TAITUNG & GREEN ISLAND จากไถตงสู่เกาะกรีน ชมศิลปะและธรรมชาติบันดาลใจ

[ BRANDED CONTENT FOR TAIWAN TOURISM ] 

ทะเลคือสิ่งที่ใกล้แค่เอื้อม เมื่อพิจารณาถึงความเป็นเกาะของไต้หวัน แต่ทะเลในแต่ละเมืองก็สร้างกลิ่นอายและบรรยากาศที่แตกต่างแม้จะเป็นชายฝั่งตะวันออกเหมือนกัน

เรานั่งรถลงใต้มาถึงเมืองไถตง (Taitung) เมืองที่เมื่อ 2 ปีที่แล้ว เรามีโอกาสไปเดินป่าที่ภูเขาตูหลันและพักที่โรงแรมใกล้สวนสาธารณะ ใช้เวลาสั้นๆ เดินเล่นในเมือง เรารู้สึกว่าเมืองนี้บรรยากาศที่ผสมผสานระหว่างความสงบ ความเรียบง่าย แต่มีรายละเอียดบางอย่างเปล่งประกายอวลอยู่ในอากาศ และเราก็ได้ค้นพบว่าความพิเศษนี้ มีคนไม่น้อยสัมผัสได้เช่นกัน และยังสร้างแรงบันดาลใจให้กับศิลปินที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของไต้หวันอีกด้วย

Paul Chiang Art Center ศูนย์ศิลปะพอล เจียง

ศูนย์ศิลปะพอล เจียง เพิ่งเปิดสู่สาธารณชนเมื่อปีที่ผ่านมา และมีทั้งชาวไต้หวันและชาวต่างชาติหลั่งไหลไปชมผลงานของพอล เจียงมากมาย ทั้งด้วยชื่อเสียงของเขาและความพิเศษของสถาปัตยกรรมที่นี่

พอล เจียง (Paul Chiang) ศิลปินวัย 84 ปี ที่สร้างชื่อในระดับนานาชาติด้วยศิลปะแนวนามธรรม (Abstract Art) เขาเคยใช้ชีวิตและทำงานอยู่ในนิวยอร์กและปารีสเป็นเวลาร่วม 30 ปี เมื่อกลับมาไต้หวันเมื่อ 18 ปีที่แล้ว เขาประทับใจความงามของแสงแดด สีครามของมหาสมุทร และธรรมชาติที่แสนบริสุทธิ์ของไถตง เขาจึงเลือกเมืองนี้เป็นบ้านวัยเกษียณ เราคงใช้คำนี้ไม่ได้เสียทีเดียว เพราะเขายังคงทำงานศิลปะทุกวัน และสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ ทดลองใช้วัสดุรอบตัวแบบไม่จำกัดเทคนิค

ผลงานในอดีตของพอล เจียง มักเป็นงานสีหม่นดำ เมื่อก่อนเขาจะเก็บตัวลำพังอยู่ในห้อง เอากระดาษมาปิดกระจกหน้าต่างทุกบานให้มืดสนิท แล้วทำงานท่ามกลางเสียงดนตรีคลาสสิคที่บรรเลงดังอยู่ตลอดเวลา เพื่อจมอยู่ในความคิด มีแต่ตัวเขาและศิลปะเท่านั้นที่ทำงานสอดประสานกัน

แต่ธรรมชาติของไถตง ได้เปลี่ยนสไตล์การทำงานของเขาไปโดยสิ้นเชิง เขาอาศัยสายลม แสงแดดที่สะท้อนมหาสมุทรที่เปลี่ยนไปทุกวันมาเป็นแรงบันดาลใจ สีสันและความสดใสเบ่งบานในผลงานที่ละเอียดครุ่นคิดของเขา

งานของพอล เจียงส่งอิทธิพลเชิงบวกต่อศิลปินรุ่นใหม่มาก ทั้งความไม่หยุดนิ่ง และความยินดีที่จะส่งต่อความคิดของเขาในเชิงให้การศึกษา ไม่เพียงต่อศิลปิน ต่อผู้รักงานศิลปะที่รู้สึกสั่นสะเทือนไปกับผลงานของเขาก็เช่นกัน เราพบอาสาสมัครท่านหนึ่ง ที่มาชมงานที่ศูนย์ศิลปะนี้ทุกวัน จนตอนนี้ได้กลายมาเป็นอาสาสมัครพาคนชมงานของที่นี่แล้ว

