แต่สำหรับทริปนี้เราตั้งใจจะพาคุณมุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทางที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ของวันวาน ในย่านเมืองเก่าที่ซ่อนเรื่องราวและประวัติศาสตร์นับร้อยปีเอาไว้
หากย้อนกลับไปเมื่อร้อยกว่าปีก่อน พื้นที่ใจกลางเมืองแห่งภูเก็ตนี้เคยเป็นที่รู้จักในชื่อ “เมืองทุ่งคา” หรือ “บ้านทุ่งคา” เป็นพื้นที่ราบลุ่มกลางหุบเขาที่ครั้งหนึ่งเคยเต็มไปด้วยดงหญ้าคาและสายน้ำ ก่อนการค้นพบแร่ดีบุกจำนวนมหาศาลช่วงรัชกาลที่ 5 จะเปลี่ยนเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ให้กลายเป็นศูนย์กลางการค้าและเศรษฐกิจสำคัญของภูเก็ต ทำให้ผู้คนจากหลากหลายถิ่นฐานเดินทางเข้ามาพร้อมกับความหวัง โดยเฉพาะชาวจีนฮกเกี้ยนที่ล่องเรือข้ามทะเลเข้ามาตั้งรกรากและหาโอกาสในเมืองแห่งนี
พอวันเวลาผ่านไป การแต่งงานระหว่างชาวจีนฮกเกี้ยนกับหญิงสาวชาวสยามและชาวมลายูในท้องถิ่น ก่อให้เกิดลูกหลานสายเลือดผสมรุ่นแล้วรุ่นเล่า พร้อมกันนั้นวัฒนธรรมเฉพาะตัวของผู้คนเมืองภูเก็ตก็ค่อย ๆ ก่อร่างขึ้นจนกลายเป็นอัตลักษณ์ที่เรียกขานกันด้วยความภาคภูมิใจว่า “บาบ๋า-ย่าหยา” ซึ่งปรากฏผ่านสถาปัตยกรรม อาหาร และขนบธรรมเนียมที่เป็นเอกลักษณ์มาจนถึงทุกวันนี้
“ถ้าอยากรู้จักทุ่งคา ต้องเริ่มที่อาหาร” เราคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยอ่านเจอประโยคนี้จากหนังสือเล่มหนึ่งเมื่อหลายเดือนก่อน นับแต่นั้นมา ทุกครั้งที่คิดถึงภูเก็ต เราจะบอกตัวเองเสมอว่า หากได้มาภูเก็ตเมื่อไหร่ จะต้องพาตัวเองมาสัมผัสรสชาติอาหารแบบคนทุ่งคาให้ได้สักมื้อ
วันนี้ ความตั้งใจนั้นพาเรามาหยุดอยู่หน้าร้านติ่มซำแห่งหนึ่งในย่านเมืองเก่า ไอร้อนจากเข่งติ่มซำ หรือที่คนพื้นที่เรียกกันว่า “เสี่ยวโบ๋ย” ลอยกรุ่นขึ้นมาพร้อมกลิ่นหอมชวนให้เราหย่อนตัวลงบนเก้าอี้กลม และเริ่มต้นเช้านี้ด้วยติ่มซำสารพัดอย่าง ทั้งขนมจีบ ซาลาเปา ฮะเก๋า ซึ่งติ่มซำแบบภูเก็ตจะไม่กินกับจิ๊กโฉ่วหรือซอสพริกแบบทั่วไป แต่จะกินคู่กับ “น้ำช้อ” ที่ทำจากพริกแห้งและมะขามเปียกรสชาติเปรี้ยวหวานเค็มกลมกล่อม
