี่ยนจุลชีวนิเวศของมนุษย์ให้มีความหลากหลายและความยืดหยุ่นน้อยกว่าจุลชีวนิเวศที่พบในลำไส้ของผู้มีวิถีชีวิตดั้งเดิม เช่น ชาวบาจาว อย่างมหาศาล และวิถีชีวิตดั้งเดิมเหล่านั้นซึ่งกำลังกลายเป็นสิ่งหายากขึ้นทุกทีที่โลกาภิวัตน์แพร่กระจายออกไป ก็ตกอยู่ในความสุ่มเสี่ยงเช่นกัน

ความเข้าใจเชิงลึกดังกล่าว ประกอบกับผลการศึกษาจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆที่ชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของจุลชีวนิเวศในลำไส้มักมาพร้อมโรคเรื้อรังจำนวนมาก นำไปสู่สถานการณ์เร่งด่วน โดยเฉพาะเมื่อสถานที่ที่อยู่โดดเดี่ยวอาจไม่คงอยู่เช่นนั้นตลอดไป

ชาวประมงบาจาวแหวกว่ายขึ้นสู่ผิวน้ำพร้อมหมึกสายที่จับได้ในทะเลบันดา นอกชายฝั่งอินโดนีเซีย ชาวบาจาวจำนวนมากกลั้นหายใจใต้น้ำได้นานถึง 13 นาที เนื่องจากการปรับตัวของม้ามที่ช่วยให้พวกเขาดำรงชีวิตได้อย่างดีในสภาพแวดล้อมของมหาสมุทร (ภาพถ่าย: เจมส์ มอร์แกน, PANOS PICTURES/REDUX)

“คำถามคือโรคต่างๆที่อัตราความชุกพุ่งพรวดในปัจจุบัน เช่น โรคอ้วน เบาหวาน โรคตับ มะเร็งบางชนิด และกระทั่งโรคระบบประสาทบางอย่าง เช่น โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็งและโรคพาร์กินสัน มีสาเหตุส่วนหนึ่งจากภาวะขาดแคลนจุลชีพที่เราไม่อาจเติมกลับเข้าไปได้จริงหรือไม่” ร็อบ ไนต์ นักจุลชีววิทยาเชิงคอมพิวเตอร์ผู้บุกเบิกงานจุลชีวนิเวศ และเป็นผู้รับผิดชอบศูนย์นวัตกรรมจุลชีวนิเวศ (Center for Microbiome Innovation) ของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตแซนดีเอโก บอก

ส่วนท้ายของประโยคที่พูดถึงการเติมกลับเข้าไปนั้นสำคัญยิ่ง หากวัฒนธรรมที่อยู่ห่างไกลความเจริญทั่วโลกมีจุลชีวนิเวศที่หลากหลายกว่า แข็งแรงกว่า สุขภาพดีกว่า มันจะช่วยรักษาโรคต่างๆให้เราได้หรือไม่ การเก็บตัวอย่างและจากนั้นก็นำจุลชีพเหล่านั้นมาใช้จะได้ผลจริงหรือ และจริยธรรมในการนำอุจจาระผู้อื่นมาใช้คืออะไร ต่อให้มีเจตนาดีอย่างไรก็ตาม

ผู้กระตือรือร้นอยากตอบคำถามเหล่านั้น (และคำถามแบบเดียวกันอื่นๆ) คือองค์กรอนุรักษ์จุลชีวนิเวศโลกหรือจีเอ็มบีซี (Global Microbiome Conservancy: GMbC) คณะนักวิทยาศาสตร์นานาชาติที่ร่วมกันสร้างธนาคารชีวภาพซึ่งเก็บตัวอย่างอุจจาระจากประชากรที่อยู่สุดขอบโลก และคลังข้อมูลแบคทีเรียหลายหมื่นสายพันธุ์ที่ได้จากอุจจาระแต่ละตัวอย่าง จีเอ็มบีซีทำเรื่องนี้มาเกือบหนึ่งทศวรรษแล้ว โดยเก็บตัวอย่างแบคทีเรียในลำไส้ของประชากรนอกเขตอุตสาหกรรม ทั้งในยุโรป อเมริกาเหนือ แอฟริกา และเอเชีย ตั้งแต่ชนเผ่าในแทนซาเนียไปถึงชาวอินูอิตในแถบอาร์กติกเซอร์เคิล และหวังที่จะบันทึกวิวัฒนาการจุลชีวนิเวศของมนุษย์ทั่วโลก เป้าหมายของกระบวนการดังกล่าวคือการทำความเข้าใจให้กระจ่างขึ้นว่า การทำให้เป็นอุตสาหกรรม อาหารแปรรูปและยาปฏิชีวนะ ส่งผลกระทบอย่างไรต่อสุขภาพมนุษย์

