ในฐานะเด็กที่เติบโตมาในยุคดิจิทัล ผมได้เห็นความมหัศจรรย์ของที่นี่ผ่านผลงานของเหล่าช่างภาพและนักสร้างสารคดีรุ่นพี่ ภาพของหมีสีน้ำตาลที่ยืนตระหง่านอยู่บนสันน้ำตก คอยงับปลาแซลมอนที่กระโจนขึ้นจากสายน้ำอันเชี่ยวกรากคือ “ช็อตในฝัน” ที่ผมเฝ้ารอมานานหลายปี
ผมเดินทางจากเมืองแองเคอเรจ (Anchorage) รัฐอะแลสกา มุ่งหน้าสู่คิงแซลมอน (King Salmon) เมืองเล็ก ๆ ทางตะวันตกเฉียงใต้ ด้วยเครื่องบินของ Katmai Air ข้ามภูมิประเทศอันกว้างใหญ่ไพศาลที่เต็มไปด้วยสายน้ำที่ทอดตัวยาวสุดสายตา จากนั้นก็ต่อเครื่องบินเล็กอีกลำมุ่งสู่ “บรูคส์แคมป์” (Brooks Camp) จุดท่องเที่ยวสำคัญในอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแคตไม (Katmai National Park and Preserve) อันเป็นที่ตั้งของน้ำตกบรูคส์ (Brooks Falls) หมายถ่ายภาพในฝันของผม
ความทุรกันดารของป่าแห่งนี้สร้างความตื่นเต้นให้ผมไม่น้อย ทว่าสิ่งที่ทำให้ผมตื่นเต้นจริง ๆ เมื่อมาถึง กลับอยู่ที่ระดับความเข้มงวดของกฎระเบียบในอุทยาน ซึ่งผู้มาเยือนทุกคนจำเป็นต้องทำความเข้าใจตั้งแต่แรก ผ่านการปฐมนิเทศเพื่อเรียนรู้ข้อห้ามต่าง ๆ ตั้งแต่การไม่พกพาอาหารทุกชนิดเข้าไปในเขตอุทยาน ไปจนถึงแนวทางการปฏิบัติตนอย่างเหมาะสมเมื่ออยู่ต่อหน้าหมี
ที่น้ำตกบรูคส์ ผมเห็นหมีสีน้ำตาลนับสิบตัวมารวมตัวกัน พวกมันเดินทางมาจากทุกสารทิศ ซึ่งบางตัวรอนแรมมาไกลกว่า 100 กิโลเมตร เพื่อให้ทันฤดูอพยพของปลาแซลมอน (Salmon Run) ในช่วงปลายเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม อันเป็นช่วงเวลาที่ปลาแซลมอนนับล้านตัวจะว่ายทวนน้ำจากมหาสมุทรกลับเข้าสู่แม่น้ำในรัฐอลาสก้าเพื่อวางไข่
การมาถึงของฝูงปลานี้ คือช่วงเวลาตัดสินชีวิตของหมีที่เพิ่งตื่นจากการจำศีลและไม่ได้กินอะไรมานานกว่าครึ่งปี สัญชาตญาณความหิวโหยผลักดันให้พวกมันมาที่น้ำตกบรูคส์ด้วยเป้าหมายเดียว คือการกอบโกยพลังงานให้ได้มากที่สุด
เมื่อเข้าสู่ช่วงพีค หมีตัวผู้ที่แข็งแรงจะล่าปลาแซลมอนแดง (Sockeye Salmon) ได้มากถึงวันละ 40 ตัว โดยปลาแต่ละตัวให้พลังงานสูงถึง 4,500 แคลอรี่ การเร่งสะสมพลังงานมหาศาลในเวลาอันสั้นนี้ ทำให้น้ำหนักของมันพุ่งสูงขึ้นกว่า 250 กิโลกรัมภายในฤดูกาลเดียว ซึ่งมากพอที่จะหล่อเลี้ยงชีวิตของพวกมันไปตลอดช่วงเวลาจำศีลในฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง (National Park Service, 2024)
อย่างไรก็ตาม บทบาทของหมีสีน้ำตาลที่แคตไมไม่ได้เป็นเพียงผู้ล่าที่กอบโกยผลประโยชน์จากปรากฏการณ์ Salmon Run เท่านั้น ในทางวิทยาศาสตร์ พวกมันคือ ‘สัตว์ชนิดพันธุ์หลัก’ (Keystone Species) หรือฟันเฟืองสำคัญที่คอยขับเคลื่อนระบบนิเวศบริเวณนี้ทั้งหมด
กลไกสำคัญที่ทำให้หมีเหล่านี้มีอิทธิพลต่อระบบนิเวศคือการทำหน้าที่เป็น “ตัวกลางในการขนส่งสารอาหาร” เพราะปลาแซลมอนที่ว่ายทวนน้ำขึ้นมา จะทำให้สารอาหารจากมหาสมุทรอย่างไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และคาร์บอน วนเวียนอยู่แค่ในน้ำ จนกระทั่งพวกมันถูกหมีคาบขึ้นฝั่งและลากลึกเข้าไปกินต่อในป่า ซึ่งบางครั้งก็ไกลออกไปนับร้อยเมตร
