ภูมิศาสตร์สร้างเปอรานากัน วัฒนธรรมลูกผสม จีน-มลายู

ภูมิศาสตร์สร้างเปอรานากัน วัฒนธรรมลูกผสม จีน-มลายู

“ประเทศไทยเป็นดินแดนหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ที่รุ่มรวยไปด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรม”

ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก และภาคใต้ แต่ละภาคต่างมีกระบวนการหล่อหลอม ผสม ผสานที่แตกต่างกัน โดยมีชาติพันธุ์และภูมิศาสตร์เป็นตัวแปรสำคัญ 

“เปอรากัน (Peranakan) บ้างก็เรียกว่า “เพอรานากัน” หรือ “เพอราณากัน ก็มี หนึ่งในวัฒนธรรมที่เปี่ยมอัตลักษณ์อันโดดเด่นทั้งในเรื่องอาหาร สถาปัตยกรรม เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ รวมทั้งประเพณีและความเชื่อ ดังปรากฏในดินแดนบริเวณคาบสมุทรมลายู มะละกา รวมทั้งภาคใต้ของเรา 

แม้จะเป็นวัฒนธรรมเกิดใหม่อายุราว 600 ปี แต่ในหลายๆ พื้นที่วัฒนธรรมนี้ก็ยังคงมีลมหายใจและมีชีวิตชีวาเพราะบรรดาลูกหลานไม่เพียงอนุรักษ์ให้คงไว้ แต่ยังมีความพยายามสืบทอดด้วยนำมาปรับใช้ในชีวิตจริง  

  • เปอรานากัน (Peranakan) เป็นคำภาษามลายู หมายความว่า เกิดที่นี่ บางคนออกเสียงว่า เพอรานากัน เพอราณากัน ใช้เรียกสายเลือดลูกผสมคนพื้นเมืองคาบสมุทรมลายู มะละกา กับหลากหลายเชื้อชาติ เช่น จีน อินเดีย 
  • เปอรานากันไชนิส (ลูกผสมจีนฮกเกี้ยน) ถือว่ามีจำนวนมากที่สุด และมีคำเรียกที่หลากหลาย ไม่ว่าจะชาวจีนช่องแคบ (Straits Chinese) รวมทั้ง บาบ๋า (Baba) ซึ่งใช้เรียกชาวจีนลูกผสมเพศชาย ย่าหยา (Yaya) หรือยอนยา (Nyonya) ที่ใช้เรียกชาวจีนลูกผสมเพศหญิง 
  • ไม่เพียงการผสมสผานทางเชื้อชาติแต่ยังมีการผสมผสานทางวัฒนธรรมเช่นกัน เกิดเป็นวัฒนธรรมใหม่ที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตัวเรียกว่า วัฒนธรรมเปอรานากัน

ภูมิศาสตร์ จุดตั้งต้นสำคัญของวัฒนธรรมเปอรานากัน

กว่า 9 ชั่วโมงบนรถตู้ที่เราพยายามเปลี่ยนสารพัดอิริยาบถทั้งนั่งทั้งนอนสลับกันไป ในที่สุดก็มาถึง ภูเก็ต ดินแดนซึ่งได้ชื่อว่า เป็นเมืองที่วัฒนธรรมเปอรานากันเจริญรุ่งเรืองมากที่สุดในภาคใต้ของประเทศไทย 

แม้จะเป็นเวลาเย็นย่ำ ดวงอาทิตย์ใกล้ตกทะเลในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า แต่แสงสีส้มแดงที่ฉาบสลับทั่วท้องฟ้าก็มากพอจะฉายภาพความยิ่งใหญ่ของอ่าวภูเก็ต หรืออ่าวทุ่งคา ให้ผู้มาเยือนมองเห็นและจินตนาการถึงความยิ่งใหญ่ในอดีตของอ่าวแห่งนี้ได้ไม่ยาก