นอกจากติ่มซำแล้ว อีกเมนูที่เราสั่งมาก็คือ “บักกุ๊ดเต๋” ซุปกระดูกหมูตุ๋นยาจีนสไตล์ฮกเกี้ยน อีกหนึ่งของขึ้นชื่อที่พลาดไม่ได้ ว่ากันว่าบักกุ๊ดเต๋ถูกนำเข้ามาเผยแพร่ในทุ่งคาช่วงศตวรรษที่ 19 โดยชาวจีนที่เป็นกุลีเหมือง ซึ่งจำเป็นต้องกินซุปกระดูกหมูและเครื่องยาจีนรสร้อนเพื่อบำรุงร่างกายและไล่ความชิ้นก่อนออกไปทำงาน ภายหลังเมื่อบักกุ๊ดเต๋เป็นที่นิยมขึ้นมาในหมู่ชาวบ้าน ร้านต่าง ๆ ในทุ่งคาก็ค่อย ๆ ปรับสูตรจากอาหารของชาวจีนโพ้นทะเลให้เข้ากับรสนิยมของคนท้องถิ่น จนกลายเป็น “รสชาติแบบลูกผสมบาบ๋า-ภูเก็ต” ที่มีรสหวานเค็มครบรสและไม่ฉุนเครื่องเทศยาจีน
เมื่อมาเยือนย่านเมืองเก่าภูเก็ต สิ่งที่พลาดไม่ได้เลย คือการเดินชมสถาปัตยกรรมเก่าแก่ ที่ยังหลงเหลืออยู่ตามถนนและตรอกซอยต่าง ๆ โดยจุดแรกที่เราจะพาไปในวันนี้ คือถนนถลาง ซึ่งเป็นย่านที่มีตึกแถวแบบ “ชิโน-ยูโรเปียน” (หรือที่นิยมเรียกกันว่า ชิโน-โปรตุกีส) หนาแน่นและสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย
ตึกแถวโบราณสีสันสดใสเหล่านี้มีชื่อเรียกในภาษาจีนฮกเกี้ยนว่า “เตี้ยมฉู่” ซึ่งหมายถึงอาคารพาณิชย์ที่เป็นทั้งบ้านและร้านค้าในหลังเดียว เอกลักษณ์ของเตี้ยมฉู่คือลักษณะของตัวตึกที่มีหน้าแคบแต่ลึกยาว พื้นที่ด้านหน้าใช้เป็นร้านค้า ส่วนด้านหลังและชั้นบนเป็นที่อยู่อาศัย นอกจากนั้นยังมีการออกแบบช่องประตูหน้าต่างให้คล้ายกับใบหน้าของมังกร โดยจัดวางหน้าต่างขนาบประตูทั้งสองข้างแทนดวงตา และใช้ช่องแสงเหนือหน้าต่างแทนคิ้วมังกร ส่วนบริเวณหน้าบ้านจะมีซุ้มโถงทางเดินที่เชื่อมต่อถึงกันตลอดแนว เรียกว่า “หงอคาขี่” ที่เชื่อมบ้านทุกหลังเข้าด้วยกัน เพื่อเป็นทางเดินหลบแดดฝนของคนเดินเท้า ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมชิโน – ยูโรเปียนที่พบได้ทั้งในภูเก็ต ปีนัง และสิงคโปร์
หลังจากใช้เวลาร่วมสองชั่วโมงตามถ่ายภาพอาคารเก่าที่เรียงรายอยู่ตามถนนหลักทั้งสี่เส้น (ถลาง ดีบุก กระบี่ และพังงา) เราพบว่าความสนุกอีกอย่างของการเดินเล่นในย่านเมืองเก่าภูเก็ตก็คือการค่อย ๆ ตามเก็บเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ตามมุมต่าง ๆ ของเมือง
หนึ่งสีสันที่ทำให้เมืองนี้มีเสน่ห์ คือบรรดาภาพกราฟฟิตี้หรือสตรีทอาร์ตที่บอกเล่าวิถีชีวิต วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ของเมืองทุ่งคา ซึ่งซ่อนตัวอยู่ตามจุดต่าง ๆ ทั่วเมือง ประมาณ 10 จุด ซึ่งภาพบางส่วนเป็นผลงานจากโครงการ FAT หรือ Food Art Town in Phuket ที่ต้องการนำเสนอวัฒนธรรมภูเก็ตผ่านศิลปะร่วมสมัยที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ง่ายขึ้น