บนที่ราบสูงอันห่างไกลนอกเมืองเคดูกู ประเทศเซเนกัล มาตีเยอ กรูแซ็ง (คนซ้าย) กับมาติลด์ ปัวเย (คนกลาง) ผู้ร่วมก่อตั้งจีเอ็มบีซี จับมือกับเจอรัลด์ เกตา แพทย์จากศูนย์การแพทย์ในท้องถิ่น หาอาสาสมัครจากเบดิก ชุมชนที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว ตัวอย่างอุจจาระที่ได้มาต้องผ่านกระบวนการจัดเก็บภายใน 30 นาที ท้ายรถกระบะจึงทำหน้าที่เป็นห้องปฏิบัติการภาคสนามชั่วคราว (ภาพถ่าย: ฟาบรีซ รงดง, GMBC)

เดิมพันไม่อาจสูงไปกว่านี้ได้อีกแล้ว คนกว่า 10 ล้านคนทั่วโลกป่วยด้วยโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (inflammatory bowel disease: IBD) หรือการอักเสบเรื้อรังในลำไส้ที่แสดงอาการในรูปของโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรังชนิดเป็นแผลหรือโรคโครห์น ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ หลักฐานที่บ่งชี้ว่าการเกิดโรคทั้งสองเชื่อมโยงกับความผิดปกติของจุลชีวนิเวศในลำไส้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความแตกต่างเชิงองค์ประกอบของจุลชีวนิเวศในลำไส้ยังพบในผู้ป่วยโรคอื่นๆ ที่หลากหลาย ตั้งแต่โรคออทิซึม เบาหวานชนิดที่ 2 ไปจนถึงภาวะหัวใจล้มเหลว มะเร็ง วิตกกังวล ข้ออักเสบ และอื่นๆ ตอนนี้เราเข้าใจแล้วว่า แบคทีเรียต่างๆที่เชื่อกันมายาวนานว่าเข้ามาอยู่ในตัวเราด้วยความบังเอิญนั้น จำนวนมากมีเฉพาะในร่างกายมนุษย์ โดยเฉพาะในลำไส้ และเป็นตัวแปรสำคัญในระบบองค์รวมอันซับซ้อนที่ควบคุมดูแลสุขภาพของเรา แบคทีเรียหลายชนิดวิวัฒน์ไปพร้อมมนุษย์ตลอดหลายล้านปีและปฏิบัติการดุจโรงงานเคมีจิ๋วที่จำเป็นต่อพัฒนาการอย่างมีสุขภาวะและการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพของร่างกายมนุษย์ แต่ยังมีเรื่องต้องศึกษาอีกมาก รวมถึงปริศนาสำคัญประการหนึ่งที่ว่า การเปลี่ยนแปลงของจุลชีพคือสาเหตุ หรือผลลัพธ์ของโรคที่เกี่ยวข้องมากมายเหล่านั้นหรือไม่

ความเป็นไปได้ต่างๆที่งานของจีเอ็มบีซีอาจปลดล็อกได้นั้นน่าทึ่งอย่างยิ่ง แต่อย่างแรกพวกเขาจำเป็นต้องหาอุจจาระให้ได้มากขึ้นเสียก่อน

ก่อนฟ้าสาง ปัวเย (คนที่สองจากซ้าย) พูดคุยกับสมาชิกชุมชนเบดิกของเซเนกัลเพื่อสำรวจอาหารที่พวกเขากินซึ่งจะช่วยปรับแบบสอบถามความถี่ในการบริโภคของจีเอ็มบีซีให้ตรงกับพฤติกรรมการกินที่ไม่เหมือนใครของชาวบ้านได้ ชาวเบดิกกินอาหารที่จำกัดเป็นพิเศษ ทำให้การสนทนาเช่นนี้มีความสำคัญต่อการทำความเข้าใจให้ถูกต้องแม่นยำว่า อาหารอาจส่งผลต่อจุลชีวนิเวศของพวกเขาอย่างไร (ภาพถ่าย: ฟาบรีซ รงดง, GMBC)

