คุยกับญาณินท์ ตั้งคารวคุณ ผู้ก่อตั้งโครงการ Homes for Hornbills

“เมื่อนวัตกรรมรังนกเงือกเทียมของเยาวชนไทยได้รับรางวัลบนเวทีอนุรักษ์นานาชาติ”

ชื่อของ พราว ญาณินท์ ตั้งคารวคุณ กำลังกลายเป็นที่จับตามอง หลังจากโครงการ Homes for Hornbills ของเธอไปคว้ารางวัลระดับนานาชาติอย่าง The Earth Prize 2026 (ผู้ชนะเลิศภูมิภาคโอเชียเนียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) และ Top Honors Award Recipient จาก The Slingshot Challenge โดย National Geographic Society มาครองเมื่อเดือนกลางปีที่ผ่านมา

นอกเหนือจากการคว้ารางวัลใหญ่ระดับสากลแล้ว อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ National Geographic ฉบับภาษาไทย สนใจและชวนพราวมาพูดคุย คือเรื่องราวเบื้องหลัง “นวัตกรรมรังนกเงือกเทียม” ที่เธอคิดค้นขึ้น ซึ่งเต็มไปด้วยโจทย์ทางวิทยาศาสตร์ที่ซับซ้อน ตั้งแต่การนำขยะพลาสติก PET มาแปรรูปด้วยกระบวนการ Chemical Upcycling ไปจนถึงการผสานเส้นใยธรรมชาติ เพื่อพัฒนาวัสดุที่แข็งแรง ทนทาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่ารังเทียมรูปแบบเดิม

แต่ความท้าทายไม่ได้จบลงเพียงการสร้างบ้านที่แข็งแรง เพราะนกเงือกเองก็มีเงื่อนไขในการเลือกบ้านที่ละเอียดอ่อน ตั้งแต่ขนาดของปากโพรง การระบายอากาศ อุณหภูมิ ความชื้น ไปจนถึงพื้นที่สำหรับพ่อนกที่จะเกาะส่งอาหารให้แม่นกและลูกนก นั่นหมายความว่า รังเทียมหนึ่งรังไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพียงเพื่อให้อยู่ได้ แต่ต้องถูกออกแบบให้เหมาะกับการใช้ชีวิตของนกเงือกจริง ๆ

พราว ญาณินท์ ตั้งคารวคุณ

บ้านที่ดี ต้องดีต่อนกและป่า

เมื่อถามถึงเหตุผลที่ต้องสร้าง “รังเทียม” พราวอธิบายให้เราฟังว่า ปัญหาสำคัญของนกเงือกไม่ได้มีเพียงเรื่องการถูกล่าหรือการสูญเสียพื้นที่ป่า แต่ยังรวมถึงการขาดแคลน “โพรงรัง” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขยายพันธุ์ของพวกมัน

เพราะนกเงือกมีพฤติกรรมทางชีววิทยาที่ค่อนข้างเฉพาะตัว มันไม่สามารถเจาะหรือสร้างโพรงรังขึ้นมาเองได้เหมือนนกบางชนิด แต่ต้องพึ่งพาโพรงธรรมชาติที่เกิดขึ้นบนต้นไม้ใหญ่ที่เกิดจากการผุกร่อนตามกาลเวลา เมื่อป่าถูกบุกรุก ต้นไม้ใหญ่ถูกตัดทำลาย โพรงที่เหมาะสมสำหรับการทำรังจึงลดจำนวนลงตามไปด้วย

ด้วยเหตุนี้รังเทียม จึงถูกนำเข้ามาใช้เป็นเครื่องมือช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนโพรงธรรมชาติ ซึ่งที่ผ่านมาในวงการอนุรักษ์ก็มีการพัฒนารังจากวัสดุหลากหลายรูปแบบ ทั้งไม้ ดินเผา รวมถึงวัสดุสังเคราะห์อย่างไฟเบอร์กลาส แต่เมื่อพราวลองศึกษารังเหล่านี้อย่างละเอียด ก็พบว่าวัสดุที่ใช้ทำรังเทียมแต่ละชนิดยังมีข้อจำกัดบางอย่างที่ไม่สามารถตอบโจทย์การอนุรักษ์อย่างสมบูรณ์แบบได้

