[BRANDED CONTENT FOR TAIWAN TOURISM]
ภาพจำของเราที่มีต่อเมืองฮวาเหลียนคือการนั่งรถไปบนถนนเลียบมหาสมุทรแปซิฟิก น้ำทะเลสีฟ้าครามกับท้องฟ้าแปรเปลี่ยนไปตามการเคลื่อนผ่านของตัวเราและช่วงเวลา คือความสบายใจของการท่องเที่ยวแบบ Road Trip เราก็ได้กลับทำภาพจำให้เป็นภาพจริงอีกครั้งในฮวาเหลียนกับการเดินทางในแคมเปญ “Taiwan’s East Coast; Where Life Goes Brighter” ท่อง 3 เมืองชายฝั่งตะวันออก ตั้งแต่ อี๋หลาน (Yilan), ฮวาเหลียน (Hualien) และไถตง (Taitung)
ภูมิภาคตะวันออกของไต้หวันมีเทือกเขาจงยาง (Central Mountain Range) ภูเขาสูงที่เป็นราวกระดูกสันหลังของไต้หวัน ทอดยาวตั้งแต่ตอนใต้ของเมืองอี๋หลาน ฮวาเหลียนไปจนถึงไถตง ขนานเลียบไปกับมหาสมุทรกลายเป็นทิวทัศน์งดงามและแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติมากมาย รวมถึงเป็นถิ่นฐานของชนพื้นเมืองของไต้หวันที่มีอยู่หลายเผ่า ทั้งที่อาศัยอยู่บนภูเขาสูง ที่ราบ และใกล้ชิดติดทะเล จนเกิดเป็นวัฒนธรรมผสมผสานของภูเขาและทะเลที่เราเห็นได้จากศิลปะ วิถีชีวิต ไปจนถึงอาหารชนเผ่า อย่างที่เราเคยได้เล่าถึงอาหารในตลาดกลางคืนไปท่องเที่ยวฮวาเหลียนมาเมื่อ 2 ปีที่แล้ว
ทริปนั้นเราพาไปหาดชีซิงถันและทะเลสาบหลี่หยูกันมาแล้ว ครั้งนี้เราอยากลองชวนท่องเที่ยวไปบนถนนเลียบชายฝั่งฮวาเหลียน-ไถตง (Hualien-Taitung Coastal Highway) หรือทางหลวงหมายเลข 11 กัน
เริ่มกันที่ ต้าสือปี๋ซาน (Dashibishan Trail) เส้นทางเดินเขาระยะสั้น ที่มีบันไดไม้และบันไดหินให้เราเดินขึ้นไปชมวิวของมหาสมุทรแปซิฟิกในโค้งอ่าวจีฉีจากมุมสูง มีความชันทำให้เหนื่อยเบาๆ มีศาลาให้พักหอบหายใจระหว่างทาง ความน่าสนใจของต้าสือปี๋ซานคือแม้จะเป็นภูเขาลูกเล็กแต่สูงชันมีลักษณะเป็นแหลมยื่นไปในทะเล มีระบบนิเวศที่หลากหลาย ฝั่งทางขึ้นเป็นด้านที่ปะทะลมมหาสมุทร มีพืชพรรณชายฝั่งซึ่งเป็นทุ่งหญ้าสูงและพืชทนลมทะเล ไม่มีไม้ยืนต้น ไร้ร่มเงา ขณะที่เมื่อเราเดินขึ้นถึงยอดสูดอากาศบริสุทธ์ชมวิวพาโนรามาแล้ว ทางลงจะพาเรามุ่งสู่เขาอีกด้านซึ่งเป็นด้านอับลม จึงสะสมความชื้นและน้ำฝนได้ดีจนมีระบบนิเวศคล้ายป่าฝนเขตร้อน มีไม้ยืนต้นแน่นขนัดให้ร่มเงาครึ้ม มีมอสและเฟิร์นขึ้นปกคลุม กลายเป็นป่าที่ทำให้รู้สึกเยือกเย็น เต็มไปด้วยผีเสื้อและเสียงนกร้อง ลักษณะเฉพาะของภูมิศาสตร์ทำให้เส้นทางเดินชมธรรมชาติระยะสั้นแค่ราว 800 – 900 เมตรแห่งนี้มีธรรมชาติที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง จึงควรค่าให้แวะจอดพักซึมซับเสน่ห์ของการเปลี่ยนผ่านทางธรรมชาติของทิวทัศน์ที่หาได้ยาก
ที่ตั้ง: https://maps.app.goo.gl/saCTNE5vBYY8pmu89
เปิด-ปิด: ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง
หนึ่งในจุดหมายปลายทางอันเลอค่าไม่ควรพลาดบนทางหลวงหมายเลข 11 ด้วยภูมิทัศน์งดงามแปลกตา มีความอลังการของแนวหินชายฝั่งที่เกิดจากการยกตัวของแผ่นเปลือกโลกที่เผชิญการกัดเซาะของคลื่นมหาสมุทรนานนับล้านปี จนเกิดหน้าผาสูงชันที่เป็นชั้นราวกับเป็นขั้นบันไดสมกับชื่อ สือทีผิง ที่แปลว่าระเบียงขั้นบันไดหิน ด้านล่างคือลานหินกว้างใหญ่ เต็มไปด้วยลักษณะกายภาพที่หลากหลายชวนให้มองด้วยความทึ่งว่าธรรมชาติช่างสรรค์สร้างความยิ่งใหญ่ที่มีรายละเอียดให้ชวนฉงนขนาดนี้ได้อย่างไร
เพราะเป็นพื้นที่อนุรักษ์ทางธรรมชาติจึงมีทางเดินไม้ที่สร้างเป็นแนวยาวต่อกันให้เดินชมได้โดยปลอดภัยและไม่ทำลายพื้นผิวธรรมชาติและพืชพรรณ จนมาถึงผาหินสูงชัน ซึ่งเป็นดังศูนย์รวมลักษณะทางธรณีวิทยาที่แตกต่างเข้าไว้ด้วยกัน ตั้งแต่ลานหินที่เต็มไปด้วยหลุมหินกุมภลักษณ์ (Pothole) จำนวนมากที่เกิดจากกรวดทรายที่ถูกพัดวนอยู่ในแอ่งหินขัดสีจนกลายเป็นหลุมกลมเหมือนก้นหม้อ มีทั้งหลุมเล็กและที่เป็นแอ่งใหญ่จนสัตว์น้ำเข้าไปว่ายวนอาศัยอยู่ในนั้นได้ หลบคลื่นแรงที่ปะทะแนวหินตลอดทั้งวัน
และหน้าผาสูงที่ยื่นไปในทะเลมีรูปลักษณ์เหมือนวาฬหินขนาดยักษ์ ด้านติดชายฝั่งก็เป็นลานหินที่ยกตัวเป็นขั้นลดหลั่นไปให้ค่อยๆ เดินไต่ขึ้นไปได้ วิวด้านบนยิ่งใหญ่ตระการตา แต่ขอบอกว่าให้ใช้ความระมัดระวังมากๆ และไม่ควรขึ้นสูงเกินไป อันตรายอยู่เหมือนกัน พื้นผิวอาจจะลื่นในบางจุด มีหินคมหลายแห่ง ไม่ควรสวมรองเท้าแตะหรือรองเท้าส้นสูงไปเดินนะคะ
เราประทับใจร่องรอยของแนวหินซึ่งเกิดจากตะกอนภูเขาไฟที่ปะทุในอดีตแล้วถูกคลื่นลมสลักเสลาจนมีลวดลายอิสระงดงาม ธรณีวิทยาเหมือนเป็นสมุดบันทึกของแผ่นเปลือกโลกที่ถูกธรรมชาติเขียนจารึกเอาไว้นานนับหมื่นนับล้านปี แค่ได้มองก็รู้สึกว่าโลกของเรายิ่งใหญ่เหลือเกิน และเรานั้นคือมนุษย์ที่เล็กจ้อยขนาดไหน
ที่ตั้ง: https://maps.app.goo.gl/4fv9tHcafjYFe1kB6
เปิด-ปิด: ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง
เมืองอี๋หลาน (ใส่ hyperlink ไปยังบทความอี๋หลาน) ที่เราเล่าถึงก่อนหน้านี้มีเรื่องของโรงกลั่นวิสกี้คาวาลัน ซึ่งได้ชื่อจากชนเผ่าคาวาลัน ชนพื้นเมืองที่อาศัยทำกสิกรรมในที่ราบแห่งนั้น เป็นการให้เกียรติแก่ชนเผ่าที่อยู่มาแต่ดั้งเดิม พอมาถึงเมืองฮวาเหลียน เราก็ได้ไปเยือนชุมชนจิ้งผู่ซึ่งเป็นหมู่บ้านของชนพื้นเมืองเผ่าอามิส (Amis) ที่เรียกตัวเองว่าเป็นชนเผ่าแห่งดวงอาทิตย์
หมู่บ้านแห่งนี้ตั้งอยู่ปากแม่น้ำซิ่วกูหลวน (Xiuguluan River) ซึ่งไหลมาจากหุบเขาลงสู่ทะเล วิถีชีวิตของผู้คนที่นี่จึงผูกพันและพึ่งพาธรรมชาติมาแต่อดีต ทั้งล่องเรือแพจับปลาในแม่น้ำ ดักปูตามโขดหิน และจับปลาทะเลตามฤดูกาล ซึ่งเรายังคงเห็นอุปกรณ์ประมงเหล่านี้ตามชายหาด เมื่อขับมาถึงลานพระอาทิตย์ ลานวงกลมกลางแจ้งกลางหมู่บ้าน อันเป็นสถานที่จัดเทศกาลเก็บเกี่ยวประจำปี และกิจกรรมต้อนรับผู้มาเยือน ในวันธรรมดาที่เงียบสงบ มีนักท่องเที่ยวประปรายแวะมาชมวิวทะเล และถ่ายรูปกับประติมากรรมที่ใช้วัสดุธรรมชาติผสานกับงานหัตถกรรมสื่อความหมายถึงวิถีชีวิตที่กลมกลืนกับสิ่งรอบตัว