ปัจจุบัน คลังข้อมูลอุจจาระที่ขยายตัวขึ้นเรื่อยๆของจีเอ็มบีซี ซึ่งเก็บรักษาไว้ในตู้แช่แข็งหลายใบในศูนย์จุลชีวนิเวศคีลที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นในเยอรมนี มีตัวอย่างอุจจาระเกือบ 2,000 ตัวอย่างจากชุมชนมนุษย์ราว 50 แห่งทั่วโลก ตั้งแต่ใจกลางเมืองของประเทศอุตสาหกรรมไปถึงหมู่บ้านห่างไกล โดยแต่ละตัวอย่างได้รับการจัดลำดับทางพันธุกรรมและเผยให้เห็นการดำรงอยู่ของแบคทีเรียหลายพันชนิดที่เราไม่เคยพบเจอ ศึกษา หรือตั้งชื่อให้ จากธนาคารชีวภาพนี้ แบคทีเรียเกือบ 10,000 สายพันธุ์ ซึ่งเป็นตัวแทนของแบคทีเรียราว 600 กลุ่ม ได้รับการเพาะเลี้ยง คัดแยก จัดลำดับพันธุกรรม และเตรียมพร้อมให้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกนำไปใช้งาน

สองสามีภรรยาชาวฝรั่งเศสผู้ดูแลคลังข้อมูลที่กำลังขยายตัวแห่งนี้คือ มาตีเยอ กรูแซ็ง กับมาติลด์ ปัวเย ผู้ริเริ่มก่อตั้งจีเอ็มบีซี เป้าหมายของทั้งคู่คือการรวมกลุ่มประชากรมนุษย์ที่ด้อยโอกาสเข้ามาอยู่ในการศึกษาด้านจุลชีวนิเวศ และเพื่อศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพของจุลชีวนิเวศในลำไส้มนุษย์ที่มีอยู่ทั่วโลกอย่างเต็มรูปแบบ

กรูแซ็งและปัวเยเป็นนักวิจัยหลังปริญญาเอกที่สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ หรือเอ็มไอที ตอนเกิดแนวคิดก่อตั้งจีเอ็มบีซีครั้งแรก หลังอ่านบทความทางวิทยาศาสตร์ชิ้นสำคัญเมื่อปี 2014 ซึ่งให้รายละเอียดเกี่ยวกับวิถีชีวิต อาหาร และจุลชีวนิเวศของชนเผ่าฮัดซาผู้เก็บของป่าล่าสัตว์ในพื้นที่ห่างไกลของแทนซาเนีย

ชาวฮัดซามีวิถีชีวิตใกล้เคียงมนุษย์ยุคแรกๆที่อาศัยอยู่ในช่วงเวลาซึ่งเชื่อกันว่า แรงขับทางวิวัฒนาการในการก่อร่างสร้างจุลชีวนิเวศของมนุษย์แข็งแกร่งที่สุด เพื่อเก็บตัวอย่างอุจจาระ ทีมที่มีนักวิจัยจากสถาบันมัคส์พลังค์เพื่อมานุษยวิทยาเชิงวิวัฒนาการในเมืองไลพ์ซิช เยอรมนี เป็นผู้นำ ออกเดินทางไปยังชายฝั่งทะเลสาบเอยาซีในเกรตริฟต์แวลลีย์ทางตอนเหนือของแทนซาเนีย

นักวิจัยที่เก็บตัวอย่างอุจจาระต้องทำงานแข่งกับเวลา ในภาพนี้ ไม่นานหลังได้ตัวอย่างอุจจาระจากผู้บริจาคในเซเนกัล ปัวเยรีบแช่แข็งพวกมันในถังบรรจุสั่งทำเป็นพิเศษที่ใส่ไนโตรเจนเหลวเอาไว้ ถังนี้รักษาอุณหภูมิให้อยู่ระหว่างติดลบ 196 ถึงติดลบ 100 องศาเซลเซียสได้นานถึงสิบวัน (ภาพถ่าย: ฟาบรีซ รงดง, GMBC)