สถาปัตยกรรมรูปทรงสะดุดตานี้ มาจากภาพในหัวของเขาเมื่อคิดจะสร้าง “Farm House” ให้เป็นบ้านวัยเกษียณ แต่ในฐานะศิลปินบ้านของเขาจะไม่เป็นทรงสี่เหลี่ยมธรรมดา เขาจึงลองทำเป็นโมเดลขึ้นมา แต่ก็ไม่ได้สร้างจริง จนกระทั่งเขาได้พบกับไมเคิล หลิน (Michael Lin) สถาปนิกที่มีสตูดิโอในเยอรมนี ผู้ที่มาออกแบบศูนย์ศิลปะแห่งนี้ โดยมี สแตนลีย์ เยน (Stanley Yen) นักธุรกิจชื่อดังในแวดวงธุรกิจโรงแรม เขาสนับสนุนงานศิลปะมากมาย มีมูลนิธิด้านศิลปะ และเป็นผู้ก่อตั้งร่วมของศูนย์ศิลปะแห่งนี้ ด้วยอยากให้เป็นแหล่งเรียนรู้และสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คน สถาปนิกได้ค้นหาไอเดียในการสร้างสรรค์มากมาย จนมาได้พบกับโมเดลฟาร์มเฮาส์นี้ จึงตัดสินใจจะใช้มันในการสานฝันให้ใหญ่ขึ้นมากกว่าเป็นบ้านธรรมดา 

อาคารสร้างด้วยปูนเปลือยและหุ้มภายนอกด้วยแผ่นเหล็ก Wheatering Steel เหล็กชนิดพิเศษที่เมื่อสนิมขึ้น สนิมจะไม่กัดกินเข้าไปในเนื้อเหล็ก แต่จะกลายเป็นชั้นที่ปกป้องแทน ไม่ต้องดูแลรักษา ปล่อยให้สีเปลี่ยนไปตามลมฝน แสดงถึงการมีปฏิสัมพันธ์กับธรรมชาติ ส่วนเศษวัสดุต่างๆ ที่เหลือใช้จากการก่อสร้างเขาก็นำกลับมาทำเป็นงานศิลปะ ด้วยสัญชาตญาณของศิลปินที่ไม่ยอมหยุดคิด

ส่วนด้านใน เขาคุยกับสถาปนิกว่าอยากให้บรรยากาศภายในมีความสงบ เป็นดังสถานพำนักแห่งจิตวิญญาณ ที่นี่จึงมีชื่อเล่นว่า Little Church เมื่อเราเข้าไปก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศนั้นด้วยความมืดและการจัดแสงที่ให้ความรู้สึกสงบ ศักดิ์สิทธิ์ ขับเน้นผลงาน พาให้เราเข้าไปอยู่ในห้วงของการเดินทางทางศิลปะของเขา จุดเด่นหนึ่งคือบันไดแคบสูงชันและช่องแสงด้านบนที่เปิดให้แสงเข้ามาเป็นทางยาว พอล เจียง บอกว่าการทำงานศิลปะของเขาเหมือนการมุ่งตามหาแสงสว่าง เขาต้องการสื่อสารความรู้สึกนั้นมาถึงผู้ชม ที่คงสัมผัสได้เช่นกัน 

เดินออกมาจาก Little Church ระหว่างทางเดินเข้าไปสู่สตูดิโอของเขา จะผ่านกำแพงที่เจาะเป็นช่องเหมือนเฟรมงานศิลปะที่จับภาพของมหาสมุทรและท้องฟ้าที่เปลี่ยนไปทุกวัน หรือใครจะเดินไปจิบกาแฟที่คาเฟ เดอ บุสซี ก่อนก็จะได้ชมวิว Green Island จากที่ไกล

สตูดิโอสีขาวเพดานสูงเปิดให้แสงธรรมชาติเข้ามาสว่างไสว ที่เขายังคงใช้ทำงานทุกวัน ยกเว้นชั่วโมงทำการของศูนย์ศิลปะ ทำงานในค่ำคืน บางครั้งก็ถึงเช้าของอีกวัน เมื่อสตาฟมาทำงานและได้ยินเสียงเพลงคลาสสิกของ เดอ บุสซี ดังลั่นออกมา ทุกคนจะทราบว่า อ้อ มิสเตอร์เจียงยังทำงานอยู่ซินะ และจะไม่มีใครเข้าไปยุ่งตรงนั้นเลยทีเดียว