ที่ตั้งต้นจากอ่าวทุ่งคาเพราะที่นี่ไม่เพียงทำให้เราเห็นลักษณะทางภูมิศาสตร์ซึ่งเอื้อต่อการเป็นเมืองท่า สถานีค้าขายใหญ่น้อยเท่านั้น แต่ครั้งหนึ่งอ่าวแห่งนี้ยังมีการทำเหมืองแร่ดีบุกทั้งในทะเลและชายฝั่ง นอกเหนือไปจากการทำเหมืองแร่บนบกที่มีอยู่หลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นเหมืองรู เหมืองแล่น เหมืองหาบ ทั้งหมดที่เล่ามานี้ล้วนเป็น “ประตูบานสำคัญ” ที่นำพาวัฒนธรรมเปอรานากันมายังภูเก็ตและเมืองท่าฝั่งอันดามัน 

ทว่าจุดกำเนิดของวัฒนธรรมเปอรานากันกลับมีความเป็นมายาวนานกว่า 600 ปีมาแล้ว น้ำเสียงของนายแพทย์โกศล แตงอุทัย นายกสมาคมเพอรานากันแห่งประเทศไทย ที่ให้สัมภาษณ์กับเราก่อนเดินทางมายังภูเก็ตก็ดังขึ้นในความคิด

ชุมชนริมคลองตำมะลัง จังหวัดสตูล อยู่ติดกับพื้นที่ทางตอนเหนือสุดของประเทศมาเลเซีย ปัจจุบันยังคงมีเรือนไม้มลายูและร่องรอยวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวมลายูให้พอเห็นอยู่บ้าง

“คาบสมุทรมลายู หรือหากจะเรียกตามคนไทยก็คือ สุวรรณภูมิ ยาวลงไปจนกระทั่งถึงสิงคโปร์ คาบสมุทรนี้เป็นรอยต่อระหว่าง Eastern กับ Western ในทางภูมิศาสตร์เรียกว่า เป็นจุดแวะพักที่ดีสำหรับเรือสินค้าในช่วงที่หยุดรอลมมรสุมแต่ละด้านที่เอื้อต่อการเดินเรือ ประกอบกับบริเวณนี้ในอดีตยังมีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ นั่นทำให้เกิดการตั้งท่าเรือ สถานีการค้า มีการแลกเปลี่ยนระหว่างนานาชาติตามมา ทั้งศิลปวัฒนธรรม ศาสนาและความเชื่อ รวมทั้งการผสมผสานของชาติพันธุ์

เรือนมลายูแบบไทรบุรีดั้งเดิมที่ยังพอมีให้เห็นในชุมชนริมคลองตำมะลัง จังหวัดสตูลปลูก การยกใต้ถุนสูงช่วยเพิ่มพื้นที่ใช้สอยให้เรือน เกช่น เก็บผลผลิต เลี้ยงสัตว์

“ในยุคของสุลต่านผู้สถาปนาอาณาจักรมะละกาชื่อปารมีสรวล (Parameswara) ท่านได้อภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงฮังลิโปแห่งราชวงศ์หมิงซึ่งเดินทางมาจากเมืองจีน ครั้งนั้นมีเหล่าขุนนางจีนราว 500 คนตามเสด็จมาด้วย ในไม่ช้าจึงมีการแต่งงานกับผู้หญิงพื้นเมืองตามมา ในส่วนของประชาชนเองก็มีกลุ่มพ่อค้าชาวจีนซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีนฮกเกี้ยนเดินทางมาเสี่ยงโชคตายเอาดาบหน้าที่มะละกาด้วยเหมือนกัน พอตั้งตัวได้ก็แต่งงานสร้างครอบครัวกับชาวพื้นเมือง ลูกที่เกิดจากเชื้อสายจีนกับมลายูจึงเป็นสายเลือดลูกผสม (Half blood) และต่อมาได้รับการจำกัดความรวมๆ ว่า เปอรานากัน ในภาษามลายู ซึ่งหมายความว่า เกิดที่นี่นั่นเอง”

ประมงเป็นหนึ่งในอาชีพที่อาศัยความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติมาหล่อเลี้ยงชีวิตและช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้มนุษย์มาช้านาน