ด้วยนิสัยของหมีที่จะเลือกกินเฉพาะส่วนที่มีไขมันสูงอย่างหนัง สมอง และไข่ปลา หมีมักจะทิ้งซากส่วนที่เหลือเอาไว้ตามพื้น ซึ่งซากเหล่านี้เองจะกลายเป็นปุ๋ยชั้นดีที่ปลดปล่อยธาตุอาหารคืนสู่ดินโดยตรง ให้ต้นไม้และพืชพรรณดูดซึมไปใช้จนเขียวขจีไปทั่วบริเวณ
ความเชื่อมโยงนี้เห็นได้ชัดจากผลวิเคราะห์ไอโซโทปไนโตรเจนของงานวิจัยหนึ่งที่พบว่า ราว 15-18% ของไนโตรเจนในป่าสนสปรูซริมแม่น้ำมีต้นกำเนิดมาจากปลาแซลมอน และที่น่าทึ่งคือกว่า 80% ของไนโตรเจนเหล่านั้น ถูกกระจายสู่ผืนดินด้วยฝีมือของหมีสีน้ำตาล
แต่เดิมนั้น บรูคส์แคมป์ (Brooks Camp) ไม่ได้เป็นจุดชมสัตว์ป่าอย่างที่เห็นในปัจจุบัน แต่เป็นเพียงที่พักชั่วคราวของเหล่านักตกปลาที่หวังจะมาพิชิตแซลมอนในแม่น้ำบรูคส์เท่านั้น จุดเปลี่ยนสำคัญของที่นี่เกิดขึ้นหลังจากการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแคตไมในปี 1918 ซึ่งในตอนแรกมีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องทัศนียภาพอันเป็นเอกลักษณ์ของภูเขาไฟในภูมิภาคนี้เท่านั้น
ทว่าการรวมตัวของฝูงหมีสีน้ำตาลในแม่น้ำกลับกลายเป็นภาพจำที่โดดเด่นจนกลบทุกเหตุผลในการมาเยือน จนในที่สุดบรูคส์แคมป์ต้องเปลี่ยนบทบาทมาเป็นศูนย์กลางแห่งการอนุรักษ์และเฝ้าสังเกตพฤติกรรมหมีอย่างเต็มตัว แม้ความต้องการและจำนวนนักท่องเที่ยวจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่การท่องเที่ยวที่นี่ก็ยังคงถูกควบคุมอย่างเข้มงวดผ่านระบบใบอนุญาตและการปฐมนิเทศก่อนเข้าพื้นที่ ดังที่ผมได้เล่าไปในช่วงต้น
ในเชิงเศรษฐกิจ บรูคส์แคมป์ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวสัตว์ป่าของแอแลสกา ข้อมูลในปี 2021 ระบุว่ากิจกรรมท่องเที่ยวของที่นี่สร้างเม็ดเงินสะพัดถึง 79 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และช่วยสนับสนุนการจ้างงานในท้องถิ่นเกือบหนึ่งพันตำแหน่ง
ที่น่าสนใจคือ แม้การเข้าถึงพื้นที่ห่างไกลเช่นนี้จะมีค่าใช้จ่ายสูงลิ่ว แต่นักท่องเที่ยวจำนวนมากก็ยินดีที่จะจ่าย เพียงเพื่อให้ได้โอกาสสักครั้งในการเฝ้าดูหมีสีน้ำตาล โดยมีงานวิจัยระบุว่า การมาเยือนบรูคส์แคมป์เพียงหนึ่งวันสามารถสร้าง “ส่วนเกินผู้บริโภค” (Consumer Surplus) หรือมูลค่าความพึงพอใจที่ได้รับมากกว่าค่าใช้จ่ายจริงได้ถึง 287 ดอลลาร์ต่อคน ซึ่งยังไม่รวมถึงมูลค่าที่เกิดขึ้นจากกล้อง Live Cam ในแพลตฟอร์มออนไลน์ ที่สามารถสร้างผลประโยชน์ทางอ้อม (Indirect Benefits) ให้กับระบบเศรษฐกิจของที่นี่ได้อีกประมาณ 27 ล้านดอลลาร์ต่อปี
สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกว่าบรูคส์แคมป์แตกต่างจากอุทยานฯอื่นคือความสำเร็จในการรักษา “ธรรมชาติ” ให้ยังคงบริสุทธิ์ท่ามกลางการมาเยือนของมนุษย์ เป็นเรื่องธรรมดาของที่นี่ที่เราจะเห็นหมีสีน้ำตาลล่าปลาอย่างสบายอารมณ์ แม้จะมีนักตกปลาอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ 10 เมตร