ศูนย์ศิลปะพอล เจียง ถือว่าเป็นสถานที่สร้างแรงบันดาลใจ ด้วยศิลปะที่สื่อสารจิตวิญญาณของไถตงได้อย่างลึกซึ้ง ต้องขอขอบคุณการต้อนรับและการพาชมของทีมงานของศูนย์ศิลปะพอล เจียง ที่ทำให้เราได้เดินทางเข้าไปในผลงานของพอล เจียง อย่างอิ่มเอิบ และเข้าใจได้ว่าเพราะอะไรเขาถึงเป็นศิลปินที่น่ายกย่องมากที่สุดคนหนึ่งของไต้หวัน

ที่ตั้ง: https://maps.app.goo.gl/JNTb1yh4jsi3hdWN9
เว็บไซต์: https://paulchiang.org
เปิด-ปิด: วันพุธ-จันทร์ 10.00 – 17.00 น. (ปิดวันอังคาร)
ค่าเข้าชม: บุคคลทั่วไป 350 NTD

Sanxiantai Arch Bridge สะพานซานเซียนไถ

หนึ่งในแลนด์มาร์กของไถตงก็คือสะพานซานเซียนไถ สะพาน 8 โค้งที่ดูเหมือนมังกรกำลังข้ามไปอีกฝั่ง เป็นสะพานที่เชื่อมไปสู่เกาะขนาดเล็กอีกเกาะหนึ่งที่มีลักษณะเหมือนเขา 3 ลูก เป็นดังเซียน 3 องค์จึงเป็นที่มาของชื่อ “ซานเซียนไถ” ที่หมายถึง “เนินลาดของสามเซียน”

สะพานซานเซียนไถ ทำให้เราประทับใจมากกว่าที่คิด อาจจะเรียกได้ว่ามากมาก ไม่เพียงตัวสะพานเท่านั้น แต่ลักษณะทางธรณีวิทยาที่แสนพิเศษ ทั้งอ่าวกว้างโค้งงดงาม แนวโขดหินริมฝั่งที่แปลกตา เกาะสามเซียนที่ดูลึกลับน่าเกรงขาม และหาดหินที่เต็มไปด้วยหินหลากสีสันและลวดลาย กลมมนราวกับหินแม่น้ำ พวกเราทุกคนรู้สึกประหลาดใจกับหินที่นี่ จนต้องออกปากถามกันว่านี่มันหินอะไร และหาคำตอบมาได้ว่า หินเหล่านี้คือหินภูเขาไฟที่มีแร่ธาตุต่างชนิดกัน เกิดจากการปะทุของภูเขาไฟใต้ทะเลหลายล้านปีก่อน และแรงคลื่นมหาศาลของมหาสมุทรแปซิฟิกซัดขัดเกลากันเองจนมนแบน คลื่นของมหาสมุทรแห่งนี้แรงเพียงใดก็คงดูได้จากความเว้าแหว่งของโขดหิน และแม้แต่ปะการังก้อนใหญ่ก็ยังถูกซัดขึ้นมาบนหาด หินเหล่านี้สวยงามจนในอดีตมีคนเก็บกลับไปเป็นจำนวนมากจนทำลายทัศนียภาพของหาด สำนักงานบริหารพื้นที่ท่องเที่ยวแห่งชาติชายฝั่งตะวันออกของไต้หวันจึงออกกฎว่าห้ามเก็บหินที่ซานเซียนไถเป็นอันขาด ฝ่าฝืนมีโทษปรับรุนแรงถึง 500,000 NTD เลยทีเดียว

ที่นี่เป็นแหล่งตกปลายอดนิยม ไม่ว่าจะเป็นวันฝนตกหรือเช้าแดดจ้า เราเห็นคนมาตกปลาไม่น้อย เพราะมีปลาที่อาศัยตามโขดหินอยู่เยอะ และแถบนี้มีกระแสน้ำอุ่นที่นำพาอาหารมามาก มีแนวปะการังที่เป็นบ้านของปลา จึงมีเขตที่อนุญาตให้ตกปลาได้ เฉพาะการใช้เบ็ดตกปลาเท่านั้น