เปอรานากัน ไม่ได้หมายถึงลูกผสมเชื้อสายจีนเท่านั้น

ท้องฟ้าเหนืออ่าวทุ่งคาตอนนี้ ริ้วลายสีส้มแดงที่เคยฉาบสลับทั่วท้องฟ้ากลับถูกกลืนกลายด้วยสีดำจนหมดสิ้น แสงไฟจากบ้านเรือนรอบๆ อ่าวทุ่งคาและบางส่วนจากเรือในอ่าว เริ่มปรากฎเห็นเด่นชัดให้ความงามไปอีกแบบ สีสันของแสงไฟไม่ว่าจะขาว อมเหลือง ส้ม หรือเขียวฟ้า ก็คงเหมือนความหลากหลายของเหล่าลูกผสม หรือเปอรานากัน ซึ่งไม่ได้จำเพาะเจาะจงเพียงแค่ลูกที่เกิดจากชาวจีนกับชาวพื้นเมืองเท่านั้น

“เปอรานากันจริงๆ แล้วมีหลากหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นเปอรานากันจิตตี้ หรือเปอรานากันอินเดียน (ลูกผสมอินเดีย) เปอรานากันยูโรเปี้ยน (ลูกผสมชาวตะวันตก) เปอรานากันไชนิส (ลูกผสมจีนฮกเกี้ยน) อย่างหลังนี่เองที่มีจำนวนมากที่สุด และมีคำเรียกที่หลาก หลาย ไม่ว่าจะชาวจีนช่องแคบ (Straits Chinese) รวมทั้ง บาบ๋า (Baba) ซึ่งใช้เรียกชาวจีนลูกผสมเพศชาย ย่าหยา (Yaya) หรือยอนยา (Nyonya) ที่ใช้เรียกชาวจีนลูกผสมเพศหญิง”

บาบ๋านับถือทั้งเทพและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของจีน ขณะเดียวกันก็นับถือศาสนาพุทธแบบเถรวาทด้วย ในพื้นที่ที่พวกเขาตั้งถิ่นฐานอยู่จึงปรากฎศาลเจ้าใหญ่น้อยให้เห็นอยู่ทั่วไป

นักวิชาการสันนิษฐานไปในทางเดียวกันว่า ชาวจีนไม่ว่าจะเดินทางไปที่ใดย่อมนำวัฒนธรรมติดตัวไปด้วย ไม่ว่าจะเครื่องแต่งกาย อาหารการกิน การปลูกสร้างบ้านเรือน แม้กระทั่งความเชื่ออย่างการนำผงธูปจากศาลเจ้าในบ้านเกิดติดตัวมาด้วยเพื่อบูชาและตั้งศาลเจ้าขึ้นเป็นที่พึ่งพิงทางใจของกลุ่ม ถึงอย่างนั้นนักวิชาการก็พบว่า คนจีนบางส่วนก็เปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลามแบบคนพื้นเมืองด้วย 

แม้จะมีความเข้มแข็งในวัฒนธรรมของตนมากเพียงใด แต่วัฒนธรรมจากจีนแผ่นดินใหญ่ก็ไม่อาจกลืนกลายวัฒนธรรมพื้นเมืองมะละกาและคาบสมุทรมลายูที่มีความเข้มแข็งไม่แพ้กันได้ ด้วยเหตุนี้จึงเกิดปรากฏารณ์หล่อหลอมทั้งสองวัฒนธรรมเป็นวัฒนธรรมใหม่ขึ้นมา โดยยังคงกลิ่นอายที่โดดเด่นของทั้งสองวัฒนธรรมไว้ เรียกรวมๆ ว่า “วัฒนธรรมจีนช่องแคบ (Straits Chinese) หรือวัฒนธรรมเปอรานากัน”

ผู้คนในคาบสมุทรมลายูและภาคใต้ของไทยไม่เพียงใกล้ชิดกันในทางภูมิศาสตร์ พวกเขายังมีวัฒนธรรมทางอาหารและความเชื่อที่เชื่อมต่อถึงกันอย่างน่าสนใจ

