ถือเป็น “รอยต่อ” ระหว่างภูมิภาคตะวันออกกับตะวันตกที่สำคัญ ช่วยนำพาผู้คนหลายเชื้อชาติหลากภาษามาพบปะกันโดยมีจุดมุ่งหมายแตกต่างกันไป รวมทั้งก่อเกิดสาย เลือดลูกผสมที่เรียกรวมๆ ว่า “เปอรานากัน (Peranakan)” บ้างก็ออกเสียงว่า “เพอรานากัน”
เปอรานากันเกิดจากคนพื้นเมืองมลายูแต่งงานกับคนต่างชาติ เช่น ชาวอินเดีย ชาวอาหรับ ชาวตะวันตก ชาวจีน เพียงแต่ลูกผสมจีนฮกเกี้ยน (เปอรานากันไชนิส) หรือที่นิยมเรียกตนเองว่า บาบ๋า (Baba) ถือว่ามีจำนวนมากที่สุด
“สตูล” เป็นอีกจังหวัดที่พบร่องรอยวัฒนธรรมบาบ๋า เปอรานากัน แม้ไม่โดดเด่นเท่าเมืองท่าขนาดใหญ่ฝั่งอันดามัน แต่สตูลก็มีกลิ่นอายความใกล้ชิดกับมลายู มีการผสมผสานทางมิติพหุวัฒนธรรมที่น่าสนใจ
หลังรถตู้คันเก่งพาเราเข้าสู่เขตเมืองสตูลได้ไม่นาน เราได้เห็นศาลเจ้า เสามังกร ถัดมาเป็นมัสยิดกลางเมือง และถัดออกไปก็เป็นวัดพุทธ สถานที่เหล่านี้บ่งบอกความหลากหลายของผู้คนต่างวัฒนธรรมที่อยู่ร่วมกันในเมืองสตูลได้อย่างดี
เราสำรวจเมืองสตูลผ่านบานกระจกซ้าย-ขวา ได้ไม่นาน ทิวทิศน์สองข้างทางถนนศุลกานุกุลก็เริ่มเปลี่ยนไป บ้านเรือน และสิ่งก่อสร้างต่างๆ เริ่มถูกแทนที่ด้วยป่าชายเลนเขียวครึ้มตลอดสองข้างทาง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นผืนน้ำสีเขียวอมน้ำตาลทั้งสองฝั่ง เรากำลังจะข้ามสะพานคลองตำมะลังไปยังเกาะตำมะลังซึ่งมีท่าเรือเฟอร์รี่ข้ามไปเกาะลังกาวี มาเลเซีย เพียงแต่นั่นไมใช่ที่หมายของเราในวันนี้
“เราจะไปดูเรือนมลายูแบบไทรบุรีที่หมู่บ้านตำมะลังเหนือกัน ทุกวันนี้ถึงจะเหลือให้เห็นไม่กี่หลัง แต่ก็พอจะทำให้เห็นภาพสตูลในอดีตที่เคยเป็นตำบลหนึ่งของเมืองไทรบุรี หรือรัฐเคดาห์ ประเทศมาเลเซีย มาก่อน เมืองสตูลเราจึงมีวัฒนธรรมหลายอย่างที่ใกล้ชิดมลายู รวมถึงมีการอพยพย้ายของคนจีนจากเกาะปีนังและมะละกาเข้ามาเป็นระยะๆ จึงก่อเกิดวัฒนธรรมลูกผสมที่เรียกว่า บาบ๋า หรือเปอรานากัน ตามมา
“ร้อยโทเจมส์ โลว์ ทูตชาวอังกฤษ บันทึกเกี่ยวกับที่นี่ช่วงพ.ศ. 2367-2368 หรือราชสมัยรัชกาลที่ 3 ว่า สมัยก่อนผู้คนที่อาศัยอยู่บริเวณคลองมำบังซึ่งเชื่อมต่อมายังคลองตำมะลังก่อนจะออกสู่ทะเลประกอบด้วยชาวมลายู ไทย และคนจีน ส่วนใหญ่จะเป็นจีนฮกเกี้ยนซึ่งเดินทางมาจากมะละกา แต่เมื่อมีฐานะดีขึ้นชาวจีนฮกเกี้ยนก็พากันย้ายเข้าเมืองกันไปหมดเพื่อแสวงหาการ ศึกษาและความก้าวหน้าทางธุรกิจ คนไทยก็คงเช่นกัน ชุมชนตำมะลังจึงเป็นของชาวมลายูและนับถือศาสนาอิสลามโดยสมบูรณ์จนปัจจุบัน”
อาจารย์ศมานนท์ พฤกษ์พิเนต นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมบาบ๋า-ย่าหยา และนายกสมาคมเปอรานากันจังหวัดสตูล เล่าให้ฟัง ระหว่างที่เรากำลังเดินเท้าผ่านถนนเล็กๆ แค่พอมอเตอร์ไซด์วิ่งสวนกันได้ ไปดูเรือนไทรบุรีแบบมีพาไล
จากหมู่บ้านตำมะลังเหนือ อาจารย์ศมานนท์จะพาเราวิ่งกลับเข้าสู่แผ่นดินด้วยเส้นทางเดิม มุ่งหน้าย่านเมืองเก่าสตูลซึ่งมีทั้งเตี่ยมฉู่ คฤหาสน์แบบตะวันตก และศาลเจ้าโป้เจ้เก้ง เป็นจุดที่ต้องชม
ย้อนหลังกลับไปช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อพระยาภูมินาถภักดี (กูเด็น บิน กูแมะ) ได้รับตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล ความที่เคยรับราชการในปีนังมาก่อนจึงพอเข้าใจระบบเศรษฐกิจและการต่างประเทศแบบฉบับอังกฤษอยู่บ้าง พระยาภูมินาถภักดีจึงได้ทยอยสร้างอาคารสถาปัตยกรรมแบบสรรค์ผสานนิยม (Eclectic Style) สะท้อนอิทธิพลจากตะวันตกผสมผสานกับรสนิยมท้องถิ่นเช่นที่พบในปีนังและเมืองท่าชายฝั่งทะเลอันดามันขึ้นที่ถนนบุรีวาณิชให้ผู้คนเช่าค้าขายและอยู่อาศัย ร่วมกับมีการจัด เก็บภาษีอย่างเป็นระบบจึงทำให้เศรษฐกิจเมืองสตูลขยายตัวขึ้นอย่างมาก
“เตี่ยมฉู่ เป็นตึกแถวยาว รูปแบบสถาปัตยกรรมสะท้อนอิทธิพลจากตะวันตกผสมผสานกับรสนิยมท้องถิ่น หน้าตึกแถวจะมีช่องโค้งต่อกันเป็นระยะๆ เป็นทางเดินยาว กว้าง 5 ฟุต ภาษาจีนฮกเกี้ยนเรียกว่า หง่อกากี่ เป็นการเลียนแบบสถาปัตยกรรมโปรตุเกส เช่นเดียวกับที่พบในสถานทูตโปรตุเกสในกรุงเทพ ภายในของตึกแถวแต่ละห้องยังคงเอกลักษณ์บ้านเรือนของคนจีนไว้ ด้วยการสร้าง จิ่มแจ้ ซึ่งหมายถึง ช่องเปิดกลางบ้านทำหน้าที่กักเก็บน้ำฝนและเป็นลานซักล้าง
“นอกจากเตี่ยมฉู่หลายสิบห้องย่านเมืองเก่าถนนบุรีวานิชแล้ว ยังพบเตี่ยมฉู่ได้อีกที่ฉลุง รวมทั้งสุไหงอุเป หรือทุ่งหว้า ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจสำคัญในช่วงนั้น แต่เมื่อถึง พ.ศ.2492 มีมติให้รื้ออาคารเก่าออกและการปรับปรุงอาคารย่านเมืองเก่าให้มีความทันสมัยและแข็งแรงมากขึ้น ส่งผลให้เตี่ยมฉู่ดั้งเดิมหน้าตาเปลี่ยนไป แต่ยังพอเหลือจิ่มแจ๊และหง่อกากี่ให้เห็นบ้าง”
แม้เตี่ยมฉู่ จังหวัดสตูล จะมีจำนวนไม่มากและไม่สมบูรณ์เท่าเมืองภูเก็ต แต่ก็เป็นบันทึกประวัติศาสตร์ความรุ่งเรืองของเมืองสตูลซึ่งมีบาบ๋า เปอรานากันเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนความเป็นเมืองสตูล
“แรกเริ่มเดิมทีเสื้อผ้าที่ชาวสตูลสวมใส่กันส่วนใหญ่เป็นแบบที่ชาวมลายูนิยมทั่วไป เป็นเสื้อผ้าที่เรียบง่าย สุภาพ ในวิถีวัฒนธรรมมลายู เช่น เสื้อตัวยาวปกคลุมสะโพกกับผ้าโสร่งปาเต๊ะ คนไทยก็ใช้แบบไทยถิ่น เมื่อคนจีนฮกเกี้ยนจากมะละกาเดินทางมาอยู่ในสตูลมากขึ้นๆ ก็นำวัฒนธรรมการอยู่ การกิน และการแต่งกายเสื้อผ้าอาภรณ์มาด้วย ต่อมามีกลุ่มบาบ๋า เปอรานากันจากปีนังเดินทางมาอยู่ที่สตูลด้วย สองกลุ่มนี้ต่างกันไปบ้างจากช่วงเวลาการตั้งถิ่นฐานดั้งเดิม อิทธิพลของเจ้าอาณานิคมที่ต่างกัน รวมทั้งสภาพสังคมท้องถิ่นที่ทำให้วิถีของผู้คนแตกต่างกันได้แม้จะมีรากวัฒนธรรมเดียวกัน
“เราจะไม่พูดกันว่าแบบไหนใช่ แบบไหนไม่ใช่วิถีเปอรานากัน แต่จะบอกว่าแบบนี้คือ สิ่งที่เรารับรู้มา มองว่า เสื้อผ้าการแต่งกายของเหล่าญอหญาปีนังกับมะละกามีรูปแบบแตกต่างกันไปบ้าง มะละกาจะออกแนวรักษาขนบ ส่วนปีนังที่อยู่ในสังคมค้าขาย คหบดี เสื้อผ้าก็จะออกแนวหรูหรากว่า นิยมใช้ผ้าที่ผ้าเนื้อดี ผ้าลูกไม้จากยุโรป อินเดีย การแต่งกายของผู้หญิงเปอรานากันสตูลก็ได้รับอิทธิพลมาจากทั้งสองที่ และยังได้เกิดการแต่งกายแบบผสานนิยมตามยุคสมัย แต่ยังมีกลิ่นอายเปอรานากันสะท้อนความนิยมของผู้คนในแต่ละช่วงเวลา
“ภาพรวมของเสื้อผ้าสตรีบาบ๋าจะเน้นไปทางหรูหราและหลากหลาย อย่างเสื้อก็จะมีทั้งในพิธีการ เช่น เสื้อเคบายา มีทั้งเสื้อสั้น เสื้อยาว เสื้อคอตั้งแขนจีบ เสื้อที่สวมใส่ในชีวิตประจำวัน เช่น เสื้ออาจ้อ เสื้อลูกไม้ หรือเสื้อต่อดอก ทั้งหมดนี้จะใส่กับผ้าโสร่งปาเต๊ะแล้วคาดเข็มขัดทอง หรือนาคทับ ด้วยความที่เสื้อสั้น ผู้ใส่ก็จะได้โชว์เข็มขัดไปด้วย
“ถ้าลงรายละเอียดเรื่องผ้าปาเต๊ะ ที่สตูลจะใกล้เคียงมลายูมากกว่าจีนคือ นิยมสีเข้มใช้ลวดลายเรขาคณิต หรือดอกไม้ ไม่มีรูปสัตว์และวางลายแน่นๆ แต่ถ้าของภูเก็ตที่ใกล้จีนมากกว่าจะเน้นสีพาสเทลนุ่มนวล หรือบางครั้งก็ใช้สีฉูดฉาดตัดกันไปเลย ที่สำคัญจะนิยมใช้ลวดลายสัตว์และดอกไม้มงคลแบบจีน แต่วางลายแบบโปร่งๆ แต่ภาพรวมก็สวยเหมือนกันแค่คนละสไตล์
“ส่วนเสื้อผ้าบาบ๋าเปอรานากันผู้ชายก็ไม่ซับซ้อนอะไร มีไม่กี่แบบ ที่บ้านเราไม่นิยมใส่เหมือนภูเก็ตเท่าไหร่เพราะส่วนใหญ่พวกเขาจะเป็นนายเหมือง หรือนายห้าง ที่สตูลจะใส่เสื้อผ้าตามอาชีพ เช่น ถ้าทำเกษตรกรรมก็เสื้อยืดคอกลมมีกระเป๋า ไม่ก็เสื้อยืด แต่ถ้าต้องติดต่อธุรกิจ ไปงานพิธีการใดๆ สตูลก็ใส่เต็มที่เหมือนกัน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นชุดสากล”
อาจารย์อิ่มจิตร เลิศพงษ์สมบัติ ผู้สนใจเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับเปอรานากันเล่าให้เราฟัง พลางชี้ให้ดูผ้าปาเต๊ะลายต่างๆ รวมทั้งรองเท้าลูกปัดเปอรานากัน หัตถกรรมขั้นสูง ที่ช่วยสืบสานและสืบทอดทุนทางวัฒนธรรมเปอรานากันให้คงอยู่
“คนจีนนิยมสวมรองเท้าทำด้วยผ้านิ่มๆ ใส่ในบ้าน ด้วยรักษาสุขภาพตามวิถีโบราณป้องกันความเย็นไม่ให้เข้าสู่ร่างกาย แต่คงด้วยความเป็นแม่ศรีเรือนและมีรสนิยมการปักลวดลายด้วยดิ้น หรือไหมเพื่อเพิ่มความงดงาม ทั้งเพื่อใส่นอกบ้านและใช้โอกาสพิเศษ จริงๆ แล้วสมัยก่อนการปักรองเท้าเป็นวิชาในบ้าน ผู้หญิงต้องฝึกเพื่อทำรองเท้าแต่งงาน หรือทำให้ญาติผู้ใหญ่ แต่นานวันขนบนิยมนี้ก็ลดน้อยลงไปทุกทีเพราะเป็นงานประณีตต้องใช้เวลา
“ดังนั้นหากจะให้วัฒนธรรมอยู่ในวิถีชีวิตได้จริงก็ต้องหยิบจับมาใช้งานได้จริงเช่นกัน นั่นจึงนำมาสู่การตั้ง กลุ่มวิสาหกิจชุมชนญอหญาหัตถกรรม ขึ้น โดยงานปักรองเท้าของที่นี่จะเลือกใช้ลูกปัดแก้วจากต่างประเทศเม็ดเล็กขนาด 2 มิลลิเมตร มาไล่เรียงเฉดสีอ่อน-เข้ม ให้เข้ากับลวดลายที่ออกแบบไว้เพื่อเพิ่มมิติและความหรูหรา”
เครื่องประดับยังเป็นอีกสิ่งที่บาบ๋าให้ความสำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็นในชีวิตประจำวัน หรือในพิธีการก็ตาม นอกจากช่วยบ่งบอก
ฐานะ สถานะทางสังคม และความชื่นชอบของผู้สวมใส่แล้วเหนือสิ่งอื่นใดคือการบ่งบอกถึงความเป็นบาบ๋า เปอรานากัน ผู้มาพร้อมความมั่งคั่งอย่างแท้จริงเพราะเครื่องประดับทุกชิ้นนิยมทำจากทองคำและประดับด้วยเพชรพลอย
“งานแต่งงานจะเป็นงานที่โชว์ความมั่งคั่งได้ชัดเจนที่สุด ครอบครัวไหนที่มีฐานะ เจ้าสาวจะสวมเครื่องประดับแบบจัดเต็มตั้งแต่ปิ่นปักผม มงกุฎดอกไม้ไหว (ฮัวก๋วน หรือฮัวขวน) ต่างหู สร้อยคอยาว กำไลข้อมือและข้อเท้า เข็มกลัดกอรอสังแม่ลูก 3 ตัวสำหรับใส่กับเสื้อเคบายา เข็มขัด เจ้าบ่าวก็จะประดับเข็ดกลัดรูปดาว (ปิ่นตั้ง หรือบินตัง) ที่หน้าอก ทั้งหมดนิยมทำจากทองคำซึ่งทุกชิ้นจะสื่อความหมายความเป็นมงคล ส่วนครอบครัวฐานะปานกลางจะเลือกใช้เครื่องประดับเฉพาะที่จำเป็น จะมีน้อยชิ้นหรือมากชิ้นก็ต้องมี”
เครื่องแต่งกายบาบ๋า เปอรานากัน จึงเป็นการสะท้อนอัตลักษณ์และวิถีชีวิตของลูกหลานชาวจีนกับคนพื้นถิ่นในมลายู และเพิ่มความหรูหราจากตะวันตก จนมีรูปแบบเฉพาะที่ลงตัวและมีความประณีตไม่เหมือนที่ไหน
เสียงตะหลิวผัดสลับเคาะกระทะเป็นช่วงๆ ตามมาด้วยกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย รับกับเสียงท้องร้องของพวกเราพอดีเพราะร่างกายกำลังต้องการอาหารมื้อเที่ยง แต่กว่า “ช้าหยิ่วหู” ในกระทะจะได้ที่ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องผ่านการชิมจากอาม่า ญอหยารุ่นที่สามซึ่งปัจจุบันอายุ 93 ปีแล้ว ว่า เป็นรสชาติที่ถูกต้องแล้วจริงๆ
“เอ่ะอ่ะ โบ่ย” (แปลว่า ได้รึยัง)
“ทีเอี๋ยมโกต่ำโป่ะ” (แปลว่า เติมเกลืออีกนิดนึง)
“เอ่เลี้ยว โฮเจียะเลี้ยว” (แปลว่า ได้แล้ว อร่อยแล้ว)
“ที่บ้านจะคุยกันด้วยภาษาจีนฮกเกี้ยนและมีภาษามลายูปนอยู่เกือบทุกประโยคที่พูด เพราะสมัยก่อนที่ตำบลเจ๊ะบิลัง อำเภอเมืองสตูลจะมีคนจีนฮกเกี้ยน มีอยู่แค่ 7 หลัง เพื่อนบ้านล้วนเป็นมลายูทั้งหมู่บ้าน อย่างเมนูที่กำลังทำวันนี้ “ช้าหยิ่วหู” ก็เป็นภาษาจีนฮกเกี้ยนเช่นกัน ช้า แปลว่า ผัด หรือคั่ว หยิ่วหู แปลว่า ปลาหมึกแห้ง และมีส่วนผสมอื่นๆ ประกอบด้วย มันแกว กะหล่ำปลี แครอต หมูสามชั้นซอย ช้าหยิ่วหูเป็นอาหารจานหลักที่นิยมทำเพื่อไหว้เจ้าและไหว้บรรพบุรุษ ในเทศกาลต่างๆ เช่น ตรุษจีน เช็งเม้ง สารทจีน ซึ่งถ้าเทียบความคล้ายคลึงของเมนูนี้กับที่ภูเก็ตมี ที่นั่นเขาจะเรียกว่า “ผัดมันแกว”
อาจารย์กรวิภา ขวัญเพ็ชร ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารเปอรานากัน สตูล เป็นญอหยารุ่นที่สี่และลูกสาวของอาม่า เล่าให้พวกเราฟัง ขณะที่บรรจงตักช้าหยิ่วหูลงจาน โดยมี “ข้องบะ” ที่ตุ๋นไว้ในหม้อรอต่อคิวเสิร์ฟ สำหรับข้องบะที่ภูเก็ตจะเรียกว่า หมูฮ้อง ใส่เครื่องเทศซึ่งจะแตกต่างจากสตูลที่ไม่ได้ใส่ แต่หน้าตาจะดูคล้ายๆ กัน
“อาหารเปอรานากัน ในจังหวัดสตูลเกิดจากการผสมผสานทางวัฒนธรรมมลายูกับจีนฮกเกี้ยน เครื่องปรุงรสนอกจากจะใช้กะทิ เครื่องเทศแล้ว ยังใช้เจี้ยวเชง (ซีอิ๊ว) เต้าเจี้ยวในการปรุงอาหาร บางเมนูก็มีหมูเป็นส่วนประกอบด้วย รสชาติอาหารคาวโดยรวมมีรสเค็มนำมากกว่าหวาน บางเมนูจะไม่ใส่น้ำตาลเลยเช่น ข้องบะ ที่ใส่แค่เกลือกับซีอิ๊ว แต่บางเมนูก็อาจเติมน้ำตาลเล็กน้อย ถ้าประเภทขนมอย่างข้าวเหนียวอัด กินกับสังขยาที่ทำจากไข่ หัวกะทิ น้ำตาล ไม่มีแป้งเป็นส่วนผสม
“โดยทั่วไปอาหารของคนสตูลจะเน้นวัตถุดิบท้องถิ่น เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา ผักพื้นถิ่น สะตอ หน่อไม้ เอามาทำแกงส้ม แกงเลียง ต้มกะทิ หรือแกงแบบมลายูที่มีส่วนผสมของเครื่องเทศ เช่น แกงตูมิ แกงปัจรี แกงกุรหม่า แกงตูมิปลานิยมกินเป็นอาหารเช้ากับข้าวมัน หรือโรตี และอาจาด แต่ภูเก็ตจะแกงชนิดนี้ว่า “แกงตูมี๊” ส่วนอาหารบาบ๋า ซึ่งเป็นวัฒนธรรมผสมจีนมลายู มักจะพบได้ในงานมงคล การไหว้เจ้าเสียมากกว่า ส่วนขนมข้าวเหนียวอัด ขนมเต่า (อั่งกู) ข้าวเหนียวไส้กุ้ง (ปูโลดอูดัง) ก็หาทานได้ทั่ว ไป”
ก่อนจะจากเมืองสตูลไปเพื่อให้ได้สัมผัสเมืองพหุวัฒนธรรมครบรส พวกเราจึงขอแวะศาลเจ้าโป้เจ้เก้ง ศาลเจ้าเก่าแก่ในเมืองสตูลซึ่งชาวจีนฮกเกี้ยน จีนแคระ บาบ๋า และชาวสตูลต่างให้ความเคารพมาช้านาน
“บาบ๋า เรานับถือศาสนาพุทธมีการไปใส่บาตร ไหว้พระ ทำบุญ ขณะเดียวกันก็ยังมาไหว้เจ้าด้วย ประเพณีแบบจีนเราก็ทำ เช่น ประเพณีถือศีลกินเจ เราไม่ได้แบ่งแยกเพราะทุกอย่างเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของเรา ส่วนคำสอนต่างๆ ก็เหมือนครอบครัวจีนทั่วๆ ที่เน้นความกตัญญูรู้คณ ความซื่อสัตย์ ประหยัด มัธยัสถ์ และความรัก ความสามัคคีในครอบครัว พี่น้องต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
“ในเมืองสตูลที่เราเห็นมีมัสยิดกลาง หรือมัสยิดมำบัง มีคนมุสลิมอยู่เยอะแยะ แต่ก็ยังมีศาลเจ้า มีวัดพุทธ มีโบสถ์คริสต์อยู่ด้วยแสดงให้เห็นว่า พวกเราอยู่ร่วมกันได้ เป็นเพื่อนกันได้ มีการแลกเปลี่ยนอาหารกันด้วย และต่างไปช่วยงานประเพณีของกันและกันได้ เพียงแค่ว่า ถ้ามุสลิมมางานของเพื่อนต่างศาสนิก หรือบาบ๋า เราก็จะเลือกเสิร์ฟอาหารฮาลาล เพื่อเป็นการให้เกียรติกัน เรียกว่า คนสตูลจะเข้าใจในหลักศาสนา ความเชื่อ และยอมรับในความแตกต่าง เพราะฉะนั้นพวกเราชาวสตูลถึงสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขจนถึงทุกวันนี้”
จี้ซี เสาวภัค จูห้อง และจี้กิม วิไลวรรณ หงส์วรานนท์ บาบ๋า เปอรานากันสตูล รุ่นที่สี่ เล่าให้พวกเราฟังด้วยความภูมิใจในรากเหง้าของทั้งคู่ และยังถือเป็นการปิดท้ายการสำรวจวัฒนธรรมบาบ๋า เปอรานากัน ที่สตูล ดินแดนพหุวัฒนธรรมหลากมิติได้อย่างสมบูรณ์แบบ
เรื่อง วรลักษณ์ ผ่องสุขสวัสดิ์
ภาพ กองบรรณาธิการ