นอกจากหาดหินที่น่าประทับใจแล้ว พื้นที่สีเขียวบนชายฝั่งก็น่าสนใจ เราชอบที่เขาทำทางเดินชมธรรมชาติไว้อย่างดี ที่นี่เป็นบ้านของนกมากมาย ได้ยินเสียงร้องดังเคล้ากับเสียงลมแรง มีนักดูนกส่งลายแทงนกเฉพาะถิ่นของไต้หวันมาให้ เผื่อมีโอกาสได้เจอ เราดีใจที่ได้เห็นนกเฉพาะถิ่นไต้หวันอย่าง Styan’s Bulbul หรือ Taiwan Bulbul หรือนกปรอดไต้หวัน เกาะส่งเสียงเจื้อยแจ้วอยู่ตามกิ่งไม้ เราเจอนกชนิดนี้บ่อยตามชายฝั่งทั้งฮวาเหลียน และไถตง และยังได้เจอ Taiwan Hwamei นกสีน้ำตาลที่อาศัยอยู่ตามพุ่มไม้ต่ำ เห็นมันกระโดดหาอาหารตามพื้นดินอยู่พักใหญ่แล้วค่อยกระโดดหายไปในพุ่มไม้ ถ้าใครได้ไปซานเซียนไถ นอกจากวิวสะพาน หาดหิน และเกาะที่ดูอลังการแล้ว ลองดูนกตัวน้อยที่อาศัยอยู่ทั้งบนยอดกิ่งและตามพื้นต่ำไปด้วย อาจจะยิ่งเพิ่มความสุขในการมาเยือนที่นี่ได้

ที่ตั้ง: https://maps.app.goo.gl/pDqi8WdJYGaLS8DcA

เปิด-ปิด: ทุกวัน 08.30-17.00 น.

Green Island เกาะลวี่เต่า

หนึ่งในสถานที่ที่เราอยากไปมากในทริปนี้ก็คือเกาะลวี่เต่า หรือ Green Island แห่งเมืองไถตง อาจเป็นเพราะหลงรักบรรยากาศของเกาะเล็ก ๆ จากการที่เคยไปเกาะเสี่ยวหลิวฉิว เมืองผิงตงเมื่อปลายปีที่แล้ว คิดถึงการขี่สกู๊ตเตอร์รอบเกาะ ท่ามกลางธรรมชาติและบรรยากาศเนิบช้า

แล้วเราก็ได้เดินทางไปเกาะกรีนกัน นั่งเรือเฟอร์รี่จากท่าเรือ Fugang Fishing Harbor ใช้เวลา 50 นาทีก็ถึง การเดินทางในเกาะเน้นเช่ามอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า (หากมีใบอนุญาตขับขี่สากล) สำหรับคนที่ไม่มีเช่นเรา จักรยานไฟฟ้าเป็นตัวเลือกเดียวและเป็นตัวเลือกที่ดีด้วย เพราะขี่ง่าย แม้ใช้ความเร็วได้ไม่มาก แต่ทำให้ได้ละเลียดชมวิวไปเรื่อยๆ

GREEN ISLAND WHITE TERROR MEMORIAL PARK

เกาะ Green Island ในปัจจุบันเดินทางไปได้สะดวก แต่ในอดีตถือว่าเป็นเกาะห่างไกล เข้าถึงได้ยากลำบาก จึงกลายเป็นที่สร้างเรือนจำคุมขังนักโทษการเมือง และผู้เห็นต่างในยุคปฏิวัติสีขาว (White Terror) หรือช่วงกฎอัยการศึกที่ยาวนานกว่า 30 ปี 

ปัจจุบันพื้นที่ขนาด 32 เฮกตาร์นี้ ได้รับการบูรณะให้เป็นพิพิธภัณฑ์และพื้นที่เรียนรู้ เพื่อรำลึกถึงการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยของชาวไต้หวัน โดยแบ่งเป็นอาคารที่เป็นเรือนจำที่มีทางเข้าเป็นชั้น ๆ ห้องสำหรับญาติที่มาเยี่ยม ซึ่งนานๆ ครั้งจะมีผู้มาถึง พื้นที่คุมขังที่แบ่งเป็นห้อง ๆ มีห้องน้ำในตัว ห้องขังเดี่ยวที่มืดมิด ห้องฝึกอาชีพ โรงครัว มีการจำลองความเป็นอยู่ของนักโทษ รวมถึงบริเวณต่างๆ เปลี่ยนเป็นสถานที่จัดกิจกรรมระลึกถึงและมีนิทรรศการหมุนเวียนมาบ้าง 

ทั้งนี้ นี่ไม่ใช่ที่ท่องเที่ยวเพื่อความบันเทิง แต่เพื่อการเรียนรู้ จึงควรไปเยือนด้วยความเคารพต่อความทรงจำและการต่อสู้เพื่อสิทธิในหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองของไต้หวัน 

ที่ตั้ง: https://maps.app.goo.gl/ZoyxsQCtcs1FHSw69

เปิด–ปิด: พฤษภาคม-กันยายน ทุกวัน 09.00-17.00 น.

