ปลากระโทงร่ม ราชินิแห่งห้วงสมุทร

“ผมอาจจะเป็นคนรุ่นสุดท้าย”

ที่เคยได้เห็นและสัมผัสกับตำนานของฝูงปลากระโทงร่มซึ่งได้รับสมญานามจากความงดงามของมันว่า “ราชินีแห่งห้วงสมุทร” ที่เคยมารวมตัวกันอยู่ในบริเวณแนวร่องน้ำใกล้กับ หินล่อ หรือ หินบิดะ  หินกองกลางกระแสน้ำที่ตั้งอยู่กลางทะเล ใกล้กับเกาะพีพี ในเขตจังหวัดกระบี่ ในยุคสมัยเมื่อสี่สิบกว่าปีก่อน  ในช่วงวันที่อากาศดี ทะเลเรียบราวกับกระจก  เมื่อเราแล่นเรือเข้าไปในเขตรอยต่อระหว่างหินบิดะ และเกาะหมา เราจะเห็นพวกมันกางครีบหลังคล้ายกับใบเรือเพื่อว่ายไล่ต้อนลูกปลาในบริเวณผิวน้ำ ดูคล้ายกับทางมะพร้าวที่ลอยน้ำมาในทะเล

ชาวบ้านที่หากินกับท้องทะเลในยุคนั้น ไม่มีใครที่จะไปสนใจล่ามัน เพราะว่าน้ำแข็งสำหรับแช่ปลาบนเกาะพีพีราคากิโลกรัมละ 4 บาท ในขณะที่ราคาค่างวดของเนื้อปลากระโทงร่มสด ไม่รวมหัวอันใหญ่โตของมัน ที่คนในสมัยนั้นมักจะเอาไปทำปลาเค็มกันขายกันอยู่ในราคากิโลกรัมละ 2 บาทเพียงเท่านั้น เมื่อเทียบกับปลาอินทรี ปลาเนื้อดีที่มีราคากิโลกรัมละ 30 บาทในยุคนั้น  ด้วยขนาดตัวที่ใหญ่ตัวของมัน กับการตกด้วยสายเบ็ดมือที่กว่าจะลากเอาปลาขึ้นมาจากน้ำได้สักตัวนั้นนอกจากจะใช้เวลายาวนานกว่าปลาอินทรีแล้วยังแถมต้องเจ็บมือและเสียเวลาในการสู้กับปลาเป็นเวลานาน ๆ ก่อนจะนำขึ้นมาบนเรือได้เสียอีก

“ของที่ดูไม่มีค่า ไม่มีราคาสำหรับคนกลุ่มหนึ่ง ในบางครั้งอาจจะกลายเป็นสมบัติล้ำค่าของคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ออกเดินทางไปทั่วโลกเพื่อค้นหาปลาชนิดนี้”

ในอดีตเมื่อประมาณ 40 ปีที่แล้ว ในประเทศไทยเคยเป็นแหล่งท่ีมีปลากระโทงร่มชุกชุมมากที่สุดในบริเวณกองหินล่อ หรือ กองหินบิดะ ในบริเวณใกล้กับหมู่เกาะพีพี           

ปลากระโทงร่ม หรือ Sailfish (Istiophorus playpterus) เป็นปลาในกลุ่มของปลาที่เรียกว่าปลากระโทงหรือ Billfish ทีมีปากแหลมยื่นออกมา ที่แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มคร่าว ๆ ก็คือ ปลากระโทงแทง หรือ Marlin ปลากระโทงดาบ หรือ Swordfish ปลากระโทงร่ม หรือ Sailfish และปลากระโทงปากสั้น หรือ Spearfish ที่หายากและมีขนาดเล็กที่สุด  ปลากระโทงแต่ละกลุ่มก็มีรูปทรงและลักษณะของปากที่ยื่นออกมาแตกต่างกันไป 

สำหรับ Marlin หรือ ปลากระโทงแทง นั้นถือเป็นพี่ใหญ่ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของปลาในกลุ่มนี้  โดยเฉพาะกระโทงแทงดำ หรือ Black Marlin ที่มีน้ำหนักตัวมากกว่า 700 กิโลกรัมและมีขนาดยาวเกือบ 5 เมตร ที่เป็นตัวเอกของนวนิยายเรื่อง The Old Man and The sea ของ Ernest Hemmingway  ที่ทำให้เขาได้รับรางวัลพูลิตเซอร์และรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมจากเรื่องราวของตาเฒ่า ซานติอาโก้ ที่ต่อสู้กับปลากระโทงแทงขนาดใหญ่ยาวนานถึง 3 วัน 3 คืน เพียงลำพังกลางมหาสมุทร ที่ส่งผลให้การตกปลากระโทงแทงนั้นกลายมาเป็นแรงดึงดูดที่ทำให้ผู้คนทั่วโลกอยากจะออกไปสัมผัสประสบการณ์เช่นนั้นด้วยตนเอง  พื้นที่เกาะแก่งต่าง ๆ ที่เป็นแหล่งอาศัยของปลาในกลุ่ม Billfish ทุกชนิดบนโลกได้กลายมาเป็นจุดหมายปลายทาง ที่สำคัญของการเดินทางออกไปตามหาฝันของเหล่านักตกปลาจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น เมือง Cairns ทางตอนเหนือของออสเตรเลียใกล้กับแนวปะการัง Great Barrier reef ที่เป็นแหล่งของปลากระโทงแทงดำหรือ Black Marlin ขนาดยักษ์   เมือง Kona มลรัฐฮาวาย ที่เป็นแหล่งของปลากระโทงแทงสีน้ำเงิน หรือ Blue Marlin  เมือง Cabo San Lucas ที่เป็นแหล่งปลากระโทงลาย หรือ Striped Marlin  และเมือง Kuala Rompin ในประเทศมาเลเซีย ที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงของปลากระโทงร่ม หรือปลาใบแห่งเอเซีย

ปลากระโทงร่มหรือปลาใบนั้นได้รับสมญานามว่าราชินีแห่งห้วงสมุทร เนื่องจากรูปร่างที่สง่างามของมันในยามที่มันออกล่าเหยื่อ มันจะกางครีบหลังที่เหมือนกับใบเรือของมันออกและครีบท้องทางด้านล่างก็จะกางออกคล้ายปีกหรือริบบิ้นขนาดใหญ่ที่ใช้เพื่อช่วยควบคุมการทรงตัวและเพื่อใช้หยุดเพื่อเลี้ยวกลับตัวในมุมแคบด้วยความเร็วในขณะที่ไล่ต้อนปลาเหยื่อ ก่อนที่จะใช้ปลายปากของมันในการฟาดเหยื่อ และเมื่อมันต้องการทำความเร็วมันจะพับเก็บครีบของมันเข้าไปในลำตัวเพื่อให้ต้านน้ำน้อยที่สุด มันจึงเป็นปลาชนิดหนึ่งที่ว่ายน้ำได้เร็วที่สุดในท้องทะเล

เมื่อปลาในสกุลกระโทงชนิดต่าง ๆ กลายมาเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในหลาย ๆ พื้นที่ที่สร้างอาชีพและสร้างงานมากมายจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยว แนวคิดของการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้คุ้มค่าที่สุด โดยเฉพาะกับปลาในกลุ่ม Billfish หรือปลาในสกุลกระโทง ที่มีขนาดใหญ่และมีจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับปลาอื่นจึงก่อให้เกิดแนวคิดที่เรียกว่า Catch and Release หรือว่าการตกขึ้นมาแล้วปล่อยปลาที่มีชีวิตกลับลงสู่ทะเล  เนื่องจากปลากลุ่มนี้ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นจะสร้างระบบเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวที่ทรงคุณค่ามากกว่าปลาที่ตายไปแล้วถูกชำแหละออกมาขายเป็นเนื้อปลา 

สมาคมกีฬาตกปลานานาชาติ หรือ IGFA (International Game Fish Association) นั้นก็ได้ให้ความสำคัญกับปลาในกลุ่มกระโทงชนิดต่าง ๆ เป็นอันดับแรก ที่เริ่มจากการเริ่มต้นศึกษาเกี่ยวกับวงจรชีวิต การเดินทางและการขยายพันธุ์ของปลาในกลุ่มนี้ จากการติดแท็ก หรือเครื่องหมายบนลำตัวปลาที่นักตกปลาตกขึ้นมาได้แล้วปล่อยกลับลงไปในทะเลเพื่อที่จะศึกษาเกี่ยวกับเส้นทางของมัน เริ่มต้นจากการติดเครื่องหมายพลาสติกในยุคแรกในช่วงปี 1950  มาจนถึงในยุค 1990 ที่เริ่มการศึกษาโดยใช้การติดเครื่องส่งสัญญาณดาวเทียมเพื่อศึกษาวงจรชีวิตของปลาเหล่านี้โดยอาศัยความร่วมมือกับนักตกปลา จนพัฒนามาเป็นการศึกษาร่วมกับมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่าง Stanford University’s Hopkins Marines Station ที่ใช้การตกปลาเพื่อการกีฬาให้กลายมาเป็นการศึกษางานวิทยาศาสตร์ภาคประชาชน ( Citizen Science) ซึ่งข้อมูลต่าง ๆ ที่ติดแท็กดาวเทียมให้กับปลากระโทงแทงและกระโทงร่มไปหลายร้อยตัว ในพื้นที่มากกว่า 20 ประเทศทั่วโลก ช่วยเปิดเผยข้อมูลการเดินทางข้ามมหาสมุทรหลายพันไมล์ที่เราไม่เคยรู้มาก่อน

ปลากระโทงร่มในขณะที่กางใบออกไล่ล่าฝูงปลาซาร์ดีนที่รวมตัวกันเป็น Baitball นอกชายฝั่งเกาะ Isla Mujeres ในประเทศเม็กซิโก

สิ่งที่ผมเสียดายมากที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิตก็คือ เรื่องราวของฝูงปลากระโทงร่มแห่งเกาะพีพี ที่เราเห็นกันทุกเมื่อเชื่อวันในยุคเมื่อ 40 กว่าปีก่อนในสมัยที่ผมยังเป็นเด็กอยู่นั้น ได้กลายเป็นตำนานที่แทบจะไม่มีใครทุกวันนี้เคยรับรู้มาก่อนว่าในประเทศไทยของเรา เคยมีแหล่งปลากระโทงร่ม ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในโลก  เพียงแค่เราไม่สามารถที่จะรักษาสมบัติที่ล้ำค่านี้เอาไว้ได้แค่นั้นเอง

จากปลาที่ไร้ราคาที่ถูกกว่าน้ำแข็งกลายมาเป็นเมนูประจำเกาะพีพี ทำให้ราคาของปลากระโทงร่มที่เคยมีราคาเพียงกิโลกรัมละ 2-3 บาท ปรับขึ้นมาเป็น 20-30 บาทใกล้เคียงกับปลาเนื้อดีอย่างปลาอินทรี และขนาดตัวที่ใหญ่โตอาจจะถึง 20-30 กิโลกรัมต่อตัวของมัน ทำให้ปลากระโทงร่มนั้นกลายเป็นปลาที่มีราคาค่างวดขึ้นมา การรณรงค์ให้ปล่อยปลาที่ตกขึ้นมาได้และยังมีชีวิตอยู่ให้กลับลงไปในท้องทะเลนั้นจึงเป็นเรื่องที่ยากขึ้น และเมื่อมันกลายเป็นปลาที่มีราคา บทสุดท้ายของตำนานปลากระโทงร่มแห่งเกาะพีพี นั้นก็จบลงที่เรืออวนล้อมขนาดใหญ่ที่ล้อมกวาดเอาฝูงปลากระโทงร่มนับร้อยนั้นหายไปทั้งหมดในคราวเดียวเป็นการปิดตำนานปลากระโทงร่มที่เคยลอยตัวเล่นใบเหนือผิวน้ำในยามเย็นเพื่อล้อมจับลูกปลาดูเหมือนทางมะพร้าวที่ลอยน้ำอยู่กลางทะเลให้หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยมีใครเห็นคุณค่าและให้ความสนใจที่จะจดบันทึกเอาไว้  หลังจากปี พ.ศ. 2540 ก็แทบจะไม่มีใครเคยรับรู้มาก่อนว่าท้องทะเลในบริเวณนี้ เคยเป็นแหล่งรวมของปลากระโทงร่มที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย และอาจจะเป็นที่หนึ่งในโลกใบนี้เสียด้วยซ้ำไป

ปลากระโทงร่มเมื่อติดเบ็ด มันจะทะยานขึ้นสู่ผิวน้ำ โดยใช้ครีบหางอันทรงพลังในการโบกตัวขึ้นเหนือผิวน้ำ หรือที่เรียกกันว่า Tail walk ที่เปรียบเสมือนกับการเดินไปบนผิวน้ำโดยใช้ครีบหางของมันแตะน้ำไว้

เกือบสามสิบปีต่อมา หลังจากที่ผมห่างหายไปจากการตกปลาและเริ่มต้นดำน้ำอย่างจริงจังมากขึ้น ผมยังคงคิดถึงภาพของฝูงปลากระโทงร่มที่กางใบออกล่าเหยื่อในยามเย็นเหนือผิวน้ำนอกชายฝั่งเกาะพีพีในวัยเด็ก ที่ผมอยากจะมีโอกาสได้เฝ้ามองพฤติกรรมในการออกล่าเหยื่อของมันในทะเลจากใต้น้ำสักครั้งในชีวิต การเดินทางในครั้งนั้นทำให้ผมต้องเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปถึงนอกชายฝั่งเกาะ Isla Mujeres ในประเทศเมกซิโก ที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงแห่งปลากระโทงร่มในฝั่งทะเลแคริเบียน  โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว ที่น้ำเย็นจากอ่าวเมกซิโกจะไหลมาปะทะกับน้ำอุ่นของทะเลแคริเบียน ทำให้ฝูงปลาซาร์ดีนมารวมตัวกันและก็ดึงดูดให้ปลากระโทงร่มนั้นเข้ามาจับกลุ่มคอยล่าฝูงซาร์ดีน และถือเป็นจุดดำน้ำแห่งหนึ่งที่ดีที่สุดในโลกสำหรับการลงดำน้ำเพื่อไปเฝ้าชมพฤติกรรมในการล่าเหยื่อของปลากระโทงร่ม

การออกเรือตามหาฝูงปลากระโทงร่มนอกชายฝั่งเกาะ Isla Mujeres นั้นแตกต่างไปจากการออกเรือไปตามหาฝูงปลากระโทงร่มที่เกาะพีพีในยุคก่อนอย่างสิ้นเชิง ที่แค่เราออกเรือไปในบริเวณกองหินล่อหรือหินบิดะ เราก็จะเห็นพวกมันกางครีบที่เหมือนกับใบเรือของมันว่ายล้อมฝูงปลาเล็กอยู่ในระหว่างร่องน้ำของหินบิดะกับเกาะหมา แต่การตามหาฝูงกระโทงร่มที่กำลังไล่ล่าฝูงปลาซาร์ดีนในทะเลแคริเบียนนั้นพื้นที่ในการออกเรือตามหานั้นเป็นพื้นที่ที่กว้างขวางกว่ากันมากมายราวกับการงมเข็มในมหาสมุทร  แต่คนเรือท้องถิ่นนั้นจะใช้การสังเกตฝูงนกโจรสลัด หรือ นก Frigate นกทะเลขนาดใหญ่ที่เวลากางปีกออกจะดูคล้ายกับไดโนเสาร์อย่าง เทอโรแดกทิล ที่เราเห็นจากภาพวาดและกราฟิกจำลองที่ถูกสร้างขึ้นจากโครงกระดูกและฟอสซิล

ปลากระโทงร่มในขณะที่ล่าเหยื่อ มันจะใช้ปากของมันในการฟาดเหยื่อจำพวกปลาทู หรือปลาซาร์ดีน ที่มันไล่ต้อนมาให้สลบก่อนที่จะจับกินเป็นอาหาร

เมื่อเราออกเรือไปในท้องทะเลกว้าง เราจะคอยมองหาฝูงนกโจรสลัดที่จับกลุ่มบินวนอยู่เหนือท้องฟ้าและล่องเรือตามมันไป เพราะฝูงนกฟริเกตจะคอยบินหาฝูงปลากระโทงร่มจากมุมสูง  และเมื่อมันเห็นฝูงปลากระโทงร่มเรื่มไล่ต้อนฝูงปลาซาร์ดีน มารวมตัวกันเป็น Baitball แล้ว พวกมันจะบินโฉบลงมาร่อนอยู่ในแนวเหนือยอดคลื่น เพื่อคอยจับปลาซาร์ดีนที่กระโดดหลบการล่าเหยื่อของปลากระโทงร่มขึ้นมาในบริเวณผิวน้ำ  บ่อยครั้งที่เราจะเห็นครีบหลังของปลากระโทงร่มที่กางใบโผล่ขึ้นมาเหนือผิวน้ำแล้วมีฝูงนกโจรสลัดที่คอยบินคลอเคลียตามติดไปกับปลากระโทงร่มในบริเวณใกล้ผิวน้ำ 

คนเรือจะส่งให้เราลงน้ำดักหน้าฝูงปลากระโทงร่มในขณะที่ล้อมเหยื่อและให้เราจับกลุ่มกันว่ายน้ำค่อย ๆ เข้าไปอยู่กลางวงล้อมของปลากระโทงร่มที่คอยต้อนฝูงปลาซาร์ดีนไปเรื่อย ๆ  สิ่งเดียวที่เขาบอกกับเราก็คือ อย่าไปว่ายอยู่กลางฝูงซาร์ดีนที่กำลังว่ายวนเป็น Baitball เพราะมันจะคอยมาหลบใต้ตัวเรา  แต่ให้คอยสังเกตว่าฝูงปลาซาร์ดีนนั้นเคลื่อนที่ไปทางไหน แล้วคอยตามไปห่างๆ ฝูงปลากระโทงร่มจะว่ายตามฝูงปลาไป ถ้าไม่เห็นปลาแล้วให้กลับมาขึ้นเรือทันที เรือจะพาไปส่งดักหน้าใหม่อีกรอบ

ผมใช้เวลาลงน้ำและว่ายกลับมาขึ้นเรือใหม่ และไปลงน้ำใหม่อีกรอบวนไปวนมาอีกหลายครั้ง กว่าที่จะได้เห็นการล้อมไล่ล่าของปลากระโทงร่มใต้ผิวน้ำด้วยสายตาของตนเอง หลังจากที่รอคอยมายาวนานกว่าสามสิบปี

ความสัมพันธ์ระหว่างนกโจรสลัดกับปลากระโทงร่มเป็นสิ่งน่ามหัศจรรย์ คนเรือในทะเลแคริเบียน หรือ มาเลเซีย ต่างก็ใช้นกโจรสลัดเป็นผู้นำทางในการออกไปค้นหาปลากระโทงร่มกลางทะเลเปิดที่ทำให้ผมนึกย้อนกลับไปยังช่วงเวลาที่รอบๆเกาะพีพียังเนืองแน่นไปด้วยฝูงปลากระโทงร่ม ที่บนท้องฟ้านั้นถ้าหากเราล่องเรือเข้าไปในเขตของหมู่เกาะพีพี เราจะมองเห็นนกโจรสลัดอยู่เสมอ จนขนาดที่ว่าโรงแรมพีพีไอร์แลนด์คาบาน่า โรงแรมที่พักแห่งแรกบนเกาะพีพีนั้นก็ใช้นกโจรสลัดเป็นสัญลักษณ์ของโรงแรมต่อเนื่องมายาวนานกว่า 40 ปี สิ่งที่น่าสนใจมากก็คือ เมื่อปลากระโทงร่มนั้นหายไปจากท้องทะเลในแถบนั้น ดูเหมือนว่านกโจรสลัดที่เคยพบเห็นมากมายนับพันตัวในยามค่ำคืนที่จะมาเกาะนอนในบริเวณเหนือเกาะบิดะนั้นก็ดูเหมือนจะค่อยๆเลือนหายไปด้วยเช่นกัน

เมื่อปลายปีที่ผ่านมาชิน ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย ช่างภาพใต้น้ำชื่อดังถามผมว่า สนใจที่จะเข้ามาร่วมงานศึกษาวิทยาศาสตร์ทางทะเลที่จัดขึ้นระหว่างกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งและกลุ่มนักตกปลาที่จะเข้ามาช่วยในเรื่องของการศึกษาปลาหายากในทะเลไทยไหม ที่อาจจะเริ่มต้นจากกลุ่มปลากระดูกอ่อนอย่างฉลามและกระเบนก่อน แล้วอาจจะขยายผลไปถึงปลาหายากบางชนิดอย่างปลาในสกุลกระโทงที่มีคุณค่าในทางเศรษฐกิจที่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์ที่เริ่มต้นจากการร่วมมือในการศึกษาวิจัย ปลาหลาย ๆ ชนิดที่เคยถูกมองข้ามไปในมิติของการตกปลาเพื่อเกมกีฬา ที่อาจจะเป็นก้าวแรกของการร่วมมือกันระหว่างนักตกปลาและนักวิทยาศาสตร์ในการศึกษาหาข้อมูลต่าง ๆ เพื่อที่จะนำมาวางแนวทางในการอนุรักษ์และบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลที่ทรงคุณค่านี้ไปด้วยกัน

หลายคนอาจจะสงสัยแล้วตั้งคำถามว่า การตกปลามันจะไปเกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ได้อย่างไร  ถ้าเราจะอนุรักษ์ก็แค่ปล่อยมันไว้ในทะเลไม่ต้องไปยุ่งกับมันหรือสนใจมันไม่ดีกว่าหรือ?

ตำนานของฝูงปลากระโทงร่มแห่งหินบิดะใกล้เกาะพีพี น่าจะเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุดในเรื่องนี้ และคงเป็นเรื่องที่ติดค้างอยู่ในใจของผมมายาวนานมากกว่า 40 ปี  และผมมีคำตอบที่ชัดเจนว่า แค่เราปล่อยมันทิ้งไว้ และไม่ไปยุ่งกับมันนั้นไม่พอครับ เพราะทรัพยากรทางทะเลนั้นไม่ได้มีผู้ที่เข้ามาใช้ประโยชน์เพียงแค่นักตกปลาเพียงกลุ่มเดียว แต่ยังมีการทำประมงในรูปแบบต่าง ๆ ที่เข้ามาใช้พื้นที่ที่ทับซ้อนกันอยู่  พื้นที่อนุรักษ์ในหลาย ๆ แห่งทั่วโลกนั้นเกิดขึ้นจากการขับเคลื่อนจากพลังของนักตกปลาและกลุ่มองค์กรอนุรักษ์ภาคเอกชนที่มองเห็นความสำคัญของการเข้าไปจัดการพื้นที่ และที่สำคัญไปกว่านั้น ก็คือการสร้างประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมกลับลงไปสู่ท้องถิ่น ที่คำว่าอนุรักษ์ นั้นไม่ใช่แค่เพียงการห้ามเข้าไปแตะต้องทรัพยากรที่มีอยู่เพียงแค่นั้น แต่หมายถึงการจัดการการใช้ทรัพยากรที่ทรงคุณค่านี้เอาไว้ร่วมกัน และชุมชนที่ทำการอนุรักษ์นั้นจะต้องได้ประโยชน์โดยตรงกับการอนุรักษ์นั้นจากการใช้ทรัพยากรอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

ทัพพ์ มีทรัพย์วัฒนา นักตกปลาที่เป็นกลไกหลักที่สำคัญในการขับเคลื่อนโครงการนี้บอกกับผมว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่ต้องทำและต้องสื่อสารไปพร้อม ๆ กันก็คือการทำความเข้าใจร่วมกันกับทั้งสังคมนักตกปลาเอง และสังคมส่วนใหญ่ที่จะต้องมองถึงประโยชน์และอนาคตร่วมกันที่เป็นรูปธรรมว่า นักตกปลาเองก็จะมีส่วนช่วยในเรื่องของการอนุรักษ์ การเข้าไปมีส่วนช่วยในการกำหนดกฏเกณฑ์ในการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนว่าควรเป็นอย่างไร รวมไปถึงสิ่งที่นักตกปลาเองก็ต้องช่วยกันในการสื่อสารในมิติของการตกปลาเพื่อเกมกีฬาและการตกปลาเพื่อการอนุรักษ์ที่แตกต่างไปจากการทำประมง ไม่ใช่เพื่อใคร แต่เพื่อที่คนในรุ่นต่อ ๆ ไปจะได้มีโอกาสในการเข้าถึงและใกล้ชิดและเห็นคุณค่าของธรรมชาติได้เหมือนกับเราที่เคยมีมา

ทัพพ์ มีทรัพย์วัฒนา นักตกปลาเพื่อการอนุรักษ์ และเป็นตัวแทนของสมาคมกีฬาตกปลานานาชาติประจำประเทศไทย ที่ขับเคลื่อนงานด้านอนุรักษ์ร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กำลังสาธิตการถ่ายภาพคู่กับปลากระโทงร่มโดยที่ไม่นำปลาขึ้นจากน้ำ ซึ่งเป็นวิธีการที่ดีที่สุดที่จะรักษาปลาไม่ให้บาดเจ็บจากการนำปลาขึ้นมาถ่ายภาพบนเรือ หรือถ้าต้องการจะนำปลาขึ้นมาถ่ายภาพบนเรือควรจะใช้เวลาเพียงไม่เกิน 10 วินาทีก่อนที่จะนำปลากลับลงไปในน้ำ

จากโครงการนี้ทำให้ผมได้มีโอกาสเดินทางร่วมกันกับทีมนักวิทยาศาสตร์จากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เดินทางไปศึกษาไปดูงานแข่งขันตกปลาประจำปี   Royal Pahang Billfish International Challenge โดยทุนส่วนตัวของทัพพ์เอง ที่อยากจะให้นักวิทยาศาสตร์จากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง นั้นได้เห็นวิธีการจัดการ และระบบเศรษฐกิจของเมืองเล็ก ๆ ริมชายฝั่งทะเลที่โด่งดังไปทั่วโลกในฐานะ เมืองหลวงแห่งปลากระโทงร่มของเอเซียยาวนานมากว่า 2 ทศวรรษ ซึ่งระบบเศรษฐกิจเล็กๆของเมืองนี้ขับเคลื่อนด้วยปลากระโทงร่ม ที่ทำให้ผู้คนจากทั่วโลกหลั่งไหลเดินทางเข้ามาที่เมืองเล็ก ๆ แห่งนี้เพื่อตกปลากระโทงร่ม เพียงอย่างเดียว

นับตั้งแต่มีการค้นพบฝูงปลากระโทงร่มเข้ามารวมตัวกันในน่านน้ำนอกชายฝั่งรอมปินในปลายยุค 90 ต่อเนื่องมาถึงยุคต้นปี 2000 รอมปินก็กลายเป็นเมืองหลวงของปลากระโทงร่มแห่งเอเซีย  ที่ผู้คนต่างเดินทางเข้ามาเพื่อตกปลากระโทงร่ม สิ่งที่น่าสนใจมากกว่านั้นก็คือจุดเริ่มต้นของการออกกฏกติการ่วมกันว่าปลากระโทงร่มที่นักตกปลาตกได้ทุกตัวจะต้องถูกปล่อยกลับลงไปในน้ำ นั้นเริ่มต้นจากการตกลงกันเองในกลุ่มของเจ้าของเรือท้องถิ่น โดยไม่ได้มีหน่วยงานภาครัฐหรือหน่วยงานใดเข้ามาวางกฏเกณฑ์บังคับแต่อย่างใด เพราะกลุ่มนักตกปลาและเจ้าของเรือนั้นเห็นตรงกันว่า ปลากระโทงร่มที่มีชีวิตนั้นจะสร้างระบบเศรษฐกิจที่หมุนเวียนที่ยั่งยืนให้กับเมืองรอมปินจากการท่องเที่ยวตกปลา ได้มากกว่าปลาที่ตายแล้วและถูกนำขึ้นมาชำแหละขายเป็นปลาเค็มในราคาเพียงไม่กี่บาท มีการประมาณการว่าในแต่ละปีมีเม็ดเงินหมุนเวียนมากกว่า 20 ล้านริงกิตหรือราว 160 ล้านบาทต่อปีที่กลับลงไปสู่ชุมชนและท้องถิ่นของเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ ที่สร้างอาชีพให้กับผู้คนมากมายและต่อเนื่องมายาวนานเกือบ 30 ปี

รูปปั้นปลากระโทงร่มขนาดเท่าตัวจริง ที่จำลองภาพการกระโดดขึ้นเหนือยอดคลื่นในบริเวณริมหาด Pantai Hiburan ปลากระโทงร่มเป็นสัญลักษณ์ของเมือง รอมปิน เมืองเล็กๆริมชายทะเลที่แทบจะไม่มีใครรู้จักแห่งนี้ที่ได้กลายมาเป็นเมืองหลวงแห่งปลากระโทงร่มของเอเซีย ที่ดึงดูดให้ผู้คนจากทั่วโลกเดินทางมาเยือน และสร้างระบบเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนให้กับเมืองเล็กชายทะเลแห่งนี้มายาวนานและต่อเนื่องมากว่า 30 ปี
ฝูงปลากระโทงร่มที่ถูกลำเลียงใส่รถเข็นขึ้นมาจากเรืออวนลอย ก่อนที่จะนำไปส่งตลาดปลาเพื่อชำแหละทำเป็นปลาเค็มหรือปลาหวานในราคาเพียงกิโลกรัมละไม่กี่บาท ในขณะที่ปลากระโทงร่มที่มีชีวิตอยู่ในท้องทะเลนั้นสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจหมุนเวียนจากการท่องเที่ยวและเกมกีฬาตกปลาได้ปีละนับร้อยล้านบาท (ภาพ ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย)
ปลากระโทงร่ม ราชินิแห่งห้วงสมุทรหลายสิบตัว ถูกลำเลียงขึ้นมาจากเรือประมงอวนล้อม ก่อนที่จะถูกคัดแยกออกไปขายเพื่อนำไปแปรรูปเป็นปลาเค็มหรือปลาหวานในราคาเพียงกิโลกรัมละไม่กี่บาท หลังจากที่ปลากระโทงร่มกลายเป็นปลาที่มีราคาค่างวดขึ้นมาในยุคหลัง ก็ทำให้มันกลายเป็นเป้าหมายของการลงอวนลอยขนาดใหญ่ ที่กวาดเอาปลาขึ้นมาทั้งฝูงในคราวเดียว เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เราไม่ค่อยเห็นฝูงปลากระโทงร่มในน่านน้ำไทยที่มารวมตัวกันอย่างหนาแน่นเหมือนกับในบริเวณกองหินบิดะนอกชายฝั่งหมู่เกาะพีพีเหมือนเมื่อสมัย 40 กว่าปีก่อนนี้อีก และปิดตำนาน หินบิดะ เมืองหลวงแห่งปลากระโทงร่ม ไปอย่างน่าเสียดาย ( ภาพ ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย)

จากจุดเริ่มต้นที่มีเรือตกปลาให้บริการนักท่องเที่ยวเพียงไม่ถึง 10 ลำมาจนถึงเรือตกปลาจำนวนมากกว่า 50 ลำในปัจจุบัน Shaggy Ang กัปตันเรือตกปลาที่ทันสมัยที่สุดลำหนึ่งเล่าให้ฟังว่า เมื่อ 20 กว่าปีก่อนเขาก็เริ่มต้นจากการเป็นเด็กช่วยงานในเรือตกปลาลำเล็ก ๆ ที่มีขนาดเพียงไม่กี่ฟุตของคนอื่น ก่อนที่จะสั่งสมประสบการณ์ที่ยาวนานและเงินทุนมาลงทุนทำเรือของตนเอง ที่ในปัจจุบันนั้นเรือมาตรฐานในการออกไปตกปลากระโทงร่มของรอมปินนั้นส่วนใหญ่จะเป็นเรือเร็วขนาดประมาณ 40 ฟุต ที่ใช้เครื่อง Outboards ขนาด 250 แรงม้า ถึง 2 เครื่อง ที่ให้ความปลอดภัยเพียงพอกับการออกไปผจญกับคลื่นลมกลางทะเลเปิด และค่าใช้จ่ายในแต่ละวันของการออกไปตกปลาที่รอมปินนั้นจะตกอยู่ที่ประมาณ 3,500-4,000 ริงกิต หรือประมาณ 26,000-30,000 บาท ต่อวันตามแต่ราคาน้ำมันที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วง

วิธีการออกไปตกปลากระโทงร่มที่รอมปินนั้นก็จะแตกต่างจากการออกไปตกปลาชนิดอื่น ๆ อย่างสิ้นเชิง  เพราะการที่จะ Target หาปลากระโทงร่มนั้น เขาจะใช้วิธีการแล่นเรือออกไปหาปลาเหยื่อเก็บไว้ในถังเก็บปลาเป็นท้ายเรือก่อนพอได้เหยื่อพอใช้งานแล้ว ก็จะออกวิ่งเรือตามหาฝูงนกโจรสลัด หรือ นก Frigate ที่บินวนอยู่เหนือท้องฟ้า คล้าย ๆ กับที่เมกซิโก  เมื่อเจอฝูงนกแล้วก็จะขับเรือตามนกไปเรื่อยๆจนกว่าจะเห็นนกโจรสลัดนั้นโฉบลงมาร่อนเหนือยอดคลื่น และเมื่อเห็นฝูงปลากระโทงร่มในบริเวณผิวน้ำ เขาก็จะนำเรือเข้าไปจอดดักแล้วส่งเหยื่อเข้าไปหาปลา  ซึ่งในแต่ละวันนั้นอาจจะเจอหรือไม่เจอฝูงปลากระโทงร่มนั้นก็สุดแล้วแต่ว่าจะมีโชคแค่ไหน บางวันออกเรือไปทั้งวันก็ไม่เจอแม้แต่ฝูงนก หรือในบางวันออกเรือไปเพียงไม่ถึงชั่วโมงก็เจอฝูงปลาแล้ว

กลุ่มเรือตกปลามากกว่า 25 ลำ ของนักตกปลาจากนานาชาติ ที่มีทั้งทีมจากญี่ปุ่น สก็อตแลนด์ อิตาลี อเมริกา และทีมจากมาเลเซีย ที่เดินทางมาร่วมการแข่งขัน Royal Pahang Billfish International Challenge ที่จัดขึ้นต่อเนื่องมากว่า 20 ปีที่เมืองรอมปิน กติกาของการแข่งขันก็จะไม่นำปลาขึ้นมาจากน้ำเพื่อชั่งน้ำหนัก แต่จะส่งกรรมการลงไปประจำที่เรือแต่ละลำ คอยบันทึกภาพปลากระโทงร่มที่นักตกปลาตกขึ้นมาได้ก่อนที่จะปล่อยกลับลงไปในทะเล
ร้านอาหารในยามเช้าของเมืองรอมปินที่คึกคักไปด้วยกลุ่มนักตกปลาที่มารวมตัวกันกินอาหารเช้าและซื้อข้าวกล่องลงเรือก่อนที่จะแยกย้ายกันออกเรือไปตกปลาในแต่ละวัน การตกปลาเพื่อเกมกีฬานั้นสามารถสร้างระบบเศรษฐกิจให้กับพื้นที่และชุมชนอย่างต่อเนื่องได้ ไม่ว่าจะเป็นที่พัก ร้านอาหาร เรือให้บริการตกปลา รวมไปถึงกิจการต่อเนื่องต่างๆ ที่กิจกรรมการตกปลากระโทงร่มนั้นสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนให้กับเมืองเล็กๆอย่างรอมปินได้ถึงปีละเกือบ 200 ล้านบาท ต่อเนื่องยาวนานมากว่า 30 ปี

สิ่งหนึ่งที่น่าทึ่งสำหรับผมก็คือ การทำงานร่วมกันของกัปตันเรือกับเด็กท้ายเรือที่ประสานงานกันอย่างยอดเยี่ยมทั้งในเรื่องการขับเรือเพื่อเข้าหาฝูงปลา การส่งเหยื่อเข้าไปหาปลา และที่สำคัญที่สุดก็คือการ Handling ปลาเพื่อให้บอบช้ำน้อยที่สุด นับตั้งแต่เมื่อปลาถูกนำเข้ามาใกล้เรือ  สิ่งแรกที่กัปตันและลูกเรือจะถามนักตกปลาก็คือ จะนำปลาขึ้นเรือเพื่อถ่ายภาพไหม?  วิธีการที่ดีที่สุดก็คือการถ่ายภาพกับปลาโดยที่ปลายังอยู่ในน้ำโดยเด็กเรือจะช่วยจับปากปลาประคองไว้ในน้ำซึ่งเป็นวิธีการที่ปลอดภัยสำหรับปลามากที่สุด หรือถ้าอยากจะนำปลาขึ้นมาถ่ายภาพเขาก็จะให้นักตกปลาไปนั่งคอยอยู่ในบริเวณท้ายเรือ ก่อนที่เด็กเรือจะใช้มือที่ใส่ถุงมือจับปากปลาอุ้มขึ้นมาวางบนตักแล้วถ่ายภาพอย่างรวดเร็ว โดยให้เวลาเพียง 10 วินาทีเท่านั้นในการถ่ายภาพก่อนที่จะนำปลากลับลงไปในน้ำอย่างรวดเร็ว

และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการพักปลาก่อนที่จะปล่อย โดยเด็กเรือจะใช้มือจับปากปลาไว้ข้างเรือ ก่อนที่กัปตันเรือจะเดินเครื่องเบา ๆ เพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจนให้ไหลผ่านเข้าทางเหงือกของปลาจนสังเกตเห็นได้ว่าปลาแข็งแรงขึ้นและโบกหางได้แล้วก็จะปล่อยให้ปลาค่อย ๆ เคลื่อนตัวว่ายน้ำออกจากมือไปเอง 

เรือทุกลำและคนเรือทุกคนต่างก็รู้ดีว่า ปลากระโทงร่มในมือของพวกเขานั้นมีความหมายถึง การงาน อาชีพ อนาคต และความยั่งยืนของระบบเศรษฐกิจของเมืองเล็ก ๆ ริมชายทะเลแห่งนี้อย่างต่อเนืองและยาวนานมาเกือบ 30 ปี

ลูกเรือที่เมืองรอมปิน ในมาเลเซีย ในขณะที่กำลังจะปล่อยปลากระโทงร่มหลังจากที่ปลดเบ็ดออกแล้ว โดยใช้มือจับปากปลาไว้ในขณะที่กัปตันจะเดินเครื่องเบาๆเพื่อให้น้ำทะเลไหลผ่านเหงือกปลาได้มากขึ้นเพื่อเพิ่มออกซิเจนให้กับปลาทุกตัวก่อนที่จะปล่อยกับคืนสู่ท้องทะเล ข้อตกลงนี้เกิดขึ้นจากการตกลงและร่วมมือของกลุ่มเจ้าของเรือตกปลา กัปตันเรือ และนักตกปลามาเนิ่นนานกว่า 30 ปี ทำให้เมืองรอมปินยังคงความเป็น เมืองหลวงแห่งปลากระโทงร่มแห่งเอเซีย มาจนถึงทุกวันนี้
หลังจากที่บันทึกภาพเสร็จเรียบร้อย ปลากระโทงร่มทุกตัวที่รอมปินจะถูกปล่อยกลับคืนลงไปในทะเล ปลากระโทงร่มที่ยังมีชีวิตอยู่นั้น เป็นทรัพยากรที่ทรงคุณค่า มากกว่าปลาที่ตายลงไปแล้วนำขึ้นมาแล่ทำเป็นปลาเค็มหรือปลาหวานขายในราคาเพียงกิโลละไม่กี่บาท แต่สามารถสร้างระบบเศรษฐกิจได้จากการท่องเที่ยวและการตกปลา ที่สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนมากกว่า 20 ล้านริงกิตต่อปี

เย็นวันนั้นที่ริมหาด Pantai Hiburan  ผมยืนอยู่เพียงลำพังในบริเวณอนุสาวรีย์ขนาดใหญ่ที่จำลองภาพของปลากระโทงร่ม ขนาดเท่าตัวจริงในขณะที่กระโจนขึ้นเหนือผืนน้ำ และมองย้อนกลับไปในอดีตที่ผ่านมา  เราอาจจะแก้ไขข้อผิดพลาดในอดีตที่ผ่านมาไม่ได้แล้ว หากแต่เราสามารถที่จะเริ่มต้นในก้าวแรกของการอนุรักษ์โดยการร่วมมือจากทุกภาคส่วนได้

ทัพพ์ กำลังจัดทำคู่มือ Catch and Release ในการจัดการปล่อยปลาที่ควรคู่กับการอนุรักษ์เอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นปลาในกลุ่มปลากระดูกอ่อนอย่างฉลามและกระเบน รวมไปถึงปลาในสกุลกระโทงทุกชนิด  โดยร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ร่วมไปกับการรณรงค์ให้นักตกปลาและไต๋เรือได้ตระหนักถึงคุณค่าของปลาขนาดใหญ่ ที่เราสามารถนำมาใช้เป็นทรัพยากรที่นำมาใช้อย่างต่อเนื่องได้ ที่เป็นจุดเริ่มต้นของงานอีกหลาย ๆ อย่างที่อาจจะตามมาในอนาคตไม่ว่าจะเป็นการศึกษาพฤติกรรมและแหล่งอาศัยของปลาชนิดต่าง ๆ นอกพื้นที่อนุรักษ์โดยความร่วมมือของนักวิทยาศาสตร์ทางทะเลกับนักตกปลา หรือแม้กระทั่งการศึกษาเส้นทางในการอพยพของปลาเกมชนิดต่างๆท่ีไม่เคยมีการศึกษาและเก็บข้อมูลมาก่อนในประเทศไทย

“เพราะว่าการอนุรักษ์ที่แท้จริงนั้นไม่ได้แปลว่าแตะต้องไม่ได้ แต่แท้จริงคือจัดการ การใช้ทรัพยากรที่เรามีอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน”

เรื่องและภาพ นัท  สุมนเตมีย์ 


อ่านเพิ่มเติม : ปากบารา : มรดกแบบไหนที่เราจะส่งต่อให้คนรุ่นต่อไป

© COPYRIGHT 2026 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.