พราวอธิบายว่า รังไม้จะมีปัญหาเรื่องอายุการใช้งาน เพราะอยู่ได้แค่ประมาณ 3–4 ปี ก็ต้องเปลี่ยนใหม่ ซึ่งถ้าต้องเปลี่ยนเรื่อย ๆ ก็กลายเป็นว่าเราต้องตัดไม้มาทำรังเพิ่มอีก ซึ่งมันค่อนข้างขัดกับหลักการอนุรักษ์

ส่วนรังที่ทำจากไหดินเผาหรือถังไวน์ แม้จะเป็นการนำวัสดุที่มีอยู่แล้วกลับมาใช้ประโยชน์ แต่รูปทรงและสัดส่วนพื้นที่อาจไม่เหมาะกับการใช้ชีวิตของนกเงือก ที่ต้องรองรับทั้งการเจริญเติบโตและการฝึกบินของลูกนก รวมถึงช่วงเวลาที่แม่นกต้องอาศัยอยู่ภายในโพรงเพื่อกกไข่และผลัดขน

ขณะที่วัสดุอีกชนิดหนึ่งที่นิยมนำมาใช้ทำรังเทียมคือไฟเบอร์กลาส ซึ่งมีข้อได้เปรียบในเรื่องความแข็งแรงและความทนทาน สามารถใช้งานได้นานกว่า 10 ปี แต่ในมุมของพราว วัสดุชนิดนี้ก็ยังมีคำถามเรื่องผลกระทบต่อทั้งสิ่งแวดล้อมและตัวนกเงือกเอง เพราะไฟเบอร์กลาสถึงแม้จะทนทาน แต่พอใช้ไปนาน ๆ ก็อาจจะเกิดละอองใยแก้ว ซึ่งในมุมของเธอ ก็ไม่อยากให้มีละอองวัสดุที่อาจทำให้เกิดอันตรายอยู่ในบ้านของนก เพราะนกต้องเข้าไปอยู่ข้างในเป็นเวลาหลายเดือน

โจทย์หินในห้องทดลอง สู่นวัตกรรมเพื่อชีวิตใหม่

เมื่อมองเห็นข้อจำกัดของรังเทียมแต่ละรูปแบบ โจทย์แรกที่พราวต้องตอบให้ได้คือ จะทำอย่างไรให้วัสดุสำหรับสร้างรังเทียมมีความแข็งแรงและทนทานพอที่จะอยู่กลางป่าได้นานหลายปี ขณะเดียวกันก็ต้องลดการใช้วัสดุใหม่และสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด

หลังจากศึกษาเรื่องวัสดุด้วยตัวเองอยู่ จนมีความรู้ประมาณหนึ่ง พราวได้ไปขอความร่วมมือจากรศ.ดร. ศุภกิจ สุทธิเรืองวงศ์ อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร ทั้งคู่ช่วยกันทดลองวัสดุต่าง ๆ จนได้คำตอบเป็น ขวดพลาสติก PET ซึ่งสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ผ่านกระบวนการ Chemical Upcycling 

พราวอธิบายหลักการทางเคมีเบื้องหลังการ Upcycling นี้ให้เราฟังแบบง่าย ๆ ว่า การรีไซเคิลพลาสติก PET แบบเชิงกลทั่วไป (Mechanical Recycling) มีข้อจำกัดตรงที่สายโมเลกุลของพลาสติกอาจเสื่อมสภาพเมื่อผ่านความร้อน ส่งผลให้คุณสมบัติด้านความแข็งแรงลดลง และหากนำวัสดุดังกล่าวไปติดตั้งกลางป่าที่ต้องเผชิญทั้งแสงแดด ความร้อนและความชื้นป็นเวลานาน ตัวรังก็มีโอกาสเสียรูปหรือบิดเบี้ยวได้

พราวและรศ.ดร. ศุภกิจ จึงเลือกใช้กระบวนการทางเคมีเข้ามาปรับโครงสร้างของวัสดุใหม่ เปลี่ยนจากพลาสติกประเภทเทอร์โมพลาสติก (Thermoplastic) ให้กลายเป็นวัสดุเทอร์โมเซต (Thermoset) ที่สามารถคงรูปได้ดีและไม่บิดเบี้ยวง่ายเมื่อได้รับความร้อน ผลลัพธ์ที่ได้คือวัสดุที่มีความแข็งแรงและทนทานมากขึ้น ขณะเดียวกันยังสามารถใช้สัดส่วนพลาสติกรีไซเคิลได้สูงขึ้น และช่วยลด Carbon Footprint ในกระบวนการผลิตได้

เมื่อได้วัสดุหลักแล้ว อีกหนึ่งคำถามสำคัญก็เกิดขึ้นตามมาคือ แล้วจะทำอย่างไรให้วัสดุนั้นแข็งแรงพอสำหรับการเป็นโครงสร้างของรัง?