ชนเผ่าฮัดซา 27 คนที่ให้ตัวอย่างอุจจาระนั้นสัมผัสสบู่และยาปฏิชีวนะยุคใหม่น้อยมาก และดำรงชีวิตด้วยอาหารจากน้ำผึ้ง ผลเบอร์รี ผลเบาบับ พืชหัว เนื้อแอนทิโลป ลิง หมูป่าบุชพิก ลิงบาบูน และอื่นๆ ที่พวกเขาสามารถเก็บกินซาก หรือล่าได้ นักวิจัยยังสำรวจจุลชีวนิเวศของชาวอิตาลี 16 คนในเมืองโบโลญญา และเก็บตัวอย่างจากกลุ่มเกษตรกรในชนบทของบูร์กินาฟาโซและมาลาวีมาเป็นข้อมูลอ้างอิงด้วย

จุลชีวนิเวศของพวกเขาแตกต่างอย่างน่าตกใจ ชาวฮัดซามีระดับความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายทางชีวภาพของจุลชีพสูงกว่ากลุ่มควบคุมที่เป็นคนเมืองในอิตาลีและเกษตรกรแอฟริกันอย่างมาก เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว จุลชีวนิเวศของชาวตะวันตกดูเสื่อมโทรมและป่วยไข้พอๆกับจุลชีวนิเวศของผู้ป่วยโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง นักวิจัยชี้ว่า ความแตกต่างนี้อาจส่งผลร้ายแรงต่อใครก็ตามที่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่เจริญกว่าได้

ตัวอย่างแต่ละหลอดที่ได้จากธนาคารชีวภาพของจีเอ็มบีซีเหล่านี้มีมวลชีวภาพจากสายพันธุ์แบคทีเรียที่แยกไว้แล้ว รวมถึงแบคทีเรียที่เพิ่งได้รับการศึกษาซึ่งอาจช่วยผู้ป่วยโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังได้ จีเอ็มบีซีเก็บสำเนาจำนวนมากของแบคทีเรียแต่ละสายพันธุ์เอาไว้เพื่อให้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกเข้าถึงได้เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการทดลองของตน

มนุษย์กับจุลชีพในร่างกายวิวัฒน์ควบคู่กันมาตลอดหลายล้านปี โดยจุลชีพส่งอิทธิพลต่อทุกสิ่งทุกอย่างของเรา ตั้งแต่ระบบย่อยอาหารไปถึงบุคลิกภาพ จุลชีพชนิดหนึ่งที่พบในแอฟริกาช่วยให้เราดูดซึมสารประกอบให้พลังงานจากพืชหัวแข็งๆ ที่มีใยอาหารสูง ส่วนจุลชีพอีกชนิดที่พบในญี่ปุ่นเอื้อให้มนุษย์ที่เป็นเจ้าบ้านสกัดคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนจากสาหร่ายทะเลได้ จุลชีพบางชนิดส่งสัญญาณที่ช่วยเร่งหรือชะลอกระบวนการเผาผลาญอาหาร ขณะที่บางชนิดผลิตวิตามินชนิดที่จำเป็นต่อร่างกาย มีอิทธิพลต่อความอยากอาหาร ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยฝึกฝนและเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของเรา หลักฐานใหม่ๆชี้ว่าจุลชีวนิเวศอาจทำได้ถึงขั้นเปลี่ยนสมองของเรา โดยส่งเสริมบุคลิกภาพที่เปิดเผยกล้าแสดงออกมากขึ้น ส่งผลต่อภาวะอารมณ์ และกำหนดวิธีการที่เราตอบสนองต่อความเครียดได้อีกด้วย

แต่การใช้ยาปฏิชีวนะและสบู่ฆ่าเชื้อโรคอย่างแพร่หลาย ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงด้านอาหารการกินได้กำจัดพันธมิตรของเราไปจำนวนมาก นักวิจัยจากสถาบันมัคส์พลังค์บอกว่า การสูญเสียความหลากหลายของจุลชีพ “ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสุขภาพและการทำงานของภูมิคุ้มกันของกลุ่มมนุษย์ที่รับวิถีชีวิตสมัยใหม่แบบตะวันตก”

เรื่อง อาดัม พีโอเร

ภาพถ่าย โซลวิน แซงเคิล

แปล ศรรวริศา เมฆไพบูลย์


อ่านเพิ่มเติม : หมูตัวนี้อาจรักษาชีวิตเราได้

© COPYRIGHT 2026 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.