ตุลาคม-เมษายน วันอังคาร-อาทิตย์ 09.00-17.00 น. (ปิดวันจันทร์ และเปิดวันจันทร์เฉพาะวันหยุดราชการ)

LUDAO LIGHTHOUSE

เมื่อเรือเฟอร์รี่กำลังจะเทียบท่าเกาะลวี่เต่า เราจะเห็นประภาคารสูงเด่นเป็นเอกลักษณ์ เราจึงหมายตาไว้แล้วขี่จักรยานไปดูประคาคารเกาะลวี่เต่า (Ludao Lighthouse) หรือ Green Island Lighthouse ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะ สร้างขึ้นในปี 1939 โดยการสนับสนุนจากสภากาชาดอเมริกัน เพื่อเป็นการขอบคุณชาวเกาะ ที่ให้การช่วยเหลือลูกเรือของเรือเดินสมุทร SS President Hoover เกิดชนเข้ากับแนวปะการังของเกาะแห่งนี้ เราไปถึงพอดีกับที่เครื่องบินเล็กกำลังแล่นออกจากเกาะ ใช่ค่ะ เกาะนี้สายการบินบินมาลงด้วย บริเวณรอบๆ ก็เป็นชายหาดเงียบสงบ ที่มาเดินเล่นพักผ่อนได้ เราเห็นนักดำน้ำกลุ่มหนึ่งกำลังเตรียมตัวอยู่ที่ท่าเล็กๆ แห่งนี้ด้วย ท่าเล็กท่าน้อยแบบนี้มีอยู่ทั่วเกาะ

ที่ตั้ง: https://maps.app.goo.gl/KZkZbYjoKnfCciTQ6

NIUTOUSHAN ภูเขาหนิวโถว

เนินหญ้ากว้างใหญ่ที่ปกคลุมบนภูเขาที่ดูจากที่ไกลๆ แล้วเหมือนกับหัววัวสมชื่อ หนิวโถว ที่แปลว่าหัววัว คือหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปเดินเล่นถ่ายรูปได้ เราอยากไปเห็นว่าพื้นที่จะคล้ายกับที่ราบหลงผานที่อุทยานแห่งชาติเขิ่นติง เมืองผิงตงไหม แต่น่าเสียดายว่าวันที่เราไปมีฝนตกหนัก ดินถล่ม ไม่สามารถขึ้นไปได้ แต่ยังมองเห็นและลองเดินดูจากพื้นเบื้องล่าง เห็นลักษณะหินภูเขาไฟที่ถูกกัดเซาะจนมีรูปร่างแปลกตา หาดหินด้านล่างก็เป็นหินปะการังขรุขระแต่สวยงามเต็มไปด้วยพลังชีวิต

ที่ตั้ง: https://maps.app.goo.gl/7xwFaF7Mxks7CeJ39

LITTLE GREAT WALL

เส้นทางศึกษาธรรมชาติระยะทางราว 400 เมตร แห่งนี้เรียกชื่อกันว่า Little Great Wall ด้วยความที่เป็นบันไดหินสร้างอยู่ตามแนวสันเขาและหน้าผาริมทะเลมองดูแล้วเหมือนกำแพงเมืองย่อส่วน เป็นจุดชมวิวบนยอดเนินที่เดินขึ้นได้สบายๆ ชมวิวภูเขาและท้องทะเลได้แบบ 360 องศา ปลายทางของเทรลนี้คือจุดชมวิวที่มองลงไปจะเห็น Pekingese Dog & Sleeping Beauty หรือกลุ่มโขดหินภูเขาไฟขนาดใหญ่บริเวณหน้าผาไห่เซินผิง (Haishenping) ที่เกิดจากการปะทุและการกัดเซาะตามธรรมชาติ จนมีลักษณะคล้ายสุนัขพันธุ์ปักกิ่งและเจ้าหญิงนิทรา ด้วยความที่อยู่บนหน้าผาซึ่งเป็นจุดปะทะลมจากมหาสมุทรแปซิฟิก ลมจึงแรงมากโดยเฉพาะในช่วงหน้ามรสุม ขึ้นไปแล้วจับหมวกไว้ให้ดีด้วยนะคะ