แทนที่จะเลือกใช้รังที่ทำจากพลาสติกหรือไฟเบอร์กลาส 100 % แบบที่ผ่านมา พราวได้ทดลองใช้เส้นใยธรรมชาติที่สามารถทำหน้าที่เป็นตัวเสริมแรงให้กับวัสดุจาก PET โดยนำเส้นใยธรรมชาติ 7 ชนิด ได้แก่ สับปะรด กล้วย ป่านศรนารายณ์ ผักตบชวา มะพร้าว ปอกระเจา และกระสอบป่าน เข้าสู่กระบวนการทดสอบทางกลศาสตร์ในห้องปฏิบัติการ เพื่อดูความสามารถในการผสานตัวและการอุ้มเรซินของเส้นใย ไปจนถึงการทดสอบแรงดัดโค้งและแรงกระแทก

ผลการทดสอบพบว่า เส้นใยจากกระสอบป่านให้ประสิทธิภาพดีที่สุดในการผสานตัวกับวัสดุ จึงถูกเลือกมาพัฒนาต่อเป็นส่วนหนึ่งของวัสดุสำหรับสร้างรังเทียม และเมื่อนำวัสดุสำหรับทำรังเทียมต้นแบบเข้าสู่การทดสอบความคงทนต่อสภาวะอากาศแบบเร่งสภาวะ (Accelerated Weathering Test) จำลองแสง UV ความร้อน ฝน และความชื้น ผลการทดสอบก็ยืนยันว่าวัสดุอัพไซเคิลนี้สามารถทนทานต่อสภาวะอากาศกลางป่าธรรมชาติได้ยาวนานประมาณ 10 ปี

ถึงจะผ่านโจทย์เรื่องวัสดุมาได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ารังเทียมจะพร้อมนำไปใช้งานทันที เพราะสำหรับนกเงือกแล้ว บ้านที่ดีไม่ได้วัดกันที่ความแข็งแรงหรืออายุการใช้งาน แต่ต้องตอบโจทย์พฤติกรรมของนกที่อาศัยด้วย

พราวเล่าว่า นกเงือกเป็นสัตว์ที่ค่อนข้างพิถีพิถันกับการเลือกโพรงรัง โดยเฉพาะในช่วงฤดูสืบพันธุ์ พ่อนกและแม่นกจะบินสำรวจโพรงไม้หลายแห่งเพื่อเลือกรังที่เหมาะสม ปากโพรงต้องกว้างพอให้แม่นกมุดตัวเข้าไปได้ แต่ก็ต้องแคบพอที่จะช่วยป้องกันศัตรูไม่ให้เข้ามารบกวน

เมื่อเลือกโพรงได้แล้ว แม่นกจะเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ด้านใน และใช้มูล เศษอาหาร และดิน ปิดปากโพรงจนเหลือเพียงช่องแคบ ๆ สำหรับให้พ่อนกส่งอาหารผ่านจะงอยปาก ตลอดช่วงเวลาหลายเดือนที่แม่นกต้องกกไข่ ผลัดขน และเลี้ยงลูกนกอยู่ภายในรัง

“ช่วงที่แม่นกเข้าไปอยู่ในโพรง เขาจะออกมาไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นข้างในต้องมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ทั้งเรื่องอุณหภูมิ ความชื้น และการระบายอากาศ รวมถึงต้องแข็งแรงพอที่จะอยู่ได้ตลอดช่วงเวลาที่เลี้ยงลูก”