บรรยากาศที่ไม่ตรึงเครียดระหว่างกันเช่นนี้ ปรากฏให้ผมเห็นตลอดเส้นทางเทรลระยะ 2 กิโลเมตร ไม่ว่าจะเป็นจังหวะที่หมีตัวใหญ่เดินผ่านไปมา หรือโมเมนต์หายากของแม่หมีกำลังให้นมลูกน้อยอย่างสงบอยู่ใต้ร่มไม้ข้างทาง
ผมยกกล้องขึ้นบันทึกภาพความประทับใจเหล่านั้นไว้เป็นระยะ ก่อนจะตัดสินใจเดินหน้าต่อ
ในที่สุด…. ภาพที่ผมเฝ้ารอมานานหลายปีก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า มันคือวินาทีที่ปลาแซลมอนกระโจนข้ามน้ำตก แล้วพุ่งเข้าปากของหมีสีน้ำตาลที่ยืนรออยู่อย่างพอดิบพอดี
เพื่อให้สามารถบันทึกภาพที่คมชัดได้จากระยะ 45 เมตร ซึ่งเป็นระยะที่ปลอดภัยต่อทั้งคนและหมี ผมเลือกใช้เลนส์ 200–600 mm คู่กับกล้อง Sony A1 โดยรักษาความเร็วชัตเตอร์ให้สูงกว่า 1/1000 วินาที อยู่ตลอดเวลา พร้อมใช้โหมดถ่ายรัว 30 fps เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถบันทึกจังหวะสำคัญที่เกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาทีนั้นได้
แต่กว่าจะได้ภาพที่สมบูรณ์แบบนี้มา ผมต้องแลกมาด้วยความทุ่มเทอย่างหนัก ตลอดหลายชั่วโมงที่เฝ้ารอ ร่างกายผมสะบักสะบอมจากการแบกรับน้ำหนักกล้อง เนื่องจากอุทยานมีกฎเหล็กห้ามใช้ขาตั้งกล้องโดยเด็ดขาด ผมจึงทำได้เพียงใช้โมโนพอดช่วยพยุงน้ำหนักกล้องไว้ตลอดเวลาที่รัวชัตเตอร์
ท่ามกลางความทรงจำมากมายที่บรูคส์แคมป์ สิ่งที่ประทับใจผมที่สุด คือการได้เห็นว่า ‘ระเบียบวินัยและการยับยั้งชั่งใจ’ คือฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้ธรรมชาติของที่นี่ยังคงความบริสุทธิ์อยู่ได้
ผมทึ่งที่อุทยานฯ ซึ่งตั้งอยู่ลึกเข้าไปในป่าเช่นนี้ สามารถจัดการทุกอย่างได้ผ่านกฎที่ออกแบบมาครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว หรือการปฐมนิเทศก่อนเข้าพื้นที่อย่างจริงจัง ที่สำคัญคือที่นี่เลือกใช้ “ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์” มาสร้างความเข้าใจให้เราเคารพพื้นที่ของสัตว์ป่า แทนที่จะใช้วิธีล้อมรั้วกั้นเพื่อแยกคนกับหมีออกจากกัน หรือการจัดฉากสร้างความบันเทิงเหมือนในสวนสัตว์เพื่อให้ทำให้นักท่องเที่ยวพึงพอใจ
ผมมองว่าโมเดลความสำเร็จของอุทยานฯนี้ จะสามารถมอบบทเรียนที่ล้ำค่าให้กับหน่วยงานในบ้านเราได้ เพราะบ้านเรามักให้ความสำคัญกับปริมาณนักท่องเที่ยวมากกว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสัตว์ป่า อุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแคตไมได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการจำกัดวจำนวนคน การรักษาระยะห่าง และการให้ความรู้ สามารถยกระดับการอนุรักษ์และประสบการณ์ของผู้มาเยือนไปพร้อมกันได้
สำหรับผม ที่นี่จึงเป็นทั้งเรื่องราวความสำเร็จและเครื่องเตือนใจว่า “โจทย์ของการปกป้องสัตว์ป่าไม่ใช่การพาคนเข้าไปให้ใกล้ที่สุด แต่คือการสร้างระยะห่างให้พวกมันสามารถใช้ชีวิตได้โดยไม่มีมนุษย์ไปรบกวน”
อ่านบทความนี้เป็นภาษาอังกฤษที่ได้ที่นี่
เรื่องและภาพถ่าย ติณห์ภัทร เนตรจรัสแสง
แปลและเรียบเรียง อรณิชา เปลี่ยนภักดี