นกปรอดหัวโขนกับชีวิตที่ถูกพิพากษา

“เพียงหย่อนตัวลงบนเก้าอี้แคมป์ปิ้งได้ไม่นานนัก

เสียงนกร้องไพเราะเป็นจังหวะเฉพาะตัว

‘ปิ๊ดจะลิ่ว ปิ๊ดจะลิ่ว’ ที่คุ้นเคยก็แว่วดังมาให้ได้ยิน”

และเจ้าเสียงนี้เองที่ทำให้คนภาคเหนือนิยมเรียกชื่อนกชนิดนี้ว่า “นกปิ๊ดจะลิว” หรือ “นกปริ๊จจะหลิว” ส่วนคนภาคใต้และกลุ่มคนที่เลี้ยงนกชนิดนี้นิยมเรียก “นกกรงหัวจุก” 

นกปิ๊ดจะลิว หรือนกกรงหัวจุก ไม่ว่าจะถูกเรียกขานด้วยนามใดก็มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการเช่นเดียวกันว่า “นกปรอดหัวโขน (Red-whiskered bulbul)” จัดอยู่ในวงศ์นกปรอด Pycnonotidae ซึ่งมีมากถึง 109 ชนิด ส่วนในเมืองไทยเราก็พบมากถึง 36 ชนิด

ความสวยงามของนกปรอดหัวโขนในธรรมชาติ

ชีวิตเสรีในธรรมชาติ

แม้เวลาจะผ่านมากว่าครึ่งชั่วโมง หากเสียงนกปรอดหัวโขนยังคงดังระงมอยู่รายรอบตัวผม มิหนำซ้ำยังคล้ายจะเพิ่มจำนวนผู้ ร่วมบรรเลงอีกด้วย ผมจึงจำต้องสละเวลางีบกลางวัน ลุกออกเดินไปหาที่มาของต้นเสียงดังกล่าวแทน ครั้นมองผ่านกล้องสองตาก็พบนกปรอดหัวโขนนับสิบตัวกำลังมะรุมมะตุ้มรุมกินดอกและผลของต้นข้าวสารหลวงกันอย่างเอร็ดอร่อย  

ภาพในกล้องสองตายังทำให้เห็นพฤติกรรมการกินผลข้าวสารหลวงของนกปรอดหัวโขนแต่ละตัวอย่างชัดเจน บ้างเลือกกินเฉพาะผลสุกสีน้ำตาลคล้ำๆ บ้างก็เลือกกินเพียงผลอ่อนที่ยังเขียวสด หรือบ้างก็กินรวบทั้งสองแบบ หรือบ้างก็ทำตัวเป็นขาใหญ่โผเข้าจิกตี ขับไล่ตัวอื่นออกไปจากพวงผลที่หมายตาไว้  

ภาพชีวิตของนกปรอดหัวโขนที่อยู่ตรงหน้าช่วยให้ผมได้เห็นถึงชีวิตอันเสรี ที่แม้การหาอาหารอาจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การได้มีโอกาสเลือกที่จะกินผลไม้ตามชอบ หรือการได้ท่องไปในพื้นที่ธรรมชาติอันกว้างใหญ่ ก็นับเป็นสิทธิที่นกปรอดหัวโขนทุกตัวควรจะได้รับเช่นกัน

นกปรอดหัวโขนจิกกินผลแก่ของข้าวสารหลวงอย่างเพลิดเพลิน

นกปรอดหัวโขนกับความเสรีที่ไม่ได้เลือกเอง

นกปรอดหัวโขนเป็นหนึ่งในวงศ์นกปรอด (Pycnonotidae) ซึ่งจากชื่อของวงศ์นั้นแปลความได้ว่า เป็นนกในกลุ่ม “นกร้องเพลง หรือร้องเพลงเพราะ” ด้วยความที่นกปรอดหัวโขนชอบส่งเสียงร้อง และแต่ละตัวก็มีเสียงร้องที่ไพเราะตามชื่อของเผ่าพันธุ์จริงๆ ทำให้หลายคนอยากเก็บเสียงร้องอันชวนรื่นรมย์นี้ไว้เป็นสมบัติส่วนตัวแทน และนั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการจับนกปรอดหัวโขนในธรรมชาติมาไว้ในกรงเลี้ยงพร้อมกับเรียกชื่อใหม่ว่า “นกกรงหัวจุก” 

เมื่อได้ชื่อใหม่ วิถีชีวิตของนกปรอดหัวโขนก็เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน จากเดิมที่พวกเขาสามารถบินไปไหนต่อไหนได้โดยไม่มีสิ่งใดขวางกั้น ก็มาถึงวันที่ระยะบินต้องถูกจำกัดให้หดแคบลงเท่าขนาดของกรงเลี้ยงเท่านั้น เช่นนี้ชีวิตที่เคยเสรีจึงกลายมาเป็น ความเสรีที่ไม่ได้เลือกเอง