เดินจากหมู่บ้านไปไม่ไกล เราสามารถไปถึงสะพานฉางหง (New Changhong Bridge) ซึ่งเป็นเหมือนแลนด์มาร์คของพื้นที่นี้ สะพานเหล็กสีแดงขนาดใหญ่ทอดข้ามแม่น้ำซิ่วกูหลวน ตัดกับสีเขียวของแนวภูเขาและฟ้าครามของแม่น้ำอย่างสวยงาม
ปากแม่น้ำซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างระบบนิเวศน้ำจืดและทะเลสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้แก่พื้นที่ มีแนวหินที่เป็นแหล่งอนุบาลของปลาที่มาวางไข่ ชนเผ่าอามิสจึงใช้เป็นที่สังเกตฝูงปลา ส่วนนักท่องเที่ยวอย่างเราก็เพลิดเพลินกับการนั่งดูนกที่บินว่อนอยู่กับแหล่งอาหารมากมายที่นี่
ที่ตั้ง:
ชุมชนจิ้งผู่ https://maps.app.goo.gl/t8vrZAzQkKGThKYz6
สะพานแดงฉางหง https://maps.app.goo.gl/ydLchj5zPRKEdbCQ8
ขับรถต่อลงใต้ไม่ไกลจากชุมชนจิ้งผู่ เราไม่มีทางพลาดหมุดหมายจิ้งผู่ (Jing Pu Tropic of Cancer Marker) ซึ่งเป็นอนุสาวรีย์สีขาวสูงคล้ายประภาคารตั้งอยู่เป็นจุดแบ่งเขตระหว่างเขตศูนย์สูตรและเขตกึ่งศูนย์สูตร ดูเผินๆ ก็เหมือนจุดชมวิวทั่่วไป แต่นี่คือเส้นแบ่งภูมิอากาศที่มองไม่เห็น เหนือเส้นคือเขตกึ่งศูนย์สูตร สภาพอากาศจะมีความอบอุ่นชื้นสลับหนาว พืชพรรณขึ้นชื่อของดินแดนเหนือเส้นจะเป็นพวกชาและข้าว ส่วนใต้เส้นซึ่งมุ่งหน้าสู่เมืองไถตงนั้นเป็นเขตศูนย์สูตร สภาพอากาศจะมีความเสถียรและร้อนชื้นตลอดปี จึงมีพืชพันธุ์และผลไม้ที่แตกต่าง อย่างสับปะรดและน้อยหน่าไต้หวันที่เติบโตได้ดีในแถบไถตง
อนุสาวรีย์นี้ออกแบบให้มีช่องตรงกลาง ที่สามารถเดินเข้าไปได้ ไม่เพียงออกแบบเพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่จุดนี้เป็นจุดที่เมื่อถึงวันครีษมายัน (Summer Solstice) วันที่ 21 หรือ 22 มิถุนายน ของทุกปี เมื่อเราไปยืนอยู่ตรงนี้ จะไม่มีเงา เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ทำให้ได้รับรู้ถึงฤดูกาลที่เปลี่ยนไป
เราซื้อมะพร้าวเผาและไส้กรอกย่างใส่ไข่ปลาบินมาลองชิม ปลาบิน (Flying Fish) จะมีมากในแถบนี้ช่วงฤดูใบไม้ผลิ เมื่อมีกระแสน้ำอุ่นพัดมาตามชายฝั่งตะวันออกของไต้หวัน ไข่ปลาบินเป็นหนึ่งในอาหารที่สะท้อนวิถีประมงของคนเผ่าจิ้งผู่ได้เป็นอย่างดี ไส้กรอกย่างที่เรามักแวะซื้อทานตามร้านสะดวกซื้อ พอมาทานที่นี่ เลยได้ลิ้มรสวัตถุดิบท้องถิ่น ไข่ปลาบินที่แทรกอยู่ให้ความมันและสัมผัสกรุบๆ
เรื่องราวที่ซ่อนอยู่ในสิ่งเล็กๆ เหล่านี้คือเสน่ห์ในความธรรมดา เมื่อเราเฝ้าตั้งคำถามกับสิ่งที่พบเจอในระหว่างทาง ก็ยิ่งทำให้การท่องเที่ยวนั้นมีรสชาติยิ่งขึ้น
ที่ตั้ง: https://maps.app.goo.gl/5hH19weEwx2Qt5vj9
ทางหลวงหมายเลข 11 ยังคงทอดยาวพาเราลงใต้ไปสู่เมืองไถตง อย่าลืมติดตามพวกเราไปสัมผัสอีกมนต์เสน่ห์อันแตกต่างแห่งเมืองชายฝั่งตะวันออก
เรื่อง อาศิรา พนาราม
ภาพ อภินัย ทรรศโนภาส
ภาพโดรน วัชรวีย์ กุณาวงศ์