หนึ่งในภาพที่เราอยากให้คุณลองหาก็คือ “ภาพมาร์ดีในชุดเต่าแดง” ผลงานของ Alex Face ที่หยิบยกเรื่องราวของ “ประเพณีพ้อต่อ” หรือเทศกาลสารทจีนฮกเกี้ยนของภูเก็ต และ “ขนมอั่งกู๊” มาถ่ายทอดผ่านตัวละครเด็กสามตาอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งความท้าทายของการตามหาภาพนี้ในปัจจุบันอยู่ตรงที่ตัวชิ้นงานไม่ได้ตั้งตระหง่านอยู่บนกำแพงนอกร้านให้เห็นได้ง่าย ๆ เหมือนในอดีตแล้ว แต่ซ่อนอย่างมิดชิดอยู่ภายในคาเฟ่เปิดใหม่ที่รีโนเวทขึ้นจากตึกเก่าบริเวณปากซอยรมณีย์
อีกภาพคือ “ภาพเดินเต่า” หลังร้านราดหน้าที่ถนนพังงา ผลงานของ Muebon (มือบอน) ที่วาดนกจอมซ่ากำลังเล่นเซิร์ฟกับเต่าทะเล เพื่อสื่อถึงกิจกรรม “เดินเต่า” หรือการไปปิกนิกริมหาดเพื่อเฝ้ารอดูเต่าทะเลมาวางไข่ ซึ่งเป็นกิจกรรมยอดฮิตของคนภูเก็ตในอดีตที่ไม่มีให้เห็นแล้วในปัจจุบัน
นอกจากตึกแถวแบบเตี้ยมฉู่ที่เป็นภาพจำของย่านเมืองเก่าแล้ว ภูเก็ตยังมีสถาปัตยกรรมเก่าแก่อีกประเภทที่น่าสนใจไม่แพ้กัน นั่นคือ “อังม่อเหลา” หรือคฤหาสน์สไตล์ฝรั่งของเหล่าคหบดีชาวจีน (บาบ๋า-เปอรานากัน) ในอดีต ซึ่ง “บ้านชินประชา” ที่เรากำลังชมอยู่ขณะนี้ คืออังม่อเหลาหลังแรกของภูเก็ต ที่สร้างในช่วงปลายรัชสมัยรัชกาลที่ 5 โดยพระพิทักษ์ชินประชา(ตันม่าเสียง) คหบดีเหมืองแร่ผู้ทรงอิทธิพล และบุตรชายของขุนเลิศโภคารักษ์ ต้นตระกูลตัณฑวณิช
เมื่อมองจากภายนอก เราจะเห็นรูปแบบความสวยงามแบบตะวันตกของคฤหาสน์หลังนี้ได้อย่างชัดเจนจากลักษณะของซุ้มประตู หน้าต่าง และเสาบ้านแบบคลาสสิก ขณะเดียวกันด้านในก็มีรายละเอียดอีกหลายส่วนที่สะท้อนรากวัฒนธรรมจีนซึ่งแทรกอยู่ตามจุดต่าง ๆ ของอาคาร ไม่ว่าจะเป็นป้ายไม้แกะสลักเหนือบานประตู การลงรักทองบนอักษรจีน รวมไปถึงเครื่องเรือนไม้แกะสลักฝังมุก และชุดโต๊ะรับประทานอาหารทรงกลมที่นำเข้ามาจากทางปีนัง