ไม่เพียงกินให้อิ่มท้อง นกปรอดหัวโขนยังจะนำเมล็ดลูกไม้ไปกระจายต่อยังที่อื่นๆ ด้วย ช่วยเพิ่มพื้นที่ป่าทางอ้อม

เสียงร้องที่ไพเราะของนกปรอดหัวโขนยังนำมาซึ่งการจัดการแข่งขันประกวดประชันเสียงร้อง ที่ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนส่งผลให้ราคานกปรอดหัวโขนสูงขึ้น นกบางตัวที่ชนะการประกวด หรือมีลักษณะพิเศษ หายาก อาจมีราคาสูงถึงหลักแสน หรือหลักล้านบาทเลยทีเดียว เมื่อนกกรงหัวจุกเริ่มมีราคา กรงเลี้ยงก็ต้องเหมาะสมคู่ควรกันกับราคาค่าตัว นั่นจึงทำให้วงการทำกรงนกเฟื่องฟูตามมาด้วยเช่นกัน

ถึงแม้วงการการเลี้ยงนกปรอดหัวโขนจะเฟื่องฟูและทำได้อย่างเปิดเผย หากแต่สถานภาพของนกปรอดหัวโขนยังถูกจัดให้อยู่ใน “บัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองจำพวกนก ลำดับที่ 580” หมายถึง สัตว์ป่าที่ถูกกำหนดว่า ต้องได้รับการอนุรักษ์และคุ้มครองเป็นพิเศษ เนื่องจากมีความสำคัญต่อระบบนิเวศ หรือมีจำนวนลดลงจนอาจสูญพันธุ์ได้ ทำให้มีข้อห้ามข้อบังคับ เช่น ห้ามล่า ห้ามครอบครอง ห้ามค้า นำเข้า หรือส่งออก โดยไม่ได้รับอนุญาตภายใต้พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535

การมีรายชื่อในบัญชีนี้เป็นการยกระดับการคุ้มครองให้เข้มงวดขึ้นกว่าสัตว์ป่าทั่วไปเพื่อป้องกันการสูญพันธุ์ ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้การซื้อขาย การเพาะพันธุ์นกปรอดหัวโขน หรือการกระทำการอื่นๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้เลี้ยงนกปรอดหัวโขนจึงรวมตัวกันเรียกร้องให้ “ปลด” นกปรอดหัวโขนออกจากบัญชีรายชื่อสัตว์ป่าคุ้มครอง เพื่อให้ตนสามารถกระทำการใด ๆ ต่อวิถีชีวิตของนกปรอดหัวโขนได้ตามต้องการ

ท่วงท่าการเคลื่อนไหวของนกปรอดหัวโขนที่ผาดโผนราวกับเล่นกายกรรม

เมื่อสิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียมไม่ได้ครอบคลุมถึงบรรดาชีวิตต่างสายพันธุ์

จากแรกที่มีการแบ่งฝ่ายทั้งกลุ่มผู้ต้องการอนุรักษ์นกปรอดหัวโขนและกลุ่มผู้ต้องการเลี้ยงอยู่แล้ว และเมื่อมีการตั้งประเด็นการปลดนกปรอดหัวโขนออกจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองขึ้นมา จึงทำให้เกิดการแตกแยกทางความคิดกระจายวงกว้างขึ้นกว่าเดิม

เมื่อฝ่ายที่ต้องการอยากให้ปลดนกปรอดหัวโขนออกจากบัญชีรายชื่อสัตว์ป่าคุ้มครอง ต่างก็ให้เหตุผลของการเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่จะสามารถสร้างรายได้ หรือส่งเสริมอาชีพให้แก่ผู้เกี่ยวข้องได้อย่างมากมาย 

ส่วนฝ่ายที่หมายจะอนุรักษ์ ต่างก็ห่วงใยสถานภาพการดำรงอยู่ของนกปรอดหัวโขนในธรรมชาติ ซึ่งต้องยอมรับกันตามจริงว่า ปัจจุบันนกปรอดหัวโขนในธรรมชาติเหลือจำนวนไม่มากแล้ว หากปลดออกจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง นกปรอดหัวโขนจะเสี่ยงถูกจับ หรือถูกล่าจะเพิ่มมากขึ้น กระทั่งอาจทำให้สูญพันธุ์ไปจากไทยดังเช่นกรณีที่เกิดขึ้นกับนกปรอดแม่ทะ (Straw-headed bulbul) มาแล้ว

ลูกไม้ขนาดเล็กราว 5-7 มิลลิเมตรคือ อาหารสุดโปรดปรานของนกปรอดหัวโขน

ในที่สุดเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568 คณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มีมติเห็นชอบให้ปลดนกปรอดหัวโขน ออกจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์กับการพัฒนาประเทศ นำมาซึ่งการอำนวยความสะดวกต่อประชาชนผู้เพาะเลี้ยง ลดแรงจูงใจในการล่านกจากธรรมชาติ หรือก่อให้เกิดการสร้างรายได้แก่ผู้เพาะเลี้ยง พัฒนาไปสู่สัตว์เศรษฐกิจในอนาคต รวมทั้งสามารถสงวนและคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่อย่างยั่งยืน ตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562