ความต้องการที่ละเอียดอ่อนเหล่านี้ทำให้พราวต้องกลับมาศึกษาพฤติกรรมของนกอย่างจริงจัง โดยได้รับคำแนะนำจากมูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก ก่อนนำข้อมูลเหล่านั้นมาปรับเป็นรายละเอียดในการออกแบบรังเทียม ตั้งแต่ขนาดและรูปทรงของโพรง ไปจนถึงพื้นที่สำหรับพ่อนกที่ต้องบินมาส่งอาหาร โดยพยายามเลียนแบบเงื่อนไขที่นกเงือกคุ้นเคยในโพรงธรรมชาติให้ได้มากที่สุด

ซึ่งสุดท้าย พราวก็ได้รังเทียมต้นแบบเป็นรังทรงสี่เหลี่ยม น้ำหนักประมาณ 30 กิโลกรัม ด้านหน้ามีขอนไม้ยื่นออกมาเป็นชานพักสำหรับให้พ่อนกเกาะขณะส่งอาหาร ส่วนภายในก็ถูกออกแบบให้กว้างเพื่อระบายอากาศ ให้อุณหภูมิและความชื้นให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับการอยู่อาศัยของแม่และลูกนก

บทพิสูจน์ที่เกาะยาวน้อยและก้าวต่อไปสู่เป้าหมายในอนาคต

เมื่อนวัตกรรมพร้อมใช้งาน พราวเลือก เกาะยาวน้อย จังหวัดพังงา เป็นพื้นที่ทดลองติดตั้งรังเทียมชุดแรก เนื่องจากที่นี่มีประชากรนกแก๊กอาศัยอยู่จำนวนหนึ่งและคนในชุมชนเองก็รักนกเงือกเป็นทุนเดิม การติดตั้งรังเทียมครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากทีมวิจัยจากมูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือกและชาวบ้านที่ช่วยกันชี้พิกัด โดยสังเกตจากเส้นทางการบิน เพื่อให้รังเทียมอยู่ในตำแหน่งที่นกมีโอกาสมองเห็นและเข้าถึงรังได้ง่ายที่สุด

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในปีแรก (จากรังเทียมทั้งหมด 20 รัง) พราวเล่าอย่างภูมิใจ ว่ามีนกยอมรับและใช้เป็นรังทั้งหมด 10 รัง แม่นกให้กำเนิดลูกได้ 14 ตัว เมื่อเข้าสู่ปีที่สอง จำนวนรังที่มีนกเข้ามาอยู่อาศัยเพิ่มขึ้นเป็น 14 รัง พร้อมให้กำเนิดลูกนกอีก 21 ตัว โดยลูกนกทั้ง 35 ตัวจากทั้งสองปีสามารถบินออกจากรังได้สำเร็จทั้งหมด

สำหรับพราว ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงผลสำเร็จของโครงการ เพราะอีกสิ่งหนึ่งที่พราวมองว่าสำคัญไม่แพ้จำนวนลูกนกที่เกิดขึ้น ก็คือการที่ชุมชนสามารถมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ไปพร้อมกัน

พราวบอกว่าความสำเร็จบนเกาะยาวน้อยเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเป้าหมายที่ใหญ่กว่าเดิม ปัจจุบัน Homes for Hornbills กำลังเดินหน้าขยายพื้นที่ติดตั้งรังเทียมไปยังผืนป่าสำคัญทั่วประเทศ ทั้งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา จังหวัดนราธิวาส รวมไปถึงศูนย์รักษาพันธุ์สัตว์ป่าและอุทยานแห่งชาติต่าง ๆ ที่มีรายงานการพบนกเงือก ขณะเดียวกัน ก็เดินหน้าระดมทุน Crowdfunding เพื่อพัฒนารังขนาดใหญ่ขึ้นสำหรับช่วยเหลือนกเงือกสายพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่และกำลังเผชิญวิกฤตโพรงรังอย่างรุนแรง โดยเฉพาะนกกกและนกชนหินต่อไป

เรื่อง อรณิชา เปลี่ยนภักดี
ภาพ อภิรักษ์ สุขสัย และ ญาณินท์ ตั้งคารวคุณ


อ่านเพื่มเติม : คุยกับ ดร.รุ่งทิพย์ วงศ์เลอศักดิ์

ผู้หาคำตอบเรื่องโลกร้อนผ่านการศึกษาแมลงปอ

© COPYRIGHT 2026 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.