การมาถึงของเปอรานากันในภาคใต้

เมื่อถึงสมัยล่าอาณานิคม ชาติมหาอำนาจจากตะวันตก (ณ เวลานั้น) ไล่เริ่มจาก โปรตุเกส สเปน และฮอลันดา หรือเนเธอร์ แลนด์ พยายามหาอุบายเข้ามายึดครองพื้นที่ในคาบสมุทรมลายูและช่องแคบมะละกา เพื่อสร้างอาณานิคมของตนตั้งแต่ ค.ศ.1511 เรื่อยมา ก่อนที่อังกฤษจะเป็นมหาอำนาจชาติที่สี่ซึ่งเข้ายึดครองเกาะปีนัง สิงคโปร์ และมะละกาได้สำเร็จ โดยตั้งเป็นอาณานิคมช่องแคบ (Straits Settlements) และสามารถครอบครองแหลมมลายูได้ทั้งหมดราว ค.ศ.1914 ชาวพื้นเมืองรวมทั้งชาวเปอรานากันทั้งหมดจึงตกอยู่ในอารักขาของอังกฤษไปโดยปริยาย  

ขึ้นชื่อว่า การถือครองอาณานิคมย่อมให้เกิดความรู้สึกทางลบมากกว่าบวก ทว่าการเข้ามาของอังกฤษในครั้งนั้นกลับทำให้เกิดผลดีต่อชาวอาณานิคมหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นวางรากฐานการศึกษา พัฒนาวิชาอาชีพ และส่งเสริมเศรษฐกิจ

บ้านพระพิทักษ์ชินประชา อังมอเหลาหลังแรกของภูเก็ตสร้างขึ้นสมัยปลายรัชกาลที่ 5 โดยพระพิทักษ์ชินประชา ต้นสกุลตุณฑวณิช คหบดีเจ้าของเหมืองแร่และการค้ากับปีนัง
หงอคากี่ ซุ้มโค้งทางเดินหลังคาคลุมด้านหน้าเตี่ยมฉู่ ซึ่งจะเชื่อมต่อตลอดแนวเตี่ยมฉู่ เพื่อเป็นที่หลบแดดหลบฝนสำหรับผู้สัญจรไปมา สะท้อนถึงความเอื้อเฝื้อเผื่อแผ่ของบาบ๋า

ดังนั้นเมื่อเกาะภูเก็ตที่อุดมสมบูรณ์เต็มไปด้วยป่า เริ่มก่อร้างถางเมือง และมีการสำรวจพบแร่ดีบุกมากมาย จึงเปิดโอกาสให้เหล่าบาบ๋าจากคาบสมุทรมลายูที่ถึงพร้อมทั้งฐานะ การศึกษา และองค์ความรู้การทำเหมืองแร่ พากันเดินทางมาลงทุนทำธุรกิจเหมืองแร่ ทำการค้า และตั้งถิ่นฐานที่ภูเก็ต มีส่วนให้เมืองภูเก็ต ตรัง กระบี่ พังงา และระนอง เจริญรุ่งเรืองขึ้นอย่างมาก

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเปอรานากันในเมืองชายฝั่งทะเลอันดามัน ซึ่งยังคงมีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมไว้หลายอย่าง ไม่ว่าจะ สถาปัตยกรรมแบบสรรค์ผสานนิยม (Eclectic Style) สะท้อนอิทธิพลจากตะวันตกผสมผสานกับรสนิยมท้องถิ่น นำไปสู่กลุ่มสำคัญ เช่น เตี่ยมฉู่และอังมอเหลา

“เตี่ยมฉู่” ห้องแถวยาวสำหรับทำการค้าและยังเป็นที่อยู่อาศัยด้วยในตัว ยังพบเห็นได้หลายแห่งที่ถนนดีบุก ถนนถลาง ซอยรมณีย์ เมืองภูเก็ต  และ “อังมอเหลา” คฤหาสน์สไตล์ตะวันตกของผู้มีอันจะกิน หรือคหบดี ยังพบเห็นได้ที่ถนนพังงา ถนนเยาวราช และถนนกระบี่ เมืองภูเก็ต

เมนูหมูฮ้อง ร้าน Blue Elephant นำเสนอใหม่ในสไตล์ไฟน์ไดนิ่ง ยกระดับอาหารเปอรานากันสู่สากล เมื่อรวมกับการเปิดบริการในอังมอเหลาแห่งแรกของภูเก็ต ยิ่งทำให้ใกล้ชิดความเป็นเปอรานากันได้มากยิ่งขึ้น
ติ่มซำ หรือแต่เตี้ยม ภาษาจีนฮกเกี้ยน หรือที่ชาวภูเก็ต เรียก เส่วโบ๋ย อาหารเช้ายอดนิยมในหลายจังหวัดภาคใต้ สะท้อนอิทธิพลวัฒนธรรมจีนที่มีมายาวนาน