กระนั้นก็ใช่ว่าเมื่อถูกถอดออกจากบัญชีรายชื่อสัตว์ป่าคุ้มครองแล้วจะสามารถกระทำต่อนกปรอดหัวโขนได้ตามใจชอบ ด้วยทางคณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าได้มีเงื่อนไขในการถอดถอนไว้ดังนี้

หลังมติการถอดถอนนกปรอดหัวโขนออกจากการเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ยังคงเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมเกิดขึ้นตามมามากมาย ขณะที่บรรดานกปรอดหัวโขนเองกลับไม่ได้รู้เลยว่า ชะตาชีวิตของพวกเขาใกล้จะตกอยู่ในกำมือของคนอื่นไปเสียแล้ว

แม้แต่จับกิ่งไม้นิ่งๆ ในธรรมชาติ นกปรอดหัวโขนก็ดูสง่างาม

ความหวังสุดท้ายของนกปรอดหัวโขน

กว่าชั่วโมงแล้วที่ผมยังคงเฝ้าดูนกปรอดหัวโขนอยู่จุดเดิม นอกจากจะได้เห็นพวกเขามะรุมมะตุ้มรุมกินดอกและผลของต้นข้าวสารหลวงแล้ว ผมยังได้เห็นบางส่วนที่บินออกไปเกาะคบไม้เล็กๆ ไซร้ขนอยู่ตามทุ่งหญ้าซึ่งห่างออกไปไม่ไกล

พฤติกรรมของนกปรอดหัวโขนที่ผลัดกันบินเข้ามาหากินและผลัดกันบินออกไปยังทุ่งโล่งนี้ แม้จะเป็นวิถีชีวิตตามปกติ แต่พวกเรากลับขอยกย่องให้นกปรอดหัวโขนเป็น “นกนักปลูกป่า” ตัวยง ไม่ว่าจะเป็น 

รวมฝูงกันตั้งแต่เช้าตรู่ก่อนจะออกหากิน

นอกจากนกปรอดหัวโขนจะเป็นนกนักปลูกป่าตัวยงแล้ว พวกเขายังเป็นผู้ควบคุมจำนวนแมลงศัตรูพืชชั้นดีอีกด้วย  ครั้นเฝ้าดูก็ยิ่งได้เห็นว่า วิถีชีวิตปกติของนกปรอดหัวโขนใช่การหากินให้เพียงอิ่มท้องเท่านั้น หากการใช้ชีวิตของพวกเขายังให้เกิดประโยชน์มากมายที่ทำให้เราชื่นชมและได้แง่คิดกลับมา เพราะไม่ว่าชีวิตแต่ละวันจะเป็นเช่นไร นกปรอดหัวโขนก็ยังมีเวลาดูแลตัวเอง ไซร้ขน ร้องเพลงด้วยท่วงทำนองเฉพาะตัวกันไปเรื่อยๆ เสมอ แม้แต่ระหว่างที่ทำการงานอันหนักหน่วง พวกเขาก็ยังร้องเพลงได้

ท่วงทำนอง หรือบทเพลงของนกปรอดหัวโขนที่ขับร้องออกมาแต่ละเพลงนั้น ผมเองก็ไม่สามารถรู้ได้ว่า เสียงเพลงจากนกในกรงเลี้ยงจะยังสดใสและก้องกังวานเช่นเดียวกับนกที่อยู่ในทุ่งกว้างของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียวแห่งนี้หรือไม่ 

“ในวันที่เราเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ ความเท่าเทียมให้กับตนเองอย่างมากมายเช่นนี้

อีกฟากหนึ่งของชีวิตต่างสายพันธุ์ เรื่องราวเหล่านี้กลับไม่เคยมีใครเรียกร้องให้แก่พวกเขาเลยแม้แต่น้อย

ไม่เพียงไม่เรียกร้อง หากเรายังพรากเอาสิทธิเสรีภาพ ที่จะสามารถอยู่ร่วมกันบนโลกใบนี้ออกไปจากชีวิตของพวกเขาอีกด้วย

ไม่มีใครรู้ว่าหลังจากที่ชื่อของพวกเขาถูกปลดออกจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองโดยสมบูรณ์

จะเกิดอะไรตามมาบ้าง บางทีในที่สุดทุ่งกว้างแห่งนี้อาจจะเป็นบ้านที่ปลอดภัยและฐานที่มั่นสุดท้ายของพวกเขาก็เป็นได้ “

 

เรื่องและภาพ มนตรี คำสิงห์ 

ขอขอบคุณ วิชานนท์ แสนผาลา หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว และเจ้าหน้าที่ทุก ๆ ท่าน


อ่านเพิ่มเติม : อัปเดต “อีกัวน่าเขียว” เขาพระยาเดินธง ลพบุรี

ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นซึ่งยึดครองพื้นที่มานานกว่า 2 ทศวรรษ

© COPYRIGHT 2026 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.