นอกเหนือจากการตกแต่งที่ผสมผสานสองวัฒนธรรมได้อย่างลงตัวแล้ว อีกหนึ่งเอกลักษณ์สำคัญของคฤหาสน์หลังนี้ (รวมไปถึงอังม่อเหลาอื่น ๆ) ที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ “ฉิ่มแจ้” หรือช่องว่างกลางบ้าน ซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งช่องรับแสงสว่างและปล่องระบายความร้อน ที่ช่วยดึงลมเย็นจากภายนอกเข้ามาแทนที่อากาศร้อนภายใน ทำให้ตัวบ้านเย็นสบาย แม้จะอยู่ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนชื้นตลอดทั้งปีแบบภูเก็ตก็ตาม
หากคุณมีโอกาสได้มาเยือนย่านเมืองเก่าภูเก็ต แล้วอยากสัมผัสบรรยากาศความหรูหราคลาสสิกของคฤหาสน์ยุคเหมืองแร่รุ่งเรือง พร้อม ๆ กับการทานอาหารใต้ระดับพรีเมียมแล้วล่ะก็ คงไม่มีที่ไหนจะตอบโจทย์ความเอ็กซ์คลูซีฟนี้ได้ดีไปกว่า “Blue Elephant” อีกแล้ว
เพราะทันทีทีก้าวเท้าเข้ามา คุณจะได้พบกับความงดงามของอังม่อเหลาอายุกว่าหนึ่งร้อยปีที่ได้รับการบูรณะอย่างประณีต จนทุกมุมของร้านอบอวลไปด้วยกลิ่นอายประวัติศาสตร์ เมื่อประกอบกับรสชาติอาหารที่ได้รับการการันตีจาก “มิชลิน ไกด์” (MICHELIN Guide) หลายปีติดต่อกัน เราเลยไม่ลังเลที่จะเลือกจบทริปเมืองเก่าภูเก็ตครั้งนี้ด้วยการลิ้มลองรสชาติของ “เปอรานากัน ไฟน์ไดนิ่ง” คอร์สอาหารสุดพิเศษที่เชฟนูรอ สมานี สเตปป์ รังสรรค์ขึ้น จากการนำเอาอาหารในวัฒนธรรมบาบ๋า-ย่าหยาที่เป็นรากเหง้าของภูเก็ต มาถ่ายทอดใหม่ในสไตล์อาหารพื้นเมืองร่วมสมัย
โดยเมนูที่เราได้ทานในคอร์สนี้ก็มีครอบทั้งอาหารคาวหวานที่ยังคงรักษาจิตวิญญาณและโครงสร้างรสชาติแบบคนภูเก็ตแท้ ๆ เอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นความเข้มข้นของเครื่องแกง ความจัดจ้านของสมุนไพร หรือกลิ่นอายของกะปิและซีอิ๊วภูเก็ต โดยไม่ได้ลดทอนรสชาติให้กลายเป็นอาหารฝรั่งแม้แต่น้อย นับว่าเป็นการจบทริปเที่ยวย่านเมืองเก่าภูเก็ตที่ทั้งอิ่มอร่อยและได้ซึมซับวัฒนธรรมของคนทุ่งคา เปอรานากันไว้เต็ม ๆ
ย่านเมืองเก่าภูเก็ตในมุมที่เราสัมผัสมา แม้จะเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของทั้งหมด แต่ก็มากพอที่จะทำให้ตกหลุมรักที่นี่ได้ไม่ยาก ถ้าคุณกำลังวางแผนมาภูเก็ต เราอยากชวนให้เผื่อเวลาสำหรับย่านนี้ไว้สักหน่อย ลองเปลี่ยนบรรยากาศมาใช้ชีวิตช้า ๆ เดินทอดน่องไปกับเสน่ห์คลาสสิกของเมืองเก่า แล้วคุณอาจได้พบว่าภูเก็ตมีเรื่องราวให้ค้นหามากกว่าทะเลอย่างที่เคยคิด
เรื่อง อรณิชา เปลี่ยนภักดี
ภาพ กองบรรณาธิการ