ถอดรหัส “น้ำมันเมล็ดคามีเลีย” เส้นทางแห่งการวิจัยและพัฒนา

จากเมล็ดพืชที่ต้องผ่านการคัดเลือกสายพันธุ์ให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมของประเทศไทย ไปจนถึงการพัฒนาเครื่องจักรและกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน เบื้องหลังน้ำมันเมล็ดคามีเลียทึ่มาจากองค์ความรู้และการวิจัยที่ต่อยอดคุณค่าของพืช

ลายปีที่ผ่านมาชื่อของน้ำมันเมล็ดคามีเลีย (Camellia Seed Oil) น่าจะเป็นคำที่หลายคุ้นคุ้นหู ในฐานะน้ำมันพืชที่มีประวัติการบริโภคมายาวนาน ซึ่งนำมาใช้ประกอบอาหารด้วยคุณสมบัติที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวในสัดส่วนสูง อย่างไรก็ตาม การนำพืชชนิดนี้มาพัฒนาในประเทศไทยไม่ได้มีเพียงโจทย์ว่าจะสกัดน้ำมันจากเมล็ดได้อย่างไร แต่ยังครอบคลุมไปถึงการทดลองปลูก การคัดเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม ตลอดจนการพัฒนาเครื่องจักรและกระบวนการผลิตให้ได้คุณภาพและมาตรฐาน

เบื้องหลังน้ำมันเมล็ดคามีเลียหนึ่งขวดจึงมีเรื่องราวของการศึกษาค้นคว้าและการทดลองอยู่ไม่น้อย เนชั่นแนล จีโอกราฟิก ฉบับภาษาไทย พูดคุยกับทีมงานโครงการศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำมันเมล็ดคามีเลียและน้ำมันพืชอื่น มูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อย้อนดูจุดเริ่มต้นของงานวิจัย ความท้าทายตลอดกระบวนการพัฒนา ตลอดจนแนวทางการนำพืชชนิดนี้ไปใช้ประโยชน์และสร้างมูลค่าในมิติอื่น ๆ ต่อไป

โครงการศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำมันเมล็ดคามีเลียและน้ำมันพืชอื่น มูลนิธิชัยพัฒนา อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

อะไรคือจุดเริ่มต้นของการวิจัยและพัฒนาน้ำมันเมล็ดคามีเลียของมูลนิธิชัยพัฒนา และโจทย์สำคัญที่นักวิจัยต้องการตอบคืออะไร

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ รศ.ดร.นลิน นิลอุบล สถาบันเทคโนโลยีชีวภาพและวิศวกรรมพันธุศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับกากชา ซึ่งกากชาดังกล่าวได้มาจากการหีบสกัดน้ำมันออกจากเมล็ดชา โดยกากชาสามารถนำไปใช้ในการกำจัดหอยเชอรี่ในนาข้าว จึงเกิดความคิดว่าในเมื่อคนไทยทำนาข้าวอยู่แล้วและต้องใช้กากชามากำจัดหอยเชอรี่ในนาข้าวเป็นประจำทุกปี ประเทศไทยน่าจะปลูกต้นชาน้ำมันเองได้ จึงเริ่มสนใจศึกษาและหาข้อมูล

เมื่อมีโอกาสได้ถวายรายงานจึงนำความกราบบังคมทูลสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี ถึงคุณประโยชน์ของผลิตภัณฑ์จากเมล็ดชาสายพันธุ์คามีเลียโอลีเฟร่า (Camellia oleifera Able) พร้อมเสนอให้มีการส่งเสริมการปลูกในประเทศไทย สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงสนพระทัยและทรงค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับน้ำมันเมล็ดคามีเลียด้วยพระองค์เอง ทำให้ทรงพบว่าเป็นน้ำมันที่มีประโยชน์สูงต่อร่างกายและต่อสังคมส่วนรวมในหลายด้าน

เส้นทางของน้ำมันเมล็ดชา เป็นเส้นทางที่กำเนิดจากสาธารณรัฐประชาชนจีนสู่ประเทศไทย โดยความร่วมมือของมูลนิธิชัยพัฒนาและมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อขอเมล็ดพันธุ์และต้นกล้าชาน้ำมันสายพันธุ์คามีเลีย โอลีเฟร่า จากสถาบันพฤษศาสตร์ มลฑลยูนาน มาทดลองปลูก

ต้นชาน้ำมันสายพันธุ์คามีเลีย โอลีเฟร่า เป็นต้นชาที่ให้ผลและนำเมล็ดมาหีบเป็นน้ำมันเมล็ดชาหรือน้ำมันเมล็ดคามีเลียคุณภาพสูง โดยได้รับสมญานามว่า “น้ำมันมะกอกแห่งโลกตะวันออก” ซึ่งสาธารณรัฐประชาชนจีนได้บริโภคมานานกว่าพันปีแล้ว

น้ำมันเมล็ดคามีเลียมีคุณสมบัติหรือคุณค่าทางโภชนาการที่น่าสนใจอย่างไร ทำไมนักวิจัยถึงให้ความสำคัญ?

ผลิตภัณฑ์น้ำมันเมล็ดคามีเลียมีคุณสมบัติและคุณค่าทางโภชนาการที่น่าสนใจ ทั้ง

  1.  มีไขมันดี 87% และไม่มี “ไขมันทรานส์” และไม่มี “โคเลสเตอรอล” ลดไขมันชนิดไม่ดี (LDL) และเพิ่มไขมันชนิดดี (HDL)
  2. มีโอเมก้า 3 6 และ 9 ซึ่งเป็นกรดไขมันจำเป็นและมีประโยชน์อย่างมากต่อร่างกาย
  3. มีวิตามินอี ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant)
  4. มีเบต้า-ซิโตสเตอรอล มีส่วนช่วยควบคุมระดับโคเลสเตอรอลในเลือด
  5. ทนความร้อนได้สูงกว่า 200 องศาเซลเซียส จึงสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายประเภท

ทั้งนี้ โครงการฯ ได้ส่งผลิตภัณฑ์น้ำมันเมล็ดคามีเลียไปตรวจวิเคราะห์คุณสมบัติและคุณค่าทางโภชนาการยังห้องปฏิบัติการภายนอกที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน

ในมุมมองของนักวิจัย น้ำมันเมล็ดคามีเลียมีศักยภาพต่อการดูแลสุขภาพในระยะยาว (Longevity) อย่างไร และควรทำความเข้าใจเรื่องนี้อย่างไรโดยไม่กล่าวอ้างเกินหลักฐานทางวิทยาศาสตร์?

ผลิตภัณฑ์น้ำมันเมล็ดคามีเลียมีไขมันดี 87% และไม่มี “ไขมันทรานส์” อีกทั้งอุดมด้วยกรดไขมันโอเมก้า 9 (กรดโอเลอิก) สูงถึง 78% ซึ่งมีส่วนช่วยบำรุงหัวใจและหลอดเลือดอย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและป้องกันภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง โดยผลิตภัณฑ์ได้รับสัญลักษณ์ “อาหารรักษ์หัวใจ” จากมูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ ภายใต้โครงการ “อาหารไทยหัวใจดี” เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพหัวใจได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังมีวิตามินอีซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระและช่วยลดความเสี่ยงไขมันอุดตันในหลอดเลือด

จากคุณสมบัติอันโดดเด่นของผลิตภัณฑ์น้ำมันเมล็ดคามีเลีย ทำให้ได้รับการยอมรับและเผยแพร่โดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านการแพทย์และสุขภาพบนโลกออนไลน์อย่างกว้างขวาง ในฐานะน้ำมันพืชคุณภาพดีที่เป็นทางเลือกเพื่อสุขภาพ อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคควรควบคุมปริมาณการใช้ให้เหมาะสมควบคู่กับการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด

แปลงสวนสาธิตด้านหลังโครงการ

กระบวนการวิจัยและพัฒนาจากเมล็ดคามีเลียสู่ผลิตภัณฑ์น้ำมัน มีความท้าทายหรือองค์ความรู้สำคัญอะไรบ้างที่คนทั่วไปอาจไม่เคยเห็น?

จากเมล็ดพันธุ์และต้นกล้าพันธุ์ที่ได้รับมอบจากสาธารณรัฐประชาชนจีนเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในประเทศจีน ดังนั้น ในเบื้องต้นการนำมาทดลองปลูกในพื้นที่ภูเขาของประเทศไทย คณะวิจัยจากมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงต้องทำการศึกษาวิจัยเพื่อคัดเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพอากาศและสภาพดิน ตลอดจนศึกษาวิธีการดูแลรักษาและการขยายพันธุ์ เพื่อให้ได้ต้นพันธุ์ที่สมบูรณ์และให้ผลผลิตสูงสุด

เมื่อได้ผลผลิตเมล็ดชาออกมาแล้ว คณะวิจัยจากมูลนิธิชัยพัฒนาได้ศึกษาต่อยอดด้านการสกัดและปรับปรุงคุณภาพน้ำมันเมล็ดคามีเลียให้ได้มาตรฐานและมีอายุการเก็บรักษาที่ยาวนานสำหรับวางจำหน่าย เนื่องจากองค์ความรู้รวมถึงเครื่องมือเครื่องจักรในการสกัดน้ำมันชนิดนี้ถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับนักวิจัยในขณะนั้น จากการศึกษาดูงานกระบวนการหีบสกัดน้ำมันเบื้องต้นที่ประเทศจีน คณะวิจัยได้นำองค์ความรู้มาประยุกต์และออกแบบเครื่องจักรให้เหมาะสม โดยปรับปรุงเครื่องหีบสกัดที่มีอยู่ในประเทศไทยควบคู่กับการออกแบบระบบถังปรับสภาพที่ผลิตขึ้นเองภายในประเทศ รวมถึงพัฒนาวิธีการปรับปรุงคุณภาพน้ำมันให้ปลอดภัยสำหรับการบริโภค จนประสบความสำเร็จและมีเครื่องมือที่เหมาะสมในปัจจุบัน พร้อมทั้งเดินหน้าวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ จากน้ำมันเมล็ดคามีเลียต่อไป

การพัฒนาน้ำมันเมล็ดคามีเลียมีความหมายต่อภาคการเกษตรและการเพิ่มมูลค่าผลผลิตของไทยอย่างไร และมองเห็นโอกาสต่อยอดในอนาคตอย่างไร?

นอกจากน้ำมันเมล็ดคามีเลียจะมีประโยชน์ในการบริโภคและผลิตเครื่องสำอางแล้ว ผลพลอยได้ที่มีประโยชน์ในภาคการเกษตรขอประเทศไทยก็คือ กากชา “ยากำจัดศัตรูพืช สูตรธรรมชาติ” ที่ได้จากการนำเมล็ดชาไปหีบสกัดเอาน้ำมันออกแล้ว โดยกากชาจะมีสารซาโปนินซึ่งมีประโยชน์ในการใช้กำจัดหอยเชอรี่ในนาข้าว อีกทั้งช่วยลดการนำเข้าและลดการใช้สารเคมีกำจัดหอยเชอร์รี่แก่เกษตรกรที่ทำนาได้

นอกจากนี้ในอนาคตสามารถเพิ่มมูลค่าได้ด้วยการสกัดสารซาโปนินเข้มข้นและบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น เพื่อนำไปต่อยอดวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อีกมากมาย เช่น แชมพู เป็นต้น

การส่งเสริมการปลูกต้นชาน้ำมันถือเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดในการฟื้นฟูผืนป่าในพื้นที่สูงและบรรเทาปัญหาไฟป่าได้อย่างยั่งยืน เนื่องจากต้นชาน้ำมันเป็นไม้ยืนต้นที่มีอายุยืนและทนทานต่อความแห้งแล้ง ในขณะเดียวกันยังช่วยสร้างโอกาสทางอาชีพและและพัฒนาชุมชน ทำให้ชุมชนมีรายได้ที่มั่นคงเพิ่มขึ้นจากการจำหน่ายเมล็ดชาน้ำมัน

ภาพจากโครงการศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำมันเมล็ดคามีเลียและน้ำมันพืชอื่น

มูลนิธิชัยพัฒนา


อ่านเพิ่มเติม : จากห้องปฏิบัติการสาขาสมองกลสู่เวทีระดับโลก เบื้องหลังความสำเร็จนักเรียนไทย ใน RoboCup 2026

© COPYRIGHT 2026 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.