ที่ตั้ง: https://maps.app.goo.gl/dje27ML4VsDTPWrS6

เว็บไซต์: https://www.eastcoast-nsa.gov.tw/en/attractions/detail/124/

เปิด–ปิด: ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง

ดำน้ำตื้นที่เกาะ Green Island

เกาะแห่งนี้เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางของนักดำน้ำ เพราะธรรมชาติใต้น้ำที่งดงามมากๆ มีร้านดำน้ำให้เลือกมากมายที่เกาะ มีคอร์สเรียนดำน้ำลึกและฟรีไดฟ์ หรือจะดำน้ำตื้น ก็จะได้ประสบการณ์ใหม่ในการเดินลงไปดำจากหน้าหาดเลย ถ้าเราดำน้ำในเมืองไทย เรามักต้องนั่งเรือออกไปดำกันที่แนวปะการังไกลฝั่ง หรือดำน้ำตื้นจากหาดที่มีแนวปะการังอยู่ใกล้ๆ แต่นี่เป็นครั้งแรกของเราเลยที่เข้าใจว่า Shore Dive เป็นยังไง เพราะเพียงเราเดินไปบนหาดหิน จุ่มตัวลงไปในน้ำระยะที่ลึกพอลอยตัวได้ เราจะเห็นทันทีว่ามันคือแนวปะการังที่อยู่ในน้ำตื้นมากๆ จนตกใจรีบยกเท้าขึ้นจากแนวปะการัง โชคดีที่ปะการังแถบนี้ส่วนใหญ่เป็นปะการังโขด ไม่ใช่ปะการังเขากวางที่แตกหักง่าย ว่ายต่อไปยังจุดที่น้ำลึกขึ้น เราพบว่าปะการังที่นี่สมบูรณ์มาก ปลาน้อยใหญ่มากมาย หาดนี้น่าจะเป็นจุดยอดนิยมในการเรียนดำน้ำด้วย บริเวณที่เราดำน้ำตื้นอยู่ มีนักดำน้ำลึกและฟรีไดฟ์ ดำเวียนวนไปมาไม่ไกล

ดำน้ำตื้นเพียงจุดเดียว เราบอกได้เลยว่านี่ต้องเป็นสวรรค์ของนักดำน้ำ เพราะน้ำจัดว่าใสมากแล้ว แม้ไม่ใช่ช่วงที่ใสที่สุดของปี ปะการังหลากหลายและสมบูรณ์ เราคิดว่าส่วนหนึ่งคือคนทำธุรกิจดำน้ำที่นี่ให้ความสำคัญกับการดูแลธรรมชาติ และกฎการดำน้ำ แม้แต่ครีมกันแดด ต่อให้ฉลากที่บอกว่าเป็นมิตรต่อปะการังเขายังไม่ใช้กันเลย

เราซื้อแพกเกจดำน้ำตื้นจากร้านแห่งหนึ่ง ที่เขามีอุปกรณ์ให้ครบครัน ในที่นี้คือไม่ใช่แค่แว่นตาดำน้ำกับเสื้อชูชีพเท่านั้น แต่มีเว็ทสูทและรองเท้าดำน้ำ (เพื่อให้เดินบนหาดหินได้) ให้ด้วย ช่วงปลายเดือนเมษายนที่อากาศเริ่มร้อน และน้ำทะเลที่นี่ยังจัดว่าเย็น โดยเฉพาะช่วงฟ้าครึ้มฝนตก ๆ หยุดๆ ทั้งวัน เว็ทสูทช่วยให้ร่างกายอบอุ่นได้ดีมาก สามารถหาซื้อแพกเกจได้ตามเว็บของตัวแทนท่องเที่ยว ราคา 3 ชั่วโมงอยู่ที่ราว 600 บาทขึ้นไปแล้วแต่จุดที่ดำน้ำ

ZHAORI HOT SPRINGS บ่อน้ำพุร้อนจาวรื่อ

ราวบ่ายแก่ค่อนไปทางเย็น พอดำน้ำเสร็จ ถอดเว็ทสูทแล้วก็มีอันหนาวตัวสั่นเพราะแรงลม เราสวมเสื้อกันฝนทับแล้วบิดจักรยานไฟฟ้า (เร่งความเร็วได้ไม่ถึง 20 กม.ต่อชั่วโมง เว้นแต่ลงเนิน) ไปยังจุดหมายที่เหมาะกับเราที่สุดยามนี้ บ่อน้ำพุร้อนจาวรื่อ บ่อน้ำพุร้อนที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่ง

ด้วยความพิเศษซึ่งหาได้ยาก คือเป็นน้ำพุร้อนริมทะเลที่เกิดจากน้ำเค็ม น้ำทะเลที่ซึมลงใต้ดินไปเจอกับความร้อนของแมกมาภูเขาไฟใต้ทะเลที่ยังคุอยู่ (เกาะ Green Island คือเกาะภูเขาไฟแท้ๆ เลย) แล้วดันกลับขึ้นมาเป็นน้ำร้อนซึมขึ้นมาตามแนวหินปะการัง ความพิเศษของน้ำแร่ที่นี่จึงอยู่ที่ความใส ไม่มีกลิ่นกำมะถัน และมีรสเค็ม เต็มไปด้วยแร่ธาตุที่ดีต่อผิวพรรณและการไหลเวียนโลหิต 

บ่อน้ำร้อนน้ำเค็มแบบนี้ พบอีกแค่ 2 แห่งในโลก คือเกาะซิซิลี ที่อิตาลี และในเกาะแถบคาโกชิมา ที่ญี่ปุ่น ซึ่งทั้งสองแห่งก็เป็นเกาะภูเขาไฟเช่นกัน

บ่อแช่ของที่นี่มีทั้งบ่อในร่ม บ่อสำหรับต้มไข่ และบ่อกลางแจ้ง ทั้งที่อยู่บนฝั่งและบ่อที่อยู่ริมทะเล เวลาน้ำขึ้นจะเหมือนว่าเราแช่น้ำร้อนอยู่กลางทะเล “จาวรื่อ” แปลว่าอาทิตย์ยามเช้า ฉะนั้น ช่วงเวลาที่งดงามที่สุดก็คือ การได้แช่กับวิวพระอาทิตย์ขึ้น แต่สำหรับเราที่หนาวสั่นเข้ามาตอนเย็น เพียงได้หย่อนตัวลงไปในน้ำพุร้อน ชมทะเลไปพร้อมกับร่างกายที่ค่อยๆ อุ่นขึ้น ก็รู้สึกว่าวันนี้ดีจังเลย

ที่นี่คิดค่าเข้าคนละ 250 NTD ต้องใส่ชุดว่ายน้ำและหมวกคลุมผมด้วย แต่ถ้าใครลืมนำมา เขาก็มีขายค่ะ

ที่ตั้ง: https://maps.app.goo.gl/Cy3BA2gcWCyw9BB6A

เปิด-ปิด: ทุกวัน ช่วงหน้าร้อน (พฤษภาคม – กันยายน): ตั้งแต่ 05:00 น. – 02:00 น. ของวันรุ่งขึ้น

ช่วงหน้าหนาว (ตุลาคม – เมษายน): เปิดรอบเช้า 06:00 น. – 11:00 น. และเปิดอีกครั้งรอบเย็น 16:00 น. – 23:00 น. (สามารถเช็คเวลาที่แน่นอนได้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวบนเกาะ)

 

ปิดท้ายการท่องเที่ยวในเส้นทาง ‘Taiwan’s East Coast; Where Life Goes Brighter’ เกาะภูเขาไฟและเมืองไถตงแบบประทับใจ ยังมีอีกหลากหลายสถานที่ท่องเที่ยวในไต้หวันที่ยังรอคุณไปค้นพบความงาม เติมเต็มจิตวิญญาณให้ได้รู้สึกขอบคุณที่พาตัวเองมายังที่แห่งนี้

เรื่อง อาศิรา พนาราม

ภาพ อภินัย ทรรศโนภาส

ภาพโดรน วัชรวีย์ กุณาวงศ์


อ่านเพิ่มเติม Hualien ท่องธรรมชาติเลียบมหาสมุทรจรดเขตกึ่งศูนย์สูตรในฮวาเหลียน

© COPYRIGHT 2026 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.