อัตลักษณ์อาหารพื้นถิ่นที่อุดมด้วยเครื่องเทศแต่กลับมีเนื้อสัตว์หลักเป็นหมู เช่น หมูฮ้อง เสื้อย่าหยา เสื้อเคบายา ผ้าปาเต๊ะ เครื่องประดับ เช่น ชุดเข็มกลัดเสื้อ 3 ชิ้น เรียก โก่สั้ง เมื่อออกเสียงแบบภูเก็ต ฮั้วก๋วน (มงกุฎดอกไม้ไหว) การนับถือบูชาเทพและสิ่งศักดิ์สิทธิ์จีนร่วมกับการนับถือศาสนาพุทธ

“ในขณะที่ถ้าเราไปดูทางฝั่งอ่าวไทย อย่างสงขลาที่อยู่ใต้สุด แถบนั้นจะไม่ค่อยคุ้นเคยกับคำว่า เปอรานากัน เท่าไรนัก เพราะส่วนใหญ่จะเป็นจีนฮกเกี้ยนมาลงทุนค้าขายที่หาดใหญ่ผ่านอ่าวไทย ผ่านแผ่นดินลงคาบสมุทรมลายู โดยเฉพาะชนชั้นปกครอง แต่ไม่ได้มีญาติตระกูลเปอรานากันในปีนัง ชาวจีนในสงขลาจึงเป็นจีนคนละกลุ่มกับฝั่งอันดามัน ที่ยังมีเอกลักษณ์ความเป็นจีนหลงเหลือไว้อย่างชัดเจนในย่านเมืองเก่า”

เหรียญอีแปะที่ผลิตขึ้นใช้ภายในเมืองสงขลา มีอักษรไทย จีน และอาหรับ (มลายู) ระบุชื่อเมืองสงขลา สะท้อนถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมและการค้าขายในอดีตของเมืองสงขลา
ศาลหลักเมือง หรือศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสงขลา ศูนย์รวมความศรัทธาและความเชื่อคนสงขลาอายุกว่า 184 ปี

นายแพทย์โกศล แตงอุทัย กล่าวปิดท้ายเรื่องราวภูมิศาสตร์สร้างเปอรานากัน พร้อมกับตอบคำถามที่เราสงสัยกลายๆ เกี่ยวกับ ความเป็นจีนในเมืองเก่าสงขลาและกลิ่นอายมลายูจากการสำรวจคราวก่อนว่า มีความเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมเปอรานากันหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นศาลเจ้า ตึกแถวแบบจีนดั้งเดิม ตึกแถวแบบจีนพาณิชย์ ตึกแบบจีนสมัยใหม่ ตึกแถวแบบสงขลาดั้งเดิม อาคารจีนผสมยุโรป อาหารจีนฮกเกี้ยน อาหารจีนแต้จิ๋ว  อาหารท้องถิ่นที่มีกลิ่นอายมลายู ที่ถนนนครนอก นครใน และนางงาม

พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติสงขลา แม้อยู่ระหว่างการบูรณะ แต่ยังเผยให้เห็นเค้าโครงสถาปัตยกรรมจีนผสมตะวันตกซึ่งสร้างขึ้นสมัยรัชกาลที่ 5

อีกหนึ่งจังหวัดใกล้ๆ สงขลาอย่าง “สตูล” ก็มีร่องรอยวัฒนธรรมเปอรานากันที่ชวนให้ค้นหาเช่นกัน แม้จะไม่โดดเด่นเท่าภูเก็ต ตรัง พังงา หรือกระบี่ แต่ที่สตูลก็มีกลิ่นอายความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับมลายูซึ่งไม่พบที่ไหนในประเทศไทย 

เรื่อง วรลักษณ์ ผ่องสุขสวัสดิ์


อ่านเพิ่มเติม : “ปอยส่างลอง”

สะพานเชื่อมทางวัฒนธรรมท่ามกลางพหุชาติพันธุ์ในแม่